จากที่ผมได้มีโอกาสนำพนักงานที่ผ่านโครงการส่งเสริมทักษะการเรียนรู้ของปูนแก่งคอย ไปสัมมนาที่โรงเรียนชาวนา มูลนิธิข้าวขวัญ ผ่านมาแล้วถึง 4 รุ่นๆละ 30 คน อาจสงสัยว่าแล้วปูนซิเมนต์ ไปเรียนอะไรจากมูลนิธิข้าวขวัญ .
...มูลนิธิข้าวขวัญเป็นองค์กรเล็กๆ มีบุคลากรเพียง 10 คนเท่านั้น นำโดยคุณเดชา ศิริภัทร ประธานมูลนิธิ คุณจันทนา หงษา ผู้จัดการมูลนิธิ และเจ้าหน้าที่ อีก 8 คน ถึงแม้จะมีบุคลากรเพียง 10 คนแต่ผลงานของมูลนิธิข้าวขวัญ นั้นไม่ได้น้อยตามขนาดขององค์กรเลย เจ้าหน้าที่ของข้าวขวัญทุกคนมีความมุ่งมั่นทุ่มเท ให้กับงานที่ทำอย่างเต็มที่เต็มความสามารถ จะเห็นได้จากทุกครั้งที่ผมได้นำพนักงานไปสัมมนา เจ้าหน้าที่ของข้าวขวัญทุกคน ทุ่มเทให้กับการสัมมนาของเราอย่างมาก
เริ่มจากวันแรก ทันทีที่เราเดินทางไปถึง ก็ได้รับการต้อนรับอย่างดีเยี่ยมด้วยอาหารว่าง จากนั้นก็ต่อด้วยกิจกรรมกลุ่มสัมพันธ์ ซึ่งแต่ละกิจกรรมนั้นสื่อถึงพฤติกรรมการทำงานเป็นทีม การเรียนรู้ ของพนักงานได้เป็นอย่างดี ต่อด้วยกิจกรรมค้นหาความคาดหวังของผู้เรียน และแนวคิดการจัดการความรู้ของโรงเรียนชาวนา จากคุณเดชา ศิริภัทร ในช่วงนี้เราได้รับความรู้ไม่เพียงแต่เรื่องของการจัดการความรู้เท่านั้นแต่ยังได้รับแนวคิดเกี่ยวกับการดำเนินชีวิตให้มีความสุข ตามแนวทางของเศรษฐกิจพอเพียง อีกด้วย เพียงแค่วันแรกกว่าที่เราจะได้นอน ก็ต้องผ่านกิจกรรม “การค้นหาตัวตน” ซึ่งเป็นกิจกรรมที่ทำให้เราได้ทราบถึงศักยภาพของเราเอง และการดึงเอาศักยภาพของตนเองออกมาใช้งานให้เกิดประโยชน์ วันแรกทุกคนนอนหลับภายใต้บรรยากาศที่เป็นธรรมชาติ และเต็มอิ่มไปด้วยความรู้ที่ได้รับจากทีมงานของข้าวขวัญ
วันที่สอง เจ้าหน้าที่ของข้าวขวัญได้นำพนักงานของเรา ออกไปเรียนรู้ตามพื้นที่ของโรงเรียนชาวนาโดยแบ่งออกเป็นสามกลุ่ม ไปเรียนรู้จากการลงมือปฏิบัติจริง ตามหลักสูตรของโรงเรียนชาวนา คือ
1. หลักสูตร การควบคุมแมลงในนาข้าวโดยชีววิธี
2. หลักสูตรการปรับปรุงบำรุงดินโดยชีววิธี
3. หลักสูตรการปรับปรุงพันธุ์ข้าว
ช่วงเย็นเป็นกิจกรรมการถอดบทเรียน ที่ได้เรียนรู้จากนักเรียนชาวนา จากการถอดบทเรียนจะเห็นถึงกระบวนการการเรียนรู้ ของนักเรียนชาวนาที่สามารถนำไปประยุกต์ใช้กับการทำงานได้ทุกที่ทุกองค์กร
วันที่สาม กิจกรรมเชื่อมโยงการจัดการความรู้จากโรงเรียนชาวนาสู่อุตสาหกรรมปูนซิเมนต์ โดยนำแนวทางการตั้งโจทย์ปัญหาเพื่อการเรียนรู้ การตั้งเป้าหมายเพื่อการเรียนรู้ การถ่ายทอดความรู้จากรุ่นสู่รุ่น การนำความรู้ที่มีอยู่ออกมาใช้ (ความรู้ฝังลึก) การปรับปรุงแนวทางการทำงาน ที่สำคัญที่เราได้รับถ่ายทอดจากนักเรียนชาวนา แล้วสามารถนำมาปรับใช้กับการทำงานร่วมกันได้อย่างดีนั้นคือ การเปิดใจ ยอมรับฟังความเห็นซึ่งกันและกัน ซึ่งเป็นประเด็นสำคัญของการทำงานเป็นทีม ช่วงบ่าย ของวันสุดท้าย เราได้เรียนรู้ถึงการจัดการความรู้ตาม โมเดลปลาทู และกิจกรรมสรุปการเรียนรู้กับความคาดหวังที่ได้เขียนไว้ตั้งแต่วันแรก ซึ่งส่วนใหญ่บอกว่าได้รับความรู้มากกว่าที่คาดหวังไว้ ถึงช่วงสุดท้าย กิจกรรมอำลา เป็นกิจกรรมที่ทำให้ผู้เรียนทุกคนจดจำมูลนิธิข้าวขวัญอย่างไม่มีวันลืม หลายคนถึงกับหลั่งน้ำตาออกมาอย่างไม่อาย ตลอดระยะเวลา สองคืนสามวัน เจ้าหน้าที่ของข้าวขวัญทุกคนทุ่มเทและให้ความสำคัญกับการสัมมนาของเราชาวปูนเป็นอย่างมาก ทุกคืนหลังจากที่เสร็จกิจกรรมแล้ว พี่จันทนา และน้องชมพู่ จะมานั่งทบทวนเนื้อหาของกิจกรรม (AAR) กับผมและ พี่น้อง เป็นประจำทุกคืน กว่าจะได้พักผ่อนก็ปาเข้าไปเที่ยงคืนกว่า
มูลนิธิข้าวขวัญ ถึงแม้จะเป็นองค์กรเล็กๆ แต่ก็มากด้วยความสามารถ ทุกครั้งก่อนที่คณะของเราจะกลับ คุณเดชา ศิริภัทร ประธานมูลนิธิ มักจะกล่าวแบบถ่อมตนเสมอว่า “ข้าวขวัญคือองค์กรเล็กๆ ไม่รู้ว่าจะให้ความรู้อะไรกับปูนซิเมนต์ที่เป็นองค์กรใหญ่ๆได้หรือเปล่า” อยากจะถือโอกาสนี้บอกว่าความรู้ที่เราได้รับจากมูลนิธิข้าวขวัญ นั้นเป็นประโยชน์อย่างมาก ทั้งในการทำงานและการใช้ชีวิตส่วนตัว และน้องชมพู่ เคยเปรียบมูลนิธิข้าวขวัญเป็นหนูและปูนซิเมนต์เป็นราชสีห์ ถึงวันนี้อยากบอกว่าหากข้าวขวัญเป็นหนูปูนซิเมนต์เป็นช้าง (ตามLogo)ในเรื่องของการจัดการความรู้แล้ว ช้างตัวนี้ก็คงมีหนูเป็นควาญช้าง นั่นแหละครับ “ไม่ว่าเล็กหรือใหญ่ต่างก็ต้องพึ่งพาอาศัยกัน”
ขอขอบพระคุณและชื่นชมพี่เรวัติ พี่น้อง และคุณอำนวยท่านอื่นๆ ที่ล้วนแต่เป็น บุคลากรผู้ทรงคุณภาพของปูน ที่มีความพยายามอย่างยิ่งยวด ในการใส่ใจที่จะผลักดันกิจกรรมต่างๆที่จะเอื้อต่อการพัฒนาศักยภาพของบุคลากร อย่างเต็มพลัง สิ่งที่พวกพี่ได้ริเริ่มมานี้ มันอาจก่อให้เกิดคำถามที่ตามมาอีกมากมายว่า การลงทุนที่ทุ่มไปกับการเรียนรู้แบบนี้ สุดท้ายองค์กรจะได้สิ่งใดกลับมา พวกเราเข้าใจดีว่า พวกพี่จะต้องเป็นหนังหน้าไฟ ที่คอยรับผลที่จะตามมาแบบเต็มๆ เรารับรู้ถึงความหวัง ความมุ่งมั่น ที่พี่ๆพยายามอย่างเหลือเกินในการที่จะเห็นการต่อยอดการจัดการความรู้ เกิดขึ้นกับบุคลากรของปูนในทุกรุ่นที่ผ่านมา พวกเราเองมีพลังใจเติมเต็มทุกๆครั้ง เมื่อได้รับเกียรติจากพวกพี่ๆทุกคน พลังใจที่พวกเราได้ มันซึมซับผ่านไปถึงนักเรียนชาวนาของพวกเราในทุกพื้นที่ ที่ได้สัมผัสมิตรภาพที่แสนดีที่พี่ๆทุกคนมีให้ แต่ละครั้งที่พวกพี่มาเยือน ไม่มีครั้งไหนเช่นกันที่พวกเราไม่ได้เรียนรู้กับพวกพี่ ๆ ลุงเด+พี่จิ๋ม เอาหนังสือ ร้อยคน ร้อยธรรม ร้อยปีพระพุทธทาส ประมาณเกือบพันหน้ามาให้เจ้าหน้าที่ทุกคน คนละเล่ม หนูเพิ่งได้เข้าใจว่า ธรรมะคือการปฏิบัติหน้าที่ ระหว่างกิจกรรมที่พวกเราร่วมกันอยู่นั้น พวกเราก็กำลังปฏิบัติธรรมไปในตัว นั่นคือ การฝึกที่จะเป็นมนุษย์ที่มีคุณค่า รู้จักให้ รู้จักแบ่งปันสิ่งดีๆ ให้กันด้วยความบริสุทธิ์ใจ ปลดปล่อยตัวเองจากความเป็น ตัวกู-ของกู
ตอนนี้หนูรู้แล้ว ชัดเจนแล้ว ว่าเกิดมาทำไม แล้วหนูจะทำอะไรให้กับกัลยาณมิตรได้บ้าง ในที่สุด หนูก็ไม่ได้เป็นพุทธศาสนิกชนแค่ในใบทะเบียนบ้านเท่านั้น