...."มะอึก" เป็นพืชในตระกูลมะเขือ มีสีเหลืองออกส้ม รสชาติเปรี้ยวอมฝาด เปรียบเสมือนกับชีวิตของพวกเราวัยรุ่นที่มีสีสัน อยากรู้ อยากลอง บางครั้งก็สุข บางครั้งก็ทุกข์ เช่นเดียวกับรสชาติของมะอึก ส่วนคำว่า "ขึก" เป็นอาการที่มากยิ่งกว่า คึก นั่นเพราะ กลุ่มของพวกเรานั้นคึกคักไปยิ่งกว่าใครๆจะนึกได้ ... ว่าแล้วก็ลากเข้าความกันไปตามทางที่เราอยากให้เป็น (ฮ่าๆ)
          "จากวันนั้นเพื่อนขวัญเคยร่วมกัน ขับขาน รวมจิตใจ สู่วันนี้พี่น้องต้องจากไกล ฝากใจถึงทุกคน ด้วยความรักเปี่ยมล้น บนเส้นทาง สว่างไสว ในศรัทธา ร่วมกันสร้างพรุ่งนี้ของประชาที่สดใส ให้เป็นจริง... ชีวิตเธอมีคุณค่า ปวงประชาเขารออยู่ รอเธอเป็นผู้ก้าวไป ดังมวลไม้ที่งอกงาม ยามถึงคราวชูช่อใบ ไปเถิดจงไปทั่วแดน อยากให้เธอเป็นเทียนเล่มน้อยที่ส่องแสงสู่หน...ทางมืดมน เทียนสว่างไสวอยู่ในใจผู้คน ตราบจน นิรันดร์"

          ทุกครั้งที่ได้ยินได้ฟังเพลง "เทียน" ภาพบรรยากาศการทำกิจกรรมจะค่อยๆเคลื่อนเวียนเข้ามาในความคิด และทุกครั้งเช่นเดียวกัน ผมมักจะอดขนลุกเมื่อฟังเพลงนี้ด้วยไม่ได้ เพราะเพลงนี้เองที่ทำให้ใครๆต้องเสียน้ำตาและใครอีกหลายคนต่างส่งยิ้มให้แก่กัน ทุกใบหน้าที่เห็นมีแต่ความอิ่มเอม...มีความสุข และหากจะมองให้ลึกลงไปในดวงตาของคนที่อยู่ตรงหน้าจะพบว่า "ฉายแววไปด้วยพลังใจและไฟฝัน"

          "กลุ่มมะอึกขึก" หลังจากได้ก่อตั้งเป็นกลุ่มกิจกรรมที่ทำงานด้านรณรงค์และป้องกันปัญหาด้านสิ่งเสพย์ติด เอดส์ และสิ่งแวดล้อม อย่างเป็นรูปเป็นร่างแล้ว สมาชิกภายในกลุ่มก็ได้มีการเปลี่ยนแปลงไปเช่นเดียวกัน โดยเพื่อนของเราคนหนึ่งในกลุ่มคือ เอก ได้ขอถอนตัวออกไปเพราะได้ทดลองกับตัวเองหลายครั้งแล้วว่าไม่ใช่ทางที่ถนัด แต่เนื่องจากงานของพวกเรานั้นต้องใช้กำลังคนเข้ามาช่วยพอสมควรจึงได้ชักชวนเพื่อนอีก 3 คนให้เข้ามาทำงานร่วมกัน นั่นคือ พจี ศรี และแก้ม (จำได้ว่าเราต้องไปจัดกิจกรรมที่โรงเรียนสองแคววิทยาคม จ.เชียงใหม่ ตอนนั้นคนที่มาร่วมกิจกรรมมีเยอะมาก พวกเรา 8 คนรับมือไม่ไหวแน่จึงต้องหากำลังเสริม) ผมเองใช้สิทธิความเป็นพี่ใหญ่(แก่สุดในกลุ่มครับ ฮ่าๆ) เลือกหญิงสาวทัั้ง 3 คนเข้ากลุ่มโดยไม่ประชุมขอความเห็นล่วงหน้า งานนี้ผมโดนเคืองนิดหน่อย แต่เพราะความเป็น"พี่"ทำให้น้องเขายอมลงให้...แต่จนทุกวันนี้ผมไม่เคยนึกเสียใจเลยที่ปากไวไปชวนเพื่อนทั้ง 3 คนมาทำกิจกรรมด้วยกัน เพราะนับแต่นั้นเป็นต้นมา กลุ่ม"มะอึกขึก"ก็แข็งแกร่งขึ้นอย่างเห็นได้ชัด

          สมัยนั้นคนทำกิจกรรมมักถูกมองว่าเรียนไม่เก่ง เป็นตัวโจ้กคั่นเวลา แต่ด้วยผลการเรียนของพวกเราที่อยู่ในระดับที่"น่าพึงพอใจ" ตามด้วยความสำเร็จของกิจกรรมที่พวกเราได้ทำร่วมกัน ทำให้หลายๆคนเริ่มเปลี่ยนความคิด ไม่ว่าจะเป็นครู เพื่อนๆ รุ่นพี่หรือรุ่นน้อง ต่างจับจ้องกลุ่มทำงานของเราอย่างสนใจ (ก่อนหน้านี้ใครได้เป็นคณะกรรมการนักเรียน หรือเป็นนักกีฬาของโรงเรียนก็ถือว่าเท่ห์ครับ แต่ตอนนั้นที่รร.พะเยาพิทยาคม พวกเรามะอึกขึก"POP&HOT"ที่สุดแล้ว ฮ่าๆ) โดยเฉพาะผู้ปกครอง หลายคนเริ่มวางใจให้มาทำกิจกรรมที่โรงเรียนในวันหยุดเสาร์-อาทิตย์ หลายบ้านจะมีอาหาร ขนม และผลไม้ฝากมาให้พวกเราได้กินกัน

          แล้วเวลาของชีวิตนักเรียนชั้นม.4 ก็ผ่านไปอย่างรวดเร็ว เมื่อมาถึงระดับชั้นม.5 ก็ถึงเวลาที่พวกเราต้องเตรียมตัวสอบเอนทรานซ์ พวกเราเริ่มกังวลถึงเวลาที่จะต้องทุ่มเทให้ทั้งการเรียนและการทำกิจกรรม ไม่อยากให้อย่างใดอย่างหนึ่งต้องลดความเข้มข้นลงไป จึงมีความคิดที่จะหารุ่นน้องเข้ามาสืบทอดและต่อยอดกิจกรรมของพวกเราให้ดียิ่งขึ้น จึงได้ประกาศรับสมัครมะอึกรุ่นใหม่ในช่วงเทอมแรกนั่นเอง

         วันแรกและวันสุดท้ายของการรับสมัคร (จริงๆคือเรารับวันเดียว ฮ่าๆ) มีน้องๆเกือบร้อยคนมายืนต่อแถวยื่นใบสมัครและรอสัมภาษณ์ แถวนั้นยาวตั้งแต่หน้าห้องปกครองซึ่งอยู่ทางขวาสุดของอาคาร 1 ไปจนถึงด้านซ้ายสุด(ห้องประชาสัมพันธ์)แล้วยังต้องปัดแถวเรื่อยลงไปตามบันไดของอาคารเพราะต้องเว้นที่ว่างให้คนอื่นได้ใช้ทางเดินด้วย (วันนั้นเป็นวันศุกร์ เวลาที่รับสมัครจะเริ่มประมาณบ่ายสี่โมงครึ่ง จำได้ว่าใครเดินผ่านอาคาร 1 ก็จะหันมามองและสงสัยว่าเด็กพวกนี้มาต่อแถวทำอะไรกัน ทำไมไม่กลับบ้าน)

          พวกผมเองยังตกใจเลยนะครับ ไม่เคยนึกเลยว่ากลุ่มของเราจะได้รับความสนใจขนาดนั้น ยิ่งเห็นน้องมากันเยอะ กำลังใจของพวกเราก็มาทันที ทำให้การสัมภาษณ์ในเย็นวันนั้นเป็นไปอย่างเข้มข้น หลังจากนั้นก็ให้น้องกลับบ้านไปเก็บผ้า-เก็บของมานอนโรงเรียนเพื่อเข้าค่ายทำกิจกรรมกับพวกเรา คืนนั้นมีน้องกลับมาเข้าค่ายกับเราประมาณ 60 คน (หากจำผิดก็ให้อภัยคนแก่ด้วยนะครับ) แต่จะมีเพียง 11 คนเท่านั้นที่จะได้รับการคัดเลือกให้เป็น "มะอึกขึก รุ่นที่ 2" ผลการเข้าค่ายร่วมกิจกรรมระหว่างกันสร้างความหนักใจให้กับรุ่นพี่อย่างพวกเราเป็นอย่างมาก เพราะน้องแต่ละคนนั้น"ปล่อยของ"กันแบบไม่ยั้ง แม้จะทำให้ต้องคิดหนักเมื่อถึงเวลาต้องเลือก แต่กระนั้นก็ทำให้พวกเราวางใจว่ากลุ่ม"มะอึกขึก"จะไม่มีวันหายไปอย่างแน่นอน

          แล้วในบ่ายของวันอาทิตย์ต่อมา ก็ถึงเวลาของการประกาศผลการคัดเลือกที่แสนปวดใจ (ทั้งคนเลือกและคนถูกเลือก) เราได้น้องที่ต่อไปจะเป็นผู้นำกิจกรรมทั้งสิ้น 15 คน (ขนาดว่าเพิ่มคนแล้วก็ยังอดเสียดายไม่ได้) ผมจำได้ว่าตอนที่ประกาศนั้นหลายคนถึงกับน้ำตาคลอ น้องผู้หญิงบางคนถึงกับกลั้นน้ำตาตัวเองไม่อยู่เมื่อได้รู้ว่าไม่มีชื่อของตัวเองที่รุ่นพี่ได้ประกาศออกไป ... แต่ถึงจะไม่ติดโผดังที่ตั้งใจไว้ น้องๆก็ให้สัญญาว่าจะมาช่วยพวกเราจัดกิจกรรมอย่างแน่นอน ... ผลของการให้สัญญาใจในครั้งนั้นได้สร้างความสำเร็จให้กับกลุ่ม"มะอึกขึก" เป็นอย่างมาก เพราะไม่ว่าจะมีการจัดกิจกรรมขึ้นครั้งใดก็ตาม น้องๆจะมาช่วยพวกเราเสมอ... ร้อยยิ้ม เสียงหัวเราะ และน้ำตา...สร้างความสุขและช่วยเติมเต็มกันและกัน

          จากวันนั้นถึงวันนี้ มี"มะอึกขึก"แล้วถึง 12 รุ่น (ที่จีนผมใช้เฟซบุ๊กไม่ได้ เลยยังไม่แน่ใจว่ามีการรับน้องรุ่นที่ 13 ไปหรือยัง)... น้องหลายคนอาจรู้จักผมเพียงคนที่มีรายชื่อในฐานะของมะอึกขึก "รุ่นแรก" (ตัวผมเองก็ไม่ได้กลับไปเยี่ยมโรงเรียนเลยเกือบ 10 ปี) แต่ถึงอย่างนั้นผมก็ยังเฝ้าติดตามความเคลื่อนไหวของน้องๆ ทั้งจากเว็บไซต์ หรือถามข่าวคราวจากเพื่อนๆที่ไปเยี่ยมหรือไปทำกิจกรรมกับรุ่นน้องอยู่เสมอ และทุกครั้งที่ได้ยินใครพูดถึงกลุ่ม "มะอึกขึก" ผมจะอดยิ้มและรู้สึกภูมิใจไปด้วยไม่ได้ ...เรื่องราวเก่าๆเกิดวนซ้ำ...ภาพการทำกิจกรรมยังปรากฏชัด... และแน่นอนวันนั้นที่พิษณุโลกผมยังจำได้ดี วันที่พวกเราคิดชื่อ "มะอึกขึก"ขึ้นมา ทั้งที่ไม่รู้ด้วยซ้ำว่ามันคืออะไร

          ... สาวๆจากเฉลิมขวัญฯที่แสนจะมุ่งมั่นได้เสนอชื่อกลุ่มตัวเองว่า "มะคึก" เธอเล่าให้กับชาวค่ายว่ามาจาก "เนินมะคึก" ซึ่งเป็นชื่อของตำบลที่พวกเธออาศัยอยู่ ผลการนำเสนอเรียกเสียงฮือฮาปนทึ่งจากทุกคนอย่างเสียมิได้...แต่พวกเรามาไกลจากพะเยา จะมาเสียเชิงเพียงแค่เริ่มต้นจากการตั้งชื่อกลุ่มไม่ได้...จะด้วยเพราะอยากเอาชนะหรือโชคชะตาดลใจก็ตาม พวกเราก็ได้เสนอชื่อ "มะอึกขึก" ออกไป (ล้อจากชื่อกลุ่มเขานั่นแหละครับ แต่ต้องเอาให้"โดนกว่า"ให้ได้ และให้เผอิญว่าเพื่อนกลุ่มข้างๆ กระซิบบอกเราว่า มะอึกมีอยู่จริง พร้อมทั้งเล่ารายละเอียดให้พวกเราฟังคร่าวๆ...แบบนี้ก็เข้าทางสิ...ฮ่าๆ) ส่วนความหมายหรือครับ ...พวกเราออกไปนำเสนอหน้าห้อง แต่ละคนท่าทางเงียบขรึมเพื่อกลบเกลื่อนที่มาอันน่าปวดตับนี้ 

          ...."มะอึก" เป็นพืชในตระกูลมะเขือ มีสีเหลืองออกส้ม รสชาติเปรี้ยวอมฝาด เปรียบเสมือนกับชีวิตของพวกเราวัยรุ่นที่มีสีสัน อยากรู้ อยากลอง บางครั้งก็สุข บางครั้งก็ทุกข์ เช่นเดียวกับรสชาติของมะอึก" ส่วนคำว่า "ขึก" เป็นอาการที่มากยิ่งกว่า คึก นั่นเพราะ กลุ่มของพวกเรานั้นคึกคักไปยิ่งกว่าใครๆจะนึกได้ ... ว่าแล้วก็ลากเข้าความกันไปตามทางที่เราอยากให้เป็น (ฮ่าๆ)

 

 

          "เทียนหนึ่งถูกจุดที่นี่ เทียนนี้ถูกจุดลุกไสว  เทียนนี้ถูกจุดที่ใจ เปลวไฟถูกจุดขึ้นมา เปลวไฟแห่งเทียนลุกไหม้ เปลวไฟแห่งการศึกษา เปลวไฟต่อสู่มายา เปลวไฟกล้าท้าผองภัย...บางครั้งเทียนกระพริบริบหรี่ เมื่อมีลมกระโชกโบกใบ้ บางครั้งเทียนแทบดับไป แทบไม่อาจต้านลมแรง...
          ศักดิ์ศรีที่เทียนส่องอยู่ เชิดชูศรัทธากล้าแกร่ง แม้เป็นเทียนน้อยด้อยแสง แต่แฝงศรัทธาเนืองนอง  ...เทียนหนึ่งถึงคราวมอดดับ ลาลับไปจากเพื่อนผอง แต่ ณ ที่นี้เรืองรอง ขอเทียนน้องส่องทดแทน..."

 

แด่...วารและวันที่ผันผ่าน

Kunming  11-06-11

 

 

ปล. รูปมะอึกที่ปรากฏนี้ผมไปแวะเก็บมาจากสวน(บล็อก)ของท่านอ.ขจิตครับผม ผู้สนใจสามารถสืบค้นได้ที่ http://www.gotoknow.org/blog/yahoo/406827 และที่สำคัญคือ ต้องขอขอบพระคุณท่านอ.ขจิตเป็นอย่างยิ่งที่นำรูปมะอึกมาแบ่งปันให้ได้ชมกันครับ ส่วนภาพกิจกรรมของน้องๆกลุ่มมะอึกขึก ผู้สนใจสามารถเข้าไปชมได้จากเว็บไซต์ของโรงเรียนพะเยาพิทยาคม(เลือกที่เมนูภาพกิจกรรม) และขอขอบพระคุณคณาจารย์ทุกท่านที่ยังสนับสนุนกิจกรรมของกลุ่ม"มะอึกขึก"มาอย่างต่อเนื่องครับผม