ติดต่อ

  ติดต่อ

ชีวิตที่พอเพียง : 91. นิ่งและลึก

          ผมฝึกตัวเองให้เป็นคน "นิ่งและลึก"      สมัยเด็กๆ ครูสอนว่า "น้ำนิ่งไหลลึก"     ผมก็บอกตัวเองว่าเราจะเป็นน้ำนิ่งไหลลึก     เวลาเรียนหนังสือในกลุ่มเพื่อนผมเป็นคนเฉยๆ ไม่แสดงท่าทีว่ารู้     แต่เวลาตอบข้อสอบผมทำได้ดี     เพื่อนๆ วิจารณ์ว่าผมเป็นคนแบบน้ำนิ่งไหลลึก ผมก็พอใจ  

         พอไปเรียนที่อเมริกา     น้ำนิ่งไหลลึกใช้ไม่ได้เลย     สังคมที่นั่นเป็นสังคมเปิดตัว แสดงตัว รู้ไม่รู้ต้องถามต้องพูดต้องแสดงออก     ผมเลยโดนช็อกเชิงวัฒนธรรม (culture shock)

         พอแก่ตัว ก็ยิ่งเห็นคุณค่าของการฝึกฝนให้เป็นคน "นิ่ง"      ซึ่งหมายความว่ามีสมาธิอยู่กับปัจจุบัน     ไม่วอกแวกลุกลี้ลุกลน    คิดมากกว่าแสดงออก     นี่เป็นความเชื่อของผมนะครับ ไม่รับรองความถูกต้องเหมาะสมสำหรับคนอื่น     เพราะความเชื่อเช่นนี้มันจะไปกำหนดบุคลิกของคนด้วย     และผมก็สังเกตว่าคนที่ไม่ "นิ่ง" (ค่อนข้างหลุกหลิก) หลายคนเก่งกว่า หรือประสบความสำเร็จในชีวิต มากกว่าผมมากมาย

        ยิ่งการฝึกตนเองให้ "ลึก" ยิ่งสำคัญ     ผมเริ่มเข้าใจว่าคนเราที่ทำงานสำคัญๆ ได้นั้น    เขาเป็นคนที่ "ลึก" ทั้งในความเข้าใจ     ลึกทั้งเชิงคุณค่า    และเชิงการปฏิบัติ    

       การเรียนรู้ ในสังคมเรียนรู้ สังคมที่มีความรู้เป็นฐาน ต้องการการเรียนรู้ที่ก้าวเข้าไปในมิติที่ลึก ลึกซึ้ง     ซึ่งก็คือมิติของปัญญา     การเรียนรู้ต้องไม่หยุดอยู่แค่ระดับมีความรู้ที่เขียนตอบได้ อธิบายได้     แต่ต้องลึกเข้าไปในระดับเชื่อมโยงเปรียบเทียบ     มองเห็นลู่ทางสู่การปฏิบัติ    เห็นลู่ทางสู่การเชื่อมโยง     เห็นลู่ทางที่จะสร้างคุณค่าเพิ่ม     ผมรู้สึกว่าวงการการศึกษาของเราย่อหย่อนในด้านนี้อย่างน่าตกใจ

       เราเริ่มเข้าใจ ว่าการทำงานที่ สคส. (และที่อื่นๆ ที่ผมเคยมีโอกาสบริหารงาน) เราดิ้นรน ขวนขวาย เข้าไปสู่การทำงานในมิติที่ลึก     ลึกทั้งเชิงคุณค่า   ทั้งเชิงผลสัมฤทธิ์   เชิงคุณธรรมจริยธรรม   และการเรียนรู้     ผมเรียกของผมเองว่าเป็นการทำงานแบบ "ของแท้"     ซึ่งหมายความว่าเราไม่ยอมหลงมายา     ไม่ยอมทำอะไรแบบผิวเผิน หรือผักชีโรยหน้า

        ลึกอะไรก็ไม่มีคุณค่าเท่าลึกทางจิตวิญญาณ     มันเป็นตัวให้ความสุขที่แท้  และให้คุณค่าที่แท้ของการมีชีวิตอยู่ และการเกิดมาเป็นมนุษย์     เรื่องนี้ผมกำลังฝึกตัวเองในระดับนักเรียนอนุบาล

วิจารณ์ พานิช
๑๒ กค. ๔๙
ระหว่างนั่งรถไปสวนสามพราน เพื่อประชุมเรื่องระบบสุขภาพชุมชน

บันทึกนี้เขียนที่ GotoKnow โดย 

หมายเลขบันทึก: 45148, เขียน: , แก้ไข, , สัญญาอนุญาต: สงวนสิทธิ์ทุกประการ, ความเห็น: 3, อ่าน: คลิก

ความเห็น (3)

Panda
เขียนเมื่อ 
  • ขอคารวะท่านอาจารย์หมอครับ ในความสามารถพิเศษ สามารถเขียนบันทึกได้แม้ในระหว่างนั่งรถ
  • ผมเองก็ไม่รู้จะทำแบบไหนดี เหมือนกัน ตามคติไทยว่า พูดไปสองไพเบี้ย นิ่งเสียตำลึงทอง
  • แต่ในบางเวลา หรือ สถานที่ การไม่พูด และ แสดงออก  ผู้อื่นก็ไม่มีทางรู้ว่าเรารู้หรือคิดเห็นอย่างไร ?
  • แม้แต่คติไทยข้างบน บางท่านตีความว่า  พูดไปได้สองไพเบี้ย แต่ ถ้านิ่ง จะเสียตำลึงทอง ก็มี คติไทยหลายอันก็ขัดแย้งกันอยู่เหมือนกัน เช่น  น้ำขึ้นให้รีบตัก  กับ ช้าๆได้พร้าเล่มงาม  จะใช้อย่างไหน ? เมื่อไหร่ ? คงขึ้นอยู่ เวลา และ สถานที่ ?
Handy
เขียนเมื่อ 

 "  ผมรู้สึกว่าวงการการศึกษาของเราย่อหย่อนในด้านนี้อย่างน่าตกใจ "
   หย่อนมานานแล้วครับ .. ดูได้จากการเรียนการสอน .. การวัด-ประเมินผล และกิจกรรมที่ ไร้แก่น จำนวนไม่น้อยที่ทำๆตามกระแส  เสมือนพิธีกรรมทางไสยศาสตร์ .. ทำทำไม เพื่อผลอะไรที่ลึกซึ้ง .. บางทีทั้งคนสอน คนเรียนก็ไม่ใส่ใจรับรู้ .. ขอให้ จดจำได้ ตอบได้ก็มีคะแนนให้ เป็นอันจบพิธี .. เป็น ไสยศาสตร์ในวงการ ที่น่าเขียนถึงมากๆ มีหลายเรื่องเหลือเกินครับ

 

Handy
เขียนเมื่อ 

  ท่าน Panda  ครับ 
   คติไทยบรรดามีก็เหมือนยารักษาโรค ใช้ผิดที่ผิดโรคอาจถึงตายได้ .. ยาไม่ได้ผิด แต่ คน ไปใช้ผิดเอง
   ห็นด้วยครับว่า ใช้อย่างไหน ? เมื่อไหร่ ? คงขึ้นอยู่ เวลา และ สถานที่ ? เรียกว่าต้อง ใช้ด้วยปัญญา นั่นเอง