ปัจจุบันมีถึงม.สามและเจริญขึ้นมากมาย

@@@สิ่งที่ปลาบปลื้มปิติสูงสุดในชีวิตการเป็นครูที่นี่ คงจะเป็นครั้งที่ได้พาเด็กนักเรียนตั้งแถวรับเสด็จสมเด็จพระเทพฯ  ที่ทรงพานักเรียนนายร้อยจปร. มาทัศนศึกษาที่น้ำตกไทรโยค  แล้วพระองค์ทรงมีรับสั่งกับเด็กว่า....อยู่โรงเรียนอะไรจ๊ะ....พอเด็กตอบ  พระองค์ท่านก็ยิ้มแล้วตรัสว่า...อ๋อ.....  โรงเรียนที่อยู่ตรงทางเข้าอุทยานฯ จำได้ๆ@@@

เนื่องจากโรงเรียนนี้มีแต่ครูผู้หญิงและยังสาวโสด  จึงอยู่บ้านพักครูกันเพราะแต่ละคนอยู่กทม.มั่ง  ราชบุรีมั่ง  เพชรบุรีมั่ง  จะกลับบ้านกันก็ประมาณเดือนละครั้ง มักจะมีหนุ่มๆแวะเวียนมาเสมอๆ   ยกเว้น krugui และครูอนุบาลอีกคนหนึ่งที่มีบ้านพักต่างหาก  krugui พักในบ้านพักอุทยานฯ  ส่วนครูอนุบาลนั่งรถเมล์ไปกลับบ้านที่อยู่ห่างจากโรงเรียนประมาณ 10 กว่าโล  บางวันรีบๆแต่งตัวเพราะกลัวจะไม่ทันรถเมล์ ครูอนุบาลยังแอบมาเล่าว่า...วันนี้รีบมากใส่ กกน. ตั้งสองตัวแน่ะ เลยได้ฮากัน..ฮิ้วววว

 

 

บ้านพักในอุทยานฯ

สมัยนั้นหมวกกันน็อคยังไม่แพร่หลาย  พอ krugui เอาไปใส่ขี่รถเครื่อง  โอ้โฮ....ทั้งครูทั้งนักเรียนชอบใจกันใหญ่  มีครูคนหนึ่งชอบยืมไปใส่แล้วเดินไปเดินมา  ก็ขำๆดี  กิจกรรมร่วมกับนักเรียนและชาวบ้านพวกเราเลยทำได้เต็มที่  เพราะไม่ต้องรีบไปไหน  ตอนเย็นถ้าไม่สุมหัวกันที่บ้านพักก็ไปที่ร้านค้าของผู้ปกครอง ( ได้ทุกร้าน ) หรือบ่อยครั้งที่ลงไปกินเลี้ยงกันที่แพ ฟรีค่ะฟรี...ส่วนเสาร์อาทิตย์  เด็กก็จะขี่รถจักรยานมาเรียกที่บ้านพักแล้วไปเล่นน้ำตกกัน  รู้สึกว่าอยู่ที่นี่  ผิวชักจะเทียบเคียงกับคนที่นี่ได้ด้วยความที่แดดร้อนและน้ำไม่ค่อยถูกกับผิวอันผุดผ่องแต่เดิม..ha  อีกทั้งมีกิจกรรมให้ทำเยอะแยะ

 

แพริมแม่น้ำแควน้อย

เสาร์อาทิตย์จะมีนักท่องเที่ยวมากันมากกว่าวันธรรมดา  ส่วนใหญ่ก็จะมาเล่นน้ำตก  ล่องเรือล่องแพกัน  แล้วน้ำตกนี้มีอาถรรพ์มากเพราะมีคนมาตายที่นี่โดยไม่ได้คาดคิดมากมายเฉลี่ยเดือนละศพ  ทั้งที่เจ้าหน้าที่ก็เตือนแล้วเตือนอีก  บางครั้งหาศพยังไม่เจอก็เอาโรงศพมารอไว้ก่อน  แล้วดันเอามาฝากไว้หน้าบ้านพัก  คิดดูซิ.....จะหลับตาลงไปได้อย่างไร.....ประสบการณ์ชีวิตที่นี่มีมากมายล้นเหลือ  ได้เที่ยวไปทั่วทั้งเขื่อน ถ้ำ  น้ำตก  ด่านเจดีย์สามองค์  ข้ามสะพานไปไหว้หลวงพ่ออุตตะมะที่สังขละบุรี  เรียกว่าทะลุปรุโปร่งจนพอใจ  รวมทั้งได้ลองกิน"ไข่เต่า" เป็นครั้งแรกในชีวิต  แล้วก็ไม่ขอกินอีกเลย....สงสาร

 

สะพานไม้ที่วัดวังก์วิเวการาม สังขละบุรี

อีกหนึ่งประสบการณ์ที่ยากจะลืมเลือนคือพวกครูสาวๆมีบ่าว ( หนุ่ม )   มารับจะไปทานข้าวฟังเพลงกันที่...ทองผาภูมิ...ซึ่งเป็นอำเภอที่อยู่ใกล้มากกว่าไทรโยค  และมีคนต่างถิ่นมาทำงานขุดแร่กันเยอะก็ชวน kruguiไปด้วยนึกว่าฟังเพลงกันเฉยๆ  ที่ไหนได้ดิ้นกันตรึมเลย  ยิ่งดึกยิ่งคึกคักกันจนไม่รู้ใครเป็นใคร  krugui ได้แต่นั่งเฝ้าโต๊ะให้  สักพักเอาล่ะหว่า...ใครไปเหยียบเท้าใครรึใครไปมองหน้าใครก็ไม่อาจทราบได้  ตีกันซิค่ะ  ชุลมุนวุ่นวายไปหมด ไฟก็สลัวๆ  krugui จับมือครูในโรงเรียนได้ก็รีบตะโกนบอกให้รีบกลับกันเถอะกลัวโดนลูกหลง  โอย....ทั้งลากทั้งฉุดก็ไม่ยอมกลับกันบอกว่าอยากดูๆๆๆเขาตีกัน  พิลึกเชียว  ดีแต่ว่านักเลงสมัยก่อนเขาไม่ใช้เครื่องทุ่นแรงใดๆ  นอกจากหมัดล้วนๆกับโต๊ะเก้าอี้อีกเล็กน้อยพอตื่นเต้นๆๆๆๆ  นึกถึงทีไร...ขำทุกที


 

  โรงเรียนในความทรงจำอีกหนึ่งโรงเรียนนี้ชื่อ....โรงเรียนไทรโยคใหญ่ อ.ไทรโยค กาญจนบุรี.....ที่แห่งนี้ทำให้เกิดประสบการณ์และการเรียนรู้ชีวิตที่ประทับใจมากมาย  ขอบคุณทุกสิ่งทุกอย่างที่ช่วยสร้างแรงใจและกำลังใจให้เกิดขึ้นในชีวิตการเป็นครู  ขอบอกว่าครูและผู้คนที่นี่น่ารักมากกกกกก......



 

ขอขอบคุณทุกคนที่แวะเข้ามาอ่านและให้กำลังใจ  ชีวิตต่างถิ่นกำลังจะเปลี่ยนอีกครั้งหนึ่ง......แล้ว

ขอบคุณภาพดุ๊กดิ๊กจากอินเทอร์เน็ต