ข้าวขวัญ

จัดการความรู้ในระบบเกษตรกรรมยั่งยืนมูลนิธิข้าวขวัญ
Usernamelamhub
สมาชิกเลขที่59
เป็นสมาชิกเมื่อ
เข้าระบบเมื่อ
ติดตาม{{ kv.owner.followee_count }}
ผู้ติดตาม{{ kv.owner.follower_count }}
สมุด{{ kv.user_statistic.blogs }}
บันทึก{{ kv.user_statistic.posts }}
อนุทิน{{ kv.user_statistic.journal_entries }}
ไฟล์{{ kv.user_statistic.files }}
ความเห็น{{ kv.user_statistic.comments }}
ดอกไม้{{ kv.user_statistic.given_votes }}
คำถาม คำตอบ
แพลนเน็ต
ประวัติย่อ

 เป็นองค์กรพัฒนาเอกชน ที่ดำเนินงานด้านการพัฒนาเทคโนโลยีเกษตรที่เหมาะสมกับท้องถิ่น พัฒนาพันธุกรรมข้าว และพืชพื้นบ้าน วิจัยและพัฒนาผลกระทบของสารเคมีทางการเกษตร ตลอดจนค้นหาทางเลือกร่วมกับเกษตรกรในการทำเกษตรที่ไม่ใช้สารเคมี
            ปี พ.. ๒๕๒๗ มูลนิธิข้าวขวัญ ได้เริ่มต้นจากโครงการเลี้ยงปลาในนาข้าว และการส่งเสริมเกษตรกรรมแบบผสมผสานในภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ซึ่งขณะนั้นอยู่กับสมาคมเทคโนโลยีที่เหมาะสม  ( ATA )
ปี พ.. ๒๕๓๒ ได้แยกตัวจากสมาคมเทคโนโลยีที่เหมาะสม ก่อตั้งองค์การใหม่ขึ้นมาในนาม ศูนย์เทคโนโลยีเพื่อสังคม ( Technology for Rural and Ecological Enrichment : TREE )
ปี พ.. ๒๕๔๑ ได้จดทะเบียนเป็นมูลนิธิข้าวขวัญ โดยมีสำนักงาน และพื้นที่ปฏิบัติงานภาคสนามในเขต จังหวัดสุพรรณบุรี ซึ่งเป็นแหล่งสำคัญของการผลิตอาหารที่มีมาแต่อดีต พื้นที่เหล่านี้ตั้งอยู่ในเขตเกษตรก้าวหน้า ที่ได้รับผลกระทบอย่างรุนแรงจากการเกษตรแบบปฏิวัติเขียว (Green Revolution ) ซึ่งต้องพึ่งพาเทคโนโลยี และปัจจัยการผลิตจากภายนอก จนเป็นต้นเหตุของปัญหาเศรษฐกิจ สิ่งแวดล้อม และปัญหาสุขภาพของทั้งผู้ผลิต และผู้บริโภค ปัจจุบันมูลนิธิข้าวขวัญ ตั้งอยู่บนเนื้อที่ 7 ไร่ครึ่ง ในเขตเทศบาลท่าเสด็จ ต.สระแก้ว         อ.เมือง จ.สุพรรณบุรี โดยมีพื้นที่ปฏิบัติงานในเขตจังหวัด สุพรรณบุรี 4 อำเภอ ได้แก่ อ.เมือง อ.บางปลาม้า อ.อู่ทอง และ อ.ดอนเจดีย์ รวมทั้งเครือข่ายทั่วประเทศกว่า 36 เครือข่าย โดยมีกิจกรรม เป้าหมาย และวัตถุประสงค์ในการดำเนินงานสำคัญ ๆ ดังนี้

 

กิจกรรมส่วนใหญ่ขององค์กร         
มีเป้าหมายเพื่อให้เกษตรกรและชุมชน มีการเรียนรู้จากความรู้ภายนอก และการฟื้นฟูความรู้ดั้งเดิมมาจัดการอย่างบูรณาการเพื่อให้เกิดระบบการเกษตรที่ไม่ทำลายสิ่งแวดล้อม อนุรักษ์ และฟื้นฟูธรรมชาติ สามารถลดการพึ่งพาปัจจัยการผลิตจากภายนอก และสามารถพึ่งพาตนเองได้มากขึ้น สานสร้างเครือข่ายของผู้ผลิต และผู้บริโภคที่เห็นคุณค่า และความสำคัญกับเรื่องของวิถีชีวิต สังคม สุขภาพ และสิ่งแวดล้อม อันเป็นการเชื่อมโยงกันระหว่าง การพัฒนาระบบเกษตรกรรม กับการพัฒนาวิถีชีวิตอย่างเป็นสุข รวมถึงการพัฒนาด้านอื่นอย่างรอบด้าน

            และกิจกรรมสำคัญ ที่นำมาซึ่งความภาคภูมิใจของข้าวขวัญ ในการขยายองค์ความรู้เชิงลึกให้เข้าถึงกลุ่มเป้าหมายเกษตรกรที่มีความพร้อมในการพัฒนาแนวคิดเพื่อการพึ่งพาตนเองเป็นสำคัญ นั่น ก็คือ โรงเรียนชาวนา ซึ่งการปฏิบัติงานครั้งนี้ มูลนิธิข้าวขวัญ ได้รับความร่วมมือจากพันธมิตรที่สำคัญ คือ สถาบันส่งเสริมการจัดการความรู้เพื่อสังคม ( สคส.)  ในการสนับสนุนงบประมาณดำเนินการจัดการความรู้ ภายใต้หลักสูตรการเรียนรู้ 3 หลักสูตรสำคัญ คือ

หลักสูตรที่ 1  การบริหารจัดการศัตรูพืชโดยชีววิธี

  หลักสูตรที่ 2 การปรับปรุงบำรุงดินโดยชีววิธี

 

หลักสูตรที่ 3 การพัฒนาพันธุ์ข้าว

ซึ่งเราได้รับความร่วมมือร่วมใจ ในการใฝ่พัฒนาองค์ความรู้จากเกษตรกรกลุ่มเป้าหมาย 200 ครอบครัว จากทั้ง 4 อำเภอ ด้วยดี ไม่ว่าจะเป็นการให้ความสำคัญกับการที่ต้องมีนัดเพื่อการเรียนรู้ สัปดาห์ละ 1 ครั้ง ครั้งละ 3 ชั่วโมง ตามสถานที่นัดหมายในแต่ละพื้นที่ หรือแม้แต่กระทั่ง การได้นำองค์ความรู้ไปประยุกต์ใช้ในระบบเกษตรกรรมของตน เช่น การไม่เผาฟาง การทำปุ๋ยหมักชีวภาพ การทำสมุนไพรขับไล่แมลง รวมทั้งการรู้จักแมลงดี-แมลงร้าย  การเก็บและขยายจุลินทรีย์ การทำฮอร์โมนเพื่อการบำรุงต้นข้าว เป็นต้น เหล่านี้ ล้วนแต่เป็นเทคนิคใหม่ที่ชาวนาได้นำไปประยุกต์ใช้ โดยคำนึงถึงวัตถุดิบภายในท้องถิ่นของตนเป็นสำคัญ ซึ่งแนวคิดสำคัญที่ดูเหมือนจะเป็นสิ่งที่เข้าใจที่ตรงกันก็คือว่า การที่ชาวนาพยายามที่จะหาสิ่งทดแทนสารเคมีทั้งหลายทั้งปวงนั้น เป็นเพียงการเริ่มต้นของการปรับเปลี่ยนวิถีผลิต ที่ในท้ายที่สุด กระบวนการและเทคนิคต่างๆเหล่านั้น ก็ไม่จำเป็นจะต้องนำมาใช้ในพื้นที่เกษตรอีกต่อไป    กล่าวคือ ใช้เพื่อที่จะไม่ต้องใช้อีก เพราะในที่สุด ระบบนิเวศน์และสมดุลของธรรมชาติก็จะกลับคืนมา   ชาวนาก็จะหลุดพ้นจากวังวนของการพึ่งพาปัจจัยภายนอกในทุกขั้นตอน 
            แต่อย่างไรก็ตาม ในส่วนของบทบาทหน้าที่นั้น มูลนิธิข้าวขวัญ ก็เป็นเพียงฟันเฟืองหนึ่งที่อาสาเข้ามาช่วยขับเคลื่อนให้กระบวนการทำเกษตรแบบยั่งยืนเกิดขึ้นได้จริงอย่างมีประสิทธิภาพ ภายใต้การจัดการความรู้ แต่จะมีศักยภาพและยั่งยืนได้มากขึ้น ถ้าแนวคิดของการพัฒนาระบบเกษตรแบบพึ่งตนเองนี้ เป็นที่ยอมรับของทุกภาคส่วนได้มากพอ และฟันเฟืองในการขับเคลื่อนมีใช่แค่เพียงมูลนิธิข้าวขวัญเท่านั้น เชื่อได้ว่าหนทางก้าวไปสู่พื้นที่เกษตรยั่งยืนอย่างแท้จริงจะเป็นจริงได้อย่างแน่นอน