เมื่อคืนวันที่ 20 กันยายนที่ผ่านมา มีการปฏิเสธทหารรวมทั้งนักข่าวไทย ที่เข้าไปยังหมู่บ้านตันหยงลิมอร์ ตำบลตันหยงลิมอร์ อำเภอระแงะ อำเภอนราธิวาส เพื่อติดตามสถานการณ์ที่กลุ่มชาวบ้านกักตัว 2 ทหารนาวิกโยธิน สังกัดค่ายจุฬาภรณ์ จ.นราธิวาส เอาไว้ในหมู่บ้าน เนื่องจากสงสัยว่าทหารทั้งสองนาย อาจมีส่วนเกี่ยวข้องกับเหตุการณ์ยิงถล่มร้านน้ำชาภายในหมู่บ้าน เป็นเหตุให้มีผู้เสียชีวิต 2 ราย และบาดเจ็บอีก 4 ราย และได้เรียกร้องให้สื่อมวลชนมาเลเซียเข้ามาทำข่าว นักข่าวไทยถึงจะได้ข่าวด้วย ปริศนาคือ เหตุใด สื่อมวลชนไทย จึงไม่ได้รับความไว้วางใจจาก ชาวบ้านในพื้นที่นี้
     ดัดมาเพียงบางส่วน และแนะนำให้อ่านข่าวทั้งหมดก่อนเข้าสู่ประเด็นหลัก คือ “ความไว้วางใจกัน” ที่ หนังสือพิมพ์โฟกัส ภาคใต้  หัวข้อข่าว : เมื่อชาวบ้านไม่ไว้ใจสื่อ! ไขปริศนาเขตปลอดนักข่าวไทยที่ตันหยงลิมอร์

     ประเด็นคือผมอ่านแล้วอ่านอีก ในถ้อยคำสำนวนทั้งหมดของประเด็นข่าวที่อ้างถึง ผมไม่พบว่ามีความไว้วางใจซึ่งกันและกันเลย จนคิดเลยเถิดไปว่า "ความไว้วางใจกัน" จะมีอิทธิผลมากน้อยอย่างไรต่อความสันติสุข

     ในส่วนที่เป็นข้อความในล้อมกรอบเหลือง "เขาเชื่อว่า การเรียกร้องให้สื่อมวลชนมาเลเซียเข้ามาทำรายงานข่าวนั้น ..." ท่านทั้งหลายครับลองอ่านดูซิ ถ้อยคำสำนวนเหล่านี้จะทำให้เกิดความไว้วางใจกันได้หรือไม่ โดยเฉพาะคำที่ขึ้นต้นว่า "เชื่อว่า..."

     เท่าที่ได้เคยต่อสายโทรศัพท์พูดคุยกับเพื่อนที่อยู่ จ.ยะลา และนอนคุย (ไปประชุมและพักที่เดียวกัน) กับเพื่อนที่อยู่ จ.ปัตตานี ถึงสภาพที่แท้จริงของ "ความไว้วางใจกัน" ว่าเป็นอย่างไรบ้าง เพื่อนได้ให้ความหมายของคำว่า "ความไว้วางใจกัน" ว่าหมายถึง ความเชื่อถือ ให้เกียรติ ไม่ติดใจสงสัยกัน (ถ้าสงสัยก็ต้องสอบถามกันได้) ไม่หลอกลวงกัน ฯลฯ ซึ่งเพื่อนซึ่งเคยรู้ว่าผมใช้ชีวิตการเป็นหมออนามัยอยู่ที่ตำบลหนองธง ได้ถามกลับมาว่าหากจะให้หมายถึง "ความไว้วางใจ" ให้ชัดเจน ก็ให้ความหมายตามสิ่งที่ผมได้รับจนถึงปัจจุบันจากชาวหนองธง นั่นแหละ ผมถามกลับไปด้วยคำถามที่ใกล้ตัวที่สุดในความเป็นเพื่อน "ทุกวันนี้ที่เพื่อน ๆ เราหลาย ๆ คนอยู่กันที่นี่เป็นอย่างไรบ้าง ไว้ใจกันได้ไหม" คำตอบที่ผมอึ้งคือ "ไม่แน่ใจเหมือนกัน"

ขอไว้อาลัยกับผู้ที่เสียชีวิต
ขอแสดงความเสียใจอย่างยิ่งกับผู้ที่ได้รับบาดเจ็บทั้งร่างกายและจิตใจ
และไว้อาลัยอย่างที่สุดกับความไม่ไว้ใจกัน
ณ ที่แห่งนี้ด้วย