ตกลงกันก่อน

ตกลงกันก่อน

 

ภาษาถิ่นกับภาษาไทยนั้น  เป็นของคู่กันมาตั้งแต่โบราณกาลแล้ว  ด้วยว่าประเทศไทยนั้นประกอบด้วยชนเผ่าต่าง ๆ  อย่างน้อยก็ 4 ภาค  ในแต่ละภาคยังมีชนเผ่าย่อย ๆ อีกหลายชนเผ่า  บางชนเผ่าก็มีภาษาพูด  สำเนียง คล้ายคลึงกัน  บางชนเผ่าก็แตกต่างกันโดยสิ้นเชิง และเมื่อเปรียบเทียบกับภาษากลางแล้ว บางคำ บางศัพท์ความหมายตรงกันข้ามเลยก็มี 

สาเหตุที่ผมได้รวบรวมคำในภาษาถิ่น(อีสาน)ขึ้นนี้  ก็เพราะได้รับแรงบันดาลใจจากท่านอาจารย์แสวง  อุดมศรี ประธานผู้ชำระพระไตรปิฎกแห่งมหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย  ได้ขอร้องแกมบังคับว่า ให้รวบรวมไว้ให้ได้  ทั้ง ๆ ที่ผมไม่ใช่นักภาษาศาสตร์ ไม่ใช่นักปราชญ์ทางภาษา แต่ได้ไปอยู่หลายแห่ง หลายที่เกือบทั่วภาคอีสาน ใช้ภาษาถิ่นเกือบทุกภาษาและนิสัยชอบอ่าน ชอบศึกษา โดยเฉพาะภาษาถิ่นอีสานเหนือ  จึงไม่รับประกันว่า  คำที่นำมาเสนอในที่นี้  จะถูกต้องร้อยเปอร์เซ็นต์หรือไม่  แต่นำมาเขียนไว้เพื่อประดับความรู้ และแลกเปลี่ยนความคิดเห็นซึ่งกันและกันมากกว่า หวังว่า  ท่านผู้รู้คงจะกรุณาท้วงติง เติมเต็มในส่วนที่ขาดหายไป  อีกอย่างหนึ่ง  ภาษาถิ่นนั้นเป็นภาษาปากทั้งสิ้น  ไม่มีตัวหนังสือเขียน การสะกด การันต์ จึงสะกดตามเสียงพูด  ความหมายก็คิดเองบ้าง  เพราะหาหนังสืออ้างอิงได้ยากมาก “ ท่านก็คิดเองแต่งเองสิ มัวแต่รอหนังสืออ้างอิงเมื่อไรจะได้ทำ เดี๋ยวคนอื่นก็นำของท่านไปอ้างอิงเอง ” ท่านอาจารย์แสวงให้เหตุผลกับผม

สิ่งที่ต้องตกลงกันก่อนในที่นี้ก็คือ  การสะกดคำ  กาอ่านออกเสียง และความหมาย

เนื่องจากเหตุผลดังที่กล่าวแล้ว  ภาษาถิ่นอีสานทุกภาษา  มีแต่ภาษาพูด ไม่มีภาษาเขียน ถึงจารึกในใบลานก็เป็นตัวลาวน้อย  ไม่มีหลักเกณฑ์ทางอักขรวิธี  ออกเสียงและสะกดไปตามท้องถิ่น ดังนั้น การสะกดคำของผมจึงไม่ได้ยึดตามอักขรวิธีของภาษากลาง แต่ยึดเอาตามเสียงอ่านเป็นหลัก  เช่น ตัว ย กับ ตัว ญ บางคำใช้แทนกันได้ บางคำก็แยกกัน แต่ส่วนใหญ่แล้วออกเสียง  ญ  จะเห็นว่าผมใช้ทั้งสองตัว  รวมทั้งคำที่เป็นอักษรนำ ( ห นำ ) ด้วย ให้ท่านอ่านออกเสียงดูเอาเองว่า  เป็นเสียง ย หรือ เสียง ญ

ภาษาถิ่นอีสานไม่มีคำควบกล้ำ  ผมจึงตัดคำที่เป็นคำควบกล้ำ ร ล ออกทั้งหมด สะกดตามเสียงอ่าน  อาจจะสะดุดตาของท่านได้  โดยเฉพาะคนภาคอื่น ๆ แต่ถ้าคนอีสานอ่านเองก็จะปรับได้ไม่ยาก

เสียง ร ก็ไม่มี  เป็นเสียง  ล เสียง ฮ หมด จึงไม่ได้เขียนสะกดด้วย ร นอกจากอาจจะหลงไปบ้าง  ขอให้ปรับเป็นเสียง ล และ ฮ

อักษรคู่ ส่วนใหญ่ใช้แทนกันได้เสมอ เช่น ส่อย กับ ซ่อย  ใช้ตัวไหนก็ได้ อยู่ทีการออกเสียง 

อักษรนำ ก็เช่นกัน สามารถใช้แทนกันได้ในบางกรณี เช่น หม้ม กับ ม่ม หม้น ม้น

การสะกดคำให้ตรงเสียงจริง ๆ นั้น  บางคำทำไม่ได้ เพราะไม่มีตัวอักษรที่ตรงกับคำที่ต้องการออกเสียง  จึงจำต้องออกเสียงเอาเอง การสะกดนั้นเพื่อให้รู้ความหมายว่าอะไรเท่านั้นเอง

ภาษาถิ่นในแต่ละท้องถิ่น  ก็ผิดเพี้ยนกันไปบ้าง  คำเดียวกันอาจจะออกเสียงต่างกัน แต่ความหมายเดียวกัน หรือ อาจจะต่างกันเล็กน้อย แต่ก็พอเดาได้

คำศัพท์ที่นำไว้ในที่นี้  เป็นคำศัพท์ที่มีความหมายแตกต่างจากภาษากลางโดยสิ้นเชิง  ถ้าคำไหนพอจะแปลความหมาย หรือ คล้ายกับภาษากลางก็จะไม่นำมาลงไว้

คำที่เป็นเสียง ร แต่ใช้เสียง ฮ  แต่ความหมายไม่ต่างกันมากก็ไม่เขียนไว้ เช่น รับ เป็น ฮับ

รอง เป็น ฮอง เป็นต้น

            ถ้าคนอีสานหรือคนท้องถิ่นอ่านก็คงจะสะดุดหู สะดุดใจเท่าใดนัก แต่ถ้าเป็นคนภาคอื่น ๆ ท่านอาจจะต้องสงสัย  แปลกใจ  เพราะคำบางคำนั้นไม่สามารถสะกดให้ตรงคำกับเสียงที่ออกได้  นอกจากออกสำเนียงเอาเอง

            คำศัพท์ที่รวบรวมไว้นี้  รวบรวมจากความคิดเองเท่าที่จะนึกได้  ยังมีอีหลายคำที่นึกไม่ออก หรือ นึกไม่ทัน ก็ขอความกรุณาท่านผู้รู้ได้ช่วยต่อเติมเสริมแต่งให้ด้วย

        ความหมาย และ ตัวอย่าง ก็คิดเองทั้งสิ้น อาจจะไม่ตรงกันนักเพราะบางคำก็ไม่ตรงกันอยู่แล้ว  เอาเป็นว่าพอใกล้เคียง พอเดาออกแล้วก็จินตการต่อไปเอง  บางคำก็ไม่ยังคิดตัวอย่างประโยคไม่ได้  บางคำที่มีมาก่อนก็ยกมาจากนิทาน ผญา ภาษิต ที่ท่านได้พูดแล้ว

            ประการที่สำคัญที่สุดคือ รวบรวมอย่างฉุกละหุกมาก  เพราะปกติแล้วคิดได้คำใดก็เขียนไว้  แต่เพื่อให้ทันวันแสดงมุทิตาจิตแด่ท่านอาจารย์แสวง  ในโอกาสที่ได้รับพระราชทานปริญญาดุษฎีบัณฑิตกิตติมศักดิ์ จึงต้องรวบรัดพิมพ์ออกมา  ตามบัญชาของท่านที่ย้ำว่า  เจอกันคราวหน้าให้ได้อ่านนะ จึงรวบรวมได้แค่นี้ ยังไม่ได้ตรวจทาน แก้ไขใด ๆ เลย   แต่ยังจะพัฒนาต่อไปเรื่อย ๆ

            เจตนาที่แท้จริงของการเขียนคำภาษาถิ่น ก็เพื่อสนองความคิดของท่านอาจารย์แสวงเท่านั้น  แต่ถ้าหากว่าท่านผู้ใดเห็นประโยชน์ของการนี้ก็ยินดีที่จะแบ่งปัน