เอามาฝาก   อ่านฟรี ไปก่อน นะ

บทที่ XXX   หนงสือ LO เล่ม สาม แยกระบบออกจากวัฒนธรรมองค์กรแต่ก็ทำไปด้วยกัน

                หลายคน ทำ LO แล้ว สับสน  ระหว่างเรื่องของ ระบบ (System) เช่น  ISO  TQM TPM  KM เป็นต้น    กับ เรื่อง วัฒนธรรมองค์กร (Cultures  หรือพฤติกรรมในองค์กร ) เช่น  วัฒนธรรมการเรียนรู้   การสร้างนวตกรรม   สันดานรักเครื่องจักร  สันดานใฝ่รู้   สันดานพูดคุยกันอย่างเปิดใจแต่ไม่แค้นใจ   ฯลฯ   ไม่ออก   

                ผลก็คือ

๑) คนที่เคยเป็นพระเอก เรื่อง ระบบ เช่น เซียนทำ ISO ทั้งหลาย  รู้สึกตนเอง โดนแย่งซีน  เสียบทบาทไป  เพราะ ตัวตน เสียงภายใน บอกว่า   ตนเองกำลังสูญเสีย    โดยหารู้ไม่ว่า  LO  กับ ISO มันคนละเรื่องเดียวกันเลย    คือ มันเกื้อหนุนกัน

๒) พวกเคร่งระบบ  เมื่อจับมาทำ LO  จะได้ผลงานออกมาเป็นระบบ  เช่น ได้ KM  แทนที่จะได้ LO  โดยหารู้ไม่ว่า  LO เป็นการสร้างวัฒนธรรม   สร้างวิธีคิด   ที่ต้องอาศัยเรื่องของ ใจ   เป็นเรื่อง นุ่มลึก  (Deep & soft)  ไม่ใช่   เป็นอะไรที่ แข็งและไร้หัวใจ (Rigid & heartless)  อย่างที่เคยทำสำเร็จในการสร้างระบบต่างๆ    

                เราไม่สังเกตหรือว่า  เราทำ ระบบต่างๆ ไม่เป็น  เราเน้นแต่ด้านแข็ง ด้านผล ด้านตัวเลข  จนละเลย เรื่องลึกๆ นุ่มลึกใน ใจ ของพนักงาน หรือ แม้นแต่ของตนเอง

                คนตรวจระบบต่างๆ    สุดท้าย  ได้แต่อำนาจ  ที่คนโดนตรวจดูจะ แกล้ง ยอมไปงั้นๆเอง 

                เราไม่รู้สึกหรือว่า  ต่างชาติมาติดตั้งระบบอะไรก็แล้วแต่  เราทำมันเละทุกที แถมเสียเงินค่าโง่   โดยไม่คิดระบบของตนเอง

                ระบบต่างๆที่ทำนั้นดี และต้องทำ  แต่ เราเอาคนมาทำที่ไม่มี ใจ   คนบ้าอำนาจ คนที่ยังหาตนเองไม่เจอ     สุดท้ายคนเหล่านี้ก็ทำมันซะเสียรูปไปเลย  พนักงานแค่เอ่ยชื่อ  5   TQM  TPM ISO  ก็ขนหัวลุกแล้ว 

                ระบบพวกนี้ดีครับ  แต่ เมื่อไรคนทำระบบจะทำ  เรื่องของ วัฒนธรรมองค์กรขนานไปด้วย   

                ครูสมพรสอนลิง    ท่านสอนลิงให้ทำงานเก็บผลไม้ได้    ท่านย้ำเสมอว่า  ความรักต้องมาก่อนความรู้    และ ถ้าจะให้ลิงมีวินัย  ต้องรุกด้วยอาหาร ความรัก  ปิยวาจา ฯลฯ 

                สังเกตไหมว่า ระบบต่างๆ  ทำไปแล้ว ได้รางวัลไปแล้ว  ได้ Deming prize ไปแล้ว   คนของเราได้อะไร   คิดดีขึ้นไหม   มีความสุขกว่าเดิมไหม  พูดกันรู้เรื่องขึ้นไป  รักองค์กรมากไหม ฯลฯ  หรือ ในทางกลับกัน  เข็ดขยาด เจ้านายนักล่ารางวัล  ลาออกไปมากมาย   มีคนบ้าอำนาจมาดูแลระบบมากขึ้น    รางวัลมามกายแต่องค์กรไม่ได้กำไรขึ้นเลย   ฯลฯ   นี่แหละ  มาถูกทางแล้ว คือ ทำ ระบบ เพราะ จำเป็น  แต่  ดันลืม พก หัวใจ มาด้วย   เรียกว่า ตายตอนจบ    ถูกทางแต่ตายกลางทาง

๓) พนักงานเบื่อการทำระบบต่างๆ  เพราะ เราไม่ได้ ใจ พวกเขามา  การแค่ ได้ใบรับรองแล้ว เลี้ยงฉลองโต๊ะจีน  ร้องเพลงกันสนุกสนาน ฯลฯ  ถามจริงๆเถอะ  นั่นใข่ ความต้องการที่แท้จริงของพวกเขาหรือไม่   

            พนักงานอาจจะคิดว่า ทำแทบตาย  ก็แค่ได้กิน    ธรรมดาไปงานแต่ง งานขึ้นบ้านใหม่ ฯลฯ ก็กินแบบนี้อยู่แล้ว    

                ถ้าเราวางระบบได้ถูกต้อง  มีวัฒนธรรมที่เป็นบรรยากาศหล่อหลอมการทำระบบ  พนักงานมีความสุข  พนักงานทำด้วยใจ   สนุกอยู่กับงาน  ฯลฯ   ระบบจะออกมาดีเอง 

                คนตรวจระบบ  ที่ตรวจแต่ ความผิด   เจอแต่ ความบกพร่อง ตื่นๆ   เจอ เรื่องเดิมๆ เช่น ลืมลงนาม ไม่ทำตามขั้นตอน ฯลฯ   เป็นคนตรวจระบบที่ไม่ใช่ คนตรวจระบบที่สมบูรณ์แบบ   เป็นหุ่นยนต์ที่ไร้ใจ  เป็นเซียนระบบที่ไม่นุ่มลึก    มีแต่แข็ง  เอาแต่ใจ  

                สมัยใหม่  ตรวจระบบ ต้อง ตรวจที่พฤติกรรมครับ    ตรวจ TPM เขาตรวจคนมากกว่าเครื่องจักร   คนตรวจยุคโบราณยังอยู่ตื้นๆ แค่ ขอดูเอกสาร  ไหนทำให้ดูสิ  ฯลฯ                   พวกเมาระบบ จะเร่งผล   จนลืมดูความมนุษย์ของพนักงาน หรือแม้แต่ตนเอง   สุดท้าย  ก็จะเป็นอย่างที่ได้ยินบ่อยๆว่า  เกิดอเมริกา โตญี่ปุ่น ตายเมืองไทย   ก็ด้วยสาเหตุต่างๆ ที่ผมเขียนไว้ข้างต้นนี่เอง