ในช่วงอากาศเปลี่ยนแปลงบ่อย เดี๋ยวฝนตก เดี๋ยวร้อนอบอ้าวอย่างในปัจจุบัน
ทำให้เชื้อโรคต่างๆ มีชีวิตอยู่ในสิ่งแวดล้อมได้นานขึ้น ก่อโรคกับคนเราได้มากขึ้น
โดยเฉพาะเด็กเล็กที่ภูมิคุ้มกันยังไม่แข็งแรง
ยิ่งในช่วงเปิดเทอมที่เด็กๆ รวมตัวกันเป็นจำนวนมาก
ยิ่งทำให้เชื้อโรคร้ายมีโอกาสก่อโรคได้สูงยิ่งขึ้น
ในช่วงอากาศเปลี่ยนแปลงเดี๋ยวร้อนเดี๋ยวหนาว และช่วงเปิดเทอมนั้น
เด็กเล็กที่มีอายุต่ำกว่า 2 ขวบทุกคนมีโอกาสเสี่ยงต่อการเจ็บป่วยต่างๆ
โดยเฉพาะโรคปอดบวม ซึ่งเป็นสาเหตุการตายอันดับ 1
ของเด็กเล็กที่มีอายุต่ำกว่า 2 ขวบทั่วโลก โดยเสียชีวิตเฉลี่ยปีละ 2 ล้านคน
...

ภาพอัตราการตายจากโรคปอดบวมในเมืองไทย อัตราส่วนต่อหนึ่งแสนคนต่อปี
จากสถิติสาธารณสุข สำนักนโยบายและยุทธศาสตร์
...
จะเห็นว่าสถิติการตายจากโรคปอดบวมของประชากรไทยนั้น เพิ่มสูงขึ้นเรื่อยๆ
แต่ผู้ปกครองอย่าพึ่งตกใจ หากเรามีความรู้เกี่ยวกับโรคร้ายต่างๆ
และป้องกันไม่ให้เกิดความเสี่ยง โรคร้ายก็ไม่สามารถทำร้ายลูกน้อยได้
ซึ่งนอกจากการดูแลสุขภาพลูกน้อยให้สมบูรณ์แข็งแรงแล้ว
ควรดูแลลูกน้อยให้ได้รับวัคซีนพื้นฐาน หรือวัคซีนภาคบังคับอย่างครบถ้วน
นอกเหนือจากวัคซีนพื้นฐานดังกล่าวแล้ว ปัจจุบันได้มีการคิดค้นวัคซีนเสริมใหม่ๆ
ที่มีประสิทธิภาพในการป้องกันโรคต่างๆ เพิ่มมากขึ้น
หนึ่งในวัคซีนเสริมตัวใหม่ที่พ่อแม่ควรรู้ คือ วัคซีนไอพีดี – ชนิด 2 เชื้อ
ที่นอกจากจะช่วยป้องกันการติดเชื้อนิวโมคอคคัส
ต้นเหตุของโรคติดเชื้อรุนแรง (โรคไอพีดี) และโรคปอดบวมแล้ว
ยังช่วยป้องกันเชื้อเอ็นทีเอชไอ และโรคหูชั้นกลางอักเสบ
ที่อาจลุกลามสู่โรคหูน้ำหนวก หรือโรคติดเชื้อรุนแรง เช่น เยื่อหุ้มสมองอักเสบได้
องค์การอนามัยโลก (WHO) ได้แนะนำให้ทุกประเทศบรรจุวัคซีนป้องกัน
โรคติดเชื้อรุนแรงลงในแผนสาธารณสุขแห่งชาติสำหรับเด็กเล็กทุกคน
ปัจจุบันมีหลายประเทศที่ดำเนินการไปแล้ว เช่น สหรัฐอเมริกา ออสเตรเลีย
และนิวซีแลนด์ เป็นต้น
สำหรับประเทศไทยวัคซีนดังกล่าวยังจัดเป็นวัคซีนเสริม
ซึ่งพ่อแม่อาจพิจารณาเสริมภูมิคุ้มให้ลูกเอง
อย่างไรก็ตามการปกป้องดูแลลูกในด้านอื่นๆ
ก็มีความสำคัญที่จะช่วยให้ลูกปลอดภัยจากโรคร้าย
เช่น ให้ลูกดื่มนมแม่อย่างน้อย 6 เดือน ดูแลสุขอนามัยของลูก
ปิดปากและจมูกทุกครั้งที่ไอหรือจาม หลีกเลี่ยงการพาลูกน้อยไปยังสถานที่ชุมชน
รวมทั้งพ่อแม่ต้องหมั่นดูแล สังเกตลูกอย่างใกล้ชิด
เพราะลูกเล็กยังไม่สามารถพูดหรือบอกเราได้
หากลูกมีอาการผิดปกติก็ไม่ควรนิ่งนอนใจ
ควรรีบปรึกษากุมารแพทย์เพื่อรับการรักษาทันที
ร่วมเป็นเครือข่ายกับเรา Facebook: BOD
ขอบคุณมากค่ะ ที่นำข้อมูลดีๆ มาแบ่งปันค่ะ
ขอบคุณเช่นกันครับ ที่เข้ามาอ่าน ^^