ในภาคเรียนนี้ ทำหน้าที่จัดกระบวนการเรียนรู้รายวิชาเทคนิคอุดมศึกษา สำหรับนิสิตชั้นปีที่ 1 และด้วยความตั้งใจอยากจุดประกายการอ่านให้แก่นิสิต จึงมอบหมายงานให้นิสิตแต่ละรูป/คน เลือกอ่านหนังสือตามใจชอบและสรุปวิเคราะห์ส่ง ปรากฏว่า วันนี้มีนิสิตโทรฯ มาปรึกษาเรื่องรูปแบบของงานการอ่านที่มอบหมาย จึงรับปากจะนำเสนอตัวอย่างให้นิสิตศึกษาผ่าน webblog goto know ดังนี้คะ
ชื่อหนังสือ ใครเอาเนยแข็งของฉันไป : Who moved my cheese? เป็นหนังสือเดี่ยวกับจิตวิทยาและการจัดการ เขียนโดย Spencer Johnson . M.D. แปลโดย ประภากร บรรพบุตร สำนักพิมพ์นานมีบุ๊คพับลิเคชั่นส์ พิมพ์ครั้งแรก ปี 2544 พิมพ์ครั้งที่ 18 ปี 2551
เหตุผลที่เลือกอ่าน :
ได้อ่านหนังสือเล่มนี้ตั้งแต่ ปี 2551 โดยได้ทราบข้อมูลจากแนะนำหนังสือดี ของวารสารสำนักงานกองทุนสนับสนุนการวิจัย ปี พศ. 2551 ว่า เป็นหนังสืออ่านง่าย มีความหมายลึกซึ้ง และติดอันดับขายดีทั่วโลก เพราะมีเนื้อหากระทบใจทุกคนที่ย่อมเคยประสบกับภาวการณ์เปลี่ยนแปลงอย่างไม่คาดคิด ให้แง่คิดการเตรียมพร้อมรับการเปลี่ยนแปลงอย่างมีสติและเบิกบาน
สาระสำคัญ :
กาลครั้งหนึ่งนานมาแล้ว ณ ดินแดนอันไกลโพ้น มีสิ่งมีชีวิตตัวน้อยๆ อยู่สี่ชีวิต วิ่งซอกซอนในเขาวงกตเพื่อหาเนยแข็งมาเลี้ยงชีวิตและให้ตนมีความสุข สิ่งมีชีวิตทั้ง 4 ได้แก่หนู 2 ตัวชื่อ "สนิฟฟ์" และ สเคอร์รี่" ส่วนอีกสองนั้นเป็นมนุษย์ขนาดจิ๋วที่มีขนาดเล็กเท่าหนู แต่หน้าตาทุกอย่างเหมือนมนุษย์ในปัจจุบันชื่อ "เฮม" และ "ฮอว์"
ทุกๆวันทั้งหนูและมนุษย์ตัวจิ๋วจะใช้เวลาอยู่ในเขาวงกตเพื่อหาเนยแข็งพิเศษของตน หนู สนิฟฟ์ กับ สเคอร์รี่ มีสมองธรรมดาเหมือนหนูทั่วไปแต่มีสัญชาตญาณที่ยอดเยี่ยม ทั้งสองจะคอยหาเนยแข็งเนื้อแน่นของโปรด อย่างที่พวกหนูชอบหากัน
ส่วนมนุษย์ตัวจิ๋วทั้งสองคน เฮมและ ฮอว์ จะใช้สมองที่มีความเชื่อและอารมณ์มากมายเพื่อเสาะหาเนยแข็งชนิดพิเศษที่ต่างออกไปซึ่งพวกเขาเชื่อว่าจะนำความสุขและความสำเร็จมาให้ แม้ว่าหนูและมนุษย์ตัวจิ๋วนั้นจะต่างกัน แต่บางอย่างที่พวกเขาทำเหมือนกันก็คือ ทุกๆเช้าจะสวมชุดกีฬาและรองเท้าจ๊อกกิ้งออกจากบ้านหลังน้อยแล้ววิ่งตรงไปยังเขาวงกตเพื่อหาเนยแข็งชิ้นโปรด
สนิฟฟ์ กับ สเคอร์รี่ ใช้วิธีการง่ายๆด้วยการลองผิดลองถูกเพื่อหาเนยแข็ง .โดยสนิฟฟ์ใช้จมูกที่ไวคอยดมทางเพื่อหาว่าเนยแข็งน่าจะอยู่ทางไหน ส่วนสเคอร์รี่คอยวิ่งนำไป
เฮมกับฮอว์ ก็เหมือนกับหนูคือรู้จักใช้ความคิดและเรียนรู้จากประสบการณ์ในอดีต แต่อย่างไรก็ตาม พวกเขาอาศัยสมองที่ซับซ้อนคิดวิธีที่เลิศเลอเพื่อหาเนยแข็ง บางครั้ง ทั้งคู่ก็ทำได้ดีแต่บางครั้ง ความเชื่อและอารมณ์ของมนุษย์มักบดบังวิธีคิดและพิจารณาต่างๆทำให้ชีวิตในเขาวงกตซับซ้อนและท้าทายมากขึ้น
ในช่วงแรกๆทั้งเฮมและฮอว์จะรีบตรงไปยังสถานีทุกเช้า เพื่อไปกินเนยแข็งใหม่ที่แสนอร่อยซึ่งรอพวกเขาอยู่ แต่หลังจากนั้นไม่นาน เฮมและฮอว์เริ่มเปลี่ยนกิจวัตรประจำวันใหม่ พวกเขาตื่นสายกว่าเดิมเล็กน้อย แต่งตัวช้าลง และใช้วิธีเดินไปยังสถานีแทนการวิ่งเพราะพวกเขารู้ว่าเนยแข็งอยู่ที่ไหนและจะไปที่นั่นได้อย่างไร พวกเขาไม่รู้ว่าเนยแข็งนั่นมาจากไหนหรือใครนำมันไปไว้ที่นั่น ทั้งคู่คิดเพียงว่า มันจะต้องอยู่ที่นั่น
ทุกๆเช้า ทันทีที่ทั้งคู่ไปถึงสถานีเนยแข็ง เฮมและฮอว์ จะพักและทำตัวตามสบาย เพราะพวกเขาคิดว่า จะมีเนยแข็งพอกินไปชั่วชีวิต จึงมีความสุขคิดว่าตนเองประสบความสำเร็จ และตัดสินใจย้ายบ้านมาอยู่ใกล้สถานีเนยแข็ง
บางครั้งเฮมและฮอว์จะพาเพื่อนๆมาดูเนยแข็งอันมากมายก่ายกองของพวกเขาที่สถานีเนยแข็ง และแสดงความภาคภูมิใจในความเป็นเจ้าของ ทั้งคู่คิดว่าตนเองประสบความสำเร็จและเริ่มยโสต่อการเป็นเจ้าของเนยแข็งมากมาย โดยไม่สนใจสิ่งแวดล้อมในขณะที่เวลาผ่านไป สนิฟฟ์และสเคอร์รี่ยังคงใช้ชีวิตเช่นเดิม พวกมันมาถึงสถานีเนยแข็ง
ตั้งแต่เช้า จากนั้นก็ดมๆคุ้ยเขี่ย และวิ่งซอกแซกรอบสถานีเพื่อตรวจสอบดูว่ามีอะไรเปลี่ยนแปลงไปจากเมื่อวานบ้าง จากนั้นจึงค่อยนั่งลงนั่งแทะเนยแข็ง และแล้ววันหนึ่งมันก็พบว่า เนยแข็งหมดไป มันไม่รู้สึกแปลกใจเพราะมันสังเกตพบว่า เนยแข็งค่อยลดปริมาณลง เมื่อเป็นเช่นนี้มันจึงตัดสินใจออกวิ่งตามหาเนยแข็ง
ต่อมาในวันเดียวกัน เฮมและฮอว์มาถึงสถานีเนยแข็ง น. ทั้งคู่ไม่ได่สังเกตเลยว่ามีความเปลี่ยนแปลงเล็กน้อยเกิดขึ้นทุกวัน พวกเขาเชื่อว่ายังไงก็ต้องเจอเนยแข็ง พวกเขาไม่ได้เตรียมพร้อมที่จะเผชิญในสิ่งที่พบ ดังนั้นเมื่อพบว่า เนยแข็งหายไป เฮมโกรธมากและรู้สึกว่าตนเองไม่ได้รับความยุติธรรมจึงตะโกนว่า ใครเอาเนยแข็งของฉันไป ในขณะที่ฮอว์สั่นหัวอย่างไม่เชื่อ เขาเองก็คาดหวังว่าจะเจอเนยแข็ง เขายืนตัวแข็งทื่อด้วยความตกใจอยู่ตรงนั้นเป็นเวลานาน ฮอว์ไม่พร้อมที่จะเจอกับสถานการณ์เช่นนี้
สำหรับฮอว์แล้ว เนยแข็งหมายถึงความรู้สึกปลอดภัย ส่วนเฮมนั้น หมายถึงการได้เป็นคนใหญ่คนโตสั่งคนอื่นได้ เพราะว่าเนยแข็งมีความสำคัญต่อพวกเขา ทั้งสองจึงใช้เวลาใคร่ครวญอยู่นานว่าจะทำอย่างไรต่อไปสิ่งที่พวกเขาคิดออกกลับเป็นการวนเวียนอยู่ในสถานี ที่ไร้เนยแข็ง เพื่อดูว่าเนยแข็งเหล่านั้นหายไปจริงๆหรือเปล่า
คืนนั้นเฮมและฮอว์กลับบ้าน ทั้งหิวทั้งท้อแท้ แต่ก่อนที่พวกเขาจะกลับ ฮอว์เขียนข้อความไว้บนผนังว่า “ ยิ่งเห็นเนยแข็งสำคัญเท่าไหร่ก็ยิ่งยึดติดเท่านั้น” ในวันรุ่งขึ้น เฮมและฮอว์ออกจากบ้านตรงไปที่สถานีเนยแข็งอีก ทั้งคู่ยังมีความหวังว่าจะเจอเนยแข็ง ข อ ง พ ว ก เ ข า เหตุการณ์ยังเหมือนเดิม ไม่มีเนยแข็งอีกแล้ว เขาไม่รู้ว่าพวกเขาควรจะทำอย่างไรต่อไปดี เฮมและฮอว์ได้แต่ยืนนิ่งราวกับรูปปั้นอยู่ที่นั่น ฮอว์ปฏิเสธจะรับรู้ความจริง เฮมใคร่ครวญและโทษสิ่งอื่น
ขณะที่สนิฟฟ์และสเคอร์รี่ออกวิ่งไปในเขาวงกต เพื่อมองหาเนยแข็งพวกหนูไม่ได้คิดถึงเรื่องอื่นเลยนอกจากหาเนยแข็งใหม่ จนในที่สุดสามารถพบสถานีเนยแข็งมากมาย
ระหว่างนั้น เฮมและฮอว์ยังอยู่ที่สถานีเนยแข็ง ประเมินสถานการณ์ที่เกิดขึ้น พวกเขาเป็นทุกข์เพราะไม่มีเนยแข็ง ทั้งคู่เริ่มหงุดหงิด โมโห และโทษกันเอง ที่ต้องตกอยู่ในสถานการณ์เช่นนี้ จนในที่สุดฮอว์ตัดสินใจชวนเฮมออกหาสถานีเนยแข็งแห่งใหม่ แต่เฮมแย้งโดยอ้างว่า ตนเองคุ้นเคยที่นี่ และที่แห่งใหม่อาจมีอันตราย อีกทั้งอายุก็มาก เมื่อฟังเหตุผลของเฮมและ ความกลัวว่าจะล้มเหลวก็ผุดขึ้นมาในใจของฮอว์อีกครั้ง ความหวังที่ไปหาเนยแข็งใหม่ก็เริ่มริบหรี่
ดังนั้นแต่ละวันที่ผ่านไป ทั้งคู่ยังใช้ชีวิตเหมือนเดิมคือไปที่สถานี และกลับมาบ้านพร้อมกับความขุ่นเคืองใจ พวกเขาพยายามปฏิเสธสิ่งที่ที่เกิดขึ้นและรอคอยว่าเนยแข็งจะกลับมา ต่อมาฮอว์เริ่มเบื่อหน่ายกับการรอคอย เขารู้แล้วว่ายิ่งรอนานเท่าใดยิ่งแย่เท่านั้น เขาตัดสินใจที่จะเข้าไปในทางวงกตอีกครั้ง แต่ขณะที่เฮมไม่เห็นด้วย เขาจึงต้องเดินทางค้นหาเนยแข็งตามลำพัง
ในช่วงเวลาต่อมาฮอว์เริ่มพบเนยแข็งชิ้นเล็กๆ ทำให้เริ่มเกิดกำลังใจ ทุกครั้งที่เขาเริ่มท้อแท้เขาจะเตือนตัวเองว่าสนิฟฟ์กับสเคอร์รี่ยังไปได้ เขาก็ต้องไปได้ ต่อมาเขาเริ่มพบสถานีเนยแข็งและพบเนยแข็งแปลกๆวางอยู่ที่ทางเข้า เขาไม่รู้จักมัน มันดูน่ากิน เมื่อเขาลองกินแล้วพบว่าอร่อยมาก และ เมื่อเข้าไปดูพบว่าสถานีนั้นเหลือแต่เศษของเนยแข็ง คงมีใครมาก่อนหน้านี้ เขาตัดสินใจกลับเพื่อเอาเนยแข็งไปฝากเฮม
เฮมขอบใจฮอว์แต่เขาไม่รับ เขาต้องการเนยแข็ง ข อ ง เ ข า กลับมา ฮอว์จึงออกเดินทางตามหาเนยแข็งตามลำพัง ในที่สุดเขาก็พบสิ่งที่เขาตามหามาเป็นเวลานาน และณ สถานีเนยแข็งแห่งนั้น เขาได้พบสนิฟฟ์และสเคอร์ที่เจอสถานีเนยแข็งอยู่ก่อนแล้ว
สิ่งที่ผู้เขียนมุ่งนำเสนอ :
ในการเปลี่ยนแปลงนั้น บางครั้งก็ต้องเสี่ยงเดินไปในหนทางที่มันมืด คือต้องกล้าได้ กล้าเสีย เพื่อจะได้ในสิ่งที่มันใหม่และดีกว่าเดิมก่อนคนอื่น ฉะนั้นจงอย่ากลัวการเปลี่ยนแปลง และเตรียมพร้อมรับการเปลี่ยนแปลงอยู่ตลอดเวลา ดังเช่น การบอกเล่าผ่านการสรุปบทเรียนการที่เนยแข็งหายไปของ ฮอว์ ดังนี้
1.การเปลี่ยนแปลงจะเกิดขึ้นเสมอ (เนยแข็งจะถูกเคลื่อนย้ายเสมอ)
2. คาดคะเนการเปลี่ยนแปลง (เตรียมพร้อมสำหรับการเคลื่อนย้ายของเนยแข็ง)
3. เฝ้าตรวจสอบการเปลี่ยนแปลง (กลิ่นเนยแข็งจะบอกให้รู้ว่า มันกำลังเก่า)
4. ปรับตัวกับการเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว (ยิ่งปล่อยวางเนยเก่าเร็วเท่าใด ก็จะชอบรสชาติเนยใหม่เร็วเท่านั้น)
5. เปลี่ยนแปลง (เหมือนเนยที่ถูกเคลื่อนย้าย)
6. มีความสุขกับการเปลี่ยนแปลง (ดื่มด่ำกับการผจญภัยและสนุกกับรสชาติของเนยใหม่)
7. พร้อมที่จะเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็วและมีความสุขกับมันอีกครั้ง (เนยแข็งจะถูกเคลื่อนย้ายเสมอ) ในแต่ละวัน
แนวคิดที่ได้ :
การเปลี่ยนแปลงเกิดขึ้นได้ตลอดเวลา เราควรเตรียมตัวให้พร้อม เฝ้าสังเกตการณ์เปลี่ยนแปลง และปรับตัวปรับตัวเข้ากับความเปลี่ยนแปลงให้รวดเร็ว ละวางความเคยชินเก่า อย่าหวาดกลัวกับการเปลี่ยนแปลงเพราะบ่อยครั้งการเปลี่ยนแปลงนำมาซึ่งโอกาสดี ๆ ฉะนั้นจงเตรียมตัวให้พร้อม มองให้กว้างไม่ว่าเรื่องการงาน หรือเรื่องส่วนตัว หรืออื่น ๆ และมีความสุขกับการเปลี่ยนแปลง
การนำไปประยุกต์ใช้ :
จากเรื่องดังกล่าวนี้ สะท้อนแง่คิดให้เราตระหนักถึงการเปลี่ยนแปลงที่สามารถเกิดขึ้นได้ทุกขณะและเราควรจะเตรียมตัวเพื่อรับการเปลี่ยนแปลงได้อย่างไร ดังเช่น เรื่องราวของพวกหนูสนิฟฟ์และสเคอร์รี่ ที่มีสมองธรรมดาเหมือนหนูทั่วไปและไม่ได้เก่งเท่ากับพวกมนุษย์จิ๋ว แต่ก็มีสัญชาติญานที่ยอดเยี่ยม มันรับรู้ว่าเนยแข็งในสถานีเริ่มลดลงไปเรื่อยๆ ก็ทำใจได้ว่าสักวันเนยแข็งก็จะต้องหมดลงไป พวกมันจึงมีเตรียมพร้อมอยู่เสมอ และเมื่อเมื่อวันที่เนยแข็งหมดไปจริงๆ พวกมันก็จะเริ่มออกวิ่งเพื่อหาเนยแข็งชิ้นใหม่ต่อไปได้โดยเร็ว เปรียบเหมือนกับ การจัดการการเปลี่ยนแปลงในองค์กร ซึ่งอาจต้องเผชิญกับการเปลี่ยนแปลงอย่างมากมาย ทั้งภายในและภายนอกองค์การ ซึ่งหากสามารถมีการวางแผนล่วงหน้าจะทำให้ลดความเสี่ยง และเพิ่มโอกาสที่จะประสบความสำเร็จในการเปลี่ยนแปลง
หรือหากเปรียบเนยแข็ง คือ ปัจจัยแห่งความสุข ความสำเร็จของชีวิต ซึ่งเมื่อเราได้มันมาเราก็มักจะยึดติดมัน และเมื่อเราสูญเสียมันไปก็จะเป็นเรื่องที่เจ็บปวดยิ่ง ความกังวลและความกลัวว่าจะไม่มีเนยแข็งที่อื่น และเคยชินกับความคิดว่า อะไรอาจผิดพลาดได้มากกว่าที่จะคิดว่าอะไรที่ไปได้ดี ทำให้ไม่กล้าเผชิญกับความจริงเพื่อแสวงหาทางเลือกที่ดีกว่า ซึ่งคนส่วนใหญ่มักจะมีลักษณะเช่น เฮม
ดังนั้นเราต้องใช้ชีวิตอย่างมีสติ เตรียมพร้อมรับการเปลี่ยนแปลงต่าง ๆที่อาจเกิดขึ้นทุกขณะ ด้วยจิตที่เปิดกว้าง เพื่อสามารถจัดการกับการเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้นอย่างเท่าทัน
เจริญพร อาจารย์ๆสบายดีนะ ลุกศิษย์ไม่ได้เข้าไปที่มจร ตั้งนานเอาไว้มีโอกาสจะเข้าไปเยี่ยมครูบาอาจารย์ ส่วนใครเอาเนยแข็งของฉันไปฟังดูแล้วน่าเอาไปคิดพิจารณา เพื่อไปใช้กับชีวิต ขอบพระคุณมากสำหรับข้อคิดดีๆ
สวัสดีครับอาจารย์
หลายวันก่อนผมเข้าไปที่ มจร. ดูเหมือนหลายๆ อย่างจะเปลี่ยนไปมากเลยทีเดียว (หลังจากไม่ได้เข้าไปเกือบ 2 ปี)
ผมถามหาอาจารย์ ใครคนหนึ่งบอกว่าอาจารย์ออกไปข้างนอก เมื่อถามถึงอาจารย์วรวิทย์ ก็ทราบว่าลาเรียนต่อ
มีโอกาสได้พูดคุยกับครูอาจารย์หลายท่านที่คุ้นเคยกันอยู่ช่วงหนึ่ง พอทำให้หายคิดถึง จากนั้นก็ลาไปทำงานต่อ
หลังๆ มานี้ผมติดตามอ่านงานเขียนของอาจารย์ทาง gtk ประจำนะครับ ได้ข้อคิดหลายอย่าง ที่สามารถจะนำมาประยุกต์ใช้กับชีวิตประจำวันได้อย่างดี
ขอบคุณมากครับ
สวัสดีคะอาจารย์อักขณิช
ขอบคุณมากคะและดีใจเป็นอย่างยิ่งที่อาจารย์แวะมาเยี่ยมเยือน เมื่อสัปดาห์ก่อนได้คุยกับอาจารย์ไพฑูรย์ ถามถึงอาจารย์ ทราบว่า อาจารย์มีความสุขมากกับครอบครัวที่น่ารัก เช่นนี้เอง ทำให้เวลาแวะไปเยี่ยมุมนักเดินทางผู้ค้นพบความสุขแห่งปัจจุบันขณะ จึงสัมผัสบรรยากาศที่อบอวลด้วยกลิ่นไอของความสุขอยู่เสมอ