ปรับตัวให้อยู่ร่วมกับภาวะSLEอย่างมีคุณภาพชีวิตที่ดี


กลุ่มแลกเปลี่ยนเรียนรู้การดูแลตนเองของPt. SLE
หลายคนคงอยากรู้เรื่องราวของโรคที่อยู่กับตัวเราในระดับหนึ่งเพื่อจะได้ปรับตัวให้เข้ากับภาวะสุขภาพของตนอย่างเท่าทัน  พยาบาลPCU จึงนำเรื่องราวอย่างสังเขปของ SLE มาเล่าสู่กันค่ะ
SLE (Systemic  Lupus  Erythrematosus)
มักพบได้ทั้งในเด็กและผู้ใหญ่  พบมากช่วงอายุ 20-45 ปี พบในผู้หญิงมากกว่าผู้ชายประมาณ 10เท่า
สาเหตุ ยังไม่ทราบแน่ชัด  แต่เชื่อว่าเป็นผลมาจากระบบภูมิคุ้มกันของร่างกายมีการตอบสนองอย่างผิดปกติ
ต่อเชื้อโรคหรือสารเคมีบางอย่าง  ทำให้มีภูมิงต้านทานต่อเนื้อเยื่อต่างๆ ของตัวเอง จึงจัดเป็นโรคภูมิแพ้ต่อดัวเอง หรือ Autoimmune ชนิดหนึ่ง
สาเหตุส่งเสริม
1.ยาบางชนิด ( ซัลฟา ไฮดราลาซีน โปรเคนเอไมด์ เตตราซัยคลินที่เสื่อม )
2.การถูกแสงแดด
3.การตั้งครรภ์
4.การกระทบกระเทือนจิตใจ ความเครียด
อาการ
ไข้  อ่อนเพลีย  เบื่ออาหาร  น้ำหนักลด  ปวดเมื่อยตามตัว ปวดบวมตามข้อเล็กๆ  butterfly rash  petichiae
 Raynaud's phenomenon มีประจำเดือนมากกว่าปกติ  ต่อมน้ำเหลือง ตับม้ามโต อาจมีภาวะซีดโลหิตจาง
การตรวจทางห้องปฏิบัติการ
เลือด ESR สูง พบ antinuclear  factor และ LE cell
ปัสสาวะ พบไข่ขาว RBC
และการตรวจระบบต่างๆตามความจำเป็น
การรักษา
ให้ Prednisolone 8-12 tab/d ในรายที่ไม่รุนแรงอาจให้ คลอโรควีน 1-2 tab/d จนลดหรือเลิกใช้ Prednisolone ได้
ถ้าไม่ได้ผลอาจต้องใช้ยากดระบบภูมิคุ้มกันเช่น Cyclophosphamide   Azathioprine
อาจมียารักษาตามอาการเช่นยาแก้ปวดลดไข้ ยาบำรุงโลหิต ยาปฏิชีวนะเมื่อติดเชื้อ
ผลการรักษา  ไม่แน่นอนขึ้นอยู่กับความรุนแรงของโรค และตัวผู้ป่วย  บางคนอาจมีอาการกำเริบเป็นครั้งคราว
ถ้าผู้ป่วยสามารถควบคุมโรคแทรกซ้อนต่างๆได้เกิน 5 ปี โรคก็จะไม่กำเริบรุนแรง และค่อยๆสงบไปได้
นานๆครั้งอาจมีอาการกำเริบแต่อาการมักไม่รุนแรงและผู้ป่วยสามารถมีชีวิตเยี่ยงคนปกติได้
วิธีปฏิบัติตัว
-รักษาต่อเนื่องกับแพทย์เป็นประจำ ปฏิบัติตามคำแนะนำของแพทย์อย่างเคร่งครัด
-ควบคุมโรคไม่ให้กำเริบได้โดยการทำจิตใจให้สบายอย่าท้อแท้ หรือวิตกกังวลจนเกินไป
-หลีกเลี่ยงการออกกลางแดด ถ้าจำเป็นต้องกางร่ม ใส่หมวก สวมเสื้อแขนยาว
-หลีกเลี่ยงการติดเชื้อเช่นการกินอาหารหรือน้ำที่ไม่สะอาด  อย่าเข้าใกล้คนที่ไม่สบาย อย่าอยู่ในที่แออัด
-ทุกครั้งที่รู้สึกไม่สบายควรรีบไปพบแพทย์ที่เคยรักษา
-ฝึกสมาธิบำบัด
ทีนี้เราก็รู้จักSLEกันพอสมควรแล้ว ใครอยากถามหรือแลกเปลี่ยนวิธีการที่ดูแลตนเองที่ได้ผลดี เพื่อเผยแพร่สู่กันและกันค่ะ

วันนี้จะเอาวิธีป้องกันแสงแดดมาฝากค่ะ

วิธีป้องกันแสงแดด

หลีกเลี่ยงแสงแดดในช่วงเวลาที่มีแดดจัดมากๆ สำหรับประเทศไทย อาจต้องหลีกเลี่ยงตั้งแต่ 8.30-10.30 น. (เวลาทำงานราชการพอดี)
-สวมใส่เสื้อผ้า หมวก แว่นกันแดด กางร่ม
-ใช้ยากันแดด
-ห้ามอาบแดดหรือรับบริการฉายแสงให้ผิวเป็นสีแทน
สารกันแดดมีกี่ชนิด

สารกันแดดสามารถแบ่งได้เป็น 2 กลุ่ม
-สารกันแดดสะท้อนแสง(Physical sunscreen) เป็นสารเพิ่มคุณสมบัติสะท้อนแสง ส่วนมากไม่ทำปฏิกิริยาการแพ้กับผิวหนัง เช่น titanium dioxide, zine oxide เป็นต้น สารในกลุ่มนี้สามารถป้องกันได้ทั้ง UVA, UVB, Visible Light และ Infrared Light

-สารกันแดดดูดแสง (Chemical sunscreen) เป็นสารที่สามารถดูดซับพลังงานของแสงแดดไว้ก่อนที่แสงลงไปที่ผิวหนัง สารในกลุ่มนี้มีหลายชนิด ซึ่งสามารถดูดซับพลังงานในช่วงที่ต่างกันและอาจทำให้เกิดการแพ้ยาได้
วิธีการเลือกใช้ยากันแดด

ในปัจจุบัน เทคโนโยลีต่างๆ สามารถกันแดดที่ดีขึ้น สารในกลุ่มสารกันแดดสะท้อนแสงที่สามารถกันแดดได้ดี และหน้าไม่ขาว หรือการใช้ยากันแดดทั้ง 2 กลุ่มผสมกัน เพื่อประโยชน์สูงสุดในการป้องกันแสงแดด
หลักในการเลือกและใช้ยาทากันแดด

สิ่งที่ดีสุดในการป้องกันแสงแดด คือ การหลีกเลี่ยงแสงแดด แต่ในบางกรณี เราจำเป็นต้องโดดแสงแดด เราควรรู้จักการเลือกใช้ยากันแดด ดังนี้
1.พิจารณาตามความจำเป็นและเหมาะสมกับตนเอง โดยคำนึงถึงอาชีพ ลักษณะ กีฬา หรือกิจกรรมต่างๆ ก่อให้เกิดการระคายเคืองหรือการแพ้หรือเปล่า
2.โดยทั่วไปยากันแดด ควรมีค่าป้องกันแสงแดด(SPF) เท่ากับหรือมากกว่า 15
3.ควรป้องกันทั้ง UVA และ UVB
4.ไม่ควรใช้ยากันแดดที่มีน้ำหอม เพราะว่าน้ำหอมสามารถทำให้เกิดอาการแพ้ได้บ่อย
5.ควรทาหนากว่าทาครีมทั่วไปเล็กน้อย
6.เมื่อมีเหงื่อหรือโดนน้ำ ควรทายากันแดดซ้ำ หรือใช้ยากันแดดที่สามารถกันน้ำ