การที่ได้มีโอกาสกลับไปช่วยงานที่โรงเรียนอีกครั้ง  เหมือนที่ได้เล่าผ่านมาแล้ว  การทำงานครั้งนี้ต่างกับที่อยู่ในราชการ  เพราะไม่ได้รับความกดดัน  ไม่ต้องรับผิดชอบต่อกรอบทั้งองค์กร  เดิมนั้นแม้ว่าไม่มีอำนาจในการจัดการทั้งหมด  แต่มีบางครั้งที่ดื้อดึง  แบบหาญต่อสู้  แม้ว่าไม่ได้ตัดลู่ของใคร  แต่มันเหมือนเป็นการวิ่งแซง  หรือการใช้ปัญญาเหนือสติผลที่ได้คือดี บนความกดดัน  ความขมขื่น "ทุกคนสามารถทำงานตามได้เพราะเกรงใจ  แต่ไม่ได้ใจ  หรือไม่ร่วมงานกับคนอื่น  มีความบาดหมางใจกันลึก ๆ ที่แสดงได้ก็แสดง หากแสดงไม่ได้ก็เก็บไว้เป็นความทุกข์"

 

          คราวนี้พบว่าผลการไปทำงานร่วมกัน  ผ่านมาประมาณ ๑ เดือน  ได้พบกับความเปลี่ยนแปลงอย่างเหลือเชื่อ "ของทุกคน  มีความรู้สึกเช่นเดียวกัน"  มีความสนุก  มีความสุขกับการทำงาน  ผลงานเกิดจากการมีส่วนร่วมอย่างแท้จริง เต็มร้อยของการลงมือปฏิบัติจริง  ทุกคนมี "รอยยิ้ม" บนใบหน้า แสดงถึงความสุขในการทำงาน  และทุกคนก็รู้สึกดีที่เห็นเพื่อนยิ้มแย้มแจ่มใส

 

           ตอนเช้าจะล้อมวงเข้าเงียบ  สุนทรียสนทนานำปัญหาของงานมาคุยกัน  จับกลุ่มหรือจับคู่คุยเกี่ยวกับงานของตนเองให้เพื่อนฟัง  จับคู่พูดถึงความดีของเพื่อนและให้กำลังใจ  วางเป้าหมายของงานในวันนี้ร่วมกัน สามารถมองเห็นจุดสำคัญของเป้าหมายคือ "เพื่อเด็ก"  จากครูสู่เด็ก จากเด็กสู่ครู จากโรงเรียนสู่ชุมชน และจากชุมชนสู่โรงเรียน 

 

            การล้อมวงหรือการจับคู่  เป็นการฟังอย่างตั้งใจ  และผู้ฟังจะเป็นฝ่ายเล่าว่าเพื่อนพูดอะไรให้ฟัง  ส่วนตอนเย็นแต่ละงานจะถอดบทเรียนร่วมกัน  นำเรื่องที่ถอดบทเรียนมาสกัดเป็นความรู้เขียนบันทึกคนละ ๑ งานว่า "วันนี้ทำงานทะลุเป้าหมายหรือไม่"  สามารถมองเห็นความก้าวหน้าของงานอย่างเป็นรูปธรรมที่ชัดเจน  และงานเป็นปัจจุบัน  ไม่ต้องกลับไปนั่งยกเมฆให้วุ่นวาย

 

            ผลการเปลี่ยนแปลงที่สังเกตเห็นได้จากพฤติกรรมการทำงาน  พบว่า  "ทุกคนมีความสุขขึ้นทีละน้อย"  รวมทั้งมีการบอกความรู้สึกของตนเองได้ว่า "พอใจและมีความสุขขึ้น"  จึงช่วยกันแสดงความคิดเห็นว่าการทำแบบนี้เป็นเรื่องดีต่อตัวเอง  ต่อเพื่อน ต่องาน และต่อองค์กร  "ผลงานที่ได้คือมาจากความจริง  จริงใจ  ทุกคนสามารถอธิบายได้

 

           ต่อไปจะมีการล้อมวงสุนทรียสนทนากัน  ก่อนทำงานทุกวันและมีการนำงานประจำมาถอดบทเรียนร่วมกันสัปดาห์ละ ๑ ครั้ง  โดยทุกคนต้องมารวมกันที่ใต้ถุนอาคารเวลา ๘.๐๐ น.  ดีกว่าพูดคุยกันในเรื่องไร้สาระไปวัน ๆ และเน้น "การพูด การคิดเป็นเชิงบวก" ทั้งสิ้น

 

          ผู้อำนวยการมีความเห็นว่า "ครูเป็นผู้ฟังที่ดีขึ้นมาก ไม่คุยกันในที่ประชุม  ไม่จดบันทึก ไม่เล่นเน็ต หรือเล่นบีบี  ไม่มีการบ่นว่า หรือแสดงอาการหงุดหงิดให้เห็น  เอาแบบประเมินใด ๆ มาวัดก็ไม่เท่ากับที่มองเห็นด้วยตา สัมผัสจากความจริง"   และทำให้คนที่พูดไม่เก่ง  ได้เป็นคนพูดเป็น  มีความมั่นใจในตนเองสูงขึ้น ตอนเย็นเลิกเรียน  ทุกเลิกงานกลับบ้านพร้อมกัน ไม่มีตัวใครตัวมัน  และไม่แสดงให้เห็นว่า จะต้องรีบร้อนกลับบ้าน  ทุกคนมีแววสู้เต็มร้อย 

 

         ครูมีความเห็นว่ากิจกรรมนี้ทำให้ทุกคนมีความเข้าใจกัน  มีความรัก เอื้ออาทรกันมากขึ้น  โดยเฉพาะรุ่นน้องพนักงานราชการ  ครูบรรจุใหม่ และครูที่ย้ายมาใหม่  และที่สำคัญ "ช่องว่างระหว่างครูและผู้อำนวยการลดลงเหลือเพียงเยื่อบาง ๆ ที่สามารถมองผ่านทะลุได้" ความสบายใจของทุกคนคือได้ "เปิดใจ" ต่อเพื่อนต่อผู้บริหารว่าทำสิ่งใดได้หรือไม่ได้ 

 

        สำหรับผู้บันทึก "มีความภาคภูมิใจที่ได้เป็นส่วนหนึ่งในการร่วมพัฒนา  ที่สำคัญที่สุดคือ  ได้เห็นว่าลูกศิษย์ที่ทำงานในโรงเรียนนี้ถึง ๓ คน  มีพื้นฐานในการทำงานอย่างมีคุณภาพ  และเห็นว่าทุกคนมีความสุขจริง ๆ และเป็นความสุขที่เกิดขึ้นทีละน้อย  โดยไม่รู้ตัว"... บางวันถึงกับแอบร้องไห้ในความรู้สึกของตัวเอง