เมื่อถามว่า ความรู้มาจากไหน...ไม่ตอบ ต่อเมื่อถามว่า “ความรู้นี้ท่านได้แต่ใดมา” พี่มะโหนกจึงยอมตอบว่า “บิดาข้านั้นไซร้มอบให้” แล้วค่อยขยายความต่อ
คนแม่กลองร่ำรวยทรัพยากรมาตั้งแต่โบราณที่ยังไม่มีเขื่อนต้นน้ำ  เพราะรู้จักใช้ให้เกิดประโยชน์  จากการสังเกตเหตุการณ์ธรรมชาติ  ฤดูกาล  คลื่น  ลมในทะเล  ห่างฝั่ง  ริมทะเล  ริมคลอง  ลึกจากคลอง  ป่าชายเลน  โกงกาง  แสม  ลำพู  ลักษณะเลน  ตะกอนปากแม่น้ำ  ดินชายคลอง  น้ำในคลอง  ความสว่าง  การขึ้นของดวงจันทร์  บอกเวลาน้ำขึ้นน้ำลงได้แม่นยำ  น้ำเช้า  น้ำเย็น  น้ำเกิด  น้ำตาย  ในแต่ละช่วงของวัน  สัมพันธ์กับข้างขึ้นข้างแรม  แต่ละเดือนของปี  ปีไหนจะมีเดือนแปดสองหน  ชดเชยระยะรอบการหมุนของดวงจันทร์ให้พอดีกับที่เป็นจริง  สั่งสมบทวิเคราะห์  แล้วใช้ชีวิตอย่างสอดคล้องธรรมชาติรอบ ๆ ใกล้ตัว  คนที่สั่งสมไว้มาก  ทำความเข้าใจความเชื่อมโยงที่อยู่ไกลออกไปได้  ทำนายความเป็นไปล่วงหน้าได้ใกล้เคียงกับสิ่งที่จะเกิดจริง  ย่อมลุ่มลึกและเตรียมชีวิตพร้อมเสมอ 

 

ช่วงตุลาคมถึงมกราคม  ลมอุกาจะพัดมาแบบแรง  คลื่นโต  ทะเลพิโรธ  ก็คว่ำเรือพักขึ้นคาน ม่ายช่าย...ไม่ใช่ขึ้นคานแบบนั้น  (เอาเรือประมงขึ้นฝั่ง  วางคว่ำบนขาตั้ง)  เตรียมการซ่อมแซม  ตอกหมันปิดชันทาสีใหม่  ให้พร้อมใช้งาน  เมื่อทะเลเริ่มสงบ  ฟ้าฝนเป็นใจ  เมฆใสขาวนวล  เปิดทัศนวิสัยให้กว้างไกล  เห็นฝูงนก  ลักษณะฟองคลื่น  พรายน้ำ  ที่รู้ว่าฝูงปลาจะอยู่ตำแหน่งใด  ฝูงปลาอะไร  คืนนี้จะได้ปลาใหญ่น้อยจำนวนมากน้อย....โชคลางก็ส่วนหนึ่ง  ด้วยความเคารพพระแม่คงคา  มีเวลาให้ท่านพัก  ช่วงที่ปลาวางไข่  ปูเด็กยังเปลี่ยนกระดองไม่เสร็จ  ก็ยังไม่จับ  แต่ส่วนใหญ่ก็คือ การสั่งสมจากประสบการณ์  เก็บสถิติส่วนตัวล้วน ๆ ....สั่งสมความเชี่ยวชาญในอาชีพ   

 

การถ่ายทอดวิชาทำมาหากินในโรงเรียนประถมศึกษา  จึงมีน้อยกว่าโรงเรียนชีวิตจริง  หัดว่ายน้ำในลำประโดง  ว่ายเกาะเรือโยง  เรือแพในคลอง  สังเกตอุณหภูมิน้ำอุ่นเย็น (เตรียมหัดงมกุ้ง)  รวมทั้ง โรงเรียนบิดาของข้าพเจ้า  เช่น การถ่ายทอดฝีมือเชิงช่าง  ซึ่งทำชิ้นงานขึ้นเพื่อรับใช้งานออกทะเล  งานสวนหรืองานทำนา  หรือร่วมแรงร่วมใจซ่อมแซมวัดวา  ทรัพย์สินสาธารณะ  ส่วนใครที่บ่มเพาะอารมณ์ศิลป์ได้ถึงขีด  นอกจากงานที่ออกมาจะเป็นรูปธรรมเพื่อใช้งานได้จริงแล้ว  ความประณีต  บรรจง  ค่อย ๆ ทำ  ยังสื่อออกมาเป็นงานศิลปะสวยงาม  ให้เรารับรู้ได้ถึงความงามในจิตใจของศิลปินผู้สร้าง    

เช่นเดียวกับพี่มะโหนก  เมื่อถามว่า  ความรู้มาจากไหน...ไม่ตอบ  ต่อเมื่อถามว่า  “ความรู้นี้ท่านได้แต่ใดมา”  พี่มะโหนกจึงยอมตอบว่า  “บิดาข้านั้นไซร้มอบให้”  แล้วค่อยขยายความต่อ  ได้มากขึ้นจากที่พ่อและเครือญาติเป็นกำลังสำคัญในการช่วยกันยกบ้าน  สร้างวัด  ก่อโบสถ์  ลวดลายไทยไม่รู้ว่าเรียนช่วงใด  รู้ตัวจำความได้ก็เขียนเป็นแล้ว

นี่คือ  สิ่งที่พี่มะโหนกเรียกว่า...กระท่อม  เรือนเครื่องผูกจากไม้ไผ่ปลูก  ไม่ใช้ตะปูแม้แต่ตัวเดียว  และทำคนเดียวตั้งแต่วางแผนลำดับการสร้าง  จนถึงมุงหลังคา  ต้นจากใบจากเป็นพืชสารพัดประโยชน์  แล้วแต่การบอกต่อและเคยใช้ในครัวเรือน  ที่เพิ่มให้แข็งแรงหนาแน่นและความคิดสร้างสรรค์ คือ ศิลปะที่คิดเองโดยศิลปิน....อย่างมีเอกลักษณ์และภูมิปัญญา  ยากจะเลียนแบบ  ไม่ไปทำให้ที่อื่นด้วย 
อ.สุรจิต  อยากมีกระท่อมไม้ไผ่บ้าง  จึงต้องย้ายมาอยู่ใกล้ ๆ ให้พี่มะโหนกเดินไปสร้างได้  จึงใช้  2  คนสร้าง  สุรจิตคิดมะโหนกทำ  แต่พี่มะโหนกไม่อนุญาตให้เรียกกระท่อม....น่าจะเรียกว่าบ้านได้นะ  "บ้านสุรจิต"....ยังอยู่ในกระดาษ  ล้อมรอบด้วยน้ำ
 
ถนนทางเข้าหน้ากระท่อม  เชื่อมต่อกับบ้าน อ.สุรจิต  โรยกรวดเรียบ  โล่ง  สดชื่นด้วยดอกดาวกระจาย  บานชื่นหลากสี  ไม้ใบ  ไม้ดอกสวยงาม  ประตูทางเข้า  รั้วไม้ไผ่เป็นระเบียบ
บริเวณสะอาด  ร่มรื่น  การจัดวางพื้นที่ใช้สอยเหมาะเจาะกับเจ้าของบ้าน  ศาลาทรงเห็ด  กระท่อมเครื่องผูก  การออกแบบตกแต่งจุดเล็กจุดน้อย.....ด้วยฝีมือ  ตั้งใจ  จุดยืน  แนวคิด  มันสมอง  และสองมือ
อุดมการณ์ของศิลปิน  อิสระ  คือ พึ่งตนเอง
นายอุมา  ศิลาวงศ์  ต.แพรกหนามแดง  อ.อัมพวา  จ.สมุทรสงคราม
(โปรดติดตามตอนต่อไป  ฝีมือการออกแบบประตูน้ำของพี่มะโหนก....น้ำจืดน้ำเค็มอยู่ร่วมกันอย่างสงบสันติสุข)