จิตสาธารณะและธรรมาภิบาลเป็นสิ่งที่สร้างได้ด้วยกิจกรรมที่เหมาะสมและสร้างสรรค์ หากคนในสังคมเป็นผู้มีจิตสาธารณะ มีความรัก ความสามัคคี ช่วยเหลือเอื้ออาทร แบ่งปันและรับฟังความคิดเห็นซึ่งกันและกัน จะทำให้คนในสังคมมีความสุข การฝึกให้นักเรียนเป็นผู้มีคุณลักษณะจิตสาธารณะและฝึกปฏิบัติตนในการอยู่ร่วมกันตามพื้นฐานหลักธรรมมาภิบาล จึงนับว่าเป็นทางเลือกที่ดี
โรงเรียนวิทยสัมพันธ์ ตั้งอยู่ที่หมู่บ้านซำรู้ อำเภอนครไทย จังหวัดพิษณุโลก ห่างจากที่ว่าการอำเภอ ๒๒ กิโลเมตร และห่างจากสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาพิษณุโลก เขต ๓ ประมาณ ๑๑๐ กิโลเมตร มีลักษณะทางกายภาพเป็นที่ราบบนภูเขา
การทิ้งขยะเกลื่อนกลาด การขีดเขียนโต๊ะเก้าอี้ การทำลายทรัพย์สมบัติของสาธารณะอื่น ๆ การทำลายต้นไม้ใบหญ้า การไม่มีระเบียบวินัย การแต่งกายไม่เรียบร้อย การไม่มีสัมมาคารวะและความไม่สุภาพอ่อนโยนยังมีปรากฏให้เห็น รวมทั้งไม่มีการเอื้ออาทรต่อกัน แม้ว่านักเรียนจะได้รับการอบรมสม่ำเสมอ ตักเตือนและดุด่าว่ากล่าว รวมทั้งการลงโทษแล้วก็ตามนักเรียนยังไม่สามารถปรับเปลี่ยนพฤติกรรมได้อย่างค่อนข้างถาวร
เมื่อศึกษาสภาพบริบทและความเป็นอยู่รวมทั้งวิถีชีวิตของนักเรียนและชุมชน พบว่านักเรียนส่วนใหญ่มาจากครอบครัวที่ขาดแคลน ผู้ปกครองหาเช้ากินค่ำ ทอดทิ้งบุตรหลานให้อาศัยอยู่กับปู่ย่าตายายที่ไม่รู้หนังสือ อีกทั้งนักเรียนจำนวนหนึ่งถูกทอดทิ้งให้อยู่ดูแลตนเองตามลำพัง และนักเรียนร้อยละ ๗๐ อยู่ในสภาพบ้านแตกเนื่องจากพ่อแม่หย่าร้าง หรือเสียชีวิตจากไป ซึ่งวิถีชีวิตของคนในชุมชนไม่มีแบบอย่างที่ดี การเล่นการพนันและการดื่มสุราเป็นเรื่องปกติธรรมดาที่นักเรียนเห็นมาตั้งแต่เด็ก รวมทั้งการมีครอบครัวก่อนวัยอันสมควร การแก้ไขปัญหาของครูจึงไม่ประสบความสำเร็จตามเป้าหมาย
ครั้งหนึ่ง ฉันได้มีโอกาสไปร่วมเรียนรู้และศึกษาดูงานที่งานวิจัยแห่งชาติ พ.ศ. ๒๕๔๖ ได้ฟัง ดร.สุพักตร์ พิบูลย์ กล่าวว่า “ความต้องการเห็นวิจัยด้านจิตสาธารณะบ้าง” ทำให้ฉันไปศึกษาค้นคว้าความหมายของคำว่า “จิตสาธารณะ” และนำมาวางแผนกำหนดรูปแบบ ลงมือจัดการกับปัญหาของนักเรียนข้างต้น
การนำ “จิตสาธารณะ” มาใช้ในการแก้ปัญหา ได้เริ่มขึ้นที่ห้องแนะแนวโดยได้ทดลองกับนักเรียนกลุ่มเล็กชั้นมัธยมศึกษาปีที่ ๑-๓ จำนวน ๘๐ คน เพื่อให้นักเรียนสามารถวิเคราะห์และแก้ปัญหาโดยนักเรียนเอง เพราะว่านักเรียนมีความเข้าใจที่มาของปัญหาได้ดีกว่าครู ตามวิธีการและขั้นตอนดังนี้
๑. นักเรียนแบ่งตนเองออกเป็นกลุ่มละ ๑๐ คน คละความสามารถวัดระดับศักยภาพด้านความดีและคนที่เคยสร้างปัญหา โดยนักเรียนประเมินตนเองว่าเป็นคนดีในระดับใดบ้าง ในตอนแรกจะมีเด็กดีรวมกลุ่มอยู่ด้วยกัน เด็กที่มีปัญหาจะอยู่ด้วยกัน ภายหลังกลุ่มเด็กดีได้แยกกันออกไปกระจายอยู่ตามกลุ่มต่าง ๆ และชักชวนให้เพื่อนที่มีปัญหามาอยู่ในกลุ่มด้วยกัน
๒. ให้นักเรียนแต่ละกลุ่มช่วยกันบอกปัญหาที่นักเรียนเคยทำและเคยพบในโรงเรียน แล้วออกไปเขียนปัญหาบนกระดาน ทำให้ได้ปัญหา ๒๖๓ ประเด็น และรวบรวมปัญหาที่คล้ายกันเรียงลำดับใหม่จากปัญหาที่ง่ายนักเรียนสามารถแก้ได้มี ๖๒ ประเด็น พบปัญหาที่รุนแรงคือการดื่มสุรา เล่นการพนัน มีเพศสัมพันธ์และออกโรงเรียนกลางคัน ลักขโมยเงินของครู เงินเพื่อน ขโมยสิ่งของชาวบ้าน จุดไฟเผาป่าและขว้างปาหน้ารถยนต์
๓. นำปัญหาจำนวน ๖๒ ประเด็น มาทำแบบสำรวจ ว่านักเรียนแต่ละคนเคยทำพฤติกรรมที่เกิดปัญหาในข้อใดบ้าง หรือไม่เคยทำ
๔. นักเรียนแต่ละกลุ่มช่วยกันเสนอว่าจะจัดการอย่างไรกับปัญหาทั้ง ๖๒ ประเด็น นักเรียนได้ให้ข้อเสนอว่า ควรจำแนกกลุ่มปัญหาเป็น ๓ กลุ่มคือ
๔.๑ การรักษาความสะอาดของบริเวณโรงเรียน อาคารเรียน ห้องน้ำนักเรียนห้องน้ำครู ไม่ทิ้งขยะ ไม่ทำลายทรัพย์สมบัติ ไม่ติดสารเสพติด รักนวลสงวนตัว ไม่มีเพศสัมพันธ์ในวัยเรียน
๔.๒ การรักษาสิ่งแวดล้อม ไม่ทำลายต้นไม้ใบไม้ ไม่เดินลัดสนาม ไม่เผาขยะไม่เผาป่า ปิดน้ำ ปิดไฟในห้องเรียน การดูแลและปลูกต้นไม้ และการจัดบรรยากาศภายในชั้นเรียนให้น่าอยู่ รณรงค์การรักษาสิ่งแวดล้อม
๔.๓ การมีความเอื้ออาทรต่อเพื่อน ช่วยเหลือเกื้อกูลกันและดูแลคนรอบข้างและการมีน้ำใจต่อบุคคลอื่น ๆ การช่วยเหลือผู้สูงอายุ และมีความรักความเมตตาต่อสัตว์ ไม่รังแกสัตว์ รวมทั้งการไปรับใช้สังคมเมื่อมีโอกาส
๕. นักเรียนช่วยกันเสนอว่า การจัดกิจกรรมควรแบ่งนักเรียนรับผิดชอบเป็น ๓ กลุ่ม มีนักเรียนรุ่นพี่ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ ๓ เป็นผู้นำกิจกรรม ดังนี้
๕.๑ กิจกรรมหัวใจสีขาว ทำหน้าที่เป็นผู้นำในการรักษาความสะอาดและแก้ปัญหาในข้อ ๔.๑ การรณรงค์ต่อต้านการใช้สารเสพติด และการรักนวลสงวนตัวไม่ออกโรงเรียนกลางคัน
๕.๒ กิจกรรมหัวใจสีเขียว ทำหน้าที่เป็นผู้นำในการรักษาสิ่งแวดล้อมและแก้ปัญหาในข้อ ๓.๑ การรณรงค์การอนุรักษ์ธรรมชาติ
๕.๓ กิจกรรมหัวใจสีชมพู ทำหน้าที่เป็นผู้นำด้านความเอื้ออาทร การแสดงความรัก ความสามัคคี การช่วยเหลือและแบ่งปัน
กิจกรรมนี้เริ่มขึ้นปีการศึกษา ๒๕๔๗ โดยกลุ่มนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ ๑-๓ ทำเป็นแบบอย่างแก่นักเรียนทั้งโรงเรียน มีการถอดบทเรียนร่วมกันพบว่านักเรียนมีความภาคภูมิใจที่ได้มีส่วนร่วมในการแก้ปัญหาทำให้นักเรียนทั้งโรงเรียนมีมารยาทงามไหว้สวย ช่วยกันทำงานในโรงเรียนโดยไม่ต้องบอกทำให้โรงเรียนสะอาด มีน้ำใจช่วยเหลืองานของครูและมีความเอื้ออาทรต่อเพื่อนและคนรอบข้างได้ดีขึ้น
สิ้นปีการศึกษา ได้นำแบบสำรวจชุดเดิมมาสำรวจพฤติกรรมนักเรียนอีกครั้งหนึ่ง และให้นักเรียนประเมินตนเองว่าพฤติกรรมแต่ละข้อ นักเรียนอยู่ในระดับใด ผลสำรวจพบว่าพฤติกรรมเลวร้ายได้ลดลง ไม่มีใครสร้างปัญหารุนแรงขึ้นอีก ผลการประเมินนักเรียนมีพฤติกรรมดีขึ้นกว่าเดิม
ปีการศึกษา ๒๕๔๘ กิจกรรมได้ดำเนินต่อไปอีกจากนักเรียนกลุ่มเดิม และรับสมัครนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ ๑ ขึ้นมาแทน นักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ ๓ ที่จบออกไป และทำกิจกรรมเดิม นักเรียนรู้จักการแก้ปัญหามากขึ้น
ปีการศึกษา ๒๕๔๙ ผู้บริหารโรงเรียนและคณะครูมีความเห็นว่าเป็นกิจกรรมที่เป็นประโยชน์ จึงวางแผนร่วมกันในที่ประชุมให้นักเรียนทุกชั้นได้ปฏิบัติตาม โดยมีนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ ๓ เป็นผู้นำกิจกรรม และได้ประเมินผลร่วมกันพบว่า
นักเรียน “ต้องการร่วมคิด ร่วมทำและร่วมกันแก้ปัญหา และมีความรู้สึกภาคภูมิใจที่สามารถเปลี่ยนพฤติกรรมของตนเองได้”
ครูมีความเห็นว่า “นักเรียนส่วนใหญ่มีพฤติกรรมด้านจิตสาธารณะดีขึ้น มีความรับผิดชอบและช่วยเหลือเอื้ออาทรต่อครูและเพื่อน"
ส่วนฉันได้พบว่า “หลักการอยู่ร่วมกันแบบธรรมาภิบาลได้เกิดขึ้นในกระบวนการของนักเรียนมาตั้งแต่การเริ่มแบ่งกลุ่มสามารถวิเคราะห์ตนเอง และมีความเอื้ออาทรต่อกัน และให้การยอมรับเพื่อน"
ปีการศึกษา ๒๕๕๐ กิจกรรมนักเรียนจิตสาธารณะ ทำไปอย่างต่อเนื่อง ครูคอยควบคุมดูแลและให้ความช่วยเหลือเมื่อมีปัญหา เมื่อนักเรียนประชุมแลกเปลี่ยนความคิดเห็นได้พบว่ามีปัญหาที่ติดตามมาอยู่เสมอเช่น การขาดความรับผิดชอบในนักเรียนบางคน บางกลุ่มยังมีผลการปฏิบัติได้ไม่เป็นที่พอใจ
ภายหลังที่ฉันได้อ่านข่าวจากหนังสือพิมพ์ พบว่าของหมู่บ้านดีเด่นที่จังหวัดหนึ่งเชียงราย ซึ่งมีผู้พ้นโทษและเคยถูกจำคุกอยู่ในเรือนจำด้วยคดีการค้ายาเสพติดเป็นจำนวนมาก แต่ได้รับการยอมรับและสมาชิกในหมู่บ้านให้โอกาส ไม่รังเกียจเดียดฉันท์ เพราะผู้นำหมู่บ้านยึดการปกครองแบบธรรมาภิบาล และนำข่าวนั้นมาให้นักเรียนอ่าน
นักเรียนได้ช่วยกันวิเคราะห์ความหมายและศึกษาเกี่ยวกับธรรมาภิบาลของหมู่บ้านแห่งนี้ และร่วมกันอภิปรายว่าธรรมาภิบาลเป็นระบบการบริหารกิจการบ้านเมืองที่ดีหมายถึง แนวทางในการจัดระเบียบเพื่อให้สังคมของประเทศ และสามารถเลือกปฏิบัติตามวัยและวุฒิภาวะของนักเรียน ซึ่งสรุปได้ดังนี้
๑.หลักนิติธรรม(The Rule of Law) หมายถึง การปฏิบัติตามกฎหมาย กฎ ระเบียบ ข้อบังคับต่าง ๆ ของโรงเรียน
๒. หลักคุณธรรม (Morality) หมายถึง การยึดมั่นในความถูกต้อง ดีงาม เพื่อให้มีคุณธรรมพื้นฐาน ๙ ประการคือขยัน ซื่อสัตย์ มีวินัย สุภาพ สะอาด ประหยัด สามัคคี มีน้ำใจ และกตัญญู
๓. หลักความโปร่งใส (Accountability) หมายถึง การที่ให้แง่มุมในเชิงบวก และให้ความสนใจในเชิงสงบสุข โดยจะเป็นผู้ที่มีความสุจริต และบริสุทธิ์ใจ แม้จะมีความรู้น้อยก็ย่อมทำประโยชน์ให้แก่ส่วนรวมได้
๔. หลักการมีส่วนร่วม (Participation)หมายถึง การให้โอกาสให้เพื่อน ๆ เข้ามามีส่วนร่วมในการตัดสินใจในคณะกรรมการ คณะอนุกรรมการ และหรือ คณะทำงานโดยให้ข้อมูล ความคิดเห็น แนะนำ ปรึกษา ร่วมวางแผนและร่วมปฏิบัติ
๕. หลักความรับผิดชอบ (Responsibility )หมายถึง การตระหนักในสิทธิและหน้าที่ ความสำนึกในความรับผิดชอบของนักเรียนต่อตนเองและสังคม การใส่ใจปัญหาการบริหารจัดการ การกระตือรือร้นในการแก้ปัญหา และเคารพในความคิดเห็นที่แตกต่าง รวมทั้งความกล้าที่จะยอมรับผลดีและผลเสียจากกระทำของตนเอง
๖. หลักความคุ้มค่า(Cost – effectiveness or Economy) หมายถึง การบริหารจัดการและใช้ทรัพยากรที่มีจำกัด เพื่อให้เกิดประโยชน์สูงสุดแก่ส่วนรวม โดยรณรงค์ให้นักเรียนมีความประหยัด ใช้วัสดุอุปกรณ์อย่างคุ้มค่า และรักษาทรัพยากรธรรมชาติ
ฉันได้สอบถามความต้องการของนักเรียนทำให้ทราบว่านักเรียนมีความสนใจจะนำหลักธรรมาภิบาลมาทดลองใช้แทน “สภานักเรียน” บ้าง ผู้เขียนจึงได้นำเสนอต่อที่ประชุมโรงเรียนและได้รับความเห็นชอบเปลี่ยนสภานักเรียนไปเป็น “นักเรียนธรรมาภิบาล”
กลุ่มนักเรียนธรรมาภิบาลได้สืบสานกระบวนการนักเรียนจิตสาธารณะอย่างต่อเนื่อง ผู้บริหารโรงเรียนและการประชุมครูจึงมีมติว่าให้มีการนำ “จิตสาธารณะ” ไปบูรณาการสู่กลุ่มสาระการเรียนรู้อื่น ๆ และจัดตั้ง “นักเรียนธรรมาภิบาล” ให้ทำหน้าที่ปกครอง ดูแลกันเอง โดยมีครูทุกคนเป็นที่ให้คำปรึกษา รวมทั้งทำหน้าที่ดำเนินกิจกรรมหน้าเสาธง และการเป็นพิธีกรหรือผู้ดำเนินรายการของกิจกรรมที่โรงเรียนจัดขึ้น เกิดการเรียนรู้ "โครงงานเยาวชนคนธรรมาภิบาลทำดีถวายในหลวง"
กิจกรรมที่นักเรียนร่วมกันทำด้านจิตสาธารณะเป็นประจำวัน โดยตอนเช้าเมื่อนักเรียนมาถึงโรงเรียนแล้วและก่อนหลังเลิกเรียนนักเรียนจะทำกิจกรรม ”หัวใจสีขาว” ทั้งโรงเรียนโดยไม่ต้องบอก โดยมีผู้นำกลุ่มเป็นผู้รับผิดชอบดูแล ส่วนกิจกรรม "หัวใจสีเขียวและกิจกรรมหัวใจสีชมพู" นักเรียนจะปฏิบัติทุกครั้งเมื่อมีโอกาส ส่วนคณะนักเรียนธรรมาภิบาลจะมีการประชุมทุกวันพุธหลังเลิกเรียน แบ่งหน้าที่ไปติดตามปัญหาจากครูเวรประจำวัน ข่าวเหตุการณ์เพื่อมานำเสนอหน้าเสาธง และหากมีนักเรียนทำผิดระเบียบหรือทะเลาะวิวาท ประธานนักเรียนและคณะกรรมการที่มีหน้าที่จะนำนักเรียนไปพบและช่วยไกล่เกลี่ยแก้ปัญหา ถ้าหากเป็นกรณีที่รุนแรงก็จะลงโทษโดยวินัยเชิงบวกคือมอบหมายงานที่สร้างคุณค่าให้เช่นการล้างห้องน้ำ การถอนหญ้าหรือการรดน้ำต้นไม้ และคณะนักเรียนธรรมาภิบาลได้รับโอกาสจากโรงเรียนให้เข้าร่วมประชุมกับคณะครูและผู้ปกครองเป็นครั้งคราว
ปีการศึกษา ๒๕๕๑ นักเรียนได้ร่วมใจกันไปทำกิจกรรมร่วมกับชุมชนคือ "กิจกรรม CSR เพื่อรักษาสิ่งแวดล้อมและลดภาวะโลกร้อน" กิจกรรมการเรียนรู้ภูมิปัญญา “โครงงานเติมรักปรุงรสวิถีไทย” ช่วยเหลือชาวบ้านนำใบกะทอนมาทำน้ำปรุงรส ซึ่งทำได้ปีละครั้ง ระหว่างเดือนมีนาคมของทุกปี น้ำปรุงรสสามารถใช้แทนน้ำปลา เหยาะใส่น้ำพริกและทำน้ำปลาหวานได้รสชาติดี
ปีการศึกษา ๒๕๕๒ นักเรียนนักเรียนได้ร่วมใจกันทำกิจกรรมในโรงเรียนคือการแสดงความกตัญญูในวันไหว้ครู จากการเรียนรู้บทความจิตตปัญญา โดยจัดทำอาหารพื้นบ้านมาเลี้ยงครู การบีบนวด และล้อมวงบอกรักคุณครู และกิจกรรมในชุมชนคือกลุ่มการดูแลผู้ป่วยเบาหวานซึ่งมีมากในชุมชน โดยการไปแนะนำให้ความรู้ในการปฏิบัติตนเองของผู้ป่วย การบีบนวดและให้กำลังใจ กลุ่มการรณรงค์ต่อต้านการใช้สารปรุงแต่ง เนื่องจากคนในชุมชนนิยมบริโภคสารปรุงแต่งอาหาร สารชูรสและสีผสม กลุ่มการเก็บขยะรอบ ๆ บริเวณในชุมชน โดยใช้เวลาว่างหลังเลิกเรียนและวันหยุด
เมื่อถึงวันวาเลนไทน์นักเรียนประชุมกันว่า จะจัดผ้าป่าสามัคคีแทนกิจกรรมวันวาเลนไทน์ เรียกว่า "ผ้าป่าจิตสาธารณะวันวาเลนไทน์" ดำเนินงานโดยนักเรียนทั้งหมด มีครูเป็นที่ปรึกษา และนำรายได้จากผ้าป่าไปมอบให้กับโรงเรียนบ้านห้วยกอกพัฒนา ซึ่งเป็นโรงเรียนขนาดเล็ก ในตำบลเดียวกัน เป็นการสร้างค่านิยมดีงาม และไม่ใส่ใจกับวัฒนธรรมตะวันตก
ปีการศึกษา ๒๕๕๓ นักเรียนได้ร่วมใจกันไปทำกิจกรรมในโรงเรียน ซึ่งนักเรียนร่วมกันคิดร่วมกันทำ ครูเป็นเพียงป็นที่ปรึกษาเท่านั้น คือการแสดงความกตัญญูในวันไหว้ครู โดยแบ่งกลุ่มนักเรียนออกเป็น ๑๗ กลุ่มทำความสะอาดโรงเรียนได้แก่การทำความสะอาดกำแพง การทำความสะอาดห้องน้ำ การเช็ดถูรอยสกปรกบริเวณอาคาร การเก็บใบไม้ การพรวนดินต้นไม้ การดายหญ้า และการปลูกต้นกล้วย ภายหลังมีการโหวตเลือกกิจกรรมประทับใจคือ “การปลูกต้นกล้วย” คณะผู้นำนักเรียนธรรมาภิบาลรับหลักการว่าจะมีการปลูกกล้วยกันทั้งโรงเรียนเท่ากับจำนวนนักเรียนในโรงเรียน ส่วนนักเรียนชั้นโตจะปลูกให้น้องเล็ก ๆ คนละ ๑ ต้น นักเรียนคนที่ทำผิดกฏระเบียบจะถูกลงโทษจากคณะกรรมการนักเรียนธรรมาภิบาลให้ไปขุดหลุมสำหรับต้นกล้วยแล้วแต่กรณี เกิดการเรียนรู้ต่อยอดเป็น "โครงงานพี่พอเพียงน้องเพียงพอ"
การจัดกิจกรรมนักเรียนจิตสาธารณะและนักเรียนธรรมาภิบาลส่งผลให้เกิดคุณค่าต่อผู้มีส่วนร่วม ดังต่อไปนี้
ผลที่เกิดกับนักเรียน ทำให้นักเรียนมีความตระหนักในสำนึกจิตสาธารณะ ไม่ทิ้งขยะ ไม่ทำลายทรัพย์สมบัติของส่วนรวม ไม่ทำลายต้นไม้ใบไม้ ไม่เดินลัดสนามหญ้า ยกเว้นนักเรียนชั้นเล็ก ๆ และนักเรียนเข้าใหม่ มีน้ำใจเอื้ออาทรต่อคนรอบข้างรับใช้ครูและบุคคลอื่น โดยไม่ต้องบอก มีมารยาทงามไหว้สวย มีความมั่นใจในการแสดงออก กล้าเสนอความคิดเห็น กล้ารับผิด มีความรักความสามัคคีกันมากขึ้น ลดปัญหาการออกโรงเรียนกลางคันและการมีเพศสัมพันธ์ในวัยเรียนลงได้ติดต่อกัน ๓ ปี
ผลที่เกิดขึ้นกับครู ครูมีความพึงพอใจที่เห็นนักเรียนมีพฤติกรรมจิตสาธารณะสูงขึ้น ได้ลดบทบาทการปกครองดูแลลง นักเรียนไม่ขาดเรียนและไม่หนีเรียน ส่งผลให้การจัดกิจกรรมการเรียนรู้ด้านอื่น ๆ ได้รับการพัฒนาไปตามลำดับ ได้รับคำชมเชยจากผู้ปกครองว่าดูแลเอาใจใส่และให้การอบรมนักเรียน ครูได้แนวทางของการใช้วินัยเชิงบวกและการสร้างคุณค่าความภาคภูมิใจในตนเอง (Self Esteem) เพราะผลของการเปลี่ยนแปลงพฤติกรรมของนักเรียน
ผลที่เกิดขึ้นกับโรงเรียน ทำให้ระบบการบริหารจัดการมาจากการมีส่วนร่วมของทุกฝ่าย เพราะมีนักเรียนเป็นตัวเชื่อมโยง เป็นที่สนใจของผู้ใหญ่ใจดีมาสนับสนุนให้ทุนการศึกษา จัดตั้งถังน้ำดื่ม เครื่องกรองน้ำ มอบจักรยาน บริจาคต้นไม้ เครื่องมือการเกษตร ลูกหมูเหมยซาน นักวิชาการอิสระมาจัดค่ายวิทยาศาสตร์ ค่ายเยาวชน ค่ายดูดาว และสื่อมวลชนให้ความสนใจมาให้ความอนุเคราะห์ถ่ายทำรายการโทรทัศน์ “สำนึกพลเมืองดี” รายการ “เทิดไท้องค์ราชันย์” และรายการ “เยาวชนคนเก่ง”
ผลที่เกิดขึ้นกับชุมชน ผู้ปกครองมีความสุขที่ได้เห็นบุตรหลานปรับเปลี่ยนพฤติกรรม มีความสนใจให้ความร่วมมือในการพัฒนาและกิจกรรมที่โรงเรียนจัดขึ้น องค์การบริหารส่วนตำบลให้การสนับสนุนช่วยเหลืองบประมาณสำหรับการจัดกิจกรรมนักเรียนและกิจกรรมอื่น ๆ
กิจกรรมจิตสาธารณะที่นักเรียนได้ร่วมมือกันฝึกปฏิบัติอย่างต่อเนื่อง ทำให้นักเรียนได้เรียนรู้การอยู่ร่วมกัน มีความรัก ความสามัคคี มีน้ำใจเอื้ออาทร มีสัมมาคารวะ กล้าแสดงความคิดเห็นและการยอมรับซึ่งกันและกันอันเป็นพื้นฐานของความเป็นธรรมาภิบาล ซึ่งนับว่าเป็นสิ่งที่สร้างได้โดยผ่านกระบวนการฝึกด้วยกิจกรรมที่เหมาะสมและสร้างสรรค์ มีครูเป็นผู้ปรึกษาและให้กำลังใจ
ปัจจัยที่เอื้อต่อความสำเร็จในการจัดกิจกรรมนักเรียนจิตสาธารณะและนักเรียนธรรมาภิบาล ซึ่งกิจกรรมดังกล่าวเป็นการเริ่มต้นจากห้องเรียนโดยครูและนักเรียนเพียงกลุ่มหนึ่ง ถ้าหากผู้บริหารโรงเรียนไม่สนับสนุนส่งเสริม ความสำเร็จจะเกิดขึ้นไม่ได้ หรืออาจจะเกิดขึ้นกับนักเรียนบางกลุ่มบางคนเท่านั้น เพราะครูผู้สอนไม่มีอำนาจในการบริหารจัดการองค์กร และที่สำคัญ “จิตวิญญาณของครู” ที่มีความมุ่งมั่นสร้างความศรัทธาให้เกิดการยอมรับและได้รับกำลังใจจากเพื่อนครู
ปัจจุบันฉันได้กลับไปช่วยงานที่โรงเรียนอีกครั้งหนึ่ง พบว่าการสอนจิตสาธารณะยังคงถูกกำหนดไว้ในหลักสูตรสถานศึษาอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ เพราะจิตสาธารณะได้บรรจุไว้ในหลักสูตรแกนกลาง ๒๕๕๑
การเรียนการสอนไม่ว่าจะเป็นสาระหรือกิจกรรมใด ๆ หากขาดการเอาใจใส่และติดตามผลอย่างใกล้ชิด ต่อเนื่อง สม่ำเสมอ ความสำเร็จอาจจะห่างไกลจากความเป็นจริง แม้ว่าผลการวิจัยจากการให้นักเรียนตอบแบบสอบถามมาทั้ง ๓ ด้านคือด้านความรู้ ความเข้าใจ ด้านกระบวนการและด้านคุณลักษณะของผู้มีจิตสาธารณะจะพบค่าที่แสดงไว้สูงก็จริง ถ้าละเลยต่อการฝึกปฏิบัติก็จะไม่เกิดผล
ฉันจึงมีความตั้งใจว่าจะต่อยอดการจัดกิจกรรมนี้ต่อไป โดยขออนุญาตบอกกับเพื่อนครูว่า จะช่วยดูแลกิจกรรมให้ตามที่นักเรียนต้องการในข้อเสนอแนะ และจะทำการประเมินโดยเกณฑ์ RUBRIC ซึ่งจะให้นักเรียนเป็นผู้กำหนดเอง และวัดจากตัวนักเรียน ครอบครัว โรงเรียน ชุมชน และประเทศชาติ ฉันพบความจริงตลอดเวลาว่า "โรงเรียนที่อยู่บ้านนอกห่างไกล จะไม่สามารถสอนเด็กให้มีความเป็นเลิศทางวิชาการได้ แต่ที่มีความสามารถทำได้อย่างไร้ขีดจำกัดคือการสอนให้นักเรียนเป็นคนดี" ขอยืนยัน
สวัสดีค่ะพี่
แวะมาอ่านค่ะ น่ารักเหมือนเดิม คงสบายดีนะคะพี่
สวัสดีค่ะ ครูคิม
แม้จะเออรี่รีไทล์แล้วแต่ยังมีใจรักที่จะทำประโยชน์ให้กับโรงเรียน ยังเห็นความสำคัญของการสร้างเยาวชนให้เป็นคนดีของสังคม ขอชื่นชมจริงๆค่ะ
"โรงเรียนที่อยู่บ้านนอกห่างไกล จะไม่สามารถสอนเด็กให้มีความเป็นเลิศทางวิชาการได้ แต่ที่มีความสามารถทำได้อย่างไร้ขีดจำกัดคือการสอนให้นักเรียนเป็นคนดี"
บางทีถ้าครูในโรงเรียนมัธยมขยายโอกาสบางแห่งได้มาอ่านข้อความนี้ คงจะทำให้ได้คิดบ้างว่าการแข่งขันกันที่ผลสัมฤทธิ์ โดยภูมิใจนักหนาว่านักเรียนสอบได้คะแนนคณิตศาสตร์เป็นอันดับหนึ่งของจังหวัด โดยที่รู้กันอยู่เต็มอกว่าความจริงคืออะไร...คงจะรู้จักอายเป็นบ้าง
มาเรียนรู้ด้วยค่ะท่านอาจารย์
ขอบคุณมาก
ขอบคุณที่แบ่งปัน
เหมือนมีกำลังใจที่จะทำอะไรอะไรขึ้นมาอีกเยอะ
ขอบคุณค่ะ
สวัสดีค่ะ พี่ครูคิม
ชัดเจนค่ะ หลักสูตรคนเก่ง คนดี
มาเยือนคุณยายคิมที่มีจิตสาธารณะครับผม นำภาพมาฝากด้วยครับ
สวัสดีค่ะคุณครูวิไล บุรีรัตน์
สวัสดีค่ะคุณKRUDALA
สวัสดีค่ะอาจารย์น้องMSU-KM :panatung~natadee
สวัสดีค่ะน้องครูแป๋ม
สวัสดีค่ะคุณครูรินน์
สวัสดีค่ะน้องnoktalay
สวัสดีค่ะอาจารย์โสภณ เปียสนิท
สวัสดีค่ะ
สวัสดีค่ะพี่คิม
ชื่นชมกระบวนการสร้างสำนึกจิตสาธารณะ และขับเคลื่อนอย่างต่อเนื่องเช่นนี้ค่ะ
สวัสดีครับ
ผมชื่มชมมาก ๆ สำหรับกิจกรรมนี้จังครับ
เริ่มแรกดูเนิบ ๆ แต่ลึกซึ้ง
ทำมาทำไปช่างงดงาม
และเกิดการมีส่วนร่วมของทุกฝ่าย
เป็นงานที่งดงาม
ยาวนาน
และติดตัวเด็กจนถึงวัยผู้ใหญ่
ผมชอบ...อยากทำจังครับ
อรุณสวัสดิ์ครับครูพี่คิม
ตื่นมาตรวจข้อสอบครับ...แต่ก่อนเริ่มงานแอบแวะมาหาครูคิมก่อน...อ่านแล้วก็ได้คำตอบที่เคยสงสัยว่า ทำไมหนอครูพี่คิมจึงยังกลับไปช่วยงานที่โรงเรียนอยู่เสมอ... ขอชื่นชมและเป็นกำลังใจให้ครูพี่คิมทำงานอย่างมีความสุขต่อไปครับผม
ปล. ครูพี่คิมเหมือนคุณพ่อผมหลายอย่างครับ...ท่านเกษียณแล้วแต่ก็ยังไปช่วยสอนที่โรงเรียนเดิมอยู่ แต่ที่ผมเห็นว่าต่างไปจากแต่ก่อนคือ "ความสุข" ที่ท้นเอ่อออกมาจากใบหน้า...รู้แบบนี้ยุให้เออรี่นานละ (ฮ่าๆ)
มาเป็นกำลังใจ แขนไม่สบายหายเร็วๆนะคะ