โดยสรุปว่า ถ้านักวิชาการไกด์แล้ว ชาวบ้านเก็ต ทุกอย่างก็โอเค แต่หลาย ๆ พื้นที่นักวิชาการไกด์แล้ว ชาวบ้านไม่เก็ต ทุกอย่างก็เดินต่อไปไม่ได้

 

    เมื่อวานนี้ มีเวทีสานเสวนา "บทบาทนักวิชาการกับการมีส่วนร่วมในการพัฒนากว๊านพะเยา" ขึ้น ณ ร้านกาแฟเฮือนไม้สัก อำเภอเมือง จังหวัดพะเยา โดยเชิญกลุ่มนักวิชาการต่าง ๆ เข้าร่วม แต่เป็นเรื่องใหม่ จึงมีผู้เข้าร่วมประมาณ ๑๐ ท่าน ๕ ส่วนงานคือจากมหาวิทยาลัยพะเยา ได้แก่ ดร.กรรณิกา พิมลศรี, ดร.ประกอบศิริ ภักดีพินิจ, ดร.ภัทรา บุรารักษ์, ผศ.มนตรา พงษ์นิล พร้อมกับนักศึกษาและผู้ติดตามอีก ๒ คน  จากสถาบันปวงผญาพยาวได้แก่คุณชัยวัฒน์ จันทิมา จากโครงการพะเยาเพื่อพัฒนาได้แก่คุณสหัสยา วิเศษ จากหอวัฒนธรรมนิทัศน์วัดศรีโคมคำได้แก่พระครูสมุห์สุวิทย์ และผู้เขียนจากมหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย

 

     เป้าหมายหลักคือใครทำเรื่องกว๊านพะเยา ไม่ว่าจะเป็นงานวิจัย วิทยานิพนธ์ หรือข้อมูลอื่น ๆ ก็จะได้มาพบปะพูดคุยกันเหมือนการทำ KM ร่วมกัน

 

     ในประเด็นดังกล่าวนี้ ผู้เขียนจึงเสนอคำว่า "กว๊านพะเยา" เนื่องจากคนข้างนอกวงสนทนา อาจเข้าใจผิดคิดว่าต้องเป็นเรื่องแคบแค่กว๊านพะเยาเท่านั้น แต่ความจริงต้องจำกัดขอบเขตและความหมายใหม่  คำว่า "กว๊านพะเยา" หมายถึงเขตพื้นที่ของจังหวัดพะเยา ซึ่งอาจจะเป็นป่าไม้ แร่ธาตุ วิถีชีวิต ลักษณะสังคม การกิน การแต่งกาย ฯลฯ ของคนที่อยู่ในจังหวัดพะเยา ถ้าไม่นิยามความหมายไว้ก่อนก็จะทำให้ความหมายแตกต่างกันออกไปได้

 

     เมื่อเป็นเช่นนี้คุณชัยวัฒน์และคุณสหัสยา ได้เพิ่มเติมในส่วนของความหมายว่าคนที่อยู่ในลุ่มน้ำอิงทั้งหมด ซึ่งก็หมายรวมถึงคนที่อยู่ต้นน้ำ กลางน้ำ และปลายน้ำ ตลอดจนถึงคนที่อยู่แหล่งน้ำปลีกย่อยอื่น ๆ อีกมากมาย

 

     จากการที่กล่าวมา มีเรื่องที่น่าสนใจของอาจารย์มหาวิทยาลัยพะเยา ๒ ท่านคือ ดร.ประกอบศิริ ภักดีพินิจ ที่เล่าให้ฟังถึงการทำงานวิจัยในท้องถิ่น ว่า ในขณะที่ทำงานวิจัยปริญญาโท ของมหาวิทยาลัยเชียงใหม่ ได้ทำเรื่องแหล่งความรู้โบราณสถานวัดร่องไฮ การตีมีด ซึ่งเป็นการเข้าไปรวบรวมองค์ความรู้เอาไว้ ส่วนชาวบ้านจะได้กระบวนการที่เป็นเอกสารและการทำงาน เนื่องจากชาวบ้านจะทำงานตามปกติโดยไม่ได้มีรายละเอียดในการจัดการความรู้ จึงเป็นหน้าที่ของนักวิจัยต่อไป

 

    หลังจากติดตามชุมชนแล้วทราบว่าชุมชนได้นำงานวิจัยไปใช้ต่อแค่ ๕๐% เท่านั้น ซึ่งกระบวนการนี้เมื่อทำงานกับ สกว.ทำให้ทราบว่าการอนุมัติโครงการ ต้องให้เกิดผลกระทบต่อชุมชน นอกจากนั้นแล้ว ยังให้ไปหาเครือข่ายคือใครจะเอางานวิจัยไปใช้ต่อให้เป็นประโยชน์บ้าง

 

     ส่วน ดร.กรรณิกา  พิมลศรี ได้ไปทำงานที่บ้านฮวก อำเภอเชียงคำ เนื่องจากช่วงที่ผ่านมากระแสการพัฒนาประเทศในอนุภูมิภาคลุ่มน้ำโขงมาแรง จึงสนใจชายแดนของประเทศ GMS ที่ทำให้เห็นว่ากระแสโลกาภิวัตน์ เหมือนก้อนหินใหญ่ ๆ กำลังกลิ้งมาทัพชุมชนเล็ก ๆ ทางจังหวัดพะเยาขณะนั้นผู้ว่าราชการจังหวัดถึงกับประกาศว่าพะเยาจะเป็นปาย2 จึงทำให้นักวิชาการหลายท่านเข้าไปศึกษาอำเภอปาย จังหวัดแม่ฮ่องสอน ซึ่งไม่ได้มีแต่ด้านดี ๆ ด้านเสียก็มีมาก จึงได้ลงมือศึกษาด่านบ้านฮวกซึ่งเป็นเขตติดต่อกับเมืองไชยะบุรีของประเทศลาว

 

     เมื่อเข้าไปศึกษาแล้วทำให้เห็นว่าชาวบ้านคิดเอง มีการรวมกลุ่มกันที่จะรื้อฟื้นวัฒนธรรมท้องถิ่นขึ้นมา เช่น ยาสมุนไพร วิถีชีวิต การเป็นอยู่ การทอผ้า และการย้อมสีผ้าโดยใช้เปลือกไม้แทนการใช้สีสารเคมี ตลอดจนถึงการละเล่นต่าง ๆ ปัจจุบันได้มีการตั้งศูนย์พิพิธภัณฑ์ท้องถิ่นขึ้นมา โดยมาหาวิทยาลัยพะเยาได้เข้าไปช่วยชาวบ้านในเรื่องข้อมูลและเทคนิค ประเด็นที่อยากฝากไว้คือชาวบ้านจะยกระดับเป็นนักวิจัยในชุมชนของตนเองได้อย่างไร?

     ทำให้เห็นว่าชาวบ้านฮวก ไม่ใช่ชาวเขา ไม่ได้อพยพมาจากดอย แต่เป็นพ่อค้าแม่ค้าที่มีฐานะทางการเงิน ดังนั้นเรื่องที่เข้าไปเสนอจึงเป็นการต่อยอดขึ้นไป เช่น ตอนนี้มีโฮมสเตย์ จึงมีการคิดต่อไปว่าถ้าถนนผ่านจีนลงมาลาวและเข้าไทยผ่านมาทางพะเยาตรงบ้านฮวกนี้ จะทำอย่างไรไม่ให้บ้านฮวกไม่ใช่แค่ทางผ่าน เมื่อเข้ามาไม่ใช่แค่ทำ Visa แล้วไป?

     ชาวบ้านก็ฉลาด ที่ทำบ้านพักรอเอาไว้ ไม่ใช่รอนักท่องเที่ยวเพราะพะเยาตรงบ้านฮวกไม่ใช่สถานที่ท่องเที่ยว แต่เอาไว้ต้อนรับพ่อค้าแม่ค้า โดยชูประเด็นว่า ทำไมพ่อค้าแม่ค้าต้องพักที่ชายแดนบ้านฮวก? เพราะได้บรรยากาศของเมืองชายแดน เมื่อเข้ามาพักแล้วรู้สึกอบอุ่นเนื่องจากเป็นญาติกัน เป็นต้น

    

     นอกจากนั้นแล้วอาจารย์ทั้งสองยังได้ร่วมกันวิเคราะห์อีกว่า จากการลงพื้นที่ต่าง ๆ ในจังหวัดพะเยา ทำให้เห็นมุมมองหลายอย่างเช่น

     ๑.ชุมชนบ้านร่องไฮ อำเภอเมืองพะเยา เป็นชุมชนที่ต้องอาศัยแรงกระตุ้นจากภายนอกเพื่อให้คนในชุมชนตื่นตัว

     ๒.ชุมชนบ้านฮวก อำเภอเชียงคำ ชุมชนมีทุนของตนเอง กล่าวคือชาวบ้านสามารถต่อยอดไปได้เลยหลังจากเกิดการกระตุ้นจากนักวิชาการแล้ว

     ๓.ชุมชนบ้านบัว อำเภอเมืองพะเยา มีผู้นำที่เด่นประกอบกับมีคณะกรรมการชุมชนที่ร่วมกัน กล่าวคือไปพบผู้ใหญ่บ้าน เมื่อครั้งที่สอง ครั้งที่สาม สามารถเข้าไปพบคณะกรรมการท่านใดก็ได้ ซึ่งจะสลับเปลี่ยนกันมาให้ข้อมูล แต่บ้านฮวกต้องไปหาพ่อหลวงบ้านเท่านั้น ส่วนบ้านร่องไฮต้องไปหลาย ๆ บ้าน หมายความว่าต้องไปพบหลาย ๆ กลุ่มเพื่อไม่ให้เกิดความระแวงสงสัยกัน เป็นต้น

 

     โดยสรุปว่า ถ้านักวิชาการไกด์แล้ว ชาวบ้านเก็ต ทุกอย่างก็โอเค แต่หลาย ๆ พื้นที่นักวิชาการไกด์แล้ว ชาวบ้านไม่เก็ต ทุกอย่างก็เดินต่อไปไม่ได้

 

     การเสวนากัน ดร.กรรณิกา ได้กล่าวเสริมว่าจะเห็นว่าชุมชนชายแดนนั้นมีเสน่ห์มาก ยิ่งช่วงที่บ้านฮวกเป็นพื้นที่สีชมพูในยุคของคอมมิวนิสต์ ทำให้ชาวบ้านมีลักษณะที่น่ายินดีประการหนึ่งคือชาวบ้านจะพากันตื่นตั้งแต่ตีห้าเพื่อออกมากวาดหน้าบ้าน โดยมีผู้นำเป็นผู้ปลุกแนวคิดให้เกิดการพัฒนาตลอดเวลา

 

     ดร.ประกอบศิริ ได้กล่าวเสริมอีกว่า จากการทำวิจัยเรื่องกว๊านมีสถานที่ขึ้นชื่อรอบกว๊านพะเยา ๓ จุดคือ วัดศรีโคมคำ ลานพ่อขุนงำเมืองและตัวกว๊านพะเยาเท่านั้น เมื่อสำรวจเอกสารงานวิจัยที่เกี่ยวข้องมีทั้งหมด ๘๙ เรื่องโดยจะแบ่งออกเป็นเรื่องสิ่งแวดล้อม และเรื่องเกี่ยวกับวัฒนธรรมประเพณี ซึ่งส่วนใหญ่ก็เป็นงานของคนนั่งอยู่แถวนี้ (หมายถึงเป็นผลงานของผู้เขียนทีได้เขียนมุมมองต่าง ๆ เอาไว้หลายเล่ม)

 

     เมื่อเวลาล่วงเลยมาพอสมควรแล้ว ในวงเสวนาต้องการให้เกิดมีแกนกลางในการเป็นเจ้าภาพหลัก ในการตั้งองค์กรนักวิชาการเมืองพะเยาขึ้น โดยมีแนวคิดว่าถ้ารัฐเป็นตัวนำจะทำให้เกิดองค์กรที่ไม่ยั่งยืน เพราะภาครัฐหรือภาคราชการ จะมีการทำงานแบบประจำ มักมีแผนงาน เวลาที่ตายตัว แต่ถ้า NGO ทำ  จะเป็นงานทำด้วยใจมากกว่าซึ่งจะทำยั่งยืนและมีผลประโยชน์ทางการแลกเปลี่ยน

 

      ประเด็นนี้ ผู้เขียนได้เสนอว่าการจะตั้งเป็นองค์กรดูจะไวเกินไป เริ่มแรกมาคุยกันแบบสภากาแฟ เมื่อได้กลุ่มก้อนที่เหนียวแน่น และมีประเด็นที่หลากหลาย ประกอบกับมีผู้ร่วมอุดมการณ์เดียวกันมากขึ้น ก็ควรจะตั้งองค์กรแบบมหาวิทยาลัยเที่ยงคืนของ ศ.นิธิ  เอี่ยวศรีวงศ์ โดยอาจใช้ชื่อว่า "มหาวิชชาลัยกว๊านพะเยา" หรือ "กว๊านพะเยามหาวิชชาลัย" ก็ได้ ให้ล้อมาจากมหาวิชชาลัยปูทเลย์ จากเรื่องมหาชนก  โดยครั้งหน้าผู้เขียนขอเป็นเจ้าภาพเอง โดยเสวนากันที่วัดศรีโคมคำ

 

     ผลจะเป็นอย่างไรต่อไป ไม่ทราบ  แต่ที่ผู้เขียนได้สัมผัสคืออย่างน้อยนักวิชาการในเมืองพะเยา ได้ทำงานด้านข้อมูลพื้นฐานให้กับสังคมไว้ในหลากหลายมิติ และข้อมูลที่มาจากนักวิชาการเหล่านี้ ถ้าจัดรวบรวมไว้เป็นหมวดหมู่ ก็จะเป็นคลังสมองให้กับพะเยานำไปใช้ได้  โดยเฉพาะอย่างยิ่งผู้บริหารระดับสูงในจังหวัดจะได้ใช้ประโยชน์ด้วย ซึ่งประเด็นนี้คุณชัยวัฒน์ ได้สะท้อนให้เห็นบางแง่มุมอย่างน่าตำหนิว่า กรณีปลิงเข็มในกว๊านพะเยา ทุกคนตกใจกันหมด ผู้บริหารระดับจังหวัดก็ไม่มีข้อมูล ผู้ดูแลกว๊านพะเยาก็ไม่มีข้อมูลพื้นฐานเอาไว้ ต้องไปถามชาวบ้านว่าจะแก้ปัญหาอย่างไร? ชาวบ้านบอกเพียงว่าให้ใช้ปูนขาวมากำจัด เท่านั้นแหละทุกอย่างก็พบทางออก เห็นหรือไม่ว่า ความรู้ไม่ได้มาจากหน่วยงานของรัฐ แต่เป็นเกษตรกร ป.๔ นี้เอง

 

     อีกกรณีหนึ่ง ที่ทางผู้นำท้องถิ่นระดับจังหวัดจะใช้งบประมาณ ๑๗๐ ล้านบาทมากำจัดผักตบชวา เมื่อถูกถามว่าผักตบเกิดตรงบริเวณไหน? เนื้อที่เท่าไร่? หนักเฉลี่ยกีตัน? ไม่มีคำตอบ  ไม่มีข้อมูลพื้นฐาน จึงทำให้เชื่อว่ามีการตำน้ำพริกละลายกว๊านพะเยา เพียงเพื่อให้ได้ใช้เงินงบประมาณอันเป็นภาษีของประชาชนแค่นั้นหรือ?

 

     ปัญหาที่กล่าวมา คนพะเยากลุ่มหนึ่งจึงพยายามเสนอข้อมูลที่กระจายกัน เพื่อมารวมกัน หนุนกัน เหมือนกับการทำ KM ให้จังหวัดพะเยาไปในตัวด้วย