GotoKnow
  • เข้าระบบ
  • สมัครสมาชิก
  • แผงจัดการ
  • ออกจากระบบ
GotoKnow

Food Science/HR (3)

แหล่งความรู้สำหรับ "ทรัพยากรมนุษย์" พันธุ์แท้
สวัสดีครับลูกศิษย์ลาดกระบัง และชาว Blog
ผมเห็นว่า Blog : Food Science/HR (2) เริ่มช้าเพราะว่าข้อมูลเริ่มมากขึ้นก็เลยเปิดBlog นี้ขึ้นมาสำหรับส่งข้อมูลการเรียนรู้จากสัปดาห์ที่แล้วและสัปดาห์ต่อ ๆ ไป
ขอบคุณสำหรับความตั้งใจของลูกศิษย์ทุกคน
                                                           
                                                                    จีระ  หงส์ลดารมภ์

บันทึกนี้เขียนที่ GotoKnow โดย 

คำสำคัญ (keywords): foodsciencehr(3)
หมายเลขบันทึก: 44120
เขียน:
แก้ไข:
ความเห็น: 87
อ่าน:
สัญญาอนุญาต: สงวนสิทธิ์ทุกประการ

ความเห็น (87)

   

เรียน อาจารย์ ศ.ดร. จีระ หงส์ลดารมภ์  อาจารย์ พจนารถ ซีบังเกิด และเพื่อนๆนักศึกษาทุกท่าน

        กระผมนายชาญธวัช ฝ่ายหมื่นไวย์ ตามที่อาจารย์ พจนารถได้มอบหมายให้ทำการหาข้อมูลของเรื่อง Performance Management โดยไม่ให้ใช้ Search engine ที่เป็น Google นั้นได้ข้อมูลมาแชร์กับอาจารย์ดังนี้ครับ

Business performance management (BPM) เป็นชุดของกระบวนการที่ช่วยให้องค์กรมีประสิทธิภาพที่เหมาะสมที่สุด ก่อนที่จะก่อให้เกิดการทำธุรกรรมที่ชาญฉลาด (Business Intelligence –BI) โดยหลักแล้ว BPM จะมุ่งสังเกตุในส่วนของกระบวนการทางธุรกรรมเช่นการวางแผนและการคาดคะเนทางด้านธุรกิจ ซึ่งมันจะช่วยในการค้นหาสิ่งที่ไม่มีประสิทธิภาพขององค์กรทั้งทางด้าน หน่วยธุรกรรม การเงิน ทรัพยากรมนุษย์ และทรัพยากรทางด้านวัตถุดิบ

       ในอดีตแล้วผู้ที่เป็นนำด้านการวัดประสิทธิภาพในองค์กรที่โด่งดังมากคือ ซุนวู ที่เขียนไว้ในคัมภีร์ด้านกลยุทธทั้ง 13 บท (คัมภีร์เล่มนี้โดยหลักแล้วเขียนเกี่ยวกับบริบทของสงคราม แต่ก็มีทั้งญี่ปุ่น และ อเมริกาที่นำไปใช้ในด้านการแข่งขันทางธุรกิจ คัมภีร์เล่มนี้นับว่าเป็นหนึ่งในภูมิปัญญาทางตะวันออกที่ guru ทางตะวันตกสนใจศึกษามากเล่มหนึ่ง) โดยหลักทั้ง 13 บทของซุนวูก็ต้องการให้บรรลุความที่ว่า รู้เขา รู้เรา รบร้อยครั้ง ชนะร้อยครั้ง นั้นเอง (ฝรั่งตัวดีมันก็ไปประยุกต์เป็น SWOT analysis แล้วนำมาเป็นองค์ความรู้ของมันหลอกเอาค่าอบรมจากเราต่อ- ออกนอกเรื่องมากไปแล้วครับกลับมาต่อเรื่องเนื้อหาเดี๋ยวคืนนี้จะไม่ได้นอน) ซึ่งหลักๆแล้วก็ประกอบด้วย

  1.         การรวบรวมข้อมูล
  2.         การแปลความหมายของข้อมูล
  3.        การนำความหมายของข้อมูลไปปรับใช้

     หลังจากยุคของซุนวูที่มีการห่ำหั่นกันทางสงครามแล้ว มาถึงยุคก่อนยุคของข่าวสารข้อมูล(ยุคของศตวรรษที่ 20) เช่นปัจจุบันแล้ว (ยุคที่มนุษย์ชาติมีการยืดครองประเทศโดยสงครามทางธุรกิจ แทนสงครามทางการทหารแล้ว แต่อย่างไรก็ตามไทยเราก็เสียเปรียบชาวบ้านเขาอยู่ดีครับ) การรวบรวมข้อมูล การประมูลข้อมูลที่มีอยู่อย่างมากมายเป็นไปได้ยากเนื่องจากขาดเครื่องมือที่ดีพอเหมือนปัจจุบันการตัดสินใจจึงไม่แม่นยำมากนักเนื่องจากขาดข้อมูลในการสนับสนุน แต่ปัจจุบันไม่ใช่แล้วการดำเนินการด้านข่าวสารเป็นไปได้ง่ายกว่าทำให้เครื่องมืออย่าง BPM มีประสิทธิภาพมากขึ้น

    ในปี 1989 Howard Dresner ได้ให้นิยามของ BPM เป็นดังนี้ “BPM as an umbrella term to describe a set of concepts and methods to improve business decision-making by using fact-based support system”

    ปัจจุบัน BPM มีการนำไปใช้ที่สับสนกันคำว่า Business Process Management แต่จริงๆแล้วไม่ใช่เพราะ BPM นั้นเป็นการรวมเอาหลัก 3 อย่างข้างต้นมาใช้งานมากกว่า

     เครื่องมือที่ใช้สำหรับ BPM ก็คือ Key Performance Indicator (KPI) นั้นเองที่ใช่วัดสถานะภาพปัจจุบันขององค์กร เป้าหมายที่วางได้ การจะประยุกต์ใช้วิธีการ กลยุทธที่จะให้ถึงจุดหมาย

      การที่จะนำ BPM ไปใช้นั้นเราต้องตอบคำถามด้านล่างเหล่านี้ก่อนเพื่อจะได้นำไปใช้อย่างมีประสิทธิภาพ

  •   Goal alignment queries
  • Baseline queries
  • Cost and risk queries
  • Customer and stakeholder queries
  • Metrics-related queries
  • Measurement Methodology-related queries
  • Results-related Queries
                                                                                                                ขอแสดงความนับถือ  
  • เรียนอาจารย์จีระ  อาจารย์พจนารถ
  • ในการเรียนสัปดาห์ที่ผ่านมาท่านอาจารย์พจนารถได้ให้ search หาข้อมูลที่ไม่ใช่จาก Google โดยผม searchจาก htt://www.MSN.co.th/ โดยพิมพ์คำว่า  Performance Management จะอยู่ในหน้าที่ 2
  • บทความชื่อ
  •  Performance Management – Career Development Human Resource
  • มีชื่อหัวข้อเรื่องว่า Together we can Performance Management
  •  
  • สาระสำคัญโดยสรุป กล่าวถึง
  •  
  • -Career Development เป็นส่วนที่สำคัญของ PM. เนื่องจากการทราบเส้นทางแห่งความก้าวหน้าในอาชีพ จะเป็นตัวผลักดันให้คนในองค์กรทุ่มเท เพื่อพิสูจน์ตัวเองในตำแหน่ง หรือหน้าที่ใหม่ และจะส่งผลโดยตรงกับผลงาน และทำให้ของธุรกิจมีมูลค่าทางการแข่งขันที่สูงขึ้นได้
  •  
  • -Ranking and Ratging Systems เป็นระบบที่ช่วยในการประเมินงานของบุคลากรที่สามารถแยกกลุ่มประสิทธิภาพ เพื่อจักระบบค่าตอบแทนได้ ซึ่งระบบนี้ถ้าวัดอย่างมีระบบ และมีความยุติธรรมจะช่วยให้งานบรรลุวัตถุประสงค์ได้ง่าย แต่ถ้าตรงกันข้ามก็จะเป็นตัวเร่งให้เกิดความล้มเหลว ระบบนี้ไม่จำเป็นต้องมีการจัดทำในทุกระดับงาน เนื่องจากงานบางอย่างวัดระดับได้ยาก
  • -Human Resource & Performance Management in the Organization ความเป็นผู้นำของฝ่ายทรัพยากรมนุษย์มีส่วนสำคัญ ในการดำเนินงานเนื่องจากเป็นส่วนสำคัญในการประสบผลสำเร็จขององค์กร
  • ในหัวข้ออื่นๆจะเป็นในเรื่อง การบริหารการสื่อสารที่ต้องเป็นไปในเชิงบวกและ มีระบบการประเมินอย่าโปร่งใส ผู้บริหารต้องเป็นผู้นำเสนอรายละเอียดการประเมินให้กับผู้ใต้บังคับบัญชา โดยตรง ชื่นชมข้อดี ชี้แจงข้อด้อย และรับฟัง คำร้องเรียน อุปสรรคปัญหาจากผู้ใต้บังคับบัญชามาปรับปรุงแก้ไขด้วย มีการประเมินกลางปีเพื่ออบรม และ เพื่อปรับปรุงแก้ไข เช่น ภาวะความเป็นผู้นำ เป็นต้น
  • ขอบคุณครับ ประชา กองสุข
   

กราบเรียนศ.ดร.จีระ  และอาจารย์พจนารถ   ดิฉันนางสาวจุฑาวรรณ  เทพลิบ   นักศึกษาปริญญาโทสาขาการจัดการธุรกิจเกษตรและอุตสาหกรรมอาหาร  สถาบันเทคโนโลยีพระจอมเกล้าเจ้าคุณทหารลาดกระบัง

Performance  Management เป็นการวางแผนการปฏิบัติงาน  ติดตามผลการปฏิบัติงาน  การประเมินการปฏิบัติงาน  การปรับปรุงและการพัฒนาการปฏิบัติงาน   ผู้บริหารสามารถที่จะบริหารองค์กรในภาพรวมได้อย่างครบถ้วน  เป็นการกระตุ้นการทำงานของพนักงานเพื่อให้มีศักยภาพมากยิ่งขึ้น  การปฏิบัติงานก็จะมีประสิทธิภาพตามไปด้วย 

ในปัจจุบันมีการเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว  ด้านเทคโนโลยีสารสนเทศก็มีความสำคัญมากสำหรับการบริหารองค์กร  เป็นการบูรณาการทางการบริหารมากขึ้น  ไม่ได้มีเพียงแต่การวางแผนกลยุทธ์อย่างเดียวเท่านั้น  แต่ยังมีการประเมินผลการปฏิบัติงาน ซึ่งจะช่วยให้องค์กรบรรลุเป้าหมาย และช่วยสร้างความ
สามารถในการแข่งขันให้กับองค์การในระยะยาว  และยังต่อสู้กับองค์กรภายนอกที่มีการแข่งขันสูงเช่นกัน

การพัฒนาองค์กรต้องขึ้นอยู่กับระบบและกระบวนการขององค์กร  ว่ามีความเข้มแข็งและมีความยุติธรรมมากน้อยแค่ไหน   

ข้อมูลเพิ่มเติม search จาก www.msn.com

หัวข้อที่ได้อยู่ใน www.e-performancemanagement.com/

สวัสดีค่ะ อ.จีระ, อ.ยม, อ.พจนารถ, ทีมงาน Chira Academy และท่านผู้อ่าน ทุกท่านดิฉันนางสาว วิชชุวรรณ ชอบผล นักศึกษาปริญญาโท สาขาการจัดการธุรกิจเกษตรและอุตสาหกรรมอาหาร สถาบันเทคโนโลยีพระจอมเกล้าเจ้าคุณทหารลาดกระบังค่ะจากการที่ได้อ่านเรื่อง Performance management ใน www.managementhlep.org/perf_mng/perf_mng.htm ที่ได้ค้นหาจาก www.yahoo.com นั้นได้ทราบว่าจุดมุ่งหมายของ pm ไม่ได้คำนึงถึงการฝึกอบรม, ข้อผูกมัดระหว่างองค์กร หรือการทำงานหนัก แต่ pm นั้นคำนึงถึงการทำงานร่วมกัน ในรูปแบบที่เหมาะสมเพื่อการประสบความสำเร็จโดยมุ่งประเด็นไปที่1.    ตัวองค์กรเอง2.    แผนกต่างๆ ในองค์กร3.    กระบวนการต่างๆในองค์กร4.    โปรแกรมที่มีในองค์กร5.    ผลิตภัณฑ์ และบริการ6.    โครงการต่างๆที่มีในองค์กร7.    ทีม และกลุ่มต่างๆ ในองค์กรโดยความพยายามของคนที่จะทำให้องค์กรที่พวกเขาทำงานนั้นมีประสิทธิภาพมากขึ้นก่อนอื่นเลยองค์กรต้องมีเป้าหมายโดยที่หัวหน้า และลูกน้องมีการคุยกัน เพื่อทบทวนเป้าหมาย และผลของมัน หลังจากนั้นก็วางแผนว่าจะทำอย่างไรให้องค์กรประสบผลสำเร็จตามเป้าหมายที่วางไว้ โดยมีการวางมาตรฐานในการประเมินงาน มีการสังเกต, ติดตาม และประเมินถ้าประสบความสำเร็จก็มีสิ่งจูงใจที่ทุกคนต้องการเช่น เงินหรือรางวัลต่างๆ แต่ถ้าไม่ประสบความสำเร็จก็ต้องพัฒนากันใหม่ ลดช่องว่างที่จะทำให้งานล้มเหลว เมื่อเป็นที่หน้าพอใจแล้วก็จะมีการปรับเปลี่ยนมาตรฐาน และมีการจัดการต่อไปดิฉันคิดว่า pm นั้นมีความสำคัญมาก เช่นเดียวกับ Workforce Alignment และ BSC ที่ อ.พจนารถ ได้เคยสอนพวกเราแล้ว แต่คนละด้นกัน เพราะคิดว่า pm นั้นอย่างน้อยมันก็ทำให้คนในองค์กรมีการติดต่อสื่อสารกัน ซึ่งก็เป็นจุดเริ่มต้นของการทำงานร่วมกัน และดิฉันคิดว่าองค์กรที่ขาด pm นั้น บางทีคนในองค์กรบางคนอาจไม่ทราบ หรือทราบไม่เหมือนกันว่า เป้าหมายองค์กรของตนนั้นคืออะไร จะทำให้ไม่มีการทำงานที่เป็นไปในทิศทางเดียวกัน จึงเป็นการยากที่จะประสบความสำเร็จจากเป้าหมายใดๆ ค่ะขอบคุณค่ะ
สวัสดีค่ะท่านอาจารย์จีระ,อาจารย์พจนารถและพี่ๆทีมงาน Chira Academy ดิฉันนางสาวอรุณี   วงษ์กุหลาบ นักศึกษาปริญญาโท คณะเทคโนโลยีการเกษตร สาขาวิชาการจัดการธุรกิจเกษตรและอุตสาหกรรมอาหารอาจารย์ได้มอบหมายให้หาบทความ Performance Management  หาจาก Web Site-  Search  จาก ask.com  แล้เลือก http://www.performance-management.us/เรื่อง  Managing Workplace Performance  สรุปได้ดังนี้- การประเมินผลงานเป็นส่วนหนึ่งของ Performance Management System 1.        Performance Management  แสดงให้เห็นถึงความสำเร็จในระยะยาวของเจ้าของธุรกิจ ทำให้ทราบถึงการทำงานของพนักงาน2.         Performance Management  ใช้ประกอบการพิจารณาในการเลื่อนตำแหน่ง ,เงินเดือน ซึ่งธุรกิจในวันนี้ไม่ได้ให้ความสนใจในการประเมินผลงานคุณภาพของมนุษย์ในเรื่องความสามารถ-การพัฒนาอาชีพเป็นส่วนหนึ่งของ Performance Management Program หัวหน้างานมักมีความเข้าใจผิดในเรื่อง Rating และ Ranking จึงส่งผลกระทบต่อคนงานในเรื่องของการเลื่อนขั้นและการให้ออกจากงาน และลูกจ้างมักมีความรู้สึกว่าบริษัทไม่ได้ให้ความสนใจในอาชีพ ซึ่งนำไปสู่การจัดการองค์กรที่ยากในการรักษาคนที่มีคุณภาพ บริษัทต้องมีสายงานให้พนักงานได้ไต่เต้าขึ้นไปในตำแหน่งที่สูงขึ้น เมื่อพนักงานรู้ถึงเป้าหมายก็ทำให้พนักงานเต็มใจ เต็มที่กับการทำงาน-Ranking and Rating Systemsส่วนประกอบหนึ่งที่มีความจำเป็นสำหรับ Performance Management ในองค์กรก็คือระบบ Ranking and Rating ซึ่ง การประเมินอาจอยู่ในรูปแบบแผนภูมิและตาราง ซึ่งเป็นวิธีการที่ดี แต่ก็มีข้อบกพร่องก็คือ สามารถบิดเบือนข้อมูลได้ ข้อดีคือสามารถประเมินลูกจ้างได้จากการทำงานจริงๆ  ข้อระวังคือ ทำให้ต้องมีการเปลี่ยนลูกจ้างบ่อยๆ  - Interim Performance Coachingเมื่อมีงานใหม่เข้ามาต้องมีการบอกเป้าหมายของงานให้กับพนักงาน เพื่อให้พนักงานมีความมุ่งมั่น แต่เมื่อไหร่ที่ไม่มีการกำหนดเป้าหมายและการประเมินผลที่แม่นยำจะทำให้งานไม่มีประสิทธิภาพ กิจการที่ประสบความสำเร็จได้จะต้องมีการประเมินและกำหนดเป้าหมายอย่างชัดเจน วิธีการที่จะทำให้ประสบความสำเร็จได้จะขึ้นอยู่กับหัวหน้างานหรือเจ้าของกิจการ ถ้ามีกลยุทธ์ที่ชัดเจน และถ้าหัวหน้าไม่มีการสอนพนักงานก็จะไม่ทราบทำให้ประสิทธิภาพการทำงานล้มเหลว เหมือนกับคำที่ว่า ผลงานของลูกน้องก็เหมือนผลงานของหัวหน้า ดังนั้นต้องมีการสอนให้เข้าใจ- Leadership Training: Employee Leadershipลูกจ้างมีโอกาสที่จะขึ้นเป้นระดับผู้บริหารที่จะนำพาบริษัทให้ก้าวหน้าหรือล้มเหลว ดังนั้นการจัดการที่เหมาะสมจะสามารถสร้างผู้นำที่สมบูรณ์แบบ เนื่องจากผู้บริหารเปรียบเสมือนทรัพย์สินที่มีค่าของบริษัท และการพัฒนาผู้นำที่มีความสามารถและความเชี่ยวชาญจะเป็นตัวแปรที่สำคัญทำให้ Performance Manangement ได้ผล ดังนั้นถ้าในองค์กรมี Performance  Management จะช่วยแก้ปัญหาให้องค์กรของเราได้ เพราะว่า Performance Management  จะช่วยเชื่อมโยงเป้าหมายขององค์กร เป้าหมายของหน่วยงานแต่ละแผนก มาสู่การปฏิบัติงานของพนักงานระดับปฏิบัติการ ขึ้นอยู่กับหัวหน้าว่าสอนมากน้อยแค่ไหน และพนักงานต้องให้ความร่วมมือด้วย ต้องกำหนดเป้าหมายที่มีตัวชี้วัดที่ชัดเจน (KPI) การให้คำปรึกษาหารือในการปฏิบัติงานกับลูกน้อง การพัฒนาพนักงาน การจูงใจ การแก้ปัญหาในการปฏิบัติงานร่วมกันกับพนักงาน และดิฉันได้ประโยชน์มากจากการเรียนเรื่อง Performance Management รวมทั้งจากการหาข้อมูลทาง Web Site แล้วจะนำ Performance Management มาใช้กับองค์กรให้เกิดประโยชน์ให้มากที่สุดค่ะ 
สวัสดีคะ ดร.จีระ / อ.พจนารถ และเพื่อนๆการจัดการธุรกิจเกษตรและอุตสาหกรรมอาหาร วันนี้ดิฉันได้มีโอกาสในการ search หา ความรู้เกี่ยวกับ Performance Management  จาก www.yahoo.com  ได้บทความที่นาสนในจากhttp://www.cornerstoneondemand.com/enterprise/performance.html ดังนี้คะPerformance Management Cornerstone Performance เป็นเครื่องมือในการจัดการการทรัพยากรบุคคลเพื่อให้เกิดประสิทธผล ซึ่งมีความครอบคลุมในเรื่อง รายละเอียดของวิธีการ การตั้งเป้าหมาย ทิศทางการจัด การวางแนวการประเมินค่าความสามารถและการพัฒนาของโครงการ. มีการใช้ Cornerstone Performance เพื่อรับรองการ translate ลูกจ้างเข้ามาในองค์กรหรือเป็นการผสานจัดการการศึกษาหาความรู้และวางแผนการอย่างต่อเนื่องในอนาคต และกลยุทธ์พัฒนาและรักษาลูกจ้างที่มี performance ต่อ เป็นองค์กร อย่างเสมอต้นเสมอปลาย.
Get Measurable, Immediate Benefits-         ผลกระทบและ benefit ของความสามารถจะถูกประมวลผลการประเมินค่าอย่างอัตโนมัติ  ตัวช่วยในการประเมินค่าความสามารถ คือ scheduled email reminders -         หาช่องว่างของความปัญหาที่สามารถมีโอกาสจะเกิดขึ้นก่อน เหตุการณ์นั้นจะเกิดและหาทางพัฒนาอย่างมีประสิทธิภาพ-          จัดแถวเป้าหมายเฉพาะส่วนให้มีทิศทางเดียวกับวัตถุประสงค์ของแผนกและกล ยุทธ์องค์กรเพื่อรับรองกิจกรรมที่จะเกิดและความก้าวหน้าขององค์กรFlexibility and Self-Configurability เป็นลักษณะสำคัญอย่างหนึ่งของ performance Management  เพราะในแต่ละองค์กรจะมรความต้องการและทิศทางในการบริหารงานที่ต่างกัน
กราบเรียนอาจารย์ ศ.ดร.จีระ หงส์ลดารมภ์ และสวัสดีเพื่อนๆ นักศึกษาและท่านผู้อ่านทุกท่าน   นศ.ป.โทบริหารธุรกิจเกษตรและอุตสาหกรรมอาหาร พระจอมเกล้าเจ้าคุณทหาร ลาดกระบัง                    ในการเรียนวันที่ 06/08/06 กับ ศ.ดร.จีระ หงส์ลดารมภ์ สำหรับงานกลุ่มโจทย์มีอยู่ว่า  “ ถ้าเป็นหัวหน้าพรรคการเมือง ในเรื่อง HR ของประเทศ คุณจะทำอะไรบ้าง เพราะอะไร และ ถ้าในฐานะนัการเมือง จะปรับปรุงองค์กรในประเทศ จะทำอะไรบ้าง” Macro นโยบายพรรคการเมือง1.    ด้านการศึกษา-         เพิ่มสัดส่วนงบประมาณด้านการศึกษาให้มากกว่างบประมาณด้านอื่นๆ ทั้งหมดโดยเฉพาะปัจจัยขั้นพื้นฐานของระบบการศึกษาให้เท่าเทียมทุกภูมิภาค งบประมารด้านการวิจัย และ ประชาชนเข้าสู่ระบบการศึกษาได้ทุกคน-          ปรับเปลี่ยนระบบฐานเงินเดือนข้าราชการครู อาจารย์ ทั้งระดับการศึกษาขั้นพื้นฐาน และระดับอุดมศึกษาออกจากระบบปัจจุบัน  จัดระบบใหม่ให้สามารถดึงคนเก่งจากระบบอื่นมาทำงานด้านการศึก เช่น เงินเดือนข้าราชการครูสูงกว่าอาชีพวิศวกร -         ปรับระบบการเรียนการสอนโดยเน้นโรงเรียนเฉพาะทางให้กระจายสู่ภูมิภาค เช่นทุกโรงเรียนต้องมีจุดเด่นที่สนองต่อชุมชนที่อาศัยอยู่  โรงเรียนเตรียมเข้าสู่การเรียนวิทยาศาสตร์ 2.    ด้านเศรษฐกิจ/การเมือง-         ปรับเปลี่ยนเป้าหมายการส่งเสริมการลงทุนที่เน้นปริมาณเม็ดเงินลงทุน มาส่งเสริมและให้สิทธิพิเศษที่มากที่สุดด้านการลงทุนกับอุตสาหกรรมที่คนส่วนใหญ่ในประเทศได้ประโยชน์ และยั่งยืน เพื่อสร้างจุดแข็งของประเทศ เช่นการลงทุนด้านการศึกษา การลงทุนด้านอุตสาหกรรมเกษตรแปรรูป-      การปกครองส่วนท้องถิ่น เช่น อ.., ..  ผู้ที่จะมาเป็นสมาชิก หรือประธาน ต้องมีกำหนด     ระดับการศึกษา ขั้นต่ำ ระดับมัธยมปลาย หรือเทียบเท่า หรือมีประสบการณ์การฝึกอบรม ด้านการบริหารจัดการการปกครองส่วนท้องถิ่นที่รัฐหรือหน่วยงานที่รัฐรับรองจัดขึ้น3.    ด้านสังคม-      ส่งเสริมระบบครอบครัว เช่น คนที่มีครอบครัวและมีบุตร โดยบุตรต้องอยู่กับกับพ่อแม่จะได้สิทธิพิเศษด้านประกันสังคม โดยจ่ายเพียง 50%   บ้านที่มีบุพการีอายุ60 ปีขึ้นไปไม่ต้องภาษี-      ปรับเปลี่ยนความคิดที่ว่าเป็นเมืองพุทธ แล้วไม่ควรมีอบายมุข แต่ให้ปรับเปลี่ยนกฎหมายที่ให้นำอบายมุขขึ้นมาควบคุมจัดระบบทั้งหมด Micro ระดับองค์กรเอกชน  1. องค์กรแห่งการเรียนรู้          -  ส่งเสริมพนักงานศึกษาต่อ โดยกำหนดอายุงานเช่นไม่ต่ำกว่า 3 ปี สามารถลาศึกษาได้ ช่วงการลา ระบบการขึ้นเงินเดือนและโบนัส ยังเหมือนเดิม โดยผู้บริหารในหน่วยต้องเป็นผู้เสนอแนวทางการพัฒนาให้ผู้ใต้บังคับบัญชา ว่า ยังขาดเรื่องใด สามารถตั้งงบขอฝึกอบรม และกำหนดระยะเวลาพิสูจน์ผลงานหลังอบรม หรือศึกษาต่อ2. องค์กรความสุขในการทำงาน                - องค์กรจัดทำระบบการชี้วัดความพึงพอใจในการทำงาน (หลักการ เข้าถึง เข้าใจ และแก้ปัญหา) การเสนอจากล่างขึ้นบน โดยพิจารณาตามศักยภาพที่องค์ควรมีให้                - ระบบกิจกรรมและนันทนาการต้องจัดอย่างน้อยปีละ 2 ครั้ง เช่น กีฬาสี  กิจกรรมสงกรานต์ กิจกรรมคืนกำไรสู่สังคม หรือรับผิดชอบกับสังคม เช่น ทำบุญร่มกันในเทศกาลต่างๆ การร่วมบริจาคในอุบัติภัยต่างๆ 3. องค์กรแห่งการสร้างสรรค์                - พนักงานในองค์กรที่มีความคิด ปรับปรุง พัฒนางาน หรือเสนอแนะงาน ไม่ว่าจะเกี่ยวกับงานที่รับผิดชอบ หรืองานในหน่วยงานอื่นๆ แล้วสามารถทำได้จริง จะนำผลงานไปใช้ในการแระเมินผลงานประจำปี ้วยความเคารพ ลุ่ม2 : สมาชิกดังนี้1.นายวิทิต เลิศนิมิตมงคล2.นางสาวจุฑาวรรณ เทพลิบ3.างสาวพัทธนันท์ สกุลกฤติ4.ายประชา กองสุข5.นายปรัชญา พุดดี6.นางสาวศรัญญา จำเนียรกาล

 ขอส่งใหม่(จัดเรียง paragraph)

 

 

กราบเรียนอาจารย์ ศ.ดร.จีระ หงส์ลดารมภ์ และสวัสดีเพื่อนๆ นักศึกษาและท่านผู้อ่านทุกท่าน   นศ.ป.โทบริหารธุรกิจเกษตรและอุตสาหกรรมอาหาร พระจอมเกล้าเจ้าคุณทหาร ลาดกระบัง              ในการเรียนวันที่ 06/08/06 กับ ศ.ดร.จีระ หงส์ลดารมภ์ สำหรับงานกลุ่มโจทย์มีอยู่ว่า  “ ถ้าเป็นหัวหน้าพรรคการเมือง ในเรื่อง HR ของประเทศ คุณจะทำอะไรบ้าง เพราะอะไร และ ถ้าในฐานะนัการเมือง จะปรับปรุงองค์กรในประเทศ จะทำอะไรบ้าง” Macro นโยบายพรรคการเมือง 
  1. ด้านการศึกษา
-         เพิ่มสัดส่วนงบประมาณด้านการศึกษาให้มากกว่างบประมาณด้านอื่นๆ ทั้งหมดโดยเฉพาะปัจจัยขั้นพื้นฐานของระบบการศึกษาให้เท่าเทียมทุกภูมิภาค งบประมารด้านการวิจัย และ ประชาชนเข้าสู่ระบบการศึกษาได้ทุกคน-          ปรับเปลี่ยนระบบฐานเงินเดือนข้าราชการครู อาจารย์ ทั้งระดับการศึกษาขั้นพื้นฐาน และระดับอุดมศึกษาออกจากระบบปัจจุบัน  จัดระบบใหม่ให้สามารถดึงคนเก่งจากระบบอื่นมาทำงานด้านการศึก เช่น เงินเดือนข้าราชการครูสูงกว่าอาชีพวิศวกร -         ปรับระบบการเรียนการสอนโดยเน้นโรงเรียนเฉพาะทางให้กระจายสู่ภูมิภาค เช่นทุกโรงเรียนต้องมีจุดเด่นที่สนองต่อชุมชนที่อาศัยอยู่  โรงเรียนเตรียมเข้าสู่การเรียนวิทยาศาสตร์  
  1. ด้านเศรษฐกิจ/การเมือง
-         ปรับเปลี่ยนเป้าหมายการส่งเสริมการลงทุนที่เน้นปริมาณเม็ดเงินลงทุน มาส่งเสริมและให้สิทธิพิเศษที่มากที่สุดด้านการลงทุนกับอุตสาหกรรมที่คนส่วนใหญ่ในประเทศได้ประโยชน์ และยั่งยืน เพื่อสร้างจุดแข็งของประเทศ เช่นการลงทุนด้านการศึกษา การลงทุนด้านอุตสาหกรรมเกษตรแปรรูป-    การปกครองส่วนท้องถิ่น เช่น อ.., ..  ผู้ที่จะมาเป็นสมาชิก หรือประธาน ต้องมีกำหนด     ระดับการศึกษา ขั้นต่ำ ระดับมัธยมปลาย หรือเทียบเท่า หรือมีประสบการณ์การฝึกอบรม ด้านการบริหารจัดการการปกครองส่วนท้องถิ่นที่รัฐหรือหน่วยงานที่รัฐรับรองจัดขึ้น 
  1. ด้านสังคม
-    ส่งเสริมระบบครอบครัว เช่น คนที่มีครอบครัวและมีบุตร โดยบุตรต้องอยู่กับกับพ่อแม่จะได้สิทธิพิเศษด้านประกันสังคม โดยจ่ายเพียง 50%   บ้านที่มีบุพการีอายุ60 ปีขึ้นไปไม่ต้องภาษี-    ปรับเปลี่ยนความคิดที่ว่าเป็นเมืองพุทธ แล้วไม่ควรมีอบายมุข แต่ให้ปรับเปลี่ยนกฎหมายที่ให้นำอบายมุขขึ้นมาควบคุมจัดระบบทั้งหมด Micro ระดับองค์กรเอกชน  1. องค์กรแห่งการเรียนรู้          -  ส่งเสริมพนักงานศึกษาต่อ โดยกำหนดอายุงานเช่นไม่ต่ำกว่า 3 ปี สามารถลาศึกษาได้ ช่วงการลา ระบบการขึ้นเงินเดือนและโบนัส ยังเหมือนเดิม โดยผู้บริหารในหน่วยต้องเป็นผู้เสนอแนวทางการพัฒนาให้ผู้ใต้บังคับบัญชา ว่า ยังขาดเรื่องใด สามารถตั้งงบขอฝึกอบรม และกำหนดระยะเวลาพิสูจน์ผลงานหลังอบรม หรือศึกษาต่อ 2. องค์กรความสุขในการทำงาน          - องค์กรจัดทำระบบการชี้วัดความพึงพอใจในการทำงาน (หลักการ เข้าถึง เข้าใจ และแก้ปัญหา) การเสนอจากล่างขึ้นบน โดยพิจารณาตามศักยภาพที่องค์ควรมีให้          - ระบบกิจกรรมและนันทนาการต้องจัดอย่างน้อยปีละ 2 ครั้ง เช่น กีฬาสี  กิจกรรมสงกรานต์ กิจกรรมคืนกำไรสู่สังคม หรือรับผิดชอบกับสังคม เช่น ทำบุญร่มกันในเทศกาลต่างๆ การร่วมบริจาคในอุบัติภัยต่างๆ  3. องค์กรแห่งการสร้างสรรค์          - พนักงานในองค์กรที่มีความคิด ปรับปรุง พัฒนางาน หรือเสนอแนะงาน ไม่ว่าจะเกี่ยวกับงานที่รับผิดชอบ หรืองานในหน่วยงานอื่นๆ แล้วสามารถทำได้จริง จะนำผลงานไปใช้ในการแระเมินผลงานประจำปี  ้วยความเคารพ ลุ่ม2 : สมาชิกดังนี้1.นายวิทิต เลิศนิมิตมงคล2.นางสาวจุฑาวรรณ เทพลิบ3.างสาวพัทธนันท์ สกุลกฤติ4.ายประชา กองสุข5.นายปรัชญา พุดดี6.นางสาวศรัญญา จำเนียรกาล

 สวัสดีค่ะท่านอาจารย์จีระ,อาจารย์พจนารถและพี่ๆทีมงานทุกท่าน 

Performance Management  คือ กระบวนที่วางไว้เป็นระบบโดยหน่วยงานเพื่อปรับปรุงประสิทธิภาพขององค์กรเพื่อให้ภารกิจสำเร็จและเป็นไปตามเป้าหมายขององค์กร Employee Performance Management  ประกอบด้วย1.        Planingถ้าให้พนักงานมีส่วนร่วมในการวางแผนจะช่วยให้เขาเข้าใจเป้าหมายขององค์กร  และเมื่อรู้ว่าต้องทำอะไร  ทำอย่างไร  ก็จะทำงานที่ได้รับมอบหมายออกมาดี 2.        Mornitoringการติดตามที่ดี  หมายถึง  การประเมินความสามารถด้วยมาตราฐานเดียวกันและจัดการกับ Feedback ของพนักงานให้มีความก้าวหน้าเพื่อไปสู่เป้าหมาย   การกำหนดการติดตามความสามารถประกอบด้วยการตรวจสอบผลความก้าวหน้าของพนักงานโดยเปรียบเทียบกับคู่แข่งและมาตราฐานที่ได้กำหนดไว้3.        Developingการพัฒนา  หมายถึงการเพิ่มความสามารถโดยการฝึกอบรม,มอบหมายงานเพื่อให้นำทักษะใหม่ๆมาใช้หรือเพิ่มระดับความรับผิดชอบที่สูงขึ้น,ปรับปรุงกระบวนการหรือหลักการอื่นๆ  และให้ความช่วยเหลือพนักงานเกี่ยวกับการเปลี่ยนแปลงในที่ทำงาน  เช่น  การแนะนำเทคโนโลยีใหม่ๆ4.        Rating and rewardingRatingช่วยในการสังเกตและเปรียบเทียบความสามารถของพนักงาน  องค์กรต้องการทราบว่าใครคือคนที่มีความสามารถสูงสุด การจัดอันดับคือการประเมินคุณค่าของพนักงาน หรือความสามารถของกลุ่มเปรียบเทียบกับมาตรฐานที่กำหนดไว้ในแผนความสามารถของพนักงาน  แล้วสรุปผลและบันทึกผลไว้  ถึงแม้ว่าความสามารถของกลุ่มจะมีผลในการจัดอันดับของพนักงานแต่การจัดอันดับที่ได้รับการบันทึกคือความสามารถของแต่ละบุคคลไม่ใช่กลุ่ม                Rewardingการให้รางวัลหมายถึงการเห็นคุณค่าของพนักงานทั้งแบบบุคคลและเป็นกลุ่ม  การให้รางวัลยังใช้ได้ดี  หลักการง่ายๆของการจัดการอย่างมีประสิทธิภาพ  คือ การควบคุมพฤติกรรมโดยผลของมัน  ผลตอบแทนมีทั้งที่เป็นทางการ (การแต่งตั้งตำแหน่งงาน , การเพิ่มเงินเดือน) และไม่เป็นทางการ (การจัดเลี้ยง), เชิงบวกและเชิงลบ   การกระทำหลายๆอย่างเป็นตัวแทนของรางวัลได้อย่างดี  เช่น การกล่าวคำขอบคุณ                 ปัจจุบันนี้องค์กรต่างๆนิยมที่จะนำระบบหรือแบบแผนใหม่ๆมาใช้ในองค์กร  แต่อย่างไรก็ตามก็ต้องคำนึงถึงประโยชน์ที่แท้จริงของระบบเหล่านั้น  และที่สำคัญต้องเข้าใจกระบวนการของระบบต่างๆดีพอ  ไม่ใช่ทำไปตามกระแสนิยม  และสิ่งสำคัญที่สุดถึงแม้ว่าในองค์กรของเราจะไม่มีการนำระบบต่างๆมาใช้  แต่พนักงานในองค์กรเป็นคนที่มีคุณภาพ  รู้และเข้าใจเป้าหมายขององค์กร   ดิฉันคิดว่าก็น่าจะทำให้องค์กรอยู่รอดได้ Search Provider :  www.ask.comWeblink  :  www.opm.gov/perform/overview.asp 

สวัสดีค่ะท่านอาจารย์ทุกท่าน และสวัสดีพี่ทีมงานทุกคนนะคะ

 

วันอาทิตย์ที่ 6 สิงหาคม บรรยากาศในห้องค่อนข้างปั่นป่วน  เพราะสมาชิกหลายคนมีความกังวลในใจ ในการสอบตอบบ่าย  วันนี้ การสร้าง  Learning  Environment   ของผู้เรียนค่อนข้างน้อยกว่าทุกครั้ง  จากเหตุการณ์นี้สำหรับตัวดิฉันเองถึงจะอ่านหนังสือมาในระดับที่พอสมควรและลองทำ program มาบ้าง  แต่ก็ไม่สามารถตัดความกังวลให้หมดไปเลยไม่ได้  แต่วันนี้ก็ตั้งใจเรียนเหมือนทุกครั้งนะคะ 

                และสำหรับงานมอบหมายของท่านอาจารย์พจนารถนั้น  ดิฉันได้สืบค้นเจอ website ที่น่าสนใจหลายแหล่งแต่เลือกที่ชอบที่สุดมาแค่  1 ก่อนเพราะ website นี้เนื้อหาค่อนข้างมากและน่าจะใช้ต่อยอดได้ดี  มีรายละเอียดการค้น คือ

1.      www.sanook.com  ค้นหาคำว่า performance

2.      เข้าไปในหัวข้อที่แสดงว่า  Performance management Technical Assistance centerท่านจะเข้าไปใน  www.opm.gov/perform เนื้อหาในนี้จะเป็นของ  The Federal Government ‘s human resources Agency                ข้อดีที่ดิฉันสนใจและเห็นว่าเป็นประโยชน์คือ มีการแนะนำหนังสือที่เกี่ยวข้อง ที่น่าสนใจ  รวมทั้งหนังสือที่ท่านอาจารย์เคยกล่าวถึงตอนที่เราเรียนเรื่อง  BSC  ของ Robert S.Kaplan and David P.Norton   และในนี้มี  Text book  ให้   download  free ด้วยนะคะ

  การกล่าวถึงเนื้อหา  PM ใน website นี้โดยวัตถุประสงค์คล้ายกัน แต่จะมีการกล่าวถึง  Team Performance  เพิ่มเติมมา    กล่าวคือ  Individual performance  and  team performance ต้องไปด้วยกัน

      ถ้าใครอยากหาหนังสืออ่านเสริมสร้างความรู้ในการบริหาร เข้าไปเลยนะคะ  อาจจะได้สัก  2-3 เล่ม 

                                                                ขอแสดงความนับถือค่ะ

                                                                    ศรีทอง   โคตะมะ

เรียน อาจารย์ ศ.ดร.จีระ   อาจารย์พจนารถ   อ.ยม  และทีมงานทุกท่าน

กลุ่ม 1

สมาชิกในกลุ่ม 

1.พิมพ์พร  เอี่ยมสะอาด

2.อรุณี  วงษ์กุหลาบ

3.กิตติวัฒน์  กุลจิระดิลก4.กัลย์สุดา  วังชนะชัย5.อโณทัย  แก้วสำอาง6.พรชนก  สุขอาจ

ถ้าเป็นหัวหน้าพรรคการเมืองจะทำอะไรบ้างในเรื่องทรัพยากรมนุษย์ในระดับประเทศ

 

ปัญหาของการเมืองไทย

 1.คอร์รัปชั่น ขาดการตรวจสอบ และไม่มีความโปร่งใส   และรัฐบาลใช้ระบบเสียงข้างมาก สตง. และป.ป.ป. ไม่มีอำนาจอิสระจึงถูกฝ่ายบริหารครอบงำได้ 2.ขาดประสิทธิภาพ โดยระบบราชการที่ต่างส่วนราชการต่างก็มีทำงานแยกกัน ไม่มีการวางแผนร่วมกัน ไม่มีการประสานงานกัน ซึ่งระบบที่มีประสิทธิภาพนั้นจะต้องมี CPA ร่วมกัน โดยนายกรัฐมนตรีจะต้องให้มีพระราชกฤษฎีกาย้ายกรมที่เกี่ยวข้องกับปัญหาที่สำคัญเร่งด่วน มาอยู่ในระบบเดียวกันเพื่อการวางแผนแก้ปัญหาร่วมกัน จัดงบประมาณร่วมกัน ก่อนที่จะแยกย้ายกันปฏิบัติงานตามแผน เพื่อให้สามารถจัดทำโครงการเพื่อแก้ปัญหาได้อย่างตรงจุด เพราะมีเป้าหมายเดียวกัน  3.การยึดติดระบบศักดินา ทำให้ประชาชนเข้าถึงยาก หรือ ระบบอำนาจนิยม อ่อนน้อมต่อผู้เหนือกว่าและใช้อำนาจกับผู้ต่ำกว่า 4. มีพลังนอกระบบราชการ เช่น นักธุรกิจ นายทุน แนวทางการแก้ไขได้  ทำได้โดยวิธีปฏิรูปการเมือง ซึ่งก็คือการปฏิรูประบบการจัดการในประเทศใน 2 เรื่องหลักๆ คือ1.การลดทุจริตประพฤติมิชอบ สตง. - ปปช. เป็นอิสระ2.เพิ่มประสิทธิภาพ        - ปฏิรูประบบการเมืองและการเลือกตั้ง-         ปฏิรูปองค์กรมหาชนอิสระในการตรวจสอบและมีกระบวนการตรวจสอบ ลงโทษดำรงตำแหน่งระดับสูง โดยองค์กรอิสระที่ไม่ต้องขึ้นกับฝ่ายบริหาร เช่น การจัดตั้งศาลรัฐธรรมนูญ ศาลยุติธรรม ศาลปกครอง สถาบันตรวจเงินแผ่นดิน ปปป. สตง. และองค์กรกลางที่มีอิสระทั้งผู้ดำรงตำแหน่งงบประมาณ ซึ่งจะเป็นแนวทางในการสร้างระบบตรวจสอบกระบวนการสอบสวนลงโทษที่เข้มแข็ง3. แนวทางการพัฒนา คน      - การพัฒนาการศึกษา      - การพัฒนาการมีส่วนร่วม  ถ้าเป็นหัวหน้าพรรคการเมืองแก้จะปัญหาในเรื่องทรัพยากรมนุษย์ดังนี้ 1.     ความซื่อสัตย์สุจริต : นักการเมืองส่วนใหญ่ไม่มีคุณสมบัติในข้อนี้ ขาดการประพฤติปฏิบัติตัวอย่างเหมาะสม รวมทั้งมักให้คำมั่นสัญญาในช่วงหาเสียงว่าจะทำแต่สิ่งที่เป็นประโยชน์ให้กับชาวบ้าน แต่เมื่อได้รับการเลือกตั้งแล้วมักจะลืมและไม่ทำตามที่ตัวเองได้กล่าวไว้ ถือว่าขาดความซื่อสัตย์ต่อชาวบ้าน  ดังนั้นนักการเมืองต้องไม่คิดคด ทรยศ ไม่คดโกงและไม่หลอกลวง รวมไปถึง การรักษาคำพูดหรือคำมั่นสัญญาที่ให้ไว้ และต้องปฏิบัติหน้าที่การงานของตนเองด้วยความรับผิดชอบ และด้วยความซื่อสัตย์ไม่แสวงหาผลประโยชน์ให้แก่ตนเองและพวกพ้องด้วยการใช้อำนาจหน้าที่ที่มีอยู่ในทางที่ผิด พื้นฐานของความซื่อสัตย์สุจริตอันดับแรกที่นักการเมืองควรมี คือ รู้เป้าหมายของงานที่ทำว่าทำเพื่ออะไร ถ้าเป็นนักการเมืองพื้นฐานก็คือ ทำงานเพื่อความเจริญรุ่งเรืองของประเทศชาติ  ในระยะเวลาสั้น  : เป็นไปไม่ได้   เพราะความซื่อสัตย์สุจริต  เป็นสิ่งที่ติดตัวมาและรับการหล่อหลอมมาตั้งแต่เด็ก  ดังนั้นเราจึงต้องหันไปให้ความสำคัญกับสถาบันครอบครัวมากที่สุด  เพื่อจะได้ทำให้พื้นฐานของเด็กที่เปรียบเสมือนผ้าขาวดี  จะได้เติบโตเป็นผู้ใหญ่ที่ดี   2.     ความสามัคคี /ความแตกแยกทางการเมือง : ปัจจุบันปัญหาทางการเมืองส่วนใหญ่มีสาเหตุมาจากคนไม่สามัคคีกัน ผลลัพธ์สุดท้ายก็คือเกิดความแตกแยกทางการเมือง ปัญหาเหล่านี้เป็นเรื่องของคนที่ชอบขัดแย้งกัน เพราะแต่ละคนมักคิดเอาตัวเองเป็นจุดศูนย์กลาง จากจุดศูนย์กลางก็มองหาคนใกล้ชิด  ครอบครัว เพื่อนฝูง เกิดความคิดเป็น "เรา" เป็น "พวกเรา" ถ้าเป็นคนอื่นก็คิดว่า "เขา" และ "พวกเขา" (ฝ่ายรัฐบาล-ฝ่ายค้าน) เมื่อเกิด "เรา" และ "เขา" แล้วจึงแบ่งคนออกเป็น2 พวก เมื่อมี 2 พวกก็ตีกัน โดยปกติแล้วมนุษย์มีความแตกต่างกันทางความคิด และเมื่อมีคนสองคนขึ้นไปก็ย่อมมีความคิดที่แตกต่างกัน ซึ่ง ความแตกต่างทางความคิดไม่จำเป็นต้องเป็นความแตกแยก แต่ขณะนี้พฤติกรรมทางการเมืองของประเทศไทยของทั้งสองฝ่ายกำลังทำ "ความแตกต่าง" ให้เป็น "ความแตกแยก" ซึ่งเป็นเรื่องที่ไม่ดีสำหรับบ้านเมืองของเรา เพราะเมื่อเกิดความแตกแยกแล้วก็จะมองอีกฝ่ายเป็น "ศัตรู" เป็น "ฝ่ายตรงข้าม" ก่อให้เกิด "ความเกลียดชัง" ซึ่งความเกลียดชังนำไปสู่ "การทำลายล้าง" และต้องการเป็น "ผู้ชนะ"  ดังนั้นขอให้นักการเมืองของไทยเราพึงระลึกถึงประเทศชาติ ประชาชน ต่อสู้กับความยากจนของชาวบ้าน ต่อสู้กับการคอร์รัปชั่น ผนึกกำลังให้เป็นหนึ่งเดียวกันในการช่วยชาติบ้านเมืองให้ดีกว่านี้ โดยยึดถือประโยชน์ของประเทศชาติและประชาชนเป็นหลัก  -  เป็นไปได้ถ้าทุกฝ่ายลดความเห็นแก่ตัวลง  คิดถึงประโยชน์ของประเทศชาติ  เพราะถ้าคนในประเทศยังสู้รบกันเองแล้วเราจะสู้คนอื่นได้อย่างไร 3.     การซื้อสิทธิ์ขายเสียง : ในช่วงของการเลือกตั้ง มักมีนักการเมือง ซื้อสิทธิขายเสียง คนพวกนี้เป็นพวกเหนี่ยวรั้งความเจริญก้าวหน้าของระบอบประชาธิปไตย ดังนั้น เพื่อเป็นการป้องกันการซื้อสิทธิขายเสียง ในปัจจุบัน ได้มีการกำหนดให้มี คณะกรรมการการเลือกตั้ง ซึ่งเป็นองค์กรอิสระและเป็นกลาง ทำหน้าที่จัดการและควบคุมดูแลการเลือกตั้งให้เป็นไปโดยสุจริตเที่ยงธรรม นอกจากนี้แล้วยังมีบทลงโทษผู้ที่ทำผิดเกี่ยวกับการซื้อสิทธิขายเสียง  การแก้ไขคนกลุ่มนี้คือปลูกฝังคุณธรรมและจริยธรรมให้มาก แต่ก็คงทำได้ค่อนข้างยากเพราะดังสุภาษิตที่ว่า ไม่อ่อนดัดง่าย ไม้แก่ดัดยาก  แต่ก็ต้องทำเพราะถ้าไม่ปลูกฝังแล้วสุดท้ายประเทศชาติเราจะมีระบอบประชาธิปไตยไว้เพื่ออะไร - เป็นไปได้  ทำได้ถ้าเรามีการรณรงค์บอกถึงผลเสียที่จะเกิดขึ้น  ให้ความรู้และยกตัวอย่างความเสียหายในการขายเสียงให้แก่ประชาชนได้รับทราบ  ได้เงินเพียงไม่กี่บาทแต่ต้องได้รับผลกระทบอื่นๆตามมามากมาย     ถ้าทางกลุ่มเป็นหัวหน้านักการเมือง ...เรามีความคิดคิดในการปรับระดับองค์กรของประเทศอย่างไรบ้าง การพัฒนาในระดับองค์กร   มีความจำเป็นอย่างยิ่ง  ที่ต้องมีการบริหารจัดการความรู้ใหม่ๆ  ให้เกิดขึ้น  องค์กรจึงพัฒนาก้าวไปสู่ความสำเร็จ  ฉะนั้นดิฉันจึงขอเริ่มจากจุดนี้  คือ สร้างการเรียนรู้ใหม่ๆ  ให้เกิดกับองค์กรถ้าทางกลุ่มเป็นหัวหน้านักการเมือง  ขอยึด  ทฤษฎีทุน 8 k” เป็นหลักประจำใจและใช้เป็นแนวทางปฏิบัติ   เพื่อสร้างการเรียนรู้ใหม่ให้กับองค์กร   ดิฉันขอแบ่งเป็น  2  ส่วนใหญ่ๆ                                                    1.     สร้างการเรียนรู้ในระยะสั้น  :  สร้างกับพนักงานในองค์กร  สร้างโดย จัดตั้ง  โครงการ  โรงงานนำร่อง โครงการ  โรงงานนำร่อง        คือเป็นโรงงานตัวอย่าง  ที่รัฐบาลได้เข้ามามีบทบาทช่วยวางแผนด้านการบริหาร        เป้าหมายโครงการ

-              ปรับทัศนคติของผู้นำ  ให้ มองมนุษย์อย่างเท่าเทียมกัน  ให้เกียรติ์  ยกย่องซึ่งกันและกัน และ ยึด  ทฤษฎี          ทุน 8 k   เป็นแนวทางดำเนินการบริหารทรัพยากรมนุษย์  (เน้น ทรัพยากรมนุษย์  เป็นทุนที่สามารถนำมาสร้างมูลค่าได้ )  เพื่อการพัฒนาขององค์กร

 

     สิ่งที่ผู้นำต้องปฏิบัติ

   (1.) ตอบสนองความต้องการพื้นฐานของพนักงาน   :  ใช้หลักการของ  Maslow  เป็นเกณฑ์  เพื่อสร้างทุนแห่งความสุขให้เกิดกับพนักงาน เพราะเมื่อคนเราทำอะไรด้วยใจที่เป็นสุขแล้วจะทำได้ดี (2.)  อบรมด้านวิชาการเฉพาะทาง  :  เพื่อให้พนักงานเกิดทักษะ  ความชำนาญเฉพาะทาง   เพื่อสร้างทุนทางปัญญาให้เกิดขึ้น  โดยจะมีการจัดอบรมให้ความรู้ใหม่ๆ  ทุกๆ  6  เดือน  และประเมินทุก  1  ปี  พิจารณาเลื่อนตำแหน่ง  หรือขึ้นเงินเดือน  ซึ่งวิธีการวัดต้องเป็นรูปธรรม  และยุติธรรม  เพื่อเป็นแรงจูงใจให้คนงานทำงานอย่างมีประสิทธิภาพ  และเกิดความภูมิใจในตัวเอง  (ทุนมนุษย์) (3.) จัดอบรมด้านจริยธรรม  :   สร้างธรรมะให้เกิดขึ้นในจิตใจของพนักงาน  ซึ่งเมื่อเขามีความเก่งเรื่องงานแล้วเขาควรจะใช้มันไปในทางที่ถูกต้อง  โดยมีศีลธรรมคอยควบคุม   หรือ เป็นการสร้างทุน ทางจริยธรรม  กำหนดให้อบรมทุกๆ  3  เดือน  *** หมายเหตุ  ข้อ  (2) , (3)      ควรนำ ทฤษฎี 4L” เข้ามาช่วยเพื่อการเรียนรู้ที่มีประสิทธิผล (4)  ส่งเสริมให้ใช้ Internet ในองค์กร  :  ภายในองค์กร มีการประสานงานโดยใช้ Internet  เพื่อความรวดเร็ว  และประโยชน์ในการค้นคว้าหาความรู้ใหม่ได้อยู่เสมอ  เปิดโลกความคิดของพนักงานให้กว้างขึ้น ( 5) จัดประกวดแข่งขันผลงานในองค์กร  :  เพื่อสร้างการพัฒนาความรู้  (ทุนทาง  Knowledge, Skill, Mindset  )           *** เมื่อปฏิบัติทั้ง  5  ข้อ  อย่างเคร่งครัด  องค์กรเกิดการพัฒนาอย่างเห็นได้ชัด  คือพนักงานในองค์กร  มีความคิดที่เป็นระบบ  ,คิดเป็น ,  วิเคราะห์เป็น , มี Idea ใหม่ๆ   และสามารถสร้างสรรค์    Idea นั้นได้สำเร็จ   องค์กรเกิดการพัฒนา  สามารถสร้างกำไรเพิ่มให้กับองค์กร  (6)  ช่วยเหลือสังคม  :   เมื่อองค์กรเกิดกำไรมมากพอแล้ว   ควรแบ่งกำไรส่วนนั้นไปช่วยเหลือสังคม และพัฒนาสังคมบ้าง  เพื่อให้คนในองค์กร  รู้ซึ้งถึงคุณค่าในตัวเอง  หรือ  คุณค่าของมนุษย์ (ทุนทางสังคม)          ผลที่ได้รับ  :  เมื่อปฏิบัติได้ทั้ง  6  ข้อ  องค์กรและพนักงานในองค์กร  จะเกิดทุนแห่งความยั่งยืน  คือ   สามารถสร้างผลกำไร   ได้ในระยะยาว  องค์กรอยู่รอดและประสบความสำเร็จ       รัฐบาลจะนำ  โรงงานนำร่อง  ข้างต้น  ที่ประสบความสำเร็จ  มาเผยแพร่  เพื่อเป็นตัวอย่างให้กับโรงงานอื่นๆ   ได้เข้ามาร่วมโครงการ  และรัฐจะเป็นผู้ที่ให้ความรู้  อบรมส่งเสริม  เพื่อประเทศเราจะได้พัฒนา  และเกิดเป็น  สังคมแห่งนวัตกรรม  ต่อไป
 
 2.  สร้างการเรียนรู้ในระยะยาว  :   คือมีการปลูกฝัง  จิตสำนึกในการใฝ่รู้ ให้กับเยาวชนไทย  ซึ่งต่อไปเค้าจะเป็นอนาคต  หรือคลื่นลูกใหม่  ที่รอเข้ามาแทนคลื่นลูกเก่าในองค์กร  โดยการจัดทำ  โครงการ  เด็กไทยก้าวไกลสู่นวัตกรรมโครงการ  เด็กไทยก้าวไกลสู่นวัตกรรม วิธีปฏิบัติ  :  1. ) รัฐบาลส่งเสริม ระบบการศึกษาไทยใหม่เน้นประเมินผลด้าน การคิดนอกกรอบ  มากกว่า                              ด้านความรู้แบบท่องจำ                       2.)  เมื่อเยาวชนจบชั้นประถมศึกาปีที่  6  แล้วให้อาจารย์ที่มีความเชี่ยวชาญ  ทำการวิเคราะห์ว่า                              นักเรียนคนนั้น  มีความเชี่ยวชาญในความรู้สาขาใด  และจัดส่งไปศึกษาเฉพาะด้านในชั้นมัธยม    ต่อไป  เพื่อสร้างทักษะ  ความชำนาญให้เกิดขึ้น3.)      บัญญัติการอบรมธรรมะ  ทุกเช้าวันจันทร์  ประมาณครึ่งชั่งโมงเป็นอย่างน้อย4.)      มีการอบรมเพิ่มทักษะใหม่อยู่เสมอ  ให้โอกาสไปศึกษาดูงานที่ต่างประเทศ  แล้วจัดประกวดผลงานในเฉพาะสาขา  ทั้งในระดับภูมิภาค ระดับประเทศ  และต่างประเทศ  อย่างสม่ำเสมอ  โดยเสนอรางวัลเป็นแรงจูงใจ 

ผลที่ได้รับ  :  เด็กไทยโตขึ้นเป็นผู้ใหญ่ที่มีคุณภาพ  และประสิทธิภาพ  ทั้งทางด้านวิชาการ และด้านคุณธรรม  อนาคตของประเทศไทยต้องก้าวหน้า ล้ำนานาประเทศ และเป็นสังคมแห่งนวัตกรรม  ที่ไม่หยุดยั้ง

สุดท้ายนี้ขอบคุณอาจารย์จีระ อ.พจนารถ  อ.ยม และทีมงานทุกท่านที่สละเวลาอันมีค่ามาสร้างสังคมการเรียนรู้   ขอบคุณค่ะ                                  
สวัสดีครับท่านอาจารย์จีระ  อาจารย์พจนารถ  อาจารย์ยม และทีมงาน Chira Academy ทุกท่าน  กระผมนายวิทิต  เลิศนิมิตมงคล     นักศึกษาปริญญาโท คณะเทคโนโลยีการเกษตร สาขาวิชาการจัดการธุรกิจเกษตรและอุตสาหกรรมอาหารอาจารย์ได้มอบหมายให้หาบทความ Performance Management  หาจาก Web Site-  Search  จาก siamguru.com  แล้วเลือก http://www.performancemanagement-dir.com/performance-management-process.html เรื่อง  Business process management for capital Markets สรุปได้ดังนี้การจัดการธุรกิจการผลิต สำหรับระบบการตลาดการบันเทิง(Business process management for capital Markets)                การพิสูจน์และการนำเนื้อหาสาระโดยกลับมาใช้วิธี BPM(Business performance management) เกิดความไม่พอใจโดยมีการวิจารณ์กันอย่างแพร่หลายทั่วโลกเกี่ยวกับการตลาดทำภาพยนตร์ ซึ่งได้มีการ เอ่ยเกี่ยวกับ การการปฏิบัติงานถ่ายที่และเทคนิค ที่จะต้องมีการจ่ายเป็นระยะไป 4-6 ล้านดอลลาร์ ต่อปี ซึ่งได้มีหลายคนที่ได้เริ่มพยายามที่จะบันทึกข้อมูลและได้ส่งข้อเรียกร้องที่เกี่ยวกับข้อบังคับที่รัฐบาลได้ตั้งขึ้น                ตลาดใหม่และการวางระเบียบความต้องการที่ใช้ควบคุมการตลาดภาพยนตร์ไปสู่การรวบรวมข้อมูลในแนวทางต่างๆ ก่อนที่จะเกิดเป็นภาพลักษณ์ขึ้น                ภาพยนตร์หนังอยู่ภายใต้ความกดดันด้านการควบคุมการผลิต จะต้องมีการลดต้นทุนในการทำหนัง นั้นจะเป็นประตูที่จะต้องใช้ ระบบBPM เข้ามาเป็นกุญแจไขออก                BPMและการนำเสนอเครื่องจักรเทคโนโลยีใหม่ที่ไม่ต้องใช้คนมากมาใช้กับตัวองค์กร ธุรกิจการผลิตเครื่องจักรเกี่ยวกับการทำหนังจะต้องมีการทำสัญญากับโรงงานเครื่องจักร ซึ่งล้วนแล้วแต่จะช่วยลดต้อนทุนทางด้านเวลาการผลิต และสามารถที่จะตอบสนองตลาด และสร้างผลกำไร ให้กับธุรกิจทำหนัง                อย่างไรก็ตามธุรกิจด้านบันเทิงก็ต้องการผลตอบแทนกำไร โดยจะต้องสร้างความแปลกใหม่ให้กับคนดูหรือลูกค้า โดยองค์กรจะต้องใช้เครื่องช่วยและการจัดการธุรกิจการผลิตที่มีประสิทธิภาพมาใช้ให้เกิดผลมากที่สุด 

เรียนอาจารย์ ศ.ดร.จีระ อาจารย์พจนารถ  ที่เคารพและสวัสดีผู้อ่านทุกท่าน 

จากบทความ Perfomance Management in schools มีส่วนช่วยให้ผู้บริหารหรือหัวหน้างาน นำผลที่ได้มาวางแผนพัฒนาพนักงานเป็นรายบุคคลและเป็นทีม เพื่อให้สอดคล้องกับนโยบายขององค์กรและมีทิศทางที่ชัดเจน อยู่บนพื้นฐานของวัฒนธรรมขององค์กร แต่ถ้าเปรียบกับองค์กรในเมืองไทย พบว่าการทำ Perfomance Management  อาจจะทำได้ยากเพราะคนไทยมีความคิดแตกต่างกันจึงไม่ค่อยประสบผลสำเร็จ เนื่องจากขาดการอบรมการอยู่ด้วยกันย่อมยาก ต้องสร้างให้พนักงานเรียนรู้และเกิดแรงจูงใจดังนี้

1.ต้องฝึกงาน ทดลองงานก่อนว่ามีศักยภาพในการทำงานมากแค่ไหน หรืออยู่ในระดับใด

2.ทำการฝึกอบรม เพื่อพัฒนาศักยภาพให้มากขึ้น โดยมีการเปิดโอกาสให้แสดงความคิดเห็นอย่างเปิดเผย

3.การสั่งงาน ในแวดวงการศึกษาจะเป็นแบบนายสั่งลูกน้องซึ่ง จะต้องปรับเป็นระบบพี่เลี้ยง

4.เสริมสร้างบรรยากาศการเรียนรู้และให้รู้จักเป็นผู้นำการเปลี่ยนแปลง ต้องรู้จักกล้าที่จะเปลี่ยนแปลงวิธีการเดิมและยอมรับวิธีการใหม่ๆ

สิ่งเหล่านี้จะทำให้พนักงานรู้จักศักยภาพของตนเอง มีการเรียนรู้มากขึ้น ยอมรับการเปลี่ยนแปลง กล้าแสดงความคิดเห็นที่เป็นประโยชน์  

องค์กรพัฒนาต้องพัฒนาที่คน แต่จะพัฒนาคนต้องพัฒนาที่ใจ

Web//http://www.yahoo.comWeblink//http://www.teachernet.gov.uk กดเข้าmanagement  ต่อด้วย payandpermance และ performancemanagement
เรียนอาจารย์จีระ  อาจารย์พจนารท และสวัสดีค่ะเพื่อน ๆทุกคนจากการที่อาจารย์จีระ ได้ฝากเอาไว้ว่าถ้าจะแนะนำหนังสือให้อาจารย์อ่านสักเล่ม อยากแนะนำเรื่องอะไร  ดิฉันขออนุญาตแนะนำเรื่อง ศิลปะการใช้คนในสามก๊ก ซึ่งเป็นสุดยอดศาสตร์เกี่ยวกับการบริหารจัดการคน ของจีนโบราณ เขียนโดย ฮว่อหยี่เจีย แปลและเรียบเรียงโดยบุญศักดิ์ แสงระวี  เนื่องจากสามก๊ก เป็นเรื่องราวอิงประวัติศาสตร์จีน  ที่เกี่ยวข้องกับการสงคราม  ตัวละครเด่นแต่ละตัวล้วนเป็นแม่ทัพที่มีความสามารถ   ดังนั้นการศึกษาถึงวิธีการคิดในการบริหารคนของตัวละครเหล่านั้นจึงเป็นสิ่งน่าสนใจ เพราะถ้าบริหารคนได้อย่างเหมาะสมย่อมทำให้ได้รับชัยชนะ แต่ถ้าเกิดความผิดพลาดก็ย่อมนำมาซึ่งความสูญเสียร้ายแรง  หนังสือเล่มนี้กล่าวถึงวิธีการใช้คนของขงเบ้ง เล่าปี่ ซุนกวน และ โจโฉ โดยเนื้อหาที่น่าสนใจ เช่น วิธีการใช้คน  การเทียบข้อดี ข้อเสียของการใช้คนของแต่ละตัวะคร  มีข้อเตือนใจจากการใช้คน การใช้คนถูกเกิดผลดีอย่างไร ถ้าใช้คนผิดจะเป็นอย่างไร  เป็นต้น  ถ้านำมาเทียบเคียงกับทฤษฎีต่าง ๆ ที่อาจารย์จีระได้แนะนำเอาไว้ก็พบว่ามีความสอดคล้องกัน เช่น การสร้างทุนทางสังคมของ ซุนกวน ด้วยการแปลงศัตรูให้เป็นมิตร  การให้ความสำคัญด้านทุนทางจริยธรรม ของขงเบ้ง โดยจะใช้คนที่มีความสามารถและมีศีลธรรมด้วย  การถือสัจจะเป็นสำคัญ  ซึ่งนักบริหารทุกวงการสามารถนำไปประยุกต์ใช้ได้ ให้เหมาะสมกับสถาณการณ์จากการศึกษาเกี่ยวกับ Performance Management ใน web site ต่อไปนี้  http://www.hr.ubc.ca/odl/performancemanagement/ และ  http://www.bettermanagement.com/topic/whatis.aspx?f=11   พอจะสรุปได้ว่า Performance Management นั้นมุ่งประเด็นไปที่การสร้างความมั่นใจถึง ประสิทธิภาพของพนักงานในการทำงานให้ตรงตามเป้าหมายของงาน และเป้าหมายขององค์กร  โดยทำอย่างไรที่จะให้พนักงานสามารถประยุกต์ นำทักษะของตนเองมาใช้ในการทำงาน และสามารถกำหนดผลการปฏิบัติงานให้เหมาะกับบทบาทของพนักงานได้  มีกระบวนการที่เกี่ยวข้อง เช่น การวางแผน ตรวจติดตาม และควบคุม  ซึ่งแต่เดิมนั้นกระบวนการทำงานจะดำเนินไปได้จากหัวหน้างาน และใช้ผลการปฏิบัติงานจากพนักงาน  แต่มาระยะหลังได้หันมาสนใจ เครื่องมือด้าน Performance Management มากขึ้น  กระบวนการถูกใช้มากเพื่อรวมเอาข้อมูลที่เป็นประโยชน์ และเพื่อวัดประสิทธิภาพของแต่ละบุคคลในการประเมินประจำปี   การใช้ Balanced Scorecards ซึ่งเป็นเครื่องมือสำคัญของการบริหารอย่างมีประสิทธิภาพ ซึ่งใช้เปลี่ยนกลยุทธ์สู่การปฏบัติ สามารถใช้ได้กับองค์กรทุกระดับ  การที่เราจะบริหารองค์กรอย่างมีประสิทธิภาพ จะต้องเลือกเครื่องมือในการวัดอย่างระมัดระวัง โดยมีเกณฑ์ คือ  ต้องมีความสมดุลด้านการเงิน ลูกค้า กระบวนการภายในของธุรกิจ และกระบวนการเรียนรู้และเติบโตของพนักงาน  ซึ่งการใช้ตัววัดดังกล่าวจะทำให้  Balanced Scorecards สามารถแสดงถึงผลการปฏิบัติงานและการบริหารงานไปสู่เป้าหมายและวัตถุประสงค์ขององค์กรได้  การบริหารจัดการที่ดีขึ้นจึงต้องมีทั้ง Balanced Scorecards  และ Performance Management  เพื่อช่วยให้ผู้บริหารสามารถบริหารได้อย่ามีประสิทธิภาพ  นำองค์กรไปสู่จุดมุ่งหมายที่วางไว้           

ขออนุญาตส่งใหม่นะคะ เพราะว่าที่ส่งไปตัวอักษรเล็กมาก 

เรียนอาจารย์จีระ  อาจารย์พจนารท และสวัสดีค่ะเพื่อน ๆทุกคนจากการที่อาจารย์จีระ ได้ฝากเอาไว้ว่าถ้าจะแนะนำหนังสือให้อาจารย์อ่านสักเล่ม อยากแนะนำเรื่องอะไร  ดิฉันขออนุญาตแนะนำเรื่อง ศิลปะการใช้คนในสามก๊ก ซึ่งเป็นสุดยอดศาสตร์เกี่ยวกับการบริหารจัดการคน ของจีนโบราณ เขียนโดย ฮว่อหยี่เจีย แปลและเรียบเรียงโดยบุญศักดิ์ แสงระวี  เนื่องจากสามก๊ก เป็นเรื่องราวอิงประวัติศาสตร์จีน  ที่เกี่ยวข้องกับการสงคราม  ตัวละครเด่นแต่ละตัวล้วนเป็นแม่ทัพที่มีความสามารถ   ดังนั้นการศึกษาถึงวิธีการคิดในการบริหารคนของตัวละครเหล่านั้นจึงเป็นสิ่งน่าสนใจ เพราะถ้าบริหารคนได้อย่างเหมาะสมย่อมทำให้ได้รับชัยชนะ แต่ถ้าเกิดความผิดพลาดก็ย่อมนำมาซึ่งความสูญเสียร้ายแรง  หนังสือเล่มนี้กล่าวถึงวิธีการใช้คนของขงเบ้ง เล่าปี่ ซุนกวน และ โจโฉ โดยเนื้อหาที่น่าสนใจ เช่น วิธีการใช้คน  การเทียบข้อดี ข้อเสียของการใช้คนของแต่ละตัวะคร  มีข้อเตือนใจจากการใช้คน การใช้คนถูกเกิดผลดีอย่างไร ถ้าใช้คนผิดจะเป็นอย่างไร  เป็นต้น  ถ้านำมาเทียบเคียงกับทฤษฎีต่าง ๆ ที่อาจารย์จีระได้แนะนำเอาไว้ก็พบว่ามีความสอดคล้องกัน เช่น การสร้างทุนทางสังคมของ ซุนกวน ด้วยการแปลงศัตรูให้เป็นมิตร  การให้ความสำคัญด้านทุนทางจริยธรรม ของขงเบ้ง โดยจะใช้คนที่มีความสามารถและมีศีลธรรมด้วย  การถือสัจจะเป็นสำคัญ  ซึ่งนักบริหารทุกวงการสามารถนำไปประยุกต์ใช้ได้ ให้เหมาะสมกับสถาณการณ์จากการศึกษาเกี่ยวกับ Performance Management ใน web site ต่อไปนี้  http://www.hr.ubc.ca/odl/performancemanagement/ และ  http://www.bettermanagement.com/topic/whatis.aspx?f=11   พอจะสรุปได้ว่า Performance Management นั้นมุ่งประเด็นไปที่การสร้างความมั่นใจถึง ประสิทธิภาพของพนักงานในการทำงานให้ตรงตามเป้าหมายของงาน และเป้าหมายขององค์กร  โดยทำอย่างไรที่จะให้พนักงานสามารถประยุกต์ นำทักษะของตนเองมาใช้ในการทำงาน และสามารถกำหนดผลการปฏิบัติงานให้เหมาะกับบทบาทของพนักงานได้  มีกระบวนการที่เกี่ยวข้อง เช่น การวางแผน ตรวจติดตาม และควบคุม  ซึ่งแต่เดิมนั้นกระบวนการทำงานจะดำเนินไปได้จากหัวหน้างาน และใช้ผลการปฏิบัติงานจากพนักงาน  แต่มาระยะหลังได้หันมาสนใจ เครื่องมือด้าน Performance Management มากขึ้น  กระบวนการถูกใช้มากเพื่อรวมเอาข้อมูลที่เป็นประโยชน์ และเพื่อวัดประสิทธิภาพของแต่ละบุคคลในการประเมินประจำปี   การใช้ Balanced Scorecards ซึ่งเป็นเครื่องมือสำคัญของการบริหารอย่างมีประสิทธิภาพ ซึ่งใช้เปลี่ยนกลยุทธ์สู่การปฏบัติ สามารถใช้ได้กับองค์กรทุกระดับ  การที่เราจะบริหารองค์กรอย่างมีประสิทธิภาพ จะต้องเลือกเครื่องมือในการวัดอย่างระมัดระวัง โดยมีเกณฑ์ คือ  ต้องมีความสมดุลด้านการเงิน ลูกค้า กระบวนการภายในของธุรกิจ และกระบวนการเรียนรู้และเติบโตของพนักงาน  ซึ่งการใช้ตัววัดดังกล่าวจะทำให้  Balanced Scorecards สามารถแสดงถึงผลการปฏิบัติงานและการบริหารงานไปสู่เป้าหมายและวัตถุประสงค์ขององค์กรได้  การบริหารจัดการที่ดีขึ้นจึงต้องมีทั้ง Balanced Scorecards  และ Performance Management  เพื่อช่วยให้ผู้บริหารสามารถบริหารได้อย่ามีประสิทธิภาพ  นำองค์กรไปสู่จุดมุ่งหมายที่วางไว้           
เรียน ดร.จีระ , คุณพจนารถ และสวัสดีเพื่อนๆ ทุกคนค่ะ ตามที่อาจารย์พจนารถได้มอบหมายงานไว้ว่าให้หา Performance  management  ดิฉันได้  Search  จาก Yahoo.com Web  Link : http://en .wikipedia.org/wiki/Performance_managementเนื้อเรื่องโดยสรุปดังนี้ค่ะPerformance  management  เป็นกระบวนการในการที่จะทำให้องค์กรบรรลุเป้าหมาย  ในขณะเดียวกันก็สร้างการสื่อสารภายในองค์กร (เช่นบอกว่าองค์กรตั้งเป้าหมายไว้อย่างไร) และการปฏิบัติเพื่อบรรลุเป้าหมายนั้น โครงสร้างของ Performance  management  ประกอบด้วยการกำหนดหน้าที่หลัก หน้าที่รอง  การประเมินผลการปฏิบัติงานโดยเก็บรวบรวมเป็นข้อมูลทางสถิติ ในการพัฒนาองค์กรเราจะพิจารณาจากผลที่ตั้งไว้ (สิ่งที่คาดไว้หรือเป้าหมาย)กับผลที่เกิดขึ้นจริง   ถ้าผลที่เกิดขึ้นจริงน้อยกว่าที่คาดหวังไว้จะต้องมีการปรับปรุงโดยใช้ Performance Cycle
  1. Performance  Planning  - แต่ละหน่วยต้องมีการวางแผนการปฏิบัตเพื่อให้บรรลุวัตถุประสงค์ขององค์กร
  2. Performance Coaching - ผู้จัดการหรือหัวหน้าต้องคอยสอนหรือกำกับดูแลการปฏิบัติงานเพื่อให้ลูกน้องหรือพนักงานทำงานมีประสิทธิภาพมากขึ้น
  3. Performance appraisal  -  การประเมินผลว่าแต่ละหน่วยสามารถปฏิบัติให้บรรลุเป้าหมายได้หรือไม่
Business  performance management (BPM) เป็นกระวนการที่ช่วยให้องค์กรรู้ว่าหน่วยงานใดบ้างทำงานอย่างมีประสิทธิภาพ

ขอบคุณค่ะ

  • กลุ่ม 3 งานเรื่องนโยบายการพัฒนาทรัพยากรมนุษย์ ระดับประเทศและระดับองค์กร
    IP: xxx.120.128.196
    เขียนเมื่อ 
เรียน ดร.จีระ , คุณพจนารถ , คุณยม และผู้อ่านทุกท่าน   จากการที่อาจารย์ได้มอบหมายงานใน 2 หัวข้อ สมาชิกกลุ่ม 3 ได้ระดมความคิดได้ดังนี้ 1.ถ้าคุณเป็นหัวหน้าพรรคการเมือง  ในเรื่องทรัพยากรมนุษย์ระดับประเทศ คุณจะทำอะไรบ้าง 3 เรื่องนโยบายการพัฒนาบุคลากรระดับประเทศ1)  การจัดระดับการศึกษาและการแบ่งการสาขาอาชีพทางการศึกษาตามความต้องการของการตลาดแรงงานตามแนวโน้มของธุรกิจในอนาคตโดยสามารถปฎิบัติได้ดังนี้    1.1) การสำรวจความต้องการของตลาดที่เหมาะสมแก่การพัฒนาประเทศในอนาคต เช่นในอนาคตถ้าแนวทางการพัฒนาประเทศเน้นการเป็นครัวของโลก แนวทางการศึกษาของประเทศก็เน้นผลิตบุคลากรทางด้านอาหารเป็นหลัก ผลิตบุคลากรทางด้านอื่นลดลง ซึ่งจะลดปัญหาการว่างงานลดลง ไม่เหมือนปัจจุบันที่เราเน้นหนักผลิตนักศึกษาปริญญาตรีกันออกมาเยอะแต่ไม่รู้ว่าแท้จริงแล้วเราต้องการบุคลากรทางด้านนั้นจริงหรือไม่เช่นแต่เดิมที่พบว่านักศึกษาที่จบจากวิทยาลัยพละ หรือสถาบันราชภัฏ (วิทยาลัยครูเดิม) นั้นตกงานเป็นจำนวนมาก เพราะเราวางระบบการศึกษาไว้ไม่ดี   1.2) นำจำนวนที่สาขาที่ขาดแคลนดังกล่าวไปกระจายโควตาให้แต่ละมหาวิทยาลัยเป็นผู้ผลิตพนักงานที่มีอาชีพออกมา มหาวิทยาลัยที่ดีก็ได้โควตาเยอะ งบสนับสนุนก็เยอะตามไปด้วย   1.3) มีการประเมินคุณภาพของการผลิตบุคลากรของมหาวิทยาลัยแต่ละแหล่งโดยการสำรวจประสิทธิภาพในการทำงานจริงของนักศึกษาโดยการทำ Customer satisfaction กับองค์กรที่รับนักศึกษาดังกล่าวไปปฏิบัติงานอยู่ ถ้าดีก็ส่งเสริมทางด้านทรัพยากรต่างๆเพิ่มขึ้น ถ้ไม่ดีทางมหาวิทยาลัยต้องทำ Action plan ในการปรับปรุงสถาบันในอนาคต  2) โครงการส่งเสริมพุทธศาสนาในโรงเรียน              เนื่องจากปัจจุบันนี้พบว่าปัญหาสังคมด้านต่าง ๆ ทั้งปัญหายาเสพติด อาชญากรรม  การทุจริต การทำผิดศีลธรรม มีมากขึ้น ส่วนหนึ่งเกิดจากการที่คนในสังคมขาดทุนทางด้านจริยธรรม   การแก้ปัญหามักแก้ที่ปลายเหตุ เช่น จับคนที่ทำผิดมาลงโทษ  แต่การที่จะแก้ปัญหาเหล่านี้ได้จริง ๆ ต้องแก้ที่ต้นเหตุของปัญหา โดยการส่งเสริมให้คนมีทุนทางจริยธรรมเพิ่มขึ้น  การใช้แนวทางของพระพุทธศาสานา เป็นแนวทางที่ดีที่จะช่วยส่งเสริมคุณธรรม จริยธรรม  โดยเน้นที่กลุ่มเยาวชน การดำเนินโครงการนี้ จะจัดให้มีการส่งเสริมพุทธศาสนาในโรงเรียนซึ่งเป็นแหล่งเรียนรู้ที่สำคัญของเยาวชนอยู่แล้ว โดยจัดกิจกรรมต่าง ๆ เช่น การเรียนการสอนที่ต้องเน้นคุณธรรม จริยธรรมควบคู่ไปกับวิชาการ   เชิญพระสงฆ์ หรือ ผู้ที่มีความรู้มาบรรยายให้กับนักเรียนฟัง เกี่ยวกับหลักธรรมทางพระพุทธศาสนา คุณธรรม จริยธรรม แนวทางการประพฤติตนเป็นคนดี  ให้เยาวชนมีส่วนร่วมในการจัดกิจกรรมในวันสำคัญต่าง ๆ เช่น ร่วมกันเวียนเทียนในวันสำคัญทางพุทธศาสนา จัดนิทรรศการให้ความรู้เกี่ยวกับหลักธรรม คำสอนของพระพุทธศาสนา  รวมทั้งการจัดค่ายจริยธรรม อาจจะเป็นที่โรงเรียน  หรือที่วัด เพื่อให้เยาวชนได้มีโอกาสทำกิจกรรมต่าง ๆที่พัฒนาตนเอง  ส่งเสริมการฝึกวิปัสสนากรรมฐานแก่เยาวชน เพื่อฝึกให้เป็นคนที่มีสติ คิดทำสิ่งต่าง ๆ ในแนวทางที่ดี ที่ถูกต้อง  โดยกิจกรรมต่าง ๆต้องจัดอย่างต่อเนื่อง สม่ำเสมอ เพื่อช่วยขัดเกลา และส่งเสริมเยาวชนซึ่งเป็นกลุ่มคนสำคัญที่จะเติบโตไปเป็นผู้ใหญ่ต่อไปให้เป็นคนดี มีคุณภาพ มีทุนทางด้านจริยธรรมสูง ย่อมเป็นการพัฒนาทรัพยากรมนุษย์ให้มีคุณภาพต่อไป  3) การสนับสนุนทางด้าน IT แก่นักศึกษาและนักเรียนทั่วไป            ปัจจุบัน IT มีความสำคัญในการแข่งขันทางด้านธุรกิจเป็นอย่างมากคือที่กล่าวได้ว่า ความเร็วเป็นของปีศาจ ก็คงไม่ผิดนัก ดังนั้นการทำธุรกิจทุกอย่างเราต้องทำให้เร็วและมีคุณภาพเราถึงจะอยู่ในโลกที่มีการแข่งขันอย่างรุนแรงในปัจจุบันได้ การที่จะตอบสนองแก่ความเร็วได้เราต้องอาศัยความรู้ทางด้าน IT เข้าช่วย บุคลากรของเราต้องมีความรู้ในด้านนี้โดย    3.1 การให้งบประมาณในการสนับสนุนเครื่อง Computer แก่โรงเรียนหรือสถานศึกษาต่างๆที่ขาดแคลนทั่วประเทศ     3.2 อบรมครู อาจารย์ประจำสถาบันต่างๆให้เป็น trainer ที่ต้องนำความรู้ทั้งหมดไปถ่ายทอดแก่นักเรียน นักศึกษา      3.3 การจัดแข่งขันโครงงานทางด้าน IT ระดับประเทศขึ้นโดยการกำหนดรางวัลเป็นการ Motivate นักศึกษาทั่วไปในการตั้งใจศึกษาในศาสตร์ดังกล่าว (รางวัลอาจเป็นทุนเรียนฟรีถึงระดับด็อกเตอร์เป็นต้น)      3.4 จัดให้มีการ share best practice สำหรับทีมที่ชนะเลิศแก่นักศึกษาอื่นๆทั่วประเทศ       2. ถ้าคุณเป็นผู้บริหารองค์กร อยากจะปรับปรุงองค์กรในด้านใดบ้าง 3 เรื่อง นโยบายการพัฒนาระดับองค์กร     องค์กรที่สนใจศึกษาคือโรงพยาบาลรัฐบาลประจำอำเภอ  ในปัจจุบันภาพลักษณ์โดยรวมมีดังนี้     1.)  มาตรฐานของบุคลากรในการให้การดูแลผู้ป่วยยังอยู่ในระดับที่ต่ำกว่าโรงพยาบาลขนาดใหญ่    2.)  การทำงานในปัจจุบันเป็นลักษณะการทำงานเชิงรับ คือ ทำหน้าที่ในการรักษาเมื่อมีผู้ป่วยมาเข้ารับการรักษาแต่ไม่ได้ทำหน้าที่เชิงป้องกัน     3.) ขาดการวัดมาตรฐานในให้บริการ    ข้อเสนอในการปรับปรุงคุณภาพของโรงพยาบาล     1.) ทุกโรงพยาบาลจะต้องกำหนดวิสัยทัศน์ของโรงพยาบาลให้ชัดเจน         ผู้บริหารโรงพยาบาลต้องกำหนดวิสัยทัศน์ชัดเจน  โดยมุ่งเน้นการให้บริการประชาชนโดยถือหลักดังนี้ เน้นคุณภาพ  รวดเร็วทันเวลา และเท่าเทียม และต้องสร้างกิจกรรมให้บุคลากรเข้าใจในเป้าหมายเดียวกัน      2.) สร้างสังคมแห่งการเรียนรู้สู่ชุมชน โดยบุคลากรของโรงพยาบาล         นอกจากให้การรักษาผู้ป่วยแล้ว  โรงพยาบาลต้องมีการทำงานในเชิงรุก โดยการเพิ่มช่องทางในการเผยแพร่ความรู้ในการดูแลสุขภาพอนามัยหรือความรู้เกี่ยวกับการป้องกันโรคภัยไข้ต่างๆ เช่น การมีรายการส่งเสริมสุขภาพหรือแจ้งข่าวสารป้องกันโรคผ่านทางวิทยุชุมชนเป็นประจำ หรือให้อาสาสมัครสาธารณสุขของหมู่บ้านเข้ารับการอบรมอย่างสม่ำเสมอและนำความรู้ที่ได้มาเผยแพร่ต่อ        3.) ต้องมีการตั้งมาตรฐานจากส่วนกลาง  ในเรื่องการบริการของบุคลากรและการจัดสถานที่ที่เหมาะสม เพื่อเป็นแนวทางเบื้องต้นและมีการตรวจสอบจากเจ้าหน้าที่ส่วนกลางและการตรวจสอบ( Benchmark)แบบ 360 องศาในโรงพยาบาลระดับเดียวกัน                                                   ขอแสดงความเคารพอย่างสูง                                                           โดย สมาชิกกลุ่ม 3                                                ชาญธวัช ,ปรียานันท์ ,สุพัชชา ,ศิริรัชน์ ,สุทธิพงศ์ และศรีทอง                                                                                                                                                                                                             
เรียนท่านอาจารย์จีระ อาจารย์ยม และอาจารย์พจนารถจาการที่ท่านอาจารย์พจนารถ ได้มอบหมายให้ไป Search เกี่ยวกับ Preformance Management นั้น ดิฉันได้ไปค้นคว้าดังนี้Search Engine: www.go.comhttp://www.opm.gov/perform/overview.aspการจัดการผลการปฏิบัติงาน-เป็นกระบวนการที่มีระเบียบแบบแผนเกี่ยวข้องกับลูกน้องและสมาชิกในองค์กรในการปรับปรุงให้องค์กรบรรลุความสำเร็จในเป้าหมายขององค์กรEmployee Performance Management ประกอบด้วย
  1. Planning เป็นการกำหนดเป้าหมายของกลุ่ม(องค์กร) และกำหนดมาตรฐานต่างๆเพื่อให้พวกเขาพยายามบรรลุเป้าหมายขององค์กร การวางแผนจะช่วยให้คนในองค์กรเข้าใจเป้าหมายขององค์กร และเค้าจะเข้าใจว่า เค้าต้องทำอะไรบ้าง ทำไมต้องทำ และทำได้อย่างไร
  2. Monitoring การสังเกตติดตามอย่างต่อเนื่อง มีการวัดผล และมีfeed back กลับไปยังลูกน้องเพื่อให้บรรลุเป้าหมาย
  3. Developing ในที่นี้ หมายถึงการเพิ่มความสามารถในการปฏิบัติงานโดยการ training, การมอบหมายงานที่ใช้ทักษะใหม่ๆ , หรือในหน้าที่รับผิดชอบสูงขึ้น ในการปรับกระบวนการทำงานให้ดีขึ้น ซึ่งจะทำให้ลูกน้องตามทันการเปลี่ยนแปลงอยู่เสมอ
  4. Rating เป็นการประเมินค่าการปฏิบัติงาน ตามมาตรฐานโดยยึดผลการปฏิบัติงานในระยะเวลาที่กำหนดไว้ โดยการประเมินเป็นรายบุคคล หรือเป็นกลุ่ม
  5. Rewarding หลังจากมีการประเมินผลแล้ว ผู้ที่มีผลการปฏิบัติงานดีจะได้รับรางวัล แล้วแต่ความเหมาะสม
 จากบทความนี้ได้พูดถึง องค์ประกอบหรือขั้นตอนของ PM. ซึ่งดิฉันคิดว่าขั้นตอนที่สำคัญที่สุดของ PM ในบทความนี้ ก็คือ Planning เพราะเป็นขั้นตอนที่มีการกำหนดเป้าหมายว่าจะไปในทิศทางใด และต้องทำให้ทุกคนรับรู้และเข้าใจเป้าหมายขององค์กรด้วย ถ้าจะเปรียบเทียบกับที่อาจารย์สอนก็น่าจะตรงกับ การทำ Work Aliignment นั่นเอง

กราบเรียน อ.จีระ อ.พจนารถ และทีมงาน

สมาชิกในกลุ่ม ประกอบด้วย

1. นายปรัชญา            เคียนงาม

2. นางสาวณัฏฐา         มั่นคง

3. นายปราโมทย์        เลิศสถาพร

4. นางสาวทิพวรรณ  คงเมือง5.        นางสาววิชชุวรรณ ชอบผล

6. นางสาวพันธุ์ทิพย์  น้ำทิพย์

7.  นางสาวศมน           อิศรางกูร ณ อยุธยา

ได้คุยกันถึงหัวข้อ-          ถ้าเป็นหัวหน้าพรรคการเมือง จะแก้ปัญหาทรัพยากรมนุษย์ในประเทศอย่างไร  กับคำถามที่ว่า ถ้าเราเป็นพรรคการเมือง จะมีวีธีจัดการอย่างไรกับทรัพยากรมนุษย์เกี่ยวกับปัญหาในวงการเมืองไทยที่พบบ่อยในปัจจุบัน คือการขาดความสามัคคี ในหมู่พรรคการเมือง ทำให้ขาดความสอดคล้องในการทำงาน หรือ Work Force Alignment นอกจากนี้แล้ว ในแต่ละพรรคการเมืองมีความเห็นแก่ตัว ไม่นึกถึงประโยชน์ส่วนรวม ส่งผลกระทบไปยังประชาชนระดับล่าง ที่ได้รับความเดือดร้อนโดยตรง เช่น การให้สัญญาในนโยบายของพรรคการเมืองก่อนการเลือกตั้ง ที่มุ่งเน้นคะแนนเสียงของประชาชนระดับล่าง แต่เมื่อถึงเวลาเข้าไปบริหารประเทศกลับไม่ทำอย่างที่เคยให้สัญญา ทำให้ประชาชนของความศรัทธาในการบริหารประเทศ ส่งผลให้เกิดความรุนแรง การประท้วง ต่างๆ  ซึ่งตรงจุดนี้แสดงให้เห็นว่า สิ่งที่ในแต่ละพรรคการเมืองขาดก็คือ ทุนทางจริยธรรม และทุนมนุษย์                 ในการบริหารประเทศ ทุนทางจริยธรรม สำหรับพรรคการเมือง ต้องคำนึงถึงผลประโยชน์โดยส่วนรวม มีการทำงานที่ตรงไปตรงมาและโปร่งใส สามารถตรวจสอบและวัดผลการทำงานได้ (Performance Management) โดยทำตามนโยบายที่ได้เคยเสนอไว้กับประชาชนในเบื้องต้น                ทุนมนุษย์ คือคนในพรรคจะต้องมีจิตสำนึกในหน้าที่ของตัวเอง โดยต้องตั้งอยู่ในคุณธรรม นอกจากนี้แล้วอีกสิ่งหนึ่งที่สำคัญในการทำงานของพรรคการเมือง คือการพัฒนาในเรื่องของความเป็นอยู่ของประชาชนให้อยู่ดีกินดี มีรายได้พอเพียงสำหรับการเลี้ยงดูครอบครัว เช่น นโยบาย 1 ตำบล 1 ผลิตภัณฑ์ ทางพรรคการเมืองควรมุ่งกระจายการทำงานของกลุ่มคนในแต่ละหมู่บ้าน                ทุนแห่งความยั่งยืน  คือ มีการติดตามดูแลและประเมินผล ในนโยบายของพรรคการเมืองที่เสนอไป เช่น การประเมินในด้านคุณภาพชีวิต หลังจากมีการดำเนินนโยบาย 1 ตำบล 1 ผลิตภัณฑ์ เป็นต้น ถ้าเราเป็นพรรคการเมืองเราจะมีนโยบายอย่างไรในการแก้ไขปัญหาทรัพยากรมนุษย์ของประเทศ1.  แก้ไขเรื่องระบบราชการ เช่น เรื่องความล่าช้า สวัสดิการ ระบบเส้นสาย ไม่กระจายงาน2.  แก้ไขเรื่องระบบศุลกากร ไม่มีคนเข้ามาดูแลเรื่องระบบตรวจสอบคุณภาพของสินค้านำเข้า เช่น เครื่องใช้ไฟฟ้าที่มาจากจีน มีปัญหาเรื่องสารปรอท3. แก้ปัญหาด้านการศึกษา ตัวอย่างเช่น การเข้าศึกษาต่อในระดับอุดมศึกษาระบบใหม่ ยังไม่มีความพร้อมที่จะนำระบบจากต่างประเทศมาใช้ และถ้าเราเป็น HR manager เราจะมีนโยบายอย่างไรในการแก้ไขปัญหาขององค์กร1.        ให้มีระบบการทำงานแบบ Workforce Alignment คือ มีการทำงานไปในทิศทางเดียวกัน มี network ที่ดีในแต่ละหน่วยขององค์กร2.        เพิ่มศักยภาพในตัวบุคคล เช่น การจัดฝึกอบรม มีการหมุนเวียนงานกันทำ มีการจัด level ของพนักงาน โดยการประเมินผลจาก Performance Management3.        เพิ่มแรงจูงใจให้พนักงาน เช่น โบนัส สวัสดิการ รักษาคนที่มีคุณภาพไว้ในองค์กร 

   

กราบเรียน ท่านอาจารย์ ศ.ดร. จีระ หงส์ลดารมภ์ , อาจารย์ พจนารถ ซีบังเกิด ,อ.ยม,ทีมงาน ACADAMY  และเพื่อนๆ นักศึกษาทุกท่าน

 

        ดิฉัน นส.ทิพวรรณ  คงเมือง ต่อเนื่องจากสัปดาห์ที่แล้วอาจารย์ พจนารถ ได้มอบหมายให้ทำการหาข้อมูลของเรื่อง Performance Management โดยไม่ให้ใช้ Search engine ที่เป็น Google นั้นดิฉันได้หาข้อมูลมาเพิ่มเติมโดย

 

-   Search จาก http://www.ask.com/

  •          หัวข้อที่สนใจคือ http:/performance management software 
  • โดย เนื้อเรื่องสรุปกล่าวถึง
  • Performancesoft Track  ซึ่งเป็นเหมือนกงล้อหรือทิศทางในการปฏิบัติงาน ซึ่งคือ กระบวนการจัดการองค์กรอย่างเป็นระบบ  โดยพนักงานในหน่วยงานตั้งแต่หน่วยงานระดับปฏิบัติงาน  จนกระทั่งถึงผู้บริหารระดับสูง มีเป้าหมายและทิศทางเดียวกัน
  •  Performancesoft views เป็นเหมือนภาพแสดงผลงานที่บรรลุจุดมุ่งหมาย  ของพนักงานแต่ละคน  ซึ่งมีการวัดระดับผลงานเพื่อปรับปรุงประสิทธิภาพขององค์กรเพื่อให้ภารกิจสำเร็จและเป็นไปตามเป้าหมายขององค์กร  กล่าวโดยสรุปได้ว่า Performancesoft  Track  และ Performancesoft viewsเป็นเหมือน Performance Management software เป็นการวางแนวทางปฏิบัติเพื่อบรรลุจุดมุ่งหมายเดียวกัน  พร้อมทั้งมีการวัดระดับผลงานตามวัตถุประสงค์และจุดมุ่งหมายขององค์กร โดยมีการบังคับทิศทาง และเหมือนมีการจดแต้มคะแนนเพื่อวัดระดับผลงาน และนำไปปรับปรุง เพิ่มเติม หรือแก้ไขข้อดีข้อเสีย ในการปฏิบัตงานของพนักงานค่ะโดยขอแสดงเป็นภาพให้ท่านดูเพื่อความเข้าใจง่ายๆ ดังนี้ค่ะ
  •    ขอบคุณค่ะ
  • ทิพวรรณ คงเมือง
กราบเรียนท่านอาจารย์ ศ.ดรจีระ และที่งานทุกท่าน    ในการส่งครั้งนี้กระผมต้องการบอกกล่าวทัศนคติส่วนบุคคลที่คิดว่าน่าจะเป็นประโยชน์ต่อผู้ที่อ่านคนอื่นไม่มากก็น้อย เกี่ยวกับการพัฒนาศักยภาพขององค์กร  ตัวองค์กรหลักๆนั้นประกอบด้วยส่วนประกอบดังนี้1.        สิ่งที่มีชีวิต2.        สิ่งที่ไม่มีชีวิต 1. สิ่งที่มีชีวิต  ก็จะหนีไม่พ้นเรื่องของคน คนที่เกี่ยวพันกับองค์กร ได้แก่ เจ้าของ หัวหน้า ผู้บริหาร ผู้ใต้บังคับบัญชา ในระดับต่างๆ ทุกคนถูกสวมหัวโขนให้เป็นอย่างโน้น เป็นอย่างนี้ภายใต้สภาวการณ์จำเป็นต่างๆ  แต่โดยรวมแล้วพื้นฐานทางธรรมชาติของทุกคนเหมือนกัน  ต่างกันก็แต่องค์ประกอบหรือปัจจัยอื่นๆ ของแต่ละคนเท่านั้นที่ไม่เหมือนกับ  เช่น มุมมอง ประสบการณ์ ความสามารถ  แม้กระทั้งโอกาสและพรสวรรค์ ก็เช่นกัน  ซึ่งมันเป็นเครื่องบ่งบอกได้อีกอย่างหนึ่งว่า ไม่ใช่เรื่องง่ายที่เราจะสามารถที่จะ  ทำให้คนในกลุ่มต่างๆดังที่กล่าวมานั้น อยู่ในทิศทางที่เป็นแนวเดียวกัน  หรือเป็นอย่างที่เราต้องการ จึงได้มีศาสตร์ต่างๆที่คิดค้นขึ้นมากมายเพื่อนำมาใช้ในการจัดการเรื่องแบบนี้  และที่สำคัญการที่จะทำงานร่วมกับผู้อื่นได้นั้นเราต้องพยายามมองให้รู้ถึงแก่นของคำว่าคนก่อนซึ่งจะได้เปรียบมาก เพราะมันจะทำให้เราสามารถรู้เข้าไปถึงจิตใจของคนจริงๆ รู้ถึงความต้องการ และนั้นก็แน่นนอนประสบการณ์ก็เป็นตัวช่วยให้เราได้อย่างดีที่เดียว(ความเก๋าก็อาจจะมาแรงกว่าความสดก็ได้ ขึ้นอยู่กับว่าจะทำอะไร)  โดยสิ่งที่ขาดไม่ได้ก็คือ เรื่องของจิตใจ และความต้องการในด้านต่างๆ  เราสามารถหยิบยกเอาตัวนี้เข้ามาใช้ทำให้เกิดแรงจูงใจของคนขึ้นได้ และที่ขาดไม่ได้ซึ่งจะต้องมีควบคู่กันก็คือ ความสบายใจ หรือที่เรียกว่า ความสุข  คงไม่มีใครปฏิเสธได้ว่าปัจจุบันคนกำลังบริหารความสุขของตนเองอยู่ตลอดเวลา โดยที่เราอาจลืมนึกไปว่าเราทำเริ่มทำตั้งต่อเมื่อไร 2. สิ่งที่ไม่มีชีวิต  ก็จะขอกล่าวถึงสิ่งที่ไม่สามารถเปลี่ยนแปลงด้วยตัวเองได้ถ้าคนเราไม่ไปกระทำให้มันเปลี่ยน ในที่นี้ขอยกตัวอย่างมาได้แก่ ตัวเงิน ทรัพยากร วัตถุ ระบบ หรือเทคนิควิธีต่างๆที่ใช้  ผลพลอยได้ต่างๆ รวมถึงความก้าวหน้าขององค์กรด้วย  จุดนี้ต้องพึงระวังตรงที่ มันจะเปลี่ยนแปลงไปในทิศทางใดก็ขึ้นอยู่กับคนที่ไปกระทำมัน  ฉะนั้นแล้วทั้งสองอย่าต้องพึ่งพากันอย่างมีทิศทาง  และต้องเป็นทิศทางที่ดีด้วย คำถามจึงได้เกิดขึ้นมาว่า  ทำไมต้อง.........แล้วจะทำอย่างไรดีถึงจะ.........ได้ อย่างที่ต้องการ   ประโยคสุดท้ายนี้แหละที่เป็นตัวบ่งชี้ว่าความต้องการเป็นสิ่งที่สำคัญมากที่เป็นตัวขับเคลื่อน องค์กรจะอยู่ได้นั้นไม่เพียงพอที่จะมองแต่คนในองค์กรเท่านั้น  จะต้องมองไกลออกไปนอกองค์กรขึ้นอยู่ที่ว่าใครจะสามารถมองไกลอย่างถูกต้องได้มากกว่ากันอีกสิ่งหนึ่งที่จะลืมไม่ได้เลยที่จะต้องทำให้เกิดขึ้นภายในองค์กรให้ได้  ก็คือ  ความจริงใจความ  เป็นคำที่คนนิยมนำมาใช้นำหน้าคำต่างๆ ให้ดูมีความหมายขึ้น  และความในที่นี้ก็จะบ่งบอกถึง สิ่งแรกที่เราควรคำนึง ไม่ว่าเป็นอะไรก็ตามแต่ คือสิ่งที่จะทำให้เราก้าวย่างไปอย่าระมัดระวังจริง  เป็นสิ่งถูกต้อง และควรทำอยู่เป็นปกติ เพราะจะมีผลต่อความเชื่อถือของคนอื่นใจ   คือกลไกลหลักอีกตัวที่จะขับเคลื่อนการการทำของคนให้เป็นไปในทิศทางใดก็ได้จากที่กระผมกล่าวมาเป็นเพียงความคิดเห็นที่เกิดขึ้นของตัวกระผมเองเกี่ยวกับองค์กรซึ่งจะพบปัญหาอยู่เดิมๆ ตลอด และอันที่จริงปัญหาบางปัญหานั้นก็อาจเกิดขึ้นอยู่ไม่ไกลตัวของคุณโดยที่คุณอาจไม่รู้ตัวก็ได้ จงเริ่มหันมามองดูรอบๆ ตัวเองว่าอะไรนะที่ต้องแก้อีกจากหัวข้องานที่ได้รับในสัปดาห์ที่ผ่านมาถ้าผมมีโอกาสที่จะเป็นผู้นำประเทศ ผมก็ต้องหันกลับมามองศีลห้าก่อนอันดับแรก  แล้วก็มองที่ต้นตอของปัญหาต่างๆ ที่เกิดขึ้นจริงโดยใช้นโยบายรากหญ้า และปูพื้นฐานความยั่งยืนให้กับประเทศตามความสามารถที่มี  โดยยึดพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวที่เคารพรักยิ่งเหนือเกล้ามาเป็นที่ยึดเหนี่ยวและเป็นแรงผลักดันให้ทำดีต่อไป....ก็ขอฝากความคิดจากบุคคลที่ว่าตนยังด้อยประสบการณ์ แต่ก็อยากจะมีประสบการณ์ที่ดีอย่างบุคคลอื่นบ้าง 

เรียนอาจารย์พจนารถ  จาก assign งานกลุ่มที่อาจารย์ให้คิดว่า หากเราเป็น Top Talent  เราอยากได้อะไรจากองค์กรบ้าง  ซึ่งกลุ่มของเราได้หัวข้อที่ 7 เรื่อง “Opportunity”

  1. โอกาสความก้าวหน้าในสายงาน เช่น มีโอกาสได้ promote ไปยังตำแหน่งงานสูงสุดในสายงาน ตามความเหมาะสม
  2. มีโอกาสได้เรียนรู้สิ่งใหม่เพิ่มเติม เช่น โอกาสการศึกษาดูงานต่างประเทศ , การศึกษาต่อ เป็นต้น
  3. มีโอกาสร่วมในการตัดสินใจในการวางแผน และนโยบายของบริษัท
  4. โอกาสในการร่วมเป็นส่วนหนึ่งของผู้ถือหุ้นของบริษัท และร่วมบริหาร
  5. มีโอกาสในการร่วมลงทุนกับบริษัทในโอกาสข้างหน้า เช่น  เมื่อบริษัทฯต้องการลงทุนเพิ่ม โดยขยาย line ธุรกิจ   ก็เปิดโอกาสให้เราสามารถเข้าร่วมลงทุนและบริหารในธุรกิจใหม่นี้
  6. โอกาสในการทำงานกับบริษัทได้จนกระทั่งเกษียณอายุ
  7. ได้รับผลตอบแทนสูงสุดหลังเกษียณ เช่น เงินบำนาญ เป็นต้น
สมาชิกกลุ่ม  1. นายกิตติวัฒน์ กุลจิระดิลก                     2. นายปรัชญา พุดดี                     3. น.ส.พิมพ์พร เอี่ยมสอาด

เรียนท่านอาจารย์จีระ,อาจารย์พจนาถ และทีมงาน Chira Academy  

จากการเรียนกับอาจารย์พจนาถหัวข้อ The Seven Factor of Engagement อาจารย์ให้แสดงความคิดเห็นว่าเราต้องการให้องค์กรมีอะไรบ้างในเรื่อง Culture and  Purpose (Factor of Engagement)

  1. องค์กรแห่งการเรียนรู้

ตัวอย่างเช่น ให้ทุนในการศึกษาต่อ การอบรมเพื่อเพิ่มทักษะในการทำงาน  

  1. กิจกรรมสันทนาการ

มีการจัดเลี้ยงพนักงานในเทศกาลต่างๆ เช่น วันขึ้นปีใหม่ , การจัดกิจกรรมงานกีฬาสี

  1. ให้พนักงานมีความเข้าใจองค์กรเป็นไปในทางเดียวกัน( Alignment)
 ต้องการให้พนักงานทุกคนทุกระดับมีความเข้าใจเกี่ยวกับองค์กรในเรื่องของนโยบาย เป้าหมาย เพื่อให้การปฏิบัติงานเป็นไปในทางเดียวกันและบรรลุเป้าหมายขององค์กร
  1. องค์กรแห่งการสื่อสาร

 เช่น เรื่องของวิทยาการใหม่ๆ มีการส่งข้อมูลผ่านทาง Internet

  1. การทำประโยชน์เพื่อส่วนรวม
ทำประโยชน์ให้แก่สังคม เช่น เลี้ยงอาหารกลางวันกับเด็กกำพร้า
  1. ยอมรับการเปลี่ยนแปลงอย่างมีเหตุผล
การทำงานในองค์กรเมื่อมีการเปลี่ยนแปลง เช่นระบบงานที่ทำอยู่เป็นประจำแล้วมีข้อมูลใหม่ที่ดีกว่าต้องสามารถปรับเปลี่ยนได้ทันที
  1. การคำนึงถึงผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม

ถ้า Process มีของเสียที่เกิดจากกระบวนการผลิตต้องมีระบบบำบัดก่อนปล่อยออกสู่สิ่งแวดล้อม

8.  สร้างวัฒนธรรมและปลูกฝังให้ทุกคนคิดว่าองค์กรที่เราอยู่เปรียบเสมือนเป็นบ้านของเราเองให้คิดแบบ Entrepreneur

สมาชิก

1.      ประชา กองสุข

2.       อรุณี วงษ์กุหลาบ

3.      พันธุ์ทิพย์  น้ำทิพย์

4.      พัทธนันท์ สกุลกฤติ

 

เรียนท่านอาจารย์จีระ อาจารย์พจนารถ และผู้อ่านทุกท่าน Employees Engagement. Leadership Factor. 

Employees ‘ s wants

Managers
1. ตัดสินใจโดยยึดหลักเหตุผล+ความถูกต้อง+ความยุติธรรม OK.
2. Coaching สอนงาน มากกว่าสั่งงานOK. 
3. Motivate ลูกน้องได้ดี OK. แต่ต้องดูความเหมาะสมว่าใคร เหมาะจะจูงใจแบบไหน
4. เปิดโอกาสให้มีส่วนร่วม เชื่อใจ ไว้วางใจ(Open Mind)OK.
5. ประสานงานได้ดี และมี Presentation Skill.OK. 
6. สร้างบรรยากาศที่ดีในการทำงาน (คุ้นเคย ยิ้มแย้มแจ่มใส มีน้ำใจ เข้าถึงทุกคน)OK.
7.เวลาทำดีให้Credit เวลาทำผิดร่วมรับผิดชอบOK. ดูตามความเหมาะสม 
8. เป็นแบบอย่างที่ดีในการปฏิบัติOK. 
9. มี Communication Skill.OK. 
10. ส่งเสริมผู้ที่มีความสามารถอย่างเต็มที่เต็มใจ  ไม่ปิดกั้น OK.ต้องมีการวางแผนรองรับที่ดี หรือถ้าเป็นช่วงที่มี Growth Rate ขององค์กรดี
 สมาชิกกลุ่ม
  1. อโณทัย   แก้วสำอางค์
  2. ชาญธวัช  ฝ่ายหมื่นไวย์
  3. ศิริรัชน์     หินกล้า

เรียนท่านอาจารย์จีระ อาจารย์พจนารถ และผู้อ่านทุกท่าน

  Employees Engagement. 

 Leadership Factor.

 
Employees ‘ s wantsManagers
1. ตัดสินใจโดยยึดหลักเหตุผล+ความถูกต้อง+ความยุติธรรม OK.
2. Coaching สอนงาน มากกว่าสั่งงานOK. 
3. Motivate ลูกน้องได้ดี OK. แต่ต้องดูความเหมาะสมว่าใคร เหมาะจะจูงใจแบบไหน
4. เปิดโอกาสให้มีส่วนร่วม เชื่อใจ ไว้วางใจ(Open Mind)OK.
5. ประสานงานได้ดี และมี Presentation Skill.OK. 
6. สร้างบรรยากาศที่ดีในการทำงาน (คุ้นเคย ยิ้มแย้มแจ่มใส มีน้ำใจ เข้าถึงทุกคน)OK.
7.เวลาทำดีให้Credit เวลาทำผิดร่วมรับผิดชอบOK. ดูตามความเหมาะสม 
8. เป็นแบบอย่างที่ดีในการปฏิบัติOK. 
9. มี Communication Skill.OK. 
10. ส่งเสริมผู้ที่มีความสามารถอย่างเต็มที่เต็มใจ  ไม่ปิดกั้น OK.ต้องมีการวางแผนรองรับที่ดี หรือถ้าเป็นช่วงที่มี Growth Rate ขององค์กรดี
 สมาชิกกลุ่ม
  1. อโณทัย   แก้วสำอางค์
  2. ชาญธวัช  ฝ่ายหมื่นไวย์
  3. ศิริรัชน์     หินกล้า
 
  • ศรีทอง โคตะมะ ,ศรัญญา จำเนียรกาล ,นายสุทธิพงศ์ คงขาว
    IP: xxx.144.211.99
    เขียนเมื่อ 
เรียน อาจารย์ ดร.จีระ ,อาจารย์พจนารถ,อาจารย์ยม และทีมงาน  กลุ่มที่ 6  ศรีทอง โคตะมะ ,ศรัญญา จำเนียรกาล ,นายสุทธิพงศ์ คงขาว นักศึกษาปริญญาโท สาขาการจัดการธุรกิจเกษตรและอุตสาหกรรมอาหาร,สถาบันเทคโนโลยีพระจอมเกล้าเจ้าคุณทหารลาดกระบัง          จากการเรียนกับอาจารย์จีระ, อาจารย์พจนารถในวันที่  13  สิงหาคม 2549  อาจารย์พจนารถได้บรรยายในหัวข้อ  Employees Engagement และได้มอบหมายให้นักศึกษาทำงานกลุ่มเกี่ยวกับ The Seven Factors of Engagement โดยกลุ่มของกระผมได้วิเคราะห์ในหัวข้อ ลักษณะของงาน (Job Tasks) ซึ่งเมื่อมองเรื่องนี้แล้วมีรายละเอียดที่เกี่ยวพันกันก็คือ Impact, Challenge/interest, Status/pride เมื่อทางกลุ่มได้วิเคราะห์ลักษณะงาน (Job Tasks) ได้ข้อสรุปว่างานที่ดีควรมีลักษณะดังนี้1.     งานที่ไม่น่าเบื่อ (Boring) หรืองานที่เราทำประจำเป็นงานชนิดเดียวกันนานๆในองค์เดียวกันจะเกิดความซ้ำซากจำเจในการทำงาน ในองค์กรจึงควรจัดให้มีการเรียนรู้สิ่งใหม่ๆเสมอ เช่น การจัดให้มีการฝึกอบรม,จัดให้มี Job rotation ทุก 3 ปี2.     งานที่สร้างนวัตกรรม (Innovation) หรืองานที่ต้องใช้ความคิดสร้างสรรค์ (Creation)เช่น การสร้างงานวิจัยใหม่ ๆ3.     งานที่มีความท้าทาย เช่นโรงงานมีการขยายสาขาไปต่างจังหวัดแล้วเราได้รับมอบหมายให้ New Plant manager 4.     งานที่ตรงกับความสามารถที่เพิ่มขึ้น เช่น พนักงานทำงานในด้านนี้หลายปีทำให้มีชำนาญสูง จึงมอบหมายให้มีการทำหน้าที่เป็น trainer 5.     งานที่ตรงกับความถนัดทำให้เราสามารถแสดงความสามารถได้อย่างเต็มที่  6.     งานที่สำคัญโดยสามารถที่สร้างชื่อเสียงให้กับตนเองได้ หรืองานที่เป็น Core Business ขององค์กร  โดยองค์กรมีการ Promotion ความสามารถสู่สังคม เช่น งานทางด้านการแพทย์ทางโรงพยาบาลมีการบอกชื่อแพทย์,ชื่อเสียง7.     งานที่ได้รับความไว้วางใจในการทำงาน เช่น ได้รับมอบหมายให้คัดเลือกพนักงานใหม่ที่มีบุคลิกคล้ายกับตัวเรา
สวัสดีค่ะ อ.จีระ , อ.พจนารถ , ทีมงาน Chira Academy และท่านผู้อ่านทุกท่าน ดิฉันและสมาชิกในกลุ่มซึ่งประกอบด้วย 1.     น.ส. ทิพวรรณ   คงเมือง2.     น.ส. ณัฏฐา       มั่นคง3.     น.ส. วิชชุวรรณ   ชอบผลนักศึกษาภาควิชาการจัดการธุรกิจเกษตรและอุตสาหกรรมอาหาร สถาบันเทคโนโลยีพระจอมเกล้าเจ้าคุณทหารลาดกระบังค่ะ จากการที่ได้เรียนในเรื่อง The Seven Factors of Engagement กลุ่มของพวกเราได้รับมอบหมายงานจาก อ.พจนารถในหัวข้อเรื่อง Relationships ที่อาจารย์ถามว่าในฐานะที่เราเป็นบุคลากรในองค์กรเราต้องการอะไรจาก Top Talent ในเรื่อง Relationships ซึ่งในการ share กันของพวกเรา จะแบ่งเป็น 4 ด้าน คือ1.     Coworkers ในเรื่องของผู้ร่วมงาน ควรที่จะมีการแบ่งงานกันทำ มีการช่วยเหลือกัน ใครมีความถนัดด้านไหน ก็แบ่งกันทำ และมีการพูดคุยกันในเรื่องที่ไม่ใช่เรื่องงานบ้าง 2.     Managers ลดช่องว่างระหว่างนายกับลูกน้องให้ได้มากที่สุด มีการรับฟังความคิดเห็นกัน มีการพูดคุยกัน เปิดใจให้กว้าง ไม่มีมุมมองแบบ negative thinking 3.     Customers ในเรื่องของลูกค้า เหมือนกับที่อาจารย์ทุกท่านเคยพูดเสมอว่า เราต้องอ่านใจลูกค้าให้ขาด มองให้เห็นว่าลูกค้าต้องการอะไรถึงจะถูกใจ มีการติดตาม เอาใจใส่ดูแลลูกค้าอย่างที่ลูกค้าเองอาจนึกไม่ถึงว่าเราเองจะทำได้4.     Compettitives เป็นข้อที่เราขอ share เพิ่มเติมจากของอ.พจนารถในเรื่องของคู่แข่ง คือ เราต้องมีความสัมพันธ์ที่ดีกับคู่แข่งของเรา ไม่ได้หมายความว่าต้องมานั่งคุยกันหรือติดต่อกัน แต่เราอย่าทำให้คู่แข่งกลายเป็นศัตรู บางทีเราอาจได้ประโยชน์จากเค้าบ้าง หรือถ้าไม่ได้ประโยชน์ ก็ไม่ทำให้เราเดือดร้อนทั้ง 4 ข้อข้างต้นจะเกิดขึ้นได้ถ้าเรามีความสัมพันธ์ที่ดี ความสัมพันธ์ที่ดีที่จะเกิดขึ้นได้ถ้าเรามี ทุนทางจริยธรรม เริ่มจากตัวของเราเองก่อน ให้เราเป็นคนที่มีคุณธรรมพวกเราคิดว่า คนดีใครๆก็อยากคบด้วยมากกว่าคนที่ไม่ดี เพียงเท่านี้ก็จะทำให้เราเป็นคนที่มีความสัมพันธ์ที่ดีกับคนอื่นได้  และต่อมาเราก็ต้องสร้าง  ทุนทางสังคม ซึ่งจะทำให้เรามี network ที่กว้างมากขึ้นได้ค่ะ และอ.พจนารถก็ถามพวกเราต่อว่า แล้วถ้าเราเป็น Top Talent ในองค์กรนั้น คิดว่าเราจะสามารถให้ในสิ่งที่เค้าต้องการได้ไหม พวกเราคิดว่าสามารถทำได้ ถ้าเราจะเป็น Top Talent ที่ดี ต้องการให้องค์กรของเราดำเนินไปด้วยความราบรื่น เห็นถึงสิ่งที่จำเป็นมากกว่าการทำงานเพียงอย่างเดียว เพราะความสัมพันธ์ที่ดี เป็นการสร้างลูกศรอันใหญ่ ที่ประกอบด้วยลูกศรอันเล็กๆ ที่ชี้ไปในทิศทางเดียวกันอยู่ด้านใน เป็นจุดเริ่มต้นของ Performance Management วิธีการดำเนินงานคือ มีการอนุญาตให้ลูกน้องทำในสิ่งที่ต้องการ แต่ต้องมีขอบเขต ไม่ใช่ว่าเวลางานก็คุยกันแต่เรื่องส่วนตัว หรือถ้าเราไม่ได้คิดในเรื่องนี้ แต่เมื่อเห็นลูกน้องทำ แล้วมันเกิดผลดีก็จงสนับสนุน อย่าปิดกั้น แต่เมื่อเกิดผลเสียเราก็ต้องช่วยลูกน้องแก้ไข หัวหน้าจะต้องเปิดใจให้กว้าง มองถึงสิ่งใหม่ๆ หรือที่เรียกว่า Paradigm shift นั่นเองค่ะขอบคุณค่ะ 
  • ยม "บทเรียนจากความจริงกับ ศ.ดร.จีระ Isreal/Hezbollah และ ทักษิณ/อภิสิทธิ์"
    IP: xxx.9.156.79
    เขียนเมื่อ 

Isreal/Hezbollah และ ทักษิณ/อภิสิทธิ์[1]

 บทความนี้ผมเขียนในวันพุธ ก่อนจะเดินทางไปประชุม APEC/ILO ที่จาการ์ตา ประเทศ อินโดนีเซีย กิจกรรมหนึ่งที่ผมทำในนามของ ประธานคณะทำงานด้านพัฒนาทรัพยากรมนุษย์ของ เอเปก ( APEC HRD Working Group ) ซึ่งดำรงตำแหน่งมา 2 ปีแล้ว ได้ความรู้และเป็นประโยชน์มากต่อคนไทย กิจกรรมทุกเรื่อง ผมจะรายงานให้คนไทยทราบเพราะ
ยุคนี้เป็นยุคของการแบ่งปัน แลกเปลี่ยนข้อมูล การมีสื่อ ไม่ว่าจะเป็นโทรทัศน์ วิทยุ หรือหนังสือพิมพ์ ก็เป็นช่องทางหนึ่งที่ทำให้ผู้อ่านได้ประโยชน์
ในยุคต่อไป องค์กรระหว่างประเทศต่าง ๆ จะทำงานร่วมกันมากขึ้น ต่างคนต่างทำจะไม่สำเร็จ ผมเปิดกว้างให้องค์กรระหว่างประเทศอื่น ๆ มาทำงานร่วมกับ APEC มากขึ้น เช่น OECD หรือธนาคารโลก
การประชุมครั้งนี้ เป็นเรื่องการลดการใช้แรงงานเด็กในหลายประเทศ ซึ่งปัญหาแรงงานเด็กเกิดขึ้นเพราะ
-
ค่าจ้างถูก
-
กฎหมายควบคุมไม่ถึง
-
พ่อแม่ยากจน
-
เด็กไม่ได้เรียนหนังสือ จึงต้องทำงานหาเงิน
จุดอ่อนคือ เด็กขาดโอกาสทางการศึกษา เมื่อเขาอายุ 25 ปีขึ้นไปแล้ว เขาจะทำอะไร อนาคตจะลำบาก เพราะไม่ได้เรียนหนังสือ
APEC/ILO
จึงร่วมมือกัน ลดการใช้แรงงานเด็ก และต้องให้ได้ผลจริง ๆ เพื่อเป็นประโยชน์ต่อเด็ก หาวิธีให้เขาได้รับการศึกษาที่ดี
สัปดาห์ที่ผ่านมา ผมมีกิจกรรม 3 เรื่องที่น่าสนใจ
เรื่องแรกคือ ไปร่วมบรรยายเรื่อง ภาวะผู้นำให้กับกลุ่ม Marketing Guru ในโครงการ Nano MBA ซึ่งทำเป็นครั้งที่ 5 แล้ว การหารือกันเรื่องผู้นำถือว่าเป็นเรื่องสำคัญ เพราะ
-
ผู้นำสร้างได้
-
ผู้นำไม่เกี่ยวกับอำนาจทางกฎหมายหรือตำแหน่ง
-
ผู้นำจะมีทั้งผู้หญิง ผู้ชาย แต่ในปัจจุบันผู้หญิงมีน้อยกว่ามาก
-
เป็นเรื่องจำเป็น เพราะทำให้องค์กรประสบความสำเร็จ
-
ผู้นำแตกต่างกับผู้บริหาร
-
อะไรคือแรงกระตุ้น ( Motivation ) ให้อยากเป็นผู้นำ
-
ผู้นำต้อง
-
เก่งงาน
-
เก่งคน
-
เก่งบริหารการเปลี่ยนแปลง
-
มีคุณธรรม จริยธรรม
ผู้นำมีหลายชนิด
-
แบบมีเสน่ห์ ( Charisma )
-
แบบ Transformation จาก A B
-
แบบเหตุการณ์สร้างผู้นำ ( Situational Leadership )
ผู้นำมีหลายชนิด แตกต่างกัน จะเหมาะกับแต่ละคน ขึ้นอยู่กับสถานการณ์ และความเหมาะสมแต่ละคน
การเรียนรู้ผู้นำ อย่าลอกตำราฝรั่งเท่านั้น ควรจะวิจัยในประเทศไทยมากขึ้น ดูจากจุดอ่อนของเรา/มองตัวเราเอง หรือดูแบบอย่าง Role model
ผมกับเจ้าหน้าที่ระดับสูงของกรมการค้าต่างประเทศได้จัด workshop เรื่องทรัพยากรมนุษย์พันธุ์แท้ ที่น่าสนใจเพราะเป็นการจัดต่อเนื่องเป็นครั้งที่ 2 โดยเน้นทฤษฎีว่า ถ้าจะทำ HR ให้ได้ผล ต้องพัฒนาความเชื่อและศรัทธาก่อน
ผมประทับใจในอธิบดีราเชนทร์ พจนสุนทร เพราะเป็นผู้ที่สนใจการสร้างคุณภาพของคนในองค์กร มานั่งฟังและมีส่วนร่วมทั้ง 3 ชั่วโมง ซึ่งอธิบดีในประเทศไทย ไม่ชอบการเรียนรู้ และเราจะมีการทำงานต่อเนื่องในอนาคต
สรุปการทำ workshop พบว่าเจ้าหน้าที่ระดับสูงของกรมการค้าต่างประเทศอยากเรียนเรื่อง
- Team work
-
การสร้างความรัก ความผูกมิตรในองค์กร
-
การเป็นเจ้าขององค์กร
ซึ่งแต่ละเรื่องน่าสนใจ แต่ทำยาก อย่างน้อย กระทรวงพาณิชย์ได้มองอะไรแบบ Intangible ครับ
อีกเรื่องหนึ่งคือ จากการทำงานร่วมกับ FM 96.5 MHz ผมได้ย้ายรายการจากวันอาทิตย์มาเป็นวันพุธ เวลา 19.30 - 20.30 น. จะมีการพูดเรื่องระยะยาว ที่ผู้ฟังสามารถนำไปใช้ได้ ผมดีใจที่การใช้สื่อของผมได้ประโยชน์มากขึ้น ยุคนี้ต้องนำเอา Ideas ดี ๆ ไปสร้างมูลค่าเพิ่มตลอดเวลา
เมื่อพูดถึงผู้นำ ก็นึกถึงช่วงนี้ที่มีการเปรียบเทียบผู้นำการเมือง 2 คนคือคุณทักษิณ ชินวัตร และคุณอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ หากจะเปรียบเทียบภาวะผู้นำของ 2 คน อย่ามองแบบ static นิ่ง ขอให้มองอย่างรอบคอบ เพราะทุกอย่างมีการเปลี่ยนแปลงตลอดเวลา ผมขอยกตัวอย่าง
เมื่อปี 1967 ในการรบระหว่างยิวกับอียิปต์ ยิวชนะภายในเวลา 5-6 วัน แต่ในวันนี้กว่า 40 ปี ที่ผ่านมา ยิวรบกับกองโจร Hezbollah ทุกคนคิดว่า ยิวต้องชนะอย่างง่ายดายแต่ปรากฏว่า Hezbollah ปัจจุบันปรับยุทธวิธีการรบ สู้กันอย่างสมศักดิ์ศรี อะไรที่เป็นจุดแข็งของการรบของยิว Hezbollah สามารถนำมาปรับปรุงใช้ได้
ปัจจุบันผู้นำการทหารของยิวหรืออิสราเอล ก็ตกใจ ไม่คิดว่าการรบจะยืดเยื้อไปมากมายขนาดนี้
เมื่อกลับมาดูคุณทักษิณ กับคุณอภิสิทธิ์ ในระยะแรก นายกฯทักษิณได้เปรียบ ชนะอยู่หลายช่วงตัว แต่วันนี้ คุณอภิสิทธิ์ปรับปรุงแนวทางของการเป็นผู้นำ จุดแข็งของคุณทักษิณ คุณอภิสิทธิ์ก็นำมาใช้ได้ และหลีกเลี่ยงจุดอ่อนอื่น ๆ เช่น
-
คุณธรรม จริยธรรม
-
เรื่อง Corruption ก็นำมาชี้ให้เห็น
-
สิ่งใดที่เป็นประชานิยมก็จะทำ ทำเพื่อความยั่งยืน เช่น มีกองทุนเศรษฐกิจพอเพียง
-
เน้นเรื่องการลดค่าครองชีพ ทุนนิยมของทักษิณเป็นแบบเน้นการตลาดเต็มตัว แต่ทุนนิยมของคุณอภิสิทธิ์เป็นทุนนิยมแบบยั่งยืน เน้นกระจายผลประโยชน์ต่อทุกกลุ่ม และยังมองเรื่องการศึกษาด้วย สนใจเรื่องสร้างทรัพยากรมนุษย์ให้คนในประเทศอย่างเป็นรูปธรรมด้วย  จีระ หงส์ลดารมภ์
[email protected]

โทร. 02-273-0180, 0-2619-0512-3
โทรสาร 0-2273-0181


[1] http://www.naewna.com/gotocolumn.asp?ID=97

  • ยม "บทเรียนจากความจริงกับ ศ.ดร.จีระ Isreal/Hezbollah และ ทักษิณ/อภิสิทธิ์" (ต่อ)
    IP: xxx.9.156.79
    เขียนเมื่อ 
สวัสดีครับ ศ.ดร.จีระ และท่านผู้อ่านทุกท่าน 
หลังจากผมกลับจากการไปร่วมสัมมนา หาความรู้และดูงานที่ประเทศอินเดีย แล้ว เช้าวันนี้ ผมแสวงหาอาหารทางสมอง เช่นเคย ด้วยการค้นหาข้อมูลข่าวสารจาก Internet   รายการแรกที่ผมอ่านในเช้าวันเสาร์ก็คือ บทเรียนจากความจริง ของ ศ.ดร.จีระ จาก เว็บของ น.ส.พ.แนวหน้า http://www.naewna.com/gotocolumn.asp?ID=97 อาจารย์เขียน เกี่ยวกับ บทเรียนจากความจริง เรื่อง Isreal/Hezbollah และ ทักษิณ/อภิสิทธิ์   ในบทความนี้ ศ.ดร.จีระ เขียน บทเรียนจากความเป็นจริงได้น่าสนใจ ข้อความข้างล่าง แถบสีน้ำเงินคือข้อความที่ผมคัดลอกมาบางส่วนจากบทความที่อาจารย์เขียน ส่วนสีดำเป็นความเห็นของผม ซึ่งมีดังนี้ ครับ
  ยุคนี้เป็นยุคของการแบ่งปัน แลกเปลี่ยนข้อมูล การมีสื่อ ไม่ว่าจะเป็นโทรทัศน์ วิทยุ หรือหนังสือพิมพ์ ก็เป็นช่องทางหนึ่งที่ทำให้ผู้อ่านได้ประโยชน์ จากการทำงานร่วมกับ FM 96.5 MHz ผมได้ย้ายรายการจากวันอาทิตย์มาเป็นวันพุธ เวลา 19.30 - 20.30 น. จะมีการพูดเรื่องระยะยาว ที่ผู้ฟังสามารถนำไปใช้ได้ ผมดีใจที่การใช้สื่อของผมได้ประโยชน์มากขึ้น ยุคนี้ต้องนำเอา Ideas ดี ๆ ไปสร้างมูลค่าเพิ่มตลอดเวลา 
ประเด็นนี้ ผมเห็นด้วยกับ ศ.ดร.จีระ เป็นอย่างยิ่ง เป็นยุค Knowledge-Based Economy  ความรุ่งเรือง ความสำเร็จของสังคม องค์การ ของประเทศชาติ ขึ้นอยู่กับองค์ความรู้ การจัดการความรู้ เช่น สหรัฐอเมริกา ยังคงเป็นมหาอำนาจ ก็เพราะมีการจัดการเรื่องความรู้ดีมาก มีมหาวิทยาลัยชั้นนำของโลกอยู่ที่นั่นหลายแห่ง มีการทำวิจัยเรื่องต่าง ๆ มากมาย ทั้งชีวิตคน ชีวิตสัตว์ ชีวิตการทำงาน และมีการพัฒนาองค์ความรู้ใหม่ ๆ อยู่เสมอ  ส่วนประเทศไทยเราในความเห็นผมเรื่องการจัดการความรู้ ควรต้องเร่งพัฒนา มีนโนยบายสาธารณะด้านการส่งเสริม การจัดการเรื่องการศึกษาทั้งระยะสั้น ระยะยาว โดยเฉพาะเรื่อง ภาษาอังกฤษ วิทยาศาสตร์ IT รวมทั้งด้านจริยธรรม ศีลธรรมอันดีงาม เป็นต้น  คนมีความรู้หลายคน ก็ไม่ได้ทำอย่าง ศ.ดร.จีระ ทำ แต่กลับมีพฤติกรรมตรงกันข้ามคือมีความรู้แต่เก็บความรู้ไว้ ไม่เผยแพร่ ไม่พัฒนาต่อ รู้อยู่คนเดียว แถมหวงวิชา และไม่ชอบให้ใครรู้มากกว่า  ผมไปดูงาน และไปสัมมนาที่ประเทศอินเดีย รัฐ Bankgalore ได้มีโอกาสร่วมสัมมนากับสถานบันการศึกษาและบริษัทที่มีชื่อเสียงด้าน ไอที และผู้ผลิตรถยนต์รายใหญ่อย่าง TOYOTA ที่อินเดีย น่าทึ่งมากที่อินเดียพัฒนาไปไกลแล้ว อินเดียเป็นประเทศที่มีการพัฒนาการจัดการความรู้ได้ดี ศูนย์ไอที ที่ดีที่สุดในโลก อยู่ที่นี่ เป็นแหล่งรวบรวมคนมีความรู้ ความสามารถมารวมไว้ และให้คนเก่ง คนดีเหล่านั้นได้ทำงานร่วมกัน แลกเปลี่ยนความรู้กัน จึงกลายเป็นจุดแข็งของสังคมและประเทศชาติของเขา  
 สัปดาห์ที่ผ่านมา ผมมีกิจกรรม 3 เรื่องที่น่าสนใจ
เรื่องแรกคือ ไปร่วมบรรยายเรื่อง ภาวะผู้นำให้กับกลุ่ม Marketing Guru ในโครงการ Nano MBA ซึ่งทำเป็นครั้งที่ 5 แล้ว การหารือกันเรื่องผู้นำถือว่าเป็นเรื่องสำคัญ เพราะ
-
ผู้นำสร้างได้
-
ผู้นำไม่เกี่ยวกับอำนาจทางกฎหมายหรือตำแหน่ง
-
ผู้นำจะมีทั้งผู้หญิง ผู้ชาย แต่ในปัจจุบันผู้หญิงมีน้อยกว่ามาก
-
เป็นเรื่องจำเป็น เพราะทำให้องค์กรประสบความสำเร็จ
-
ผู้นำแตกต่างกับผู้บริหาร
-
อะไรคือแรงกระตุ้น ( Motivation ) ให้อยากเป็นผู้นำ
-
ผู้นำต้อง
-
เก่งงาน
-
เก่งคน
-
เก่งบริหารการเปลี่ยนแปลง
-
มีคุณธรรม จริยธรรม
ผู้นำมีหลายชนิด
-
แบบมีเสน่ห์ ( Charisma )
-
แบบ Transformation จาก A B
-
แบบเหตุการณ์สร้างผู้นำ ( Situational Leadership )”

เรื่องการไปร่วมบรรยายเรื่อง ภาวะผู้นำให้กับกลุ่ม Marketing Guru ในโครงการ Nano MBA ของ ศ.ดร.จีระ  ผมได้มีโอกาสไปร่วมในงานนี้ด้วย พบว่าการบรรยายให้ความรู้ ของ ศ.ดร.จีระ เป็นการฝึกภาวะผู้นำไปในตัวด้วย  ให้ความรู้ควบคู่กับการฝึกฝน ผมเชื่อว่าในวันนั้น ศ.ดร.จีระ คงเห็นแววผู้นำของผู้เข้ารับการอบรมว่าเป็นอย่างไร เรื่องผู้นำ ที่ ศ.ดร.จีระ บรรยาย และเขียนมาในบทความนี้ เป็นองค์ความรู้ที่สด ไม่ได้ใช้ทฤษฎีแบบดั้งเดิมเอามาสอน แต่เป็นการนำเอาสถานการณ์ ยุคของโลกปัจจุบันและองค์ความรู้ข้ามศาสตร์มาบูรณาการ ออกมาเป็นผู้นำยุคใหม่  และสิ่งที่ผู้นำยุคใหม่ควรมีอย่างยิ่งก็คือ การสามารถบริหารความขัดแย้งให้เป็นคุณค่าแก่ส่วนรวมได้เป็นอย่างดี  
 ผมกับเจ้าหน้าที่ระดับสูงของกรมการค้าต่างประเทศได้จัด workshop เรื่องทรัพยากรมนุษย์พันธุ์แท้ ที่น่าสนใจเพราะเป็นการจัดต่อเนื่องเป็นครั้งที่ 2 โดยเน้นทฤษฎีว่า ถ้าจะทำ HR ให้ได้ผล ต้องพัฒนาความเชื่อและศรัทธาก่อน

เรื่องเผยแพร่องค์ความรู้ด้านทรัพยากรมนุษย์ เราโชคดีที่มี ศ.ดร.จีระ เปิดประเด็นใหม่ ๆ หลายเรื่อง โดยเฉพาะเรื่องการบริหารการพัฒนาทรัพยากรมนุษย์ ทำให้   HR Manager หลายท่านไม่หลงประเด็นไปเน้นแต่ สรรหา คัดเลือก อบรม ก.ม.แรงงานฯ เป็นต้น  เพราะสิ่งที่ ศ.ดร.จีระ แนะนำ จะเป็นรากหญ้าของทรัพยากรมนุษย์ ถ้าทรัพยากรมนุษย์ ไม่มีสิ่งที่ ศ.ดร.จีระ บรรยาหรือแชร์ความรู้ ก็ไม่มีประโยชน์ ที่จะไปทำการสรรหา คัดเลือก อบรม ทำด้านแรงงานสัมพันธ์ฯ ผมจึงมั่นใจว่า สิ่งที่ เจ้าหน้าที่ระดับสูงของกรมการค้าต่างประเทศได้รับ จะมีประโยชน์อย่างมาก   

เมื่อกลับมาดูคุณทักษิณ กับคุณอภิสิทธิ์ ในระยะแรก นายกฯทักษิณได้เปรียบ ชนะอยู่หลายช่วงตัว แต่วันนี้ คุณอภิสิทธิ์ปรับปรุงแนวทางของการเป็นผู้นำ จุดแข็งของคุณทักษิณ คุณอภิสิทธิ์ก็นำมาใช้ได้ และหลีกเลี่ยงจุดอ่อนอื่น ๆ เช่น
-
คุณธรรม จริยธรรม
-
เรื่อง Corruption ก็นำมาชี้ให้เห็น
-
สิ่งใดที่เป็นประชานิยมก็จะทำ ทำเพื่อความยั่งยืน เช่น มีกองทุนเศรษฐกิจพอเพียง
-
เน้นเรื่องการลดค่าครองชีพ ทุนนิยมของทักษิณเป็นแบบเน้นการตลาดเต็มตัว แต่ทุนนิยมของคุณอภิสิทธิ์เป็นทุนนิยมแบบยั่งยืน เน้นกระจายผลประโยชน์ต่อทุกกลุ่ม และยังมองเรื่องการศึกษาด้วย สนใจเรื่องสร้างทรัพยากรมนุษย์ให้คนในประเทศอย่างเป็นรูปธรรมด้วย 
เรื่องประเด็นทางการเมืองที่ ศ.ดร.จีระ เขียนมา ผมเห็นด้วย เห็นว่าคุณอภิสิทธิ์มีการพัฒนารูปแบบการหาเสียงได้ดีขึ้นมาก ก็ขอให้มีการประเมินผล การทำดังกล่าวเป็นระยะและมีการปรับปรุงอย่างต่อเนื่อง ก็จะยิ่งเก่งและดีขึ้น   ที่สำคัญ การหาเสียงของทั้งสองฝ่ายควรคำนึงถึงกระแสพระราชดำรัสของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว เมื่อวันที่ 9 มิ.ย. 2549 พระราชดำรัส 4 ข้อนี้ ขอให้นักการเมืองทั้งหลาย นำไปช่วยปฏิบัติ เป็นการเผยแพร่ และเป็นตัวอย่างที่ดีแก่เยาวชนรุ่นหลัง พระราชดำรัส 4 ข้อ[1] ดังกล่าวได้แก่
  1. จะคิด จะพูด จะทำ ก็ขอให้มีเมตตามุ่งดีต่อกัน ไม่ใช่ฟัดกันกัดกันตลอดเวลา
  2. ให้ช่วยเหลือประสานงานสามัคคีกัน ต้องช่วยเหลือ ซึ่งกันและกัน ประสานประโยชน์กัน ทำงานช่วยเหลือตัวเองด้วย แก่ประเทศชาติด้วย คิดแบบบูรณาการ ความจริงคิดแค่ทำประโยชน์ให้ประเทศชาติอันเดียวก็หมดแล้ว
  3. ให้ปฏิบัติตนอยู่ในกฎระเบียบ เคารพกฎหมายให้เท่าเทียมเสมอกัน ไม่ใช่กลุ่มนี้ปฏิบัติอย่าง กลุ่มนี้พรรคพวกกันก็ช่วยกันอย่างนั้นไม่ได้ กฎระเบียบ กฎหมาย แบบแผน ระเบียบต้องให้ความเคารพ และ
  4. ต้องพยายามทำความคิดความเห็นของตัวเองให้ถูกต้องมั่นคง มีเหตุผล อย่าทำอะไรด้วยอารมณ์ ตัณหา กิเลส ต้องมีอยู่ในเหตุผล และปฏิบัติไปในทิศทางเดียวกัน จะขัดแย้งกันบ้าง แต่เมื่อตกลงกันแล้วก็เดินไปในทิศทางเดียวกันเสีย ไม่ใช่กัดกันไปเรื่อยๆอย่างนี้ก็ไม่รู้จะจบกันตรงไหน ทรงรับสั่งไว้ 4 ข้อ คนไทยปฏิบัติกันได้ประเทศชาติก็อยู่ได้
  ศ.ดร.จีระ ยังมีรายการโทรทัศน์สู่ศตวรรษใหม่ทาง ช่อง 11 ทุกวันอาทิตย์แรกของเดือน เวลา 14.00-15.00 น. และออกอากาศอีกทีทาง UBC 7 ทุกวันอาทิตย์ที่ 2 ของเดือนเวลา 14.00-15.00 น. และรายการคิดเป็นก้าวเป็นกับดร.จีระ ทาง UBC 7 อาทิตย์ที่ 1,3 และ 5 ของเดือนเวลา 13.00-13.50 น. นอกจากนั้นยังมีรายการวิทยุ knowledge for people วันพุธ เวลา 19.30 - 20.30 น. ทางสถานีวิทยุ อสมท. F.M. 96.5 MHz Hz   คอลัมน์บทเรียนจากความจริงกับดร.จีระของหนังสือพิมพ์แนวหน้าทุกวันเสาร์หน้า 5 และรายการเศรษฐกิจพอเพียงกับโลกาภิวัตน์ ทาง ททบ. 5 ทุกวันอังคารและวันพุธ เวลา 9.55 น. 10.00 น. หรือทาง http://www.chiraacademy.com/  

ผมขอเชิญท่านติดตามศึกษาหาความรู้ จากผลงานของ ศ.ดร.จีระ และร่วมกันแสดงความคิดเห็น สะสมสร้างทุนทางความรู้ ทุนทางปัญญา และทุนทางสังคม ใน Blog นี้ ครับ 

 

 

ขอความสวัสดีจงมีแด่ทุกท่าน  
 
ยม   
เรียนอาจารย์ศ.ดรจีระ   อาจารย์พจนารถ   กลุ่มที่ 1 ขอนำเสนอ
งานกลุ่มที่ 1 Total compensation
สมาชิกกลุ่ม
  1. นายวิทิต  เลิศนิมิตมงคล
  2. นายปรัชญา  เคียนงาม
  3. น.ส.สุพัชชา  ขับกล่อมส่ง                 
  4. น.ส.กัลย์สุดา  วังชนะชัย

ค่าตอบแทนที่ขอไว้
·    เกียวกับด้านการเงิน
    (1.)เงินเดิน อย่างน้อยต้องได้มากกว่าฐานเงินเดือนของเขตจังหวัดนั้น
     (2.) Bonus ,Commition , Insentive 
     (3.) กองทุนเงินสะสม
     (4.) ค่าล่วงเวลา(OT)
     (5.) ขึ้นเงินเดือนทุกปี


·    สวัสดิการเกี่ยวกับคุณภาพชีวิต
   (1.)ประกันสังคม ประกันภัย
    (2.) กองทุนเลี้ยงชีพ
    (3.) เบิกค่าใช้จ่ายพยาบาล
    (4.) ทุนการศึกษาต่อ
    (5.) บ้านพัก หรือเงินค่าที่ค่าพัก พร้อมสิ่งอำนวยความสะดวกครบครัน
    (6). รถยนต์ประจำตำแหน่ง  พร้อมค่าน้ำมัน

  ·  สวัสดิการด้านความสุข
(1.)    จัดงานเลี้ยงสังสรรค์ประจำเทศกาล
(2.)    วันหยุด วันหยุดพักผ่อน เทศกาล
(3.)    จัดท่องเที่ยว   

    - โดยค่าตอบแทนที่เราจะได้จากบริษัทก็จะสามารถแบ่งออกเป็นค่าตอบแทนที่ได้ประจำทุกเดือน และค่าตองแทนแบบแฝงคือ ไม่ได้รับทันที หรือได้รับทางอ้อม เช่น สวัสดิการเบิกค่ารักษาพยาบาล  และอาจจะรวมถึงความสุขที่ไม่ได้เป็นตัวเงินโดยตรงด้วย

·    -ในมุมมองของผู้ประกอบการหรือผู้บริหาร
เนื่องจากผลตอบแทนที่กล่าวไว้ข้างต้นอาจเป็นกลยุทธ์ที่จะใช้ในการดึงผู้ที่มีความสามารถในแต่ละสาขานั้นมาทำงานให้กับองค์กร เพื่อให้เกิดความก้าวหน้าและพัฒนาไปในทิศทางที่ดีขึ้น
สิ่งที่ขอไว้จะได้ครบหรือไม่ ทางผู้ประกอบการจะเป็นผู้อนุมัติ แต่โดยปกติจะได้ครบตามกฎหมายแรงงาน  จะได้มากหรือน้อยเพียงใดก็จะต้องพิจารณาจากผลประกอบการหรือผลกำไรของบริษัทนั้นว่าอยู่ในระดับใดจะมีบางตำแหน่งงานที่อาจจะได้มากกว่าตำแหน่งงานอื่นๆ เช่น ผู้จัดการแผนก หรือระดับผู้บริหาร แต่สิ่งที่ได้นั้นจะต้องคุ้มค่ากับต้นทุนที่เสียไปกับสวัสดิการดังกล่าว เพราะบางบริษัทที่ประสบปัญหาทางการเงิน หรือประสบปัญหาทางธุรกิจที่อาจจำเป็นต้องมีการปรับลดต้นทุนในส่วนนี้ก็อาจทำความเข้าใจหรือข้อตกลงกันก่อนเพื่อไม่ให้เกิดความขัดแย้งกันระหว่างผู้ประกอบการกับลูกจ้าง ส่วนรายละเอียดของแต่ละบุคคลนั้นก็ให้ผู้บังคับบัญชาในสายงานนั้นๆพิจารณาและนำเสนอที่ประชุมต่อไป

         -โดยปกติทุกอย่างจะขึ้นอยู่กับความเหมาะสมกับผลประโยชน์ที่ได้กับค่าตอบแทนที่ได้รับ ถ้าตราบใดที่ยังเป็นลูกจ้างก็จะต้องขึ้นอยู่กับบริษัทอยู่ หากใครอยากได้มากกว่านี้ก็ต้องมาพิจารณาดูตัวของเราว่าเรามีความสามารถเพียงใดก่อน แล้วจะต้องพัฒนาเพิ่มขึ้นอีกเท่าไรถึงจะดี   จะได้ไม่ต้องคิดมากเรื่องเงิน

     เรียน ศ.ดร.จีระ  อ.พจนารถ และทีมงาน จากการเรียนเรื่อง  Employees Engagement อ.พจนารถ ได้ให้วิเคราะห์ปัจจัยที่ทำให้พนักงานเกิดความรักองค์กร โดยสมาชิกในกลุ่มประกอบด้วย
1. นางสาวพรชนก สุขอาจ
2. นางสาวจุฑาวรรณ เทพลิบ
3. นางสาวศมน อิศรางกูร ณ อยุธยา
4. นางสาวปรียานันท์  ไทยงามศิลป์


              ได้วิเคราะห์ในหัวข้อ Quality of life ได้ร่วมกันวิเคราะห์การสร้างคุณภาพชีวิตดังนี้
ความต้องการของ Top Talent ข้อเสนอแนะ
 
1.ต้องการเงินเดือน สิ่งตอบแทน  เงินชดเชยให้เหมาะกับปริมาณงาน ความสามารถที่เขาได้เสียสละไป  เพื่อนำมาใช้ในการยังชีพอย่างเพียงพอ       สามารถให้ได้ ขึ้นอยู่กับภาระงาน และความสามารถของพนักงานเอง อาจมีทั้งเงินเดือนและค่าตอบแทนพิเศษ(Bonus)
 
2.มีการให้สวัสดิการต่างๆเช่น
- มีบ้านพักพนักงาน/จัดรถรับ -  ส่งคนงาน  เพื่อความสะดวกในการเดินทาง/เพิ่มเวลาพักผ่อน ไม่ให้มีภาวะความเครียดระหว่างเดินทาง 
- อาจเปลี่ยนนโยบายรับพนักงานที่อาศัยไม่ไกลจากที่ทำงานเพื่อลดภาระการจัดหาที่พักให้กับพนักงาน
- การมีบ้านพักให้อาจทำให้พนักงานเกิดความกระตือรือร้นในการทำงาน
- เบิกค่าเล่าเรียนบุตรได้  พนักงานหมดความกังวลในเรื่องค่าใช้จ่ายที่เพิ่มขึ้น - มีการเพิ่มเงินเดือนให้ตามความสามารถ พนักงานสามารถรับผิดชอบค่าใช้จ่ายในส่วนนี้ได้เองโดยไม่จำเป็นต้องเบิก
- มีการดูแลสุขภาพร่างกาย  และจิตใจให้กับคนงานจัดตั้งสถานเลี้ยงเด็กภายในองค์กร เพราะเราไม่สามารถปฏิเสธ  ได้ว่ามนุษย์เรานั้นต้องมีครอบครัว  มีลูกเป็นความผูกพันที่ยิ่งใหญ่  ความห่วงใยของพ่อแม่ที่มีต่อลูกจึงมีความสำคัญยิ่ง  และให้หยุดงานประมาณครึ่งชั่วโมงในตอนเช้า และบ่าย เพื่อใช้เวลาอยู่กับลูกเขาเหล่านั้น  การจัดตั้งสถานเลี้ยงเด็กภายในองค์กรนั้น   ยังไม่มีผลรับรองที่ชัดเจนว่าการปฏิบัติเช่นนี้  จะสามารถเพิ่มการปฏิบัติงานของพนักงานได้จริง  และโปรแกรมของสถานเลี้ยงเด็กค่อนข้างแพง  ซึ่งองค์กรอาจจะสูญเสียเงินหรือ  ทรัพยากรโดยสูญเปล่าได้  และการกระทำนี้ไม่สามารถตอบสนองกับพนักงานทุกคน   
-ให้สวัสดิการด้านการรักษาพยาบาล ด้านการเจ็บป่วย  หรือจัดให้มีการทำฟันฟรีในองค์กร มีการตรวจสุขภาพประจำปี/มีการปฐมพยาบาลในกรณีฉุกเฉิน
เพื่อให้เกิดความมั่นใจว่า ไม่ได้รับผลกระทบด้านสุขภาพจากการทำงาน - เพื่อดูแลสุขภาพพนักงานให้มีความปลอดภัย และทำให้การทำงานมีประสิทธิภาพ
3.จัดให้มีการปฐมนิเทศน์ ก่อนที่จะมีการปฏิบัติงานจริง โดยเฉพาะอย่างยิ่งลูกจ้างที่ทำงานเกี่ยวกับเครื่องจักรในโรงงาน  ให้เค้าได้รู้จักใช้เครื่องจักรโดยถูกวิธีและมีความปลอดภัยในชีวิต รวมถึงให้ในส่วนอื่นๆที่เกี่ยวข้อง เพื่อให้เกิดความมั่นใจในการทำงานมากขึ้น เกี่ยวข้องกับประสิทธิภาพของงานด้วย เพราะถ้าพนักงานไม่รู้จะทำงานอย่างไรก็จะได้ผลที่ไม่ตรงกับความต้องการขององค์กรหรือเกิดความเสียหายต่อองค์กร
4.ได้รับการชื่นชมหากปฏิบัติงานได้ดี ให้เกิดความรู้สึกว่าทำดีได้ดี มีความภูมิใจและมีความสุขในสิ่งที่ทำ มีการประกาศพนักงานดีเด่นประจำปี อาจมีการให้รางวัลเล็กน้อยๆเพื่อให้พนักงานเกิดความภูมิใจและอยากจะทำให้ดีขึ้นอีก และเป็นแบบอย่างกับพนักงานคนอื่นด้วย
6.ได้รับความรู้ใหม่ๆ เช่น การเปลี่ยนแปลงกฎหมายที่เกี่ยวข้องกับงาน มีการนำอุปกรณ์ ระบบใหม่มาใช้ เพื่อให้เกิดความรู้สึกถึงความไม่อยู่กับที่ มีการเพิ่มความรู้ใหม่ๆ และความมั่นใจว่าสามารถทำงานได้ถูกต้องและปลอดภัย มีการเชิญผู้มีความรู้มาอบรมพนักงาน หรือการคัดเลือกพนักงานออกไปดูงาน/อบรมกับหน่วยงานภายนอก โดยมีการผลัดเปลี่ยนพนักงานไป เพื่อไม่ให้เกิดความรู้สึกเลือกที่รักมักที่ชัง แต่ก็ดูถึงความเหมาะสมประกอบด้วย
7.มีความก้าวหน้าในหน้าที่การงาน มีการมอบหมายงานใหม่ๆ ที่เพิ่มระดับความยาก/ความสำคัญ เพื่อให้รู้สึกถึงความก้าวหน้าในหน้าที่การงาน
8.มีบริเวณพักผ่อนหลังจากเครียดกับการทำงาน
เช่น มีห้อง Fitness  ไว้ออกกำลังกายหลังจากเลิกงานทั้งนี้เพื่อสุขภาพที่ดีของพนักงานและสามารถที่จะทำงานได้อย่างมีประสิทธิภาพต่อไป จัดมุมพักผ่อนให้พนักงานตามสมควรและเพียงพอ
9.จัดให้มีการท่องเที่ยวประจำปีและมีการสันทนาการในหมู่คณะ  เพื่อเสริมสร้างความสามัคคีให้กับพนักงานและได้พักความเหนื่อยล้าจากการทำงาน อาจเป็นการสร้างแรงจูงใจแก่พนักงาน เช่น ถ้าบริษัทได้รับผลกำไรเพิ่มจะมีการจัดกิจกรรมนอกสถานที่

  

 

 หมายเหตุ : 
          ทั้งนี้การตอบสนองความต้องการตามที่เสนอแนะนั้น ขึ้นอยู่กับความเหมาะสมขององค์กร เช่น “ความจำกัดทางด้านการเงิน”   ทำให้นายจ้างไม่สามารถตอบสนองความต้องการข้างต้นได้หมดทุกข้อ  เพราะอาจทำให้องค์กรอยู่ไม่รอด   ส่งผลให้พนักงานเกิดการตกงาน ทำให้ภาวะแย่เพิ่มมากขึ้นอีก จึงควรคำนึงความเหมาะสมด้านต่างๆประกอบด้วย

 

           บทความเหล่านี้เป็นส่วนหนึ่งที่สมาชิกในกลุ่มได้แสดงความต้องการด้านคุณภาพชีวิตในการทำงาน และสำหรับข้อเสนอแนะ  ได้นำมาจากความคิดเห็นในกลุ่มและข้อเสนอแนะจากอ.พจนารถ และเพื่อนๆคะ

สวัสดีครับ ท่านอาจารย์ จีระ หงส์ลดารมภ์  อาจารย์ยม นาคสุข และ อาจารย์ พจนารถ ซีบังเกิด  ในวันอาทิตย์ที่ 13/8/06 ทางท่านอาจารย์ พจนารถ ซีบังเกิด  ในส่งในเรื่อง ถ้าเราเป็นผู้บริหารแล้ว ในเรื่อง Employees Engagement  ทีมี 7 เป็นปัจจัย ผมได้ปัจจัยที่เป็น ค่าตอบแทน หรือผลตอบแทน ว่าจะให้ได้หรือเปล่า ในแต่ละข้อที่เขียนมา จากทั้งหมดที่เสนอไป ทั้งหมดล้วนแต่เป็น สิ่งที่เคยได้รับแล้วทั้งนั้น แล้วแต่กำไรที่ได้จากผลประกอบการ ก็จะได้ทั้งหมด ถ้าได้กำไรน้อยหรือทุนเพิ่มขึ้นในแต่ละปีก็จะตัดบ้างส่วนออก สรุป แล้วแต่ผลกำไรของบริษัทในแต่ละปีครับ พิจารณา เป็นปีๆไปครับ ว่าได้อะไรบ้างหรือได้ทั้งหมด ยกเว้นที่มีกฎหมายกำหนดจะได้ทุกปีครับ ขอบคุณครับ                                               
 กราบเรียนอาจารย์ ศ.ดร.จีระ และสวัสดีเพื่อนๆ นักศึกษาทุกท่าน ในนามสมาชิกกลุ่ม ที่ประกอบด้วย    1.นายวิทิต เลิศนิมิตมงคล                   2.นางสาวจุฑาวรรณ เทพลิบ                   3.นางสาวพัทธนันท์ สกุลกฤติ                   4.นายประชา กองสุข                   5.นายปรัชญา พุดดี                   6.นางสาวศรัญญา จำเนียรกาล ได้วิเคราะห์ถึงจุดเด่น จุดด้อย และประโยชน์จากเนื้อหาในหนังสือเรื่อง How Would You Move Mount Fuji? ได้ดังนี้  

จุดเด่นของเนื้อหาในหนังสือเล่มนี้ คือ

  • หนังสือเล่มนี้บอกถึงวิธีคัดเลือกผู้ที่มาสมัครงานของบริษัท ไมโครซอฟท์ ซึ่งมีวิธีแตกต่างจากบริษัททั่วไป คือ มีการตั้งคำถามในการสัมภาษณ์แบบเป็นปริศนา เพื่อทดสอบ ไอ-คิว และ อี-คิว ของผู้สมัคร ส่วนคำตอบจะไม่มีถูกหรือผิด แต่เป็นการถามเพื่อต้องการดูความคิดสร้างสรรค์ ดูศักยภาพของกระบวนการคิด เพราะงานบางอย่างต้องใช้นวัตกรรมทางความคิดค่อนข้างสูง โดยวิธีการนี้กำลังเป็นที่นิยมในงานด้านสรรหาทรัพยากรมนุษย์
 
  • ในหนังสือมีการรวบรวมคำถามที่เป็นปริศนา แปลกประหลาด ซับซ้อน แต่ชวนให้คิดตาม ซึ่งเมื่อได้คิดตามก็จะเกิดกระบวนการทางความคิดเพื่อให้เข้าใจในคำถามนั้น การเข้าใจในคำถาม ก็คือ การค้นพบคำตอบ และคำตอบนั้นไม่มีถูกหรือผิด แต่จะเน้นในเรื่องของกระบวนการคิดหาคำตอบมากกว่าแนวทางในการตอบคำถามไว้ ซึ่งความรู้จากตรงนี้สามารถนำไปประยุกต์ใช้กับชีวิตจริงได้ เพราะบางคนอาจจะอยู่ในองค์กรที่มีลักษณะการคัดเลือกพนักงานโดยใช้วิธีแบบบริษัทไมโครซอฟท์ ทำให้สามารถรับมือได้อย่างถูกต้อง
     ตัวอย่างคำถาม เช่น คำถามเกี่ยวกับ  TennisTournament ที่มีผู้เข้าแข่งขันทั้งหมด      127คน จะต้องมีการแข่งขันทั้งสิ้น 63 match กับนักเทนนิสทั้งหมด 126 คน  โดยมีนัก      เทนนิสคนหนึ่งต้องแพ้ byeไป   ในการแข่งขันรอบถัดไป ก็จะเหลือนักเทนนิส 64 คน         แข่งกัน 32 match    ถามว่า การแข่ง Tennis ครั้งนี้ผู้ชนะต้องแข่งทั้งหมดกี่ matches  คำตอบ ที่หนังสือให้ไว้คือ 126 matches อธิบายง่ายๆว่า ในการแข่งขันนี้นักเทนนิส 1      คนต้องแข่ง 1 match เพื่อชนะคู่แข่งขันแต่ละคน  ดังนั้นนักเทนนิสทั้งหมด 126 คน     จำเป็นต้องแข่งชนะ126 ครั้งจึงจะได้เป็นแชมป์   
  • เนื้อหาในหนังสือชี้ให้เห็นว่าผู้ประกอบการที่จะประสบความสำเร็จในธุรกิจคือ เป็นผู้ที่ต้องมีความรู้หลายด้าน เอาใจใส่ต่อทุกรายละเอียดของธุรกิจ ยกตัวอย่าง จาก บิล เกตส์ ที่นอกจากจะเป็นอัจฉริยะในด้านเทคโนโลยีคอมพิวเตอร์แล้ว ยังมีความรู้ในด้านจิตวิทยาของมนุษย์อีกด้วย เห็นได้จากลักษณะรูปแบบการตั้งคำถามเพื่อคัดเลือกพนักงาน ซึ่งทำให้สามารถค้นหาดาวเด่น (Talent) มาพัฒนาองค์กรได้ นอกจากนี้การคิดนอกกรอบและการมีมุมมองแบบ Paradigm shift จะก่อให้เกิดการพัฒนา หากนำความคิดเหล่านั้นไปใช้ได้อย่างถูกต้องและสร้างสรรค์ ยกตัวอย่าง คำถามที่ใช้คัดเลือกผู้สมัครงานของบริษัทไมโครซอฟท์
      

จุดด้อยของเนื้อหาในหนังสือเล่มนี้

 
  • เนื้อหาของหนังสือเล่มนี้อาจใช้ได้กับเฉพาะบางกลุ่มองค์กรและธุรกิจบางประเภทที่มีลักษณะงานที่เน้นการใช้ความคิดสร้างสรรค์หรืองานที่เกี่ยวกับการสร้างนวัตกรรมใหม่ๆเป็นหลัก เพราะธุรกิจเหล่าต้องการพนักงานที่มีความสามารถในด้านนี้โดยตรง ส่วนในบางองค์กร เช่น หน่วยงานราชการ ที่เป็นงานเกี่ยวกับการอยู่ดี กินดี ของประชาชน อาจจะไม่ได้ใช้ประโยชน์จากเนื้อหาในหนังสือเล่มนี้โดยตรง แต่สามารถนำไปประยุกต์ใช้งานในบางส่วนได้
 
  • ลักษณะคำถามที่ปรากฏในหนังสือเล่มนี้เป็นคำถามเชิงปริศนา เชิงตรรกะ ซึ่งไม่มีคำตอบที่ถูกหรือผิด ขึ้นอยู่กับทัศนคติของผู้ตอบคำถามแต่ละคน และจุดประสงค์ของผู้ถามคำถามนั้น วิธีการวัดความสามารถจากการตอบคำถามเหล่านี้จึงอาจจะไม่ใช่วิธีที่ดีที่สุดและไม่ใช่ขั้นตอนสุดท้ายในการคัดเลือกหาดาวเด่น (Talent) แต่สามารถใช้เป็นส่วนหนึ่งในการตัดสินใจได้
 
  • เนื้อหาในหนังสือเล่มนี้จะอ้างอิงจากข้อมูลของบริษัท ไมโครซอฟท์ ของ บิล เกตส์ เป็นหลัก ซึ่งเป็นองค์กรที่ประสบความสำเร็จในธุรกิจอย่างสูง อย่างไรก็ตามแต่ละองค์กรย่อมมีการบริหารจัดการงานในด้านต่างๆที่แตกต่างกันขึ้นกับรูปแบบของธุรกิจ  องค์กรอื่นๆอาจไม่สามารถใช้ประโยชน์จากเนื้อหาในหนังสือเล่มนี้ได้โดยตรง แต่สามารถใช้เป็นแนวทางโดยการนำเนื้อหาไปปรับปรุงแล้วประยุกต์ใช้ ให้เหมาะสมกับรูปแบบธุรกิจขององค์กรนั้น
           อย่างไรก็ตามเมืองไทยอาจจะไม่มีบริษัทอย่างไมโครซอฟท์ แต่บางบริษัทอาจจะนำเอาวิธีการนี้ไปทดลองใช้บ้าง คงไม่แปลกอะไร ซึ่งหนังสือเล่มนี้น่าจะให้คำตอบได้ไม่น้อยเลย คุ้มค่าอย่างมาก ด้วยความเคารพอย่างสูง  

 

 
  • ยม "บทเรียนจากความจริง กับ ศ.ดร.จีระ เศรษฐกิจพอเพียงกับโลกาภิวัฒน์"
    IP: xxx.9.160.113
    เขียนเมื่อ 
 สวัสดีครับ ศ.ดร.จีระ และท่านผู้อ่านทุกท่าน
 เช้าวันนี้ ผมแสวงหาอาหารทางสมอง เช่นเคย ด้วยการค้นหาข้อมูลข่าวสารจาก Internet   รายการแรกที่ผมอ่านในเช้าวันเสาร์ก็คือ บทเรียนจากความจริง ของ ศ.ดร.จีระ จาก เว็บของ น.ส.พ.แนวหน้า  http://www.naewna.com/gotocolumn.asp?ID=97 อาจารย์เขียน เกี่ยวกับ บทเรียนจากความจริง เรื่อง เศรษฐกิจพอเพียงกับโลกาภิวัตน์   ในบทความนี้ ศ.ดร.จีระ เขียน บทเรียนจากความเป็นจริงได้น่าสนใจ ข้อความข้างล่าง แถบสีน้ำเงินคือข้อความที่ผมคัดลอกมาบางส่วนจากบทความที่อาจารย์เขียน ส่วนสีดำเป็นความเห็นของผม ซึ่งมีดังนี้ ครับ 

 

สัปดาห์นี้ ผมมี 3 เรื่องมาแบ่งปันให้ได้รู้กัน
เรื่องแรกคือ ได้รับเชิญไปเป็นองค์ปาฐก ( keynote ) ของการประชุมนานาชาติ Science and Technology for Sustainable Development of the Greater Mekong Sub-region 

เรื่องที่สอง ตั้งแต่วันที่ 18 กันยายน เป็นต้นไป เราจะจัดรายการโทรทัศน์เพื่อเทิดพระเกียรติพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว เรื่อง เศรษฐกิจพอเพียงกับโลกาภิวัตน์ ทางช่อง 11 เวลาประมาณ 10.30 น. วันละ 5 นาที สุดท้ายวันพุธที่ 16 สิงหาคม มูลนิธิพัฒนาทรัพยากรมนุษย์ระหว่างประเทศได้จัด Learning forum เรื่อง Lesson study in Mathematics เป็นครั้งที่ 2 

สัปดาห์นี้ ศ.ดร.จีระ เขียนบทเรียนจากความจริง ท่านได้ทำสิ่งดีมีประโยชน์กับสังคมแล้วนำมาเขียนให้ศึกษาครั้งนี้ 3 เรื่อง เป็นสิ่งที่นักศึกษา ลูกศิษย์ ลูกหา ของอาจารย์ควรเอาอย่างอยู่สองประการ

ประการแรก  คือเรื่องการทำงานเพื่อประโยชน์ส่วนรวม แบบข้ามศาสตร์  อาจารย์ทำงานที่เป็นประโยชน์เพื่อส่วนรวมประเทศชาติ มากกว่าเพื่อส่วนตน ตรงนี้น่ายกย่องสรรเสริญ และควรยึดถือเป็นตัวอย่างที่ดี  

ประการที่สองเรื่องการเขียน ศ.ดร.จีระ เขียนบรรยายสิ่งที่ปฏิบัติภารกิจในสัปดาห์ สรุปเป็นเรื่อง ๆ สามเรื่อง ให้ผู้สนใจได้อ่านหาสาระได้หลากหลาย   ที่สำคัญคือแนวทางในการเขียนสรุป ของท่าน ศ.ดร.จีระ ทำได้ดีไม่ติดขัด ถึงแม้เป็นสามเรื่อง แต่ก็ดูเหมือนเรื่องเดียวกัน โดยใช้วันเวลา เป็นตัวเรียงลำดับเรื่องราว คือวันที่ 15 16 และ วันที่ 18  อ่านได้เข้าใจง่าย เป็นหลักการเขียนเรื่องที่เข้าใจยากให้เข้าใจง่าย ถ่ายทอดความคิดผ่านสื่อได้เป็นอย่างดี และที่สำคัญคือการสอดแทรกข้อคิด ที่ชวนให้ศึกษาและเกิดปัญญาได้ดี 
มีนักวิทยาศาสตร์ที่เป็นอาจารย์มหาวิทยาลัยและนักวิจัย จากกลุ่มประเทศลุ่มแม่น้ำโขงมากันมากมายกว่า 300 คน เช่น ลาว กัมพูชา เวียดนาม จีน นอกจากนี้ ยังมีมาจากสหรัฐอเมริกาและอังกฤษด้วย  ในฐานะที่เป็นกรรมการสภามหาวิทยาลัยขอนแก่น มีความรู้สึกว่าการประชุมเช่นนี้ทำให้มหาวิทยาลัยขอนแก่น มีภาพลักษณ์ที่ดี มีชื่อเสียงและสร้างความสัมพันธ์ที่ดีต่อประเทศเพื่อนบ้าน ทั้งเรื่อง networking หรือการร่วมพันธมิตรทางวิชาการ การวิจัย การสร้างการทูตภาคประชาชน ( People to People Diplomacy : PPD)”
ศ.ดร.จีระ เป็นกรรมการสภามหาวิทยาลัยหลายแห่ง ม.ขอนแก่นโชคดีที่มี ศ.ดร.จีระ ร่วมอยู่ในสภาฯ เพราะท่านเป็นผู้ทรงคุณวุฒิที่มีความรู้ สดเสมอ และเป็นผู้มีความเมตตา มีคุณธรรม จากประโยคนี้ ทำให้ทราบว่า มหาวิทยาลัยขอนแก่น และคณาจารย์ที่นั่นทำงานใหญ่เพื่อชาติ  การที่มีนักวิชาการ นักวิจัย จากกล่มประเทศลุ่มแม่น้ำโขง และสหรัฐอเมริกา อังกฤษ มาร่วมกิจกรรมนี้ นอกจากจะเป็นการทำงานด้านวิชาการระดับชาติแล้ว ยังเป็นการส่งเสริมด้านการทูต ด้วย ผมคิดว่าเนื้อหาสาระที่เสวนากันน่าจะเป็นเรื่องสำคัญระดับชาติและความร่วมมือต่อกัน คงไม่มาคุยกันเรื่องต้นไม้ข้างถนน หรือขยะในชุมชน 
 โดยพูดเรื่อง ทุนแห่งความยั่งยืนในทฤษฎี 8 K's มานาน ความยั่งยืนเป็นทุนเพราะการจะได้ความยั่งยืน ต้องเสียสละเพื่ออนาคต ซึ่งวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี เป็นตัวทำให้เกิดความยั่งยืนอย่างแท้จริง นักการเมืองควรต้องรู้ 
เรื่องทุนแห่งความยั่งยืน ผมเห็นด้วยกับ ศ.ดร.จีระ ทุนแห่งความยั่งยืน เป็นสิ่งสำคัญ การบริหารกิจการบ้านเมืองก็ดี นโยบายสาธารณะต่าง ๆ ก็ดี นโยบายพรรคการเมืองต่าง ๆ ก็ดี ควรคิดถึงความยั่งยืนให้มากกว่าที่เป็นอยู่ ผมได้เรียนรู้เรื่องทุนแห่งความยั่งยืน และการจะทำสิ่งใด ก็ตามขอให้คิดถึงความยั่งยืน จาก ศ.ดร.จีระ  ศ.ดร.บุญทัน ศ.ดร.ติน ศ.ดร.อุทัย อาจารย์แม่คุณหญิงเต็มศิริ และจากบทความต่าง ๆ ของ ศ.ดร.ป๋วย โดยเฉพาะอย่างยิ่งจากพระบรมราโชวาทของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวในเรื่อง เศรษฐกิจพอเพียง  ประเทศเราผมคิดว่า ยังขาดทุนแห่งความยั่งยืนอยู่มาก รัฐบาลหรือผู้เกี่ยวข้องกับการศึกษาควรจัดให้ครู อาจารย์ผู้สอนนักเรียนตั้งแต่ประถม มัธยม ให้มีองค์ความรู้ รู้จริงเกี่ยวกับทุนแห่งความยั่งยืน และปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียง  รวมทั้งทุนตามทฤษฎี 8K’s ของ ศ.ดร.จีระ เพื่อให้บรรดาครูทั้งหลายได้เข้าใจ เพื่อนำไปสอนนักเรียนได้อย่างถูกต้อง ไม่ใช่ไปสอนเด็กว่า เศรษฐกิจพอเพียงคือการจัดการพื้นที่น่าอย่างไร 
ผมจึงนำเอาความคิดของ พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว มาประยุกต์ เรียกว่า 6 ปัจจัยของความยั่งยืน ( Chira 's 6 factors ) ซึ่งผมจะสรุปว่า
ปัจจัยแรกคือการพัฒนาอย่างยั่งยืนต้องเน้นให้ระยะสั้นสร้างความสมดุลย์ในระยะยาว 

ปัจจัยที่สองคือการพัฒนาอย่างยั่งยืนต้องสอดคล้องกับสภาพแวดล้อม ทรัพยากรธรรมชาติต้องไม่ถูกทำลาย

ปัจจัยที่ 3 คือการพัฒนาอย่างยั่งยืนต้องมีทั้งคุณธรรมและจริยธรรมควบคู่กัน

ปัจจัยที่ 4 คือต้องคิดเป็นวิทยาศาสตร์ วิเคราะห์เป็น หาความรู้อย่างต่อเนื่อง เป็นสังคมการเรียนรู้

ปัจจัยที่ 5 ต้องให้ประชากรส่วนใหญ่ของสังคม ชุมชนหรือประเทศ มีความเจริญเพิ่มขึ้นอย่างกระจาย

สุดท้าย ต้องเป็นการพัฒนาที่พึ่งตัวเอง self - reliance ไม่ใช่รอแบมือให้รัฐบาลมาช่วยอย่างเดียว
 

ตรงนี้ ถือว่าเป็นปัจจัยสำคัญ ศ.ดร.จีระ ท่านสรุปไว้ได้ดี ทำให้เข้าใจถึงปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียงได้มากขึ้น เข้าใจถึงหลักแห่งความยั่งยืนมากขึ้น

 ปัจจัยแรก การพัฒนาอย่างยั่งยืน ต้องเริ่มที่การทำโครงการระยะสั้นให้ดี ทำอะไรอย่างคิดสั้นอย่างเดียว ต้องคิดให้ยาวด้วยว่าจะมีผลกระทบหรือไม่ 

ปัจจัยที่สอง การพัฒนาอย่างยั่งยืน ต้องสอดคล้องกับสภาพแวดล้อมทรัพยากรธรรมชาติ  ที่มีอยู่ นอกจากไม่ทำลาย แล้วควรเป็นการทำเพื่ออนุรักษ์และพัฒนาสภาพแวดล้อมที่มีอยู่ให้คงอยู่ไปถึงรุ่นลูก หลานในอนาคตด้วย ต้องคำนึงถึงตรงนี้ให้มาก ๆ มิฉะนั้นแล้วในอนาคตไทยอาจจะต้องซื้อข้าวจากประเทศเพื่อนบ้าน ขณะนี้เวียดนามเป็นประเทศที่ส่งออกข้าวรายใหญ่รองจากไทยแล้ว  และถ้าเราไม่หันมาอนุรักษ์สภาพแวดล้อม ทรัพยากรธรรมชาติกันให้ดี เวียดนามแซงหน้าไทยแน่นอน 
ปัจจัยที่สาม การพัฒนาอย่างยั่งยืนต้องมีทั้งคุณธรรมและจริธรรม  ควบคู่ไป ในความเข้าใจของผม สรุปสั้น ๆ ว่า คุณธรรม คือรู้ว่าอะไรควร ไม่ควร รู้ว่าปฏิบัติอย่างไรแล้วจะเกิดคุณประโยชน์ และเกิดความเป็นธรรม คือรู้  ส่วนจริยธรรม เป็นพฤติกรรมที่ควรต้องปฏิบัติให้ถูกต้องเหมาะตามหลักคุณธรรม และเป็นที่ยอมรับของสังคม  การพัฒนาอย่างยั่งยืน คนพัฒนาต้องมีตรงนี้  นักการเมืองที่กำหนดนโยบายพรรค รัฐมนตรีที่กำหนดนโยบายสาธารณะ ต้องมีทั้งคุณธรรมและจริยธรรม จึงจะเป็นที่ยอมรับของคนทั่วไป พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวของเราท่านตรงเป็นแบบอย่างที่ดีที่สุดในเรื่องนี้ 
ปัจจัยที่ 4 คือต้องคิดเป็นวิทยาศาสตร์ วิเคราะห์เป็น หาความรู้อย่างต่อเนื่อง เป็นสังคมการเรียนรู้ ตรงนี้ ผมเห็นด้วยเป็นอย่างยิ่ง การจะทำอะไรให้ยั่งยืน ต้องคิดแบบมีเหตุ มีผล มีที่มาที่ไป ตัดสินใจบนพื้นฐานของข้อมูลที่ได้ผ่านการศึกษา พิสูจน์ วิเคราะห์มาแล้ว ไม่ตัดสินใจด้วยอารมณ์และความคิดของตนเองเป็นหลัก สังคมใด องค์การใดมีผู้นำที่ตัดสินใจโดยเอาตนเองเป็นใหญ่ คงไปได้ไม่ยั่งยืน ในระยะยาวจะสร้างปัญหาตามมาอย่างมาก เพราะปกติการตัดสินใจแก้ปัญหาใดปัญหาหนึ่ง ปัญหาอื่นมักจะตามมาเสมอ การตัดสินใจโดยใช้ข้อมูล ที่ผ่านการวิเคราะห์มาแล้ว จะทำให้ทราบว่าจะเกิดอะไรและจะแก้ไขป้องกันอย่างไรการหาความรู้อย่างต่อเนื่อง ก็เป็นสิ่งที่ทำให้ยั่งยืนได้เพราะโลกทุกวันนี้เปลี่ยนแปลงอยู่ตลอดเวลา ความรู้ ความสำเร็จในอดีต อาจไม่สามารถรับรองความสำเร็จในปัจจุบันและอนาคตได้ การหาความรู้อย่างต่อเนื่อง การปรับปรุงอย่างต่อเนื่องจึงเป็นเรื่องสำคัญสำหรับความยั่งยืน 
ปัจจัยที่ 5 ต้องให้ประชากรส่วนใหญ่ มีความเจริญเพิ่มขึ้นอย่างกระจาย ผมเห็นด้วยกับเรื่องนี้ ประเทศจะขับเคลื่อนได้ด้วยคุณภาพของประชากรส่วนใหญ่ของประเทศ  เรื่องนี้ ประเทศอินเดียรู้ปัญหาดีและมีการเตรียมการไว้ดีมาก อินเดียกำลังจะเป็นประเทศมหาอำนาจแข่งกับจีน  แต่อินเดียมีปัญหาว่า ความเจริญกำลังกระจุกตัวอยู่ที่บางเมืองและกับคนบางกลุ่ม รัฐบาลอินเดียมีมาตรการรองรับด้วยการปรับปรุงคุณภาพคนด้วยการศึกษา ยกระดับความสามารถของครู ปรับปรุงหลักสูตรการเรียนการสอน และมีการวางแผนพัฒนาทรัพยากรมนุษย์อย่างจริงจัง โดยเน้นที่ภูมิปัญญา ไม่เน้นฟอร์ม  คนอินเดียไม่เน้นฟอร์มแต่เน้นว่าในหัวมีความรู้ มีปัญญาดีหรือไม่ ซึ่งในอนาคตเราจะเห็นคนอินเดียส่วนใหญ่มีความรู้ดีมากขึ้น  คนอินเดียพูดภาษาอังกฤษได้เป็นส่วนใหญ่ทำให้ง่ายต่อการพัฒนาศาสตร์อื่น ๆ

การจะทำอะไรให้ยั่งยืน ถ้าทำให้เกิดความเจริญเฉพาะกลุ่ม ไม่กระจายออกไปอย่างทั่วถึง ปัญหาความขัดแย้งแก่งแย่งชิงดีกันจะตามมา   

ปัจจัยสุดท้ายต้องเป็นการพัฒนาที่พึ่งตัวเอง self - reliance ไม่ใช่รอแบมือให้รัฐบาลมาช่วยอย่างเดียว ผมเห็นด้วยกับ ศ.ดร.จีระ การให้ที่ทรงคุณค่าที่สุดคือการให้ผู้อื่นได้มีมีเข้มแข็งขึ้นทั้งความรู้ สติ สมาธิ ศีล ปัญญา ให้เขาได้มีความสามรถที่จะช่วยเหลือตัวเองได้ และสามารถขยายผลสามารถช่วยผู้อื้น ต่อได้จะยิ่งเกิดความยั่งยืน  การให้วัตถุให้เงินเป็นสิ่งที่ดี แต่ถ้าไม่ให้เขาได้มีโอกาสพึ่งตัวเองอย่างที่ ศ.ดร.จีระ ว่า ก็คงยั่งยืนได้ยากครับ 
เราจะจัดรายการโทรทัศน์เพื่อเทิดพระเกียรติพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว เรื่อง เศรษฐกิจพอเพียงกับโลกาภิวัตน์ ทางช่อง 11 เวลาประมาณ 10.30 น. วันละ 5 นาที เป็นความร่วมมือกันของมูลนิธิพัฒนาทรัพยากรมนุษย์ระหว่างประเทศ และ Chira Academy ธนาคารกรุงไทยมี ดร.ชัยวัฒน์ วิบูลย์สวัสดิ์ สำนักงานทรัพย์สินส่วนพระมหากษัตริย์ มี ดร.จิรายุ อิศรางกูร ณ อยุธยา และ ดร.ปรียานุช พิบูลสราวุธ มาร่วมผนึกกำลังกัน น่าติดตามว่ามีอะไรน่าสนใจในประเด็น
คนไทยสับสนเรื่อง เศรษฐกิจพอเพียง ยังรู้ไม่จริง
สับสนเรื่องโลกาภิวัตน์ ว่าคืออะไร มีประโยชน์อย่างไรและนึกว่าเศรษฐกิจพอเพียง จะแก้ปัญหาเฉพาะภาคคนจน 

รายการโทรทัศน์ ที่ท่าน ศ.ดร.จีระจัดเพื่อเทิดพระเกียรติพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว เรื่อง เศรษฐกิจพอเพียงกับโลกาภิวัตน์ เดิมทราบว่าจะออกรายการทางช่อง 5 ต่อมาทราบภายหลังว่าจะออกทางช่อง 11 รายการนี้ ผมคิดว่าสำคัญและจะเกิดประโยชน์ ทางกระทรวงศึกษาธิการน่าจะร่วมด้วย เพื่อจัดทำรายการนี้เป็นวีดีโอทัศน์ ประกอบการพัฒนาองค์ความรู้ให้ครู เพื่อให้ครูใช้สอนนักเรียน ต่อไป รัฐบาลต้องเร่งพัฒนาครูให้มีความรู้เรื่องนี้ให้มาก ก่อนจะสายเกินไป ผมเคยได้ยินครูสอนนักเรียนเรื่องปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียง ครูตั้งใจดีมาก แต่สอนเรื่องการจัดสรรที่นา ที่เลี้ยงปลา ที่เพาะปลูก ไม่ได้สอนแก่นแท้ของปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียง ไม่ได้สอนเรื่องโลกาภิวัตน์ว่าคืออะไรและมีผลกระทบอย่างไร และในฐานะคนไทยควรต้องทำอย่างไร 

 

 ผมหวังว่าผู้ใหญ่ในบ้านเมืองที่เกี่ยวข้อง ควรทำเรื่องนี้อย่างจริงจัง กระจายความรู้เหล่านี้ไปอย่างทั่วถึงประชาชนส่วนใหญ่ และมีการติดตามประเมินผล และพัฒนาการให้ความรู้ด้านนี้อย่างต่อเนื่องทั้งระยะสั้นและระยะยาว   

 

ดร.ไมตรี อินทรประสิทธิ์ คณะศึกษาศาสตร์ มหาวิทยาลัยขอนแก่น มาบรรยายและแลกเปลี่ยนความคิดเห็นกับครูกว่า 20 คน โดยดร.ไมตรี ต้องการสร้างเด็กให้คิดเป็น ไม่ปิดกั้นการคิดของเด็ก โดยให้เด็กได้คิดอย่างเสรี คิดนอกกรอบ คือการสอนแบบ Lesson study ซึ่งได้พัฒนาในประเทศญี่ปุ่นมากว่า 100 ปี

วิธีการนี้อาจจะขัดกับวัฒนธรรมของไทย เพราะการศึกษาของไทยตั้งแต่อดีตมักจะกำหนดการคิดให้เด็ก ไม่ค่อยรับฟังความคิดของเด็ก และไม่ยอมให้ใครมาวิจารณ์การสอนของตนเอง การศึกษาไทยจึงล้มเหลว แต่มูลนิธิพัฒนาทรัพยากรมนุษย์ระหว่างประเทศจะทำงานต่อเนื่องต่อไปในด้านการศึกษาเพื่อพัฒนาทรัพยากรมนุษย์ของไทย
ท่านรัฐมนตรีกระทรวงศึกษาน่าจะอ่านตรงนี้ และเชิญ ศ.ดร.จีระ ไปเป็นที่ปรึกษากระทรวงศึกษาธิการ เชิญ ดร.ไมตรี เข้าไปร่วมเป็นคณะที่ปรึกษาด้วย  เพื่อรีบปฏิรูปการทำงานของครู  รูปแบบการสอนของครูที่เป็นแบบดั้งเดิมถือเป็นโรคร้ายอย่างหนึ่งทางการพัฒนาเด็กไทย

ผลการวิจัยที่อินเดีย ซึ่งทาง BOI ได้จ้างนักวิชาการที่อินเดียวิจัยค้นหาอุปสรรคในการพัฒนาของไทย พบว่า ครูของไทยยังด้อยประสิทธิภาพ โดยเฉพาะเรื่องภาษา และหลักการสอน ข้อเสนอแนะก็คือควรมีแผนระยะสั้นและระยะยาวในการพัฒนาครูอย่างจริงจัง เพื่อส่งเสริมให้เกิดรูปแบบการสอนที่ส่งเสริมให้เด็กนักเรียนมีความคิดริเริ่มสร้างสรรค์ที่ดีกว่าที่เป็นอยู่ ผมเห็นด้วยกับ ดร.ไมตรี ครับ รัฐบาลควรเข้ามาช่วยส่งเสริมแนวคิดนี้ให้เป็นจริง โดยมีตัวชี้วัดความสำเร็จที่ชัดเจนทั้งระยะสั้นและระยะยาว ครับ

  

ศ.ดร.จีระ ยังมีรายการโทรทัศน์สู่ศตวรรษใหม่ทาง ช่อง 11 ทุกวันอาทิตย์แรกของเดือน เวลา 14.00-15.00 น. และออกอากาศอีกทีทาง UBC 7 ทุกวันอาทิตย์ที่ 2 ของเดือนเวลา 14.00-15.00 น. และรายการคิดเป็นก้าวเป็นกับดร.จีระ ทาง UBC 7 อาทิตย์ที่ 1,3 และ 5 ของเดือนเวลา 13.00-13.50 น. นอกจากนั้นยังมีรายการวิทยุ knowledge for people วันพุธ เวลา 19.30 - 20.30 น. ทางสถานีวิทยุ อสมท. F.M. 96.5 MHz Hz   คอลัมน์บทเรียนจากความจริงกับดร.จีระของหนังสือพิมพ์แนวหน้าทุกวันเสาร์หน้า 5 หรือทาง http://www.chiraacademy.com/  เชิญท่านติดตามศึกษาหาความรู้ จากผลงานของ ศ.ดร.จีระ และร่วมกันแสดงความคิดเห็น สะสมสร้างทุนทางความรู้ ทุนทางปัญญา และทุนทางสังคม ใน Blog นี้ ครับ 

   

ขอความสวัสดีจงมีแด่ทุกท่าน

ยม
  • ยม "บทเรียนจากความจริง กับ ศ.ดร.จีระ เศรษฐกิจพอเพียงกับโลกาภิวัฒน์" (ต่อ)
    IP: xxx.9.160.113
    เขียนเมื่อ 
เศรษฐกิจพอเพียงกับโลกาภิวัตน์[1]

สัปดาห์นี้ ผมมี 3 เรื่องมาแบ่งปันให้ได้รู้กัน
เรื่องแรกคือ ได้รับเชิญไปเป็นองค์ปาฐก ( keynote ) ของการประชุมนานาชาติ Science and Technology for Sustainable Development of the Greater Mekong Sub-region ของคณะวิทยาศาสตร์ มหาวิทยาลัยขอนแก่น เมื่อวันอังคารที่ 15 สิงหาคมที่ผ่านมา ผมประทับใจการจัดการประชุมครั้งนี้มาก โดยเฉพาะคณบดี ศ.ดร.ละออศรี เสนาะเมือง ที่ทำงานอย่างหนักและได้ผล เพราะมีนักวิทยาศาสตร์ที่เป็นอาจารย์มหาวิทยาลัยและนักวิจัย จากกลุ่มประเทศลุ่มแม่น้ำโขงมากันมากมายกว่า 300 คน เช่น ลาว กัมพูชา เวียดนาม จีน นอกจากนี้ ยังมีมาจากสหรัฐอเมริกาและอังกฤษด้วย
ในฐานะที่เป็นกรรมการสภามหาวิทยาลัยขอนแก่น มีความรู้สึกว่าการประชุมเช่นนี้ทำให้มหาวิทยาลัยขอนแก่น มีภาพลักษณ์ที่ดี มีชื่อเสียงและสร้างความสัมพันธ์ที่ดีต่อประเทศเพื่อนบ้าน ทั้งเรื่อง networking หรือการร่วมพันธมิตรทางวิชาการ การวิจัย การสร้างการทูตภาคประชาชน ( People to People Diplomacy : PPD )
ผมคงเป็นนักวิชาการคนเดียวที่ไม่ได้จบทางด้านวิทยาศาสตร์ แต่ต้องพูดในหัวข้อเรื่องวิทยาศาสตร์ล้วนๆ ที่เน้นการสร้างทรัพยากรมนุษย์ในส่วนวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี เพื่อไปสร้างการพัฒนาที่ยั่งยืน
โดยพูดเรื่อง ทุนแห่งความยั่งยืนในทฤษฎี 8 K's มานาน ความยั่งยืนเป็นทุนเพราะการจะได้ความยั่งยืน ต้องเสียสละเพื่ออนาคต ซึ่งวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี เป็นตัวทำให้เกิดความยั่งยืนอย่างแท้จริง นักการเมืองควรต้องรู้
ในวันนี้ ผมจึงเน้นมากๆ ว่า การพัฒนาอย่างยั่งยืนคืออะไร
ความจริง ปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียงของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว คือ การพัฒนาอย่างยั่งยืนนั่นเอง
ผมจึงนำเอาความคิดของ พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว มาประยุกต์ เรียกว่า 6 ปัจจัยของความยั่งยืน ( Chira 's 6 factors ) ซึ่งผมจะสรุปว่า
ปัจจัยแรกคือการพัฒนาอย่างยั่งยืนต้องเน้นให้ระยะสั้นสร้างความสมดุลย์ในระยะยาว อย่าให้ระยะสั้นดี แต่ทำลายระยะยาว ผมได้ตัวอย่างมาจากเศรษฐกิจฟองสบู่แตกในประเทศไทย คือรวยระยะสั้น แต่มีปัญหาระยะยาวมากมายอย่างที่เห็นกัน
ปัจจัยที่สองคือการพัฒนาอย่างยั่งยืนต้องสอดคล้องกับสภาพแวดล้อม ทรัพยากรธรรมชาติต้องไม่ถูกทำลาย และต้องไปด้วยกันกับ การพัฒนา บางแห่งเรียกว่าเป็น Green development
ปัจจัยที่ 3 คือการพัฒนาอย่างยั่งยืนต้องมีทั้งคุณธรรมและจริยธรรมควบคู่กันกับความเจริญ คือมีศีลธรรม คุณธรรมคู่ไปกับกับพัฒนา
ปัจจัยที่ 4 คือต้องคิดเป็นวิทยาศาสตร์ วิเคราะห์เป็น หาความรู้อย่างต่อเนื่อง เป็นสังคมการเรียนรู้
ปัจจัยที่ 5 ต้องให้ประชากรส่วนใหญ่ของสังคม ชุมชนหรือประเทศ มีความเจริญเพิ่มขึ้นอย่างกระจาย ไม่ใช่กระจุกตัวอยู่ในกลุ่มเล็กๆ
และสุดท้ายต้องเป็นการพัฒนาที่พึ่งตัวเอง self - reliance ไม่ใช่รอแบมือให้รัฐบาลมาช่วยอย่างเดียว
ผมคิดว่า การเน้นเรื่องการพัฒนาอย่างยั่งยืนเป็นสิ่งที่สำคัญที่สุด แต่จะทำได้จริงหรือไม่ มีปัจจัยหลายอย่างที่ไปไม่ถึงเพราะ เหตุผลทางการเมือง ความโลภและความเห็นแก่ตัวของสังคม
อย่างไรก็ตาม ในประเทศไทย เราคิดว่ารัฐบาลจะมีหน้าที่ต้องทำ แต่จริงๆ แล้ว ประชาชน โดยเฉพาะชุมชนของนักวิทยาศาสตร์ก็สามารถมีส่วนร่วมกับรัฐบาลกลางและรัฐบาลท้องถิ่นได้ เพื่อจะพัฒนาอย่างยั่งยืน
ผมจึงขอเน้นว่าวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี จะช่วยการพัฒนาอย่างยั่งยืนได้ในหลาย ๆ เรื่อง เช่น
-
สาขาแรกคือ ช่วยให้การศึกษาของชุมชนหรือสังคมดีขึ้น ในวันนั้น ผมเน้นเป็นพิเศษคือ การใช้ Internet การใช้ Blog การเรียนแบบทางไกลหรือ E-Learning
-
สาขาที่สองคือ การใช้เทคโนโลยี มาช่วยในการแพทย์ ซึ่งปัจจุบันการแพทย์มีต้นทุนสูงขึ้นเรื่อย การแพทย์ จำเป็นต่อการดำรงชีวิตของสังคม ไม่ใช่เฉพาะเรื่องรักษา แต่เป็นเรื่องการป้องกันด้วย ผมจึงเสนอเรื่อง Tele - Medicine ไปด้วย
-
อีกเรื่องหนึ่งที่สำคัญมากคือ การพัฒนาชนบท และการพัฒนาศักยภาพของภาคเกษตรของประเทศในกลุ่มลุ่มแม่น้ำโขงที่ยังล้าหลังอีกมาก
-
ต่อมาจะช่วยเรื่องการลดความขัดแย้งระหว่างกลุ่มศาสนาต่างๆ ในสังคม เพื่อสร้างสันติภาพ รวมทั้งการลดการก่อการร้ายข้ามชาติ
-
การใช้วิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีเพื่อแก้ปัญหาโลกร้อน Global warming หรือภัยธรรมชาติต่าง ๆ ซึ่งมีมากขึ้นทุกวัน และกระทบต่อประชาชนมาก
-
การแสวงหาพลังงานทดแทนน้ำมัน
-
และสร้างความสามารถในการแข่งขัน competitiveness แบบยั่งยืน ในสังคมในภูมิภาคนี้มากขึ้น แทนที่จะเน้นเฉพาะสินค้าส่งออกแรงงานราคาถูกเท่านั้น ให้มีการใช้ความรู้และวิทยาศาสตร์สำหรับการพัฒนาสินค้ามากขึ้น
ถ้าจะพัฒนาเรื่องทรัพยากรมนุษย์ ผมขอให้นักวิทยาศาสตร์มองอะไรที่กว้าง เชื่อมโยงกับการพัฒนา ไม่ใช่สนใจแต่เรื่องวิจัยเฉพาะทางที่ตัวเองถนัด ต้องมี networking มากขึ้น รับฟังและเรียนรู้จากศาสตร์ต่าง ๆ มากขึ้น
เรื่องที่สอง ตั้งแต่วันที่ 18 กันยายน เป็นต้นไป เราจะจัดรายการโทรทัศน์เพื่อเทิดพระเกียรติพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว เรื่อง เศรษฐกิจพอเพียงกับโลกาภิวัตน์ ทางช่อง 11 เวลาประมาณ 10.30 น. วันละ 5 นาที เป็นความร่วมมือกันของมูลนิธิพัฒนาทรัพยากรมนุษย์ระหว่างประเทศ และ Chira Academy ธนาคารกรุงไทยมี ดร.ชัยวัฒน์ วิบูลย์สวัสดิ์ สำนักงานทรัพย์สินส่วนพระมหากษัตริย์ มี ดร.จิรายุ อิศรางกูร ณ อยุธยา และ ดร.ปรียานุช พิบูลสราวุธ มาร่วมผนึกกำลังกัน น่าติดตามว่ามีอะไรน่าสนใจในประเด็น
-
คนไทยสับสนเรื่อง เศรษฐกิจพอเพียง ยังรู้ไม่จริง
-
สับสนเรื่องโลกาภิวัตน์ ว่าคืออะไร มีประโยชน์อย่างไร
-
และนึกว่าเศรษฐกิจพอเพียง จะแก้ปัญหาเฉพาะภาคคนจน
ซึ่งแท้จริงแล้ว เศรษฐกิจพอเพียงเป็นปรัชญา ซึ่งผู้ส่งออก นักลงทุน นักการเงิน นักวิทยาศาสตร์ นำไปใช้ได้ เพื่ออยู่ในโลกาภิวัตน์แบบยั่งยืน ซึ่งรายการโทรทัศน์นี้จะเชื่อมโยงให้ได้อย่างดี ผมอยากให้ผู้อ่านได้ติดตามชม
และสุดท้าย เมื่อวันพุธที่ 16 สิงหาคม มูลนิธิพัฒนาทรัพยากรมนุษย์ระหว่างประเทศได้จัด Learning forum เรื่อง Lesson study in Mathematics เป็นครั้งที่ 2 ซึ่งเชื่อมโยงกับ APEC ที่ผมเคยเขียนถึงว่า คณะศึกษาศาสตร์ มหาวิทยาลัยขอนแก่นได้ขอเงินสนับสนุนโครงการเรื่อง Lesson study โดยร่วมมือกับเขตเศรษฐกิจอื่น ๆ ศึกษา และเผยแพร่ในประเทศไทย เป็นประโยชน์อย่างหนึ่งที่ไทยได้รับจาก APEC
ครั้งนี้มี ดร.ไมตรี อินทรประสิทธิ์ คณะศึกษาศาสตร์ มหาวิทยาลัยขอนแก่น มาบรรยายและแลกเปลี่ยนความคิดเห็นกับครูกว่า 20 คน โดยดร.ไมตรี ต้องการสร้างเด็กให้คิดเป็น ไม่ปิดกั้นการคิดของเด็ก โดยให้เด็กได้คิดอย่างเสรี คิดนอกกรอบ คือการสอนแบบ Lesson study ซึ่งได้พัฒนาในประเทศญี่ปุ่นมากว่า 100 ปี การสอนแบบนี้ต้องมีการสังเกตว่าเด็กคิดอย่างไร ทำไมเขาถึงคิดแบบนี้ มีการสร้างคำถามลักษณะปลายเปิด ที่เด็กสามารถคิดหาคำตอบที่หลากหลาย จะมีการถกเถียงกัน ซึ่งจะนำไปสู่การบูรณาการที่ดี และมีการสังเกตการสอนของครู ครูจะต้องอภิปรายถกเถียงกันหลังจากเสร็จสิ้นการสอน คล้ายเป็นการวิจัยชั้นเรียน นับเป็นการปฏิรูปการศึกษาอย่างแท้จริง
แต่วิธีการนี้อาจจะขัดกับวัฒนธรรมของไทย เพราะการศึกษาของไทยตั้งแต่อดีตมักจะกำหนดการคิดให้เด็ก ไม่ค่อยรับฟังความคิดของเด็ก และไม่ยอมให้ใครมาวิจารณ์การสอนของตนเอง การศึกษาไทยจึงล้มเหลว แต่มูลนิธิพัฒนาทรัพยากรมนุษย์ระหว่างประเทศจะทำงานต่อเนื่องต่อไปในด้านการศึกษาเพื่อพัฒนาทรัพยากรมนุษย์ของไทย และสิ่งสำคัญที่ได้รับนอกเหนือจากความรู้แล้วคือ networking ซึ่งครูทุกคนที่ได้มาร่วมกันในวันนั้น คงจะได้ร่วมมือกันเพื่อพัฒนาแผนการสอนเพื่อพัฒนาเด็กไทยต่อไปในอนาคต
หวังว่าท่านผู้อ่านคงได้แนวทางจากกิจกรรมต่างๆ ที่เกิดขึ้นในสัปดาห์ที่แล้ว และนำไปใช้ให้เกิดประโยชน์ ยุคนี้ สื่อดีๆ ต้องสร้างความรู้ใหม่ให้ผู้อ่าน และนำไปต่อยอด

จีระ หงส์ลดารมภ์


[email protected]


โทร. 02-273-0180, 0-2619-0512-3


                           โทรสาร 0-2273-0181  


[1] http://www.naewna.com/gotocolumn.asp?ID=97
เรียน อ.จีระ อ.พจนารถ และทีมงาน จากที่ได้ร่วมกัน Share Idea เกี่ยวกับปัจจัย 7 ข้อ ที่จะรักษา Top talent ในองค์กรไว้ได้นั้น ซึ่งกลุ่ม 5 ได้เสนอความเห็นในห้องเรียน เกี่ยวกับ Quality of life เมื่อได้อ่านความต้องการของ Top talent ในด้านต่างๆอีก 6 ปัจจัย ก็อยากจะร่วมเสนอความคิดเห็นกับเพื่อนๆ ด้วย โดยสมาชิกในกลุ่ม ประกอบด้วย 1.นางสาวพรชนก สุขอาจ2.นางสาวจุฑาวรรณ เทพลิบ3.นางสาวศมน อิศรางกูรฯ ขอเสนอความคิดเห็นที่ได้รับจากเพื่อนๆอีก 6 กลุ่มดังนี้Culture and  Purpose (Factor of Engagement) การจะสามารถปฏิบัติในแต่ข้อได้นั้น   ต้องคำนึงถึงผลกำไรในแต่ละปีว่ามีงบประมาณมากน้อยแค่ไหน  องค์กรอยู่รอดแล้วหรือไม่   ถึงจะจัดสันทนาการตามความต้องการได้  โดยถ้าองค์กรสามารถอยู่รอด  และสามารถทำกำไรได้ในระดับสูง  องค์กรก็ควรแบ่งปันผลกำไรบางส่วน มาทำประโยชน์ให้กับสังคม  ดังเช่นที่ กลุ่ม 2  ได้นำเสนอ ซึ่งถือเป็นการตอบแทนกลับไปสู่สังคม ผลที่ได้กลับมา นอกจากจะได้รับทุนทางความสุขแล้วยังเป็นการสร้างภาพลักษณ์ที่ดีให้กับองค์ด้วย อีกวัฒนธรรมที่กลุ่ม 5 เห็นด้วย คือ เรื่องของสิ่งแวดล้อมเพราะนอกจาก มีผลกับตัวคนในองค์กรแล้ว ยังมีผลต่อความปลอดภัย ซึ่งมีการกำหนดเป็นกฎหมาย ถ้าองค์กรไม่ปฏิบัติตามจะเกิดผลเสียกับองค์กร หากร้ายแรงอาจทำให้องค์กรต้องปิดตัวไป Leadership Factor          ลักษณะผู้นำทั่วไป  มีด้วยกัน  3  ประเภท  1.)  ผู้นำแบบอัตตาธิปไตย  (Autocratic  Leader)  :  เป็นผู้นำที่ถือตัวเองเป็นใหญ่ มีอำนาจสั่งการและตัดสินใจเพียงผู้เดียว  ลูกน้องจะไม่มีสิทธิในการตัดสินใจ  หรือแสดงความคิดเห็น ห้ามโต้แย้ง 2.)  ผู้นำแบบประชาธิปไตย (Democratic Leader )  :  เป็นผู้นำที่สนับสนุนให้ลูกน้องมีส่วนรวมในการกำหนดนโยบาย  ,การทำงานต่างๆ  โดยลักษณะผู้นำแบบนี้  จะมีจิตใจที่อ่อนโยนพร้อมรับฟังความคิดเห้นของลูกน้อง  มีความรับผิดชอบในงาน3.)  ผู้นำแบบเสรีนิยม (Laissez-faire  Leader) :   เป็นผู้นำที่เปิดโอกาสให้ลูกน้องทำงานอย่างอิสระเสรี  ไม่มีการบังคับ  หรือวางแผนให้แต่อย่างใด  ผู้นำเป็นเพียง ผู้จัดหาอุปกรณ์เครื่องมือ  วัตถุดิบให้  เมื่อมีการร้องขอแต่จะไม่เข้าไปยุ่งในการสั่งการ  หรือในการทำงานของลูกน้อง         *** จากการนำเสนอของ กลุ่มที่ 3   พบว่าเป็นผู้นำในแบบที่2 ประชาธิปไตย ,.. และกลุ่ม 5 มีความคิดเห็นว่าเหมาะสม เพราะทำให้ลูกน้องทำงานด้วยใจ ด้วยความสุข  แต่ทั้งนี้จะยึดถือรูปแบบผู้นำนี้ไปปฏิบัติเพียงอย่างเดียวไม่ได้  แต่จะต้องคำนึงถึงสถานการณ์ที่เกิดขึ้นเป็นหลัก  แล้วปรับใช้รูปแบบผู้นำข้างต้นอย่างเหมาะสม  ตัวอย่างเช่น  ในสภาวะสงครามต้องใช้ ผู้นำแบบอัตตาธิปไตย  เพราะถ้ามานั่งปรึกษา  เพื่อหาข้อสรุปในการตัดสินใจอยู่  ก็คงทำให้กองทัพพ่ายแพ้ได้  จึงจำเป็นต้องใช้ผู้นำที่มีความเด็ดขาด  เป็นต้น   Relationshipsสำหรับทางด้านความสัมพันธ์  ไม่ว่าจะเป็นกับผู้บริหาร  เพื่อนร่วมงาน  และ กับลูกค้า  ควรใส่ความจริงใจ  และความรักเข้าไปในความสัมพันธ์นั้น   เพื่อลดปัญหาความขัดแย้ง  และสร้างสัมพันธภาพที่ดี  ยั่งยืน...,แล้วสิ่งที่กลุ่ม 4  นำเสนอจะเป็นผลที่เกิดขึ้น ตามมา  ยิ่งคนในองค์กร มีความสัมพันธ์ที่ดีต่อกัน ยิ่งเป็นผลดีต่อการประสานงาน การแก้ปัญหาก็จะทำได้เร็วขึ้น ลักษณะของงาน (Job Tasks)สมาชิกในกลุ่มที่  5  รู้สึกเห็นชอบ  กับแนวความคิดเห็นของกลุ่ม 6 เป็นอย่างยิ่ง  และจะขอเสนอแนะอีกเล็กน้อย  เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการปฏิบัติ โดยขอเสนอ ให้มีการนำ  Motivation   เข้ามาใช้ควบคู่กับการปฏิบัติ  ตัวอย่างเช่น  ในการย้ายลูกน้องไปปฏิบัติงานในแผนกอื่นเพื่อสร้างความท้าทายนั้น  เนื่องเขายังใหม่กับงานที่ทำ  อาจจะรู้สึกประหม่า  ทำงานไม่เต็มความสามารถที่มีอยู่จริง  เราจึงต้องนำแรงจูงใจมาใช้เพื่อให้เขาทำงานออกมาได้ดี  ไม่เสียงาน และต้องไม่กดดัน หรือ คาดหวังผลงานมากเกินไป ในระยะแรก ควรให้เวลาในการศึกษาและฝึกฝนกับงานใหม่ที่มอบหมายกับพนักงานสักระยะหนึ่ง Opportunity     โอกาสต่างๆ   ที่ลูกน้องจะได้รับนั้น  จะมากหรือน้อย  จะยุติธรรมหรือไม่  ยอมขึ้นอยู่กับลักษณะและทัศนคติของหัวหน้า ว่าจะเป็นแบบไม่สนใจจิตใจลูกน้อง (Authority  Compliance)  หรือ สนใจจิตใจลูกน้องโดยมีเป้าหมายเป็นศูนย์กลางความสำเร็จ (Team  Management)  ถ้าเป็นแบบอย่างหลัง  ลูกน้องก็จะมีโอกาสได้รับ  สิ่งที่สมาชิกกลุ่ม ที่7 ได้กล่าวมา  แต่ก็คงจะเป็นไปไม่ได้ที่ลูกน้องทุกๆ คนจะได้รับโอกาสที่กล่าวมาในทุกข้อ  ทั้งนี้ขึ้นอยู่กับความสามารถของลูกน้องแต่ละคนด้วย  เช่น โอกาสการศึกษาดูงานต่างประเทศ คงต้องพิจารณาคัดสรรลูกน้องที่มีความสามารถ วิเคราะห์ความเหมาะสมหลายๆ อย่าง เพื่อประโยชน์ที่องค์กรจะได้รับอย่างแท้จริง  ส่วนเรื่องการให้โอกาสในการร่วมเป็นส่วนหนึ่งในการบริหาร เป็นสิ่งกระตุ้นให้ Top talent มีความรักองค์กร มีความรู้สึกเป็นเจ้าของ เป็นการกระตุ้นให้เขาทำงานเต็มความสามารถอย่างแท้จริง Total compensation สิ่งตอบแทนสำหรับพนักงาน  ควรต้องเหมาะสมกับปริมาณงาน  ความสามารถ  คุณวุฒิ  เพื่อความยุติธรรม  ซึ่งอยู่ในรูปของตัวเงิน  และไม่ใช่ตัวเงิน  ที่ควรต้องทำควบคู่กันไป  ดังเช่นที่กลุ่ม 1 เสนอมา  จะเห็นได้อย่างชัดเจน  แต่ทั้งนี้ควรจัดให้เหมาะสมกับองค์กร และ องค์กรไม่เดือดร้อน  แต่อย่างน้อยๆ  ควรจะสามารถตอบแทนความต้องการพื้นฐานของมนุษย์ได้  เช่น เงินเดือนที่เหมาะสม ,บ้านพักพนักงาน , ค่ารักษาพยาบาล  เป็นต้น แต่สำหรับองค์กรที่มีกำไรสูงๆ  อาจจะตอบแทนพนักงานให้มากขึ้น  เพื่อประสิทธิภาพของพนักงานเพิ่มมากขึ้น  โดยยึดหลัก ความต้องการของMaslow ในการเสนอสิ่งตอบแทนที่เหมาะสมให้กับพนักงาน  และสำหรับแนวคิดของกลุ่มที่1  มีเพียงบางส่วน ที่กลุ่ม5 เห็นว่าอาจจะไม่ส่งผลที่เป็นประโยชน์ต่อองค์กรมากนัก    คือ  การที่มีบ้านพักพร้อมสิ่งอำนวยความสะดวกครบครัน ซึ่งการมีบ้านพักให้เป็นสิ่งที่ดีแต่สิ่งอำนวยความสะดวกเป็นการสิ้นเปลืองโดยใช่เหตุ  เพราะแต่ละคนย่อมมีความต้องการที่ต่างกัน และอาจทำให้เกิดความไม่รู้จักพอ ต้องการมากขึ้นเรื่อยๆ จนถึงนำมาข้อต่อรองต่อผู้บริหารได้
เรียนท่านอาจารย์จีระ อาจารย์ยม                จากที่ผมได้อ่านบทความบทเรียนแห่งความจริงของอาจารย์จีระ เรื่อง เศรษฐกิจพอเพียงกับโลกาภิวัตน์ ซึ่งอาจารย์ได้ไปร่วมบรรยายที่คณะวิทยาศาสตร์ มหาวิทยาลัยขอนแก่น ผมรู้สึกดีใจมากที่อาจารย์ได้ให้ความสำคัญกับมหาวิทยาลัยที่อยู่ทางภาคอีสาน ซึ่งเป็นภูมิภาคที่มีประชาชนมากที่สุดของประเทศ แต่กลับมีรายได้เฉลี่ย การศึกษาและชีวิตความเป็นอยู่ที่ ค่อนข้างล้าหลังที่สุดของประเทศ จึงทำให้ความสามารถทางการแข่งขันของประเทศไทยสู้ต่างชาติไม่ได้ และนับวันจะถอยลง ดังนั้นผมคิดว่าหากมีใครสักคนที่เห็นความสำคัญ และมุ่งมั่นกับการพัฒนาและยกคุณภาพชีวิตของคนอีสานให้ดีกว่าที่เป็นอยู่อย่างจริงจัง ยั่งยืน อย่างต่อเนื่อง รับรองว่าประเทศของเราน่าจะดีขึ้นกว่านี้เยอะครับ

ในครั้งนี้ผมขออนุญาตวิเคราะห์และแสดงความคิดเห็นใน  6 ปัจจัยของความยั่งยืนของอาจารย์ ( Chira 's 6 factors )

 ปัจจัยที่ 1 คือ การพัฒนาอย่างยั่งยืนต้องเน้นให้ระยะสั้นสร้างความสมดุลย์ในระยะยาว

ปัจจัยนี้ผมมีความเห็นว่าน่าจะเป็นปัจจัยหลักของคำว่าการพัฒนา เพราะการพัฒนาที่แท้จริงจะไม่ได้มองแค่การมีฐานะดีขึ้น หรือมีการศึกษาสูงขึ้น แต่การพัฒนาที่ดีจะต้องทำให้สังคมส่วนได้รับผลประโยชน์ อย่างต่อเนื่องและยาวนานโดยมีทุนที่สำคัญ คือ ทุนมนุษย์ (Human capital) ซึ่งถือเป็นทรัพยากรที่สำคัญที่สุดเป็นผู้ผลักดันให้เกิดวัฎจักรแห่งการพัฒนาที่ยืนยาว ดังนั้นการพัฒนาคนให้มีจิตสำนึกแห่งการร่วมรับผิดชอบต่อการกระทำของตนเองในปัจจุบันที่อาจจะส่งผลต่อ อนาคตของส่วนรวมจึงเป็นสิ่งที่ต้องรีบกระทำอย่างรีบด่วน ตัวอย่างที่ชัดเจนมากคือความวุ่นวายของคน 2 กลุ่ม (สยามพารากอนและเซนทรัลเวิลล์) ที่มีการประทะกันในเรื่องความเห็นแย้ง ขาดทุนทางอารมณ์ (Emotional capital) กระทำการโดยขาดการคำนึงถึงผลแห่งอนาคตที่จะทำให้ส่วนรวมเสียหายอย่างมาก

 ปัจจัยที่สอง คือ การพัฒนาอย่างยั่งยืนต้องสอดคล้องกับสภาพแวดล้อม

เรื่องของสภาวะแวดล้อมกำลังเป็นปัญหาที่สังคมโลกต้องสนใจ เพราะผมมองว่าคนเราทุกคนต้องตระหนักและรำลึกเสมอ ว่าทุกๆกิจกรรมทุกคนได้ทำให้สภาแวดล้อมของโลกต้องประสบปัญหา เช่น ซื้อขนม  ก็ต้องทิ้งถุงพลาสติกแล้ว 1 ถุง และใน 1 วันคนหนึ่งคนใช้ถุงพลาสติกกี่ใบ ดังนั้นคนทุกชาติทุกภาษา ไม่ว่าจะระดับใด ต้องให้ความสำคัญกับการดูแลสภาวะแวดล้อม โดยเฉพาะอย่างยิ่งผู้ที่มีความรู้ หรือเรียนมาทางวิทยาศาสตร์ ที่เข้าใจ ในเรื่องสารเคมี หรือผลกระทบจากสารพิษต่างๆต้องช่วยกัน เผยแพร่และตอกย้ำให้ทุกคนในสังคมเห็นความสำคัญให้ได้   

                    ปัจจัยที่ 3 คือ การพัฒนาอย่างยั่งยืนต้องมีทั้งคุณธรรมและจริยธรรมควบคู่กันกับความเจริญ คือมีศีลธรรม คุณธรรมคู่ไปกับกับพัฒนาปัจจัยเรื่องคุณธรรมและจริยธรรม ในสังคมประเทศไทยเรากำลังเข้าขั้นวิกฤติเนื่องจากกลุ่มบุคคลสาธารณะที่ควรจะเป็นแบบอย่างที่ดี กลับกระทำในสิ่งที่คุณธรรมและจริยธรรม ทำให้แบบอย่างที่ดีของสังคมต้องขาดไป หรือทำให้คนส่วนใหญ่มองว่าเป็นเรื่องธรรมดาซึ่งถือว่าอันตรายต่อปัจจุบันและอนาคตของชาติมาก โดยเฉพาะข่าวคราวเรื่องของแม่พิมพ์ของชาติ ซึ่งกระทำกับเยาวชนที่มีให้เห็นบ่อยขึ้นเรื่อยๆในหนังสือพิมพ์ของบ้านเรา ซึ่งมองดูแล้วเรากำลังก้าวตามการเจริญของต่างชาติที่ขาดทุนทางจริยธรรม(Ethical capital) ซึ่งมีพบกับปัญหาทางอาชญากรรมที่สูงมากขึ้นเรื่อยๆ หรือการทุจริตในวงการต่างๆของบ้านเราที่เปรียบเสมือนมะเร็งร้ายที่กำลังกัดกินสังคมให้เสียไปอย่างกู่ไม่กลับ ดังนั้นการพัฒนาแต่ทางวัตถุอย่างเดียวถือว่าการพัฒนานั้นล้มเหลวอย่างสิ้นเชิงเพราะไม่มีความยั่งยืน สุดท้ายก็ล่มสลายโดยเฉพาะหน่วยที่เล็กที่สุดของสังคมคือครอบครัว
ปัจจัยที่ 4 คือ ต้องคิดเป็นวิทยาศาสตร์ วิเคราะห์เป็น หาความรู้อย่างต่อเนื่อง เป็นสังคมการเรียนรู้

วิทยาศาสตร์เป็นศาสตร์แห่งเหตุและผล ทุกสิ่งที่เกิดขึ้นจะต้องมีปัจจัยทำให้เกิด และสามารถอธิบายได้ ดังนั้นปัญหาทุกอย่างที่เกิดขึ้นล้วนมีสาเหตุจากการกระทำในอดีตทั้งสิ้น ศาสตร์ทุกศาสตร์ล้วนมีทั้งทางบวกและทางลบ วิทยาศาสตร์ก็เช่นกัน ได้ก่อประโยชน์ให้กับโลกก็มาก และก็ทำลายโลกและมนุษย์ก็มากเช่นกัน ดังนั้นเราทุกคนต้องใช้ให้เป็น ต้องช่วยกันศึกษา และถ่ายทอดความรู้ให้กับคนที่ไม่รู้ได้เข้าใจอย่างต่อเนื่องซึ่งจะช่วยลดต้นทุนในการผลิต และยกระดับความสามารถทางการแข่งขันของชาติได้

 

ปัจจัยที่ 5 ต้องให้ประชากรส่วนใหญ่ของสังคม ชุมชนหรือประเทศ มีความเจริญเพิ่มขึ้นอย่างกระจาย ไม่ใช่กระจุกตัวอยู่ในกลุ่มเล็กๆ
          ปัจจัยนี้คนส่วนใหญ่ของประเทศไทยกำลังประสบปัญหา เนื่องจากนโยบายการพัฒนาระบบต่างของประเทศมีการกระจุกตัวเฉพาะในเมืองใหญ่ๆ ทำให้เกิดการเคลื่อนย้ายแรงงานมาหางานทำและเกิดการแออัดของสังคมเมือง แต่สังคมต่างจังหวัดที่เป็นคนส่วนใหญ่ของประเทศงบประมาณยังถูกละเลย หรือจัดให้แต่ก็น้อย ทุกอย่างจึงดูเหมือนคงเดิม หรือดีขึ้นก็น้อยมาก และค่อนข้างช้าจึงตามต่างชาติไม่ทัน หนทางเดียวที่เราจะก้าวไปข้างหน้าได้อย่างมั่นคง คือต้องให้การศึกษาทั้งด้านความรู้คู่คุณธรรมของคนในชาติอย่างเร่งด่วนโดยเร็ว


ปัจจัยที่ 6
ต้องเป็นการพัฒนาที่พึ่งตัวเอง self - reliance ไม่ใช่รอแบมือให้รัฐบาลมาช่วยอย่างเดียว

การพึ่งตนเองเป็นในความเห็นของผมเป็นไปได้ทั้งการทำงานแบบเดี่ยว หรือการทำงานเป็นทีม หรือรวมกลุ่ม ซึ่งระบบการทำงานเป็นทีมของคนไทยยังไม่ค่อยได้ผล ดังนั้นนโยบายการพัฒนาที่จะยั่งยืนได้ นอกจากจะต้องทำให้ประชาชนยืนได้ด้วยขาตนเองแล้ว จะต้องเพิ่มเรื่องของ Team work เข้าไปด้วย ซึ่งจะทำให้สามารถเพิ่มอำนาจต่อรองไม่ถูกกดขี่เรื่องราคาพืชผลได้

 จาก 6 ปัจจัยของอาจารย์จีระ เพื่อให้เกิดการพัฒนาอย่างยั่งยืนนั้น ผมอยากจะเสนอเพิ่มเติมในเรื่องของการรักษาขนบธรรมเนียมวัฒนธรรมที่ดีงามของเราไว้ด้วย ตัวอย่างเช่นวัฒนธรรมการไหว้ เคารพผู้ใหญ่ เราจะเห็นนางงามจักรวาล ปี 2548 เป็นพรีเซนเตอร์ทางทีวี เรื่องการไหว้พ่อแม่ ซึ่งต่างชาติที่ยังไม่รู้แก่นทำออกมาก็ยังดูดีและอ่อนช้อยสวยงาน แล้วเหตุใดเราจะต้องทิ้งความภาคภูมิใจ ความรักเคารพ พ่อแม่ ครูอาจารย์ หรือผู้อาวุโสให้หายไปจากสังคมเราด้วย ซึ่งจะเป็นจุดขายของชาติไทยได้อย่างยั่งยืนอย่างแน่นอน   ขอบคุณครับ ประชา  กองสุข นักศึกษาบริหารธุรกิจมหาบัณฑิต สาขาการจัดการธุรกิจเกษตรและอุตสาหกรรมอาหาร  สถาบันเทคโนโลยีพระจอมเกล้าเจ้าคุณทหารลาดกระบัง
วิเคราะห์จุดอ่อน จุดแข็ง จาก หนังสือ How Would You Move Mount Fujiโดย1.        นายปรัชญา             เคียนงาม2.        นางสาวณัฏฐา         มั่นคง3.        นายปราโมทย์         เลิศสถาพร4.        นางสาวทิพวรรณ    คงเมือง5.        นางสาววิชชุวรรณ   ชอบผล6.        นางสาวพันธุ์ทิพย์   น้ำทิพย์7.        นางสาวศมน           อิศรางกูร ณ อยุธยาจุดแข็ง·       การสัมภาษณ์งานแบบปริศนานั้น จะช่วยให้สามารถดึงศักยภาพของผู้ถูกสัมภาษณ์ออกมาได้ เป็นการวัดความฉลาดทางความคิด ไหวพริบ ซึ่งเป็นประโยชน์ในด้านความคิดสร้างสรรค์ในการทำงาน·       ในการสัมภาษณ์ แบบปริศนาสัมภาษณ์ จะสามารถคัดเลือกบุคลากรได้เหมาะสมกับหน้าที่ ที่เปิดรับสมัคร

·       ได้บุคลากรที่มีทักษะในการแก้ปัญหาในงานได้เป็นอย่างดี

·       สามารถทราบถึงระดับของ IQ และ EQ ได้จากคำตอบและบุคลิกภาพขณะสัมภาษณ์·       เป็นแนวทางการสัมภาษณ์งานแบบใหม่ที่มีแนวโน้มที่ดีในการตอบรับกับอนาคตข้างหน้า เนื่องจากสามารถประเมินใน Intangible Employee ในเบื้องต้นได้เป็นอย่างดี·       การสัมภาษณ์แบบปริศนานั้น สามารถดึงศักยภาพภายในของตัวผู้ถูกสัมภาษณ์ออกมา เพราะบางคำถาม คำตอบไม่ต้องอาศัยความรู้ที่เรียน แต่อาศัยความรู้สึก ความน่าจะเป็นที่เกิดขึ้น ซึ่งอยู่ภายในจิตใต้สำนึกของเราและกลั่นกรองออกมาเป็นความคิดจุดอ่อน·       การสัมภาษณ์งานแบบปริศนา ถ้าผู้ถูกสัมภาษณ์เจอปัญหาที่ยากจนเกินไป อาจทำให้ผู้ถูกสัมภาษณ์เกิดความประหม่า และแสดงศักยภาพในตัวเองออกมาได้ไม่เต็มที่·       ด้วยคำถามที่มีความยาก ง่ายสลับกันไป จึงไม่สามารถระบุผลที่ออกมาได้ 100 % อาจเกิดความคลาดเคลื่อน เนื่องจากยังไม่มีกฎเกณฑ์ในการเลือกคำถามว่าควรใช้คำถามใด กับผู้สมัครคนไหน·       ในการสัมภาษณ์เป็นเรื่องของคน 2 คน หากผู้สัมภาษณ์ไม่พอใจในคำตอบนั้น ก็อาจทำให้ผู้ถูกสัมภาษณ์ไม่ผ่านการสัมภาษณ์ ซึ่งในการสัมภาษณ์งานแบบปริศนาสัมภาษณ์นั้น สามารถที่จะตอบได้หลายๆคำตอบ มันจะขึ้นอยู่กับความคิดเห็นของแต่ละบุคคล ซึ่งอาจจะมีเหตุผลต่างกัน แต่ก็นำไปใช้ได้เหมือนกัน·       การใช้คำถามที่ไม่มีคำตอบที่ถูก หรือผิดแน่นอน ต้องมั่นใจว่าผู้สัมภาษณ์ สามารถวิเคราะห์ความฉลาดของผู้ตอบได้โดยปราศจากความลำเอียง เช่น ผู้ถามมีคำตอบในใจแล้ว ถ้าผู้ตอบ ตอบไม่ตรง แม้จะเป็นคำตอบที่ถูก ก็จะผิดในความคิดของผู้ถาม·       ในสภาวะถูกกดดัน ผู้ตอบอาจตื่นเต้นหรือเกิดความเครียด จนไม่สามารถดึงความฉลาดออกมาได้อย่างเต็มที่ ทำให้องค์กรเสียโอกาสในการรับคนที่มีความสามารถมาร่วมงาน (นอกจากจะเป็นการวัดความสามารถในการควบคุมอารมณ์)·       การสัมภาษณ์งานแบบปริศนา ช่วยให้ได้คนเก่งที่คิดนอกกรอบอย่างสร้างสรรค์ก็จริง แต่ไม่สามารถระบุได้ว่าเขาจะซื่อสัตย์หรือภักดีต่อองค์กรแค่ไหน เพราะยิ่งถ้ามีความเก่งมาก แต่งานที่ทำไม่มีแรงจูงใจที่ดีพอย่อมต้องการเปลี่ยนสถานที่ทำงานใหม่  ถือว่าตนมีความสามารถมากเป็นที่ต้องการของผู้อื่น และการทำงานเป็นทีมก็ลำบาก เพราะคนเก่งจะไม่ยอมรับฟังความคิดเห็นของผู้อื่น ·       การสัมภาษณ์แบบปริศนาไม่ได้เป็นตัววัดความสามารถทั้งหมดที่มีอยู่ในตัวของผู้ถูกสัมภาษณ์ เพราะการทำงานต้องอาศัยปัจจัยอื่นประกอบด้วย เช่น ความรับผิดชอบ การตรงต่อเวลา เป็นต้น ถ้าเราได้คนที่เก่งด้านความคิดมา แต่ไม่สนใจว่าต้องรับผิดชอบงานอะไรบ้าง หรือถ้ามีการเสนอผลงานแล้วมาช้า ต่อให้งานดีแค่ไหน ถ้าไม่ตรงต่อเวลาก็ไม่มีใครต้องการเพราะอาจทำให้งานเสียหายได้

เรียนท่านอาจารย์จีระและทีมงาน Chira Academy  

How Would You Move Mount Fuji?

องค์กรทุกๆ  องค์กร  ต่างต้องการที่จะจ้างพนักงานที่มีความสามารถ  และสร้างผลงานที่มีคุณค่ากับองค์กร  ดังนั้น  องค์กรจึงต้องมีกระบวนการคัดเลือกที่รอบคอบ  และเหมาะสม  เพื่อลดการสูญเสียค่าใช้จ่ายในการจ้างพนักงานที่ไม่เหมาะสม  ไม่พึงปรารถนา  และเพื่อที่องค์กรจะได้รับพนักงานที่มีคุณภาพอย่างแท้จริง ดังเช่นวิธีการคัดเลือกบุคลากรเข้าทำงาน  ของบริษัท Microsoft   คือ วิธี “ Puzzle  Interviews”  เป็นวิธีการคัดเลือกบุคลากรที่มีประสิทธิภาพ  ทำให้สามารถคัดเลือกบุคลากรที่มีคุณภาพ  มีความสามารถ-ฉลาด  เข้ามาทำงานให้กับองค์กร   องค์กรจึงเกิดการพัฒนา  และต่อไปนี้ จะขอนำเสนอ  ข้อเด่น-ข้อด้อย  ของหนังสือเล่มนี้  ดังนี้  ข้อเด่น  : 1.   สามารถวัดสิ่งที่ไม่สามารถวัดได้ เช่น  ความฉลาด, ไหวพริบ  เป็นต้น  และเป็น   การวัด ที่ให้ผลทีค่อนข้างตรงกับบุคลิกที่แท้จริงของบุคคลผู้นั้น                     2.   องค์กรได้บุคลากรที่มีความฉลาด มีปฏิภาณไหวพริบ และการคิดนอกกรอบ          มีความสามารถเข้ามาทำงาน  ทำให้องค์กรพัฒนาอย่างต่อเนื่องไม่สิ้นสุด3.       บุคคลที่จะประสบความสำเร็จต้องเป็นคนที่สนใจในรอบด้าน  แม้สิ่งนั้นจะเป็นสิ่ง     เล็กๆน้อยๆ4.           หนังสือประกอบไปด้วยคำถามที่ทดสอบไหวพริบ  สติปัญญา และความคิดสร้างสรรค์  แต่แฝงไปด้วยความสนุกสนาน  5.       มีคำแนะนำวิธีการเตรียมความพร้อมสำหรับการสัมภาษณ์เชิงปริศนา6.           มีคำแนะนำบริษัทเกี่ยวกับการสัมภาษณ์อย่างไร  ให้ได้คนที่มีคุณภาพมาร่วมงานด้วย

ข้อด้อย  :                     1. ความไม่คงที่ของการประเมินคำตอบผู้สมัครของผู้สัมภาษณ์  ที่ไม่มีหลักเกณฑ์ทีสามารถวัดออกมาได้แน่นอน และชัดเจน  ซึ่งอาจเกิดความลำเอียงขึ้น  ส่งผลให้การประเมินคาดเคลื่อน  ไม่ยุติธรรมได้  ((เนื่องจาก Puzzle  Interviews บางประเภทเป็นคำถามที่ไม่มีใครรู้คำตอบที่แน่นอน  จึงเป็นคำถามวัดความคิดและการให้เหตุและผลของคำตอบจากผู้สมัครงาน)                2.ผู้ที่ตั้งคำถาม  ควรเป็นผู้ที่มีความเข้าใจจิตใจมนุษย์อย่างแท้จริง  จึงจะสามารถสร้างคำถามที่มีประสิทธิภาพ  และได้ผลที่แท้จริง            3.ขาดแรงจูงใจ  แม้ว่าวิธีการ Puzzle  Interviews  จะทำให้องค์กรสามารถได้ บุคลากรที่มีความสามารถมาทำงานกับองค์กร  แต่เนื่องจาก ธรรมชาติของมนุษย์ทุกคน   จะทำในสิ่งใด  หรือไม่ทำในสิ่งใด  ขึ้นอยู่กับแรงจูงใจ  (Motivation) ที่ไปกระตุ้นให้เกิดพฤติกรรมนั้นๆ   เช่น  ให้รางวัลอย่างเหมาะสม, มีการวัดผลงานอย่างยุติธรรมสม่ำเสมอ ,  มีการแจ้งพนักงานทุกคนเพื่อให้ทราบ   สิ่งตอบแทนของผลงานแต่ละประเภทอย่างชัดเจน,  ชี้ให้เห็นความแตกต่างของงานแต่ละประเภท  เป็นต้น  ถ้าเขาพอใจกับสิ่งจูงใจที่ได้รับ  เขาก็จะสามารถเค้นความสามารถที่มีอยู่ในตัวออกมาใช้ได้อย่างต่อเนื่อง  เพื่อสร้างประโยชน์ให้กับองค์กรไม่สิ้นสุดอย่างไรก็ตามวิธี    Puzzle  Interviews เป็นวิธีการที่มีประโยชน์มากกับองค์กร  ถ้ามีการนำไปปฏิบัติอย่างจริงจัง   โดยเฉพาะองค์กรในประเทศไทย        สมาชิกในกลุ่ม  1.พิมพ์พร  เอี่ยมสะอาด2.อรุณี  วงษ์กุหลาบ3.กิตติวัฒน์  กุลจิระดิลก4.กัลย์สุดา  วังชนะชัย5.อโณทัย  แก้วสำอาง

6.พรชนก  สุขอาจ

ขอบคุณค่ะ

  • ยม "บทเรียนจากความจริง กับ ศ.ดร.จีระ 3 C กับ 3 Q ที่ รามคำแหง
    IP: xxx.9.157.73
    เขียนเมื่อ 
 สวัสดีครับ ศ.ดร.จีระ และท่านผู้อ่านทุกท่าน   เช้าวันนี้ ผมแสวงหาอาหารทางสมอง เช่นเคย ด้วยการค้นหาข้อมูลข่าวสารจาก Internet   รายการแรกที่ผมอ่านในเช้าวันเสาร์ก็คือ บทเรียนจากความจริง ของ ศ.ดร.จีระ จาก เว็บของ น.ส.พ.แนวหน้า http://www.naewna.com/gotocolumn.asp?ID=97 อาจารย์เขียน เกี่ยวกับ บทเรียนจากความจริง เรื่อง 3 C กับ 3 Q ที่รามคำแหง ในบทความนี้ ศ.ดร.จีระ เขียน บทเรียนจากความเป็นจริงได้น่าสนใจ ข้อความข้างล่าง แถบสีน้ำเงินคือข้อความที่ผมคัดลอกมาบางส่วนจากบทความที่อาจารย์เขียน ส่วนสีดำเป็นความเห็นของผม ซึ่งมีดังนี้ ครับ   ความขัดแย้งทางสังคม ในประเทศของเรามีมากขึ้นเรื่อยๆ คนไทยควรดูตัวอย่างของประเทศอิรักให้ดี เพราะมีการฆ่ากัน ขัดแย้งกัน ทำให้ทุกอย่างหยุดชะงักไปหมด เกิดสงครามกลางเมืองได้ปัจจุบันคนไทยบริโภคสื่อแบบคิดไม่เป็น ผมจึงขอฝากประเด็นให้สังคมไทยคิด วิเคราะห์ให้ดี ว่าจะทำอะไรและมีผลเสียหายอะไร กรุณานึกถึงพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว อันเป็นที่รักของเรา และพยายามอดกลั้นต่อเหตุการณ์ให้มากที่สุด เรื่องความขัดแย้ง กำลังมาแรง พอ ๆ กับ Innovation หรือว่าสองอย่างนี้จะสัมพันธ์กัน ที่ใดมี Innovation ที่นั่นอาจจะมีความขัดแย้ง  Innovation 1มีขึ้นมาเพื่อแก้ปัญหา กับเพื่อการพัฒนา ทั้งการแก้ปัญหาและการพัฒนา ย่อมมีผลกระทบต่อทรัพยากรมนุษย์ หรือจะเข้าหลักการที่ว่า เมื่อตัดสินใจแก้ปัญหาใด ปัญหาหนึ่ง ปัญหาอื่นย่อมตามมา  ผมมีความเห็นว่า ใครก็ตามที่คิดเรื่อง Innovation เพื่อการแก้ไขปัญหาหรือเพื่อการพัฒนาก็ตาม ควรนำแนวคิดปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียงมาเป็นเครื่องมือหนึ่งในการบริหาร Innovation คือคิดไว้ล่วงหน้าว่า ถ้าหากเกิดปัญหา จะมีแผนสอง สาม สี่ รองรับอย่างไร ให้เกิดผลกระทบน้อยที่สุด  ปัญหาความขัดแย้งทางการเมืองที่เกิดขึ้นอยู่ขณะนี้ ส่วนหนึ่งเกิดจากการที่ท่านนายกฯทักษิณ นำ Innovation ทางการบริหารกิจการบ้านเมือง การบริหารระบบราชการมาใช้  กลุ่มที่มีผลกระทบย่อมมีการเคลื่อนไหว   ผมขอฝากข้อคิดให้กับผู้ที่มีความหวังดีกับประเทศชาติ ทั้งภาครัฐและเอกชน ท่านที่กำลังคิดค้นหา Innovation มาช่วยเหลือสังคมประเทศชาติ ว่า Innovation ที่ท่านคิดค้นได้และจะนำไปสู่การปฏิบัติ ย่อมเท่ากับท่านกำลังแก้ปัญหาหรือกำลังพัฒนาอยู่ ท่านกำลังต้องการให้เกิดการเปลี่ยนแปลงไปในทางที่ดีแก่สังคม การเปลี่ยนแปลงดังกล่าวย่อมจะเกิดผลกระทบทั้งทางดีและไม่ดี ขึ้นได้  การพัฒนาคือการเปลี่ยนแปลง การเปลี่ยนแปลง คือการเจ็บปวด ถ้าท่านอาสาเข้ามาเป็นผู้นำ ผู้เปลี่ยนแปลง ต้องพร้อมรับความเจ็บปวด ไว้ให้ดีและเตรียมมาตรการป้องกันเอาไว้ เมื่อการเปลี่ยนแปลงเกิดขึ้น ความเจ็บปวดเกิดขึ้น การพัฒนาจะเกิดขึ้นตามมา  เปรียบเสมือน คนที่ไม่เคยออกกำลังกายมาก่อนเลย แล้วอยากจะออกกำลังกาย และวันแรกที่ออกไปวิ่ง หรือยกน้ำหนัก ย่อมปวดเมื่อกล้ามเนื้อมาก และถ้าหยุดเพราะความเจ็บปวด การออกกำลังกายเพื่อให้สุขภาพแข็งแรง ก็จะไม่บรรลุผล  การนำ Innovation ไปใช้ก็เช่นกัน ผมส่งกำลังใจ มาให้ผู้ที่พยายามที่จะใช้ Innovation ในการช่วยเหลือสังคม ประเทศชาติ  ในอดีต สังคมไทยเป็นสังคมที่ค่อนข้างมีสันติสุข ต้องเก็บความดีเหล่านี้ไว้ประโยคนี้ผมเห็นด้วยกับ ศ.ดร.จีระ เป็นอย่างมาก ในอดีตสังคมไทยมีของดีหลายอย่าง และของดีหลายอย่างกำลังจะสูญสิ้นไป  ส่วนหนึ่งอาจจะมาจาก ผลกระทบของการเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็วในยุคโลกาภิวัตน์  ซึ่งดูเหมือนว่าโลกหมุนเร็วขึ้นเพราะการเปลี่ยนแปลงทางด้านการเมือง เศรษฐกิจ สังคม องค์ความรู้และเทคโนโลยีฯ มีการเปลี่ยนแปลงเป็นไปอย่างรวดเร็วมาก  เพื่อความอยู่รอดของทรัพยากรมนุษย์ มนุษย์บางกลุ่มจึงละเลย ของดีในประวัติศาสตร์ ของสังคม ประเทศชาติไป  ตรงนี้เตือนสติให้นักบริหาร นักจัดการการเปลี่ยนแปลง นักคิดค้น Innovation ทั้งหลาย ขอให้ตระหนักให้ดี  ไม่มีอะไรได้มาโดยไม่เสีย นวัตกรรม ต้องไม่ทำให้เสียสภาพแวดล้อมที่ดี ซึ่งอาจจะมีผลกระทบต่อทรัพยากรมนุษย์ ในอนาคต   สัปดาห์ที่ผ่านมา ผมมี 2 งานที่น่าสนใจ ฝากให้ผู้อ่านได้นำไปคิดต่อ
เรื่องแรกคือ กลุ่มนวัตกรรมทางการศึกษา สำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน กระทรวงศึกษาธิการ เชิญผมและคณะไปทำ workshop เรื่องนวัตกรรมทางการศึกษา 2 วันในวันศุกร์ที่ 25 และวันเสาร์ที่ 26 สิงหาคม ศึกษานิเทศก์กว่า 50 คน เข้าร่วมด้วย ได้หารือกันว่า จะจัดระบบการศึกษาเชิงนวัตกรรมให้โรงเรียนระดับประถมศึกษาและมัธยมศึกษาให้พัฒนาไปสู่ความเป็นเลิศได้อย่างไร การที่สำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน กรุณาเชิญผมและทีมงานไปร่วมถือว่าเป็นนวัตกรรมอย่างหนึ่ง ที่ท้าทายมาก  ผมต้องขอบคุณ ผู้อำนวยการสำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน แทนคนไทย ที่ท่านมีวิสัยทัศน์ ได้เชิญ ศ.ดร.จีระ และทีมมาแลกเปลี่ยนความคิดเห็นและทำ Workshop เรื่อง นวัตกรรมทางการศึกษา ศ.ดร.จีระ ท่านเป็นผู้ทรงคุณวุฒิ ที่มีความรู้สด มีความสามารถ และที่สำคัญท่านมีคุณธรรม มีความมุ่งมั่นความปรารถนาดีต่อสังคมประเทศชาติอย่างมาก ท่านคิด ท่านทำอะไร มุ่งเพื่อชาติบ้านเมืองเป็นหลัก ผมสังเกตได้จากการบรรยายของท่าน จะสอดแทรกเรื่องการแนวคิด คุณธรรม ในการพัฒนาประเทศ อยู่เสมอ  ท่านทำการ PR .ให้คนรักชาติมากขึ้น และมีแนวคิดใหม่ ๆ มีกำลังใจที่จะทำการใหญ่เพื่อชาติ บ้านเมือง  และที่สำคัญ แนวคิดของท่านจะให้ประเด็นโป๊ะเช๊ะ สั้น ๆ เป็นตัวอักษร เช่น ทฤษฎี 4L’s ก็ถือว่าเป็นนวตกรรมทางการเรียนการสอนได้  ทฤษฎี 8K’s เกี่ยวกับทุนที่จะใช้ในการบริหารพัฒนาทรัพยากรมนุษย์ในประเทศ ก็ถือว่าเป็น นวัตกรรมทางด้าน HR .ได้เป็นอย่างดีและผมดีใจ เป็นเกียรติอย่างมาก ที่ได้มีโอกาสไปร่วมแชร์ความรู้กับศึกษานิเทศก์ ผู้เข้าร่วมสัมมนา จาก สำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน กระทรวงศึกษาธิการ แต่ละท่านมีความรู้ ความตั้งใจ และมี Innovation ทางการศึกษาที่น่าสนใจอยู่หลายท่าน  ประเทศไทยเราจึงมีความหวัง ที่จะได้ผู้ทรงคุณวุฒิเหล่านี้ ช่วยพัฒนาทรัพยากรมนุษย์ของชาติ  แบบนี้ อยากให้ท่านรัฐมนตรีกระทรวงศึกษาธิการหันมามอง และให้การสนับสนุน อย่างเต็มทีมากขึ้น เพราะประเทศชาติจะได้รับผลประโยชน์ในที่สุด   ผมมีโอกาสได้รับเชิญจากมหาวิทยาลัยรามคำแหง ซึ่งจัดหลักสูตร MBA ที่เน้น Innovation เป็นกิจกรรมใหม่ของอาจารย์ศุภชัย หล่อโลหการและอธิการบดี ศ.รังสรรค์ แสงสุข ทำร่วมกัน และอธิการบดี ศ.รังสรรค์ แสงสุข ทำร่วมกัน ผมถือว่ามหาวิทยาลัยรามคำแหง เป็นตลาดวิชาที่น่าสนใจ และเมื่อวันอาทิตย์ที่ 20 สิงหาคม ผมกับนายกสภามหาวิทยาลัยรามคำแหง คุณประจวบ ไชยสาส์น ได้คุยกันถึงวิธีการที่จะเปลี่ยนบัณฑิตของรามคำแหงจาก Quantity ไปสู่ Quality” ผมต้องขอขอบคุณ ศ.ดร.จีระ ที่ได้เปิดโอกาสให้ผมได้ไปร่วมแชร์ความรู้และประสบการณ์กับโครงการนี้  ผมสังเกตเห็นว่า นักศึกษา ในหลักสูตรนี้ เป็นผู้มีปัญญา มีความมุ่งมั่น หิวความรู้ ต้องการสร้าง นวัตกรรม เพื่อการพัฒนา การมีปฏิสัมพันธ์ในระหว่างเรียน ทำให้ผมเห็นว่า นักศึกษา ม.รามคำแหงฯ ในปัจจุบันนี้มีคุณภาพมากกว่าในอดีต  และที่สำคัญคือ หลักสูตร MBA ที่เน้น Innovation เป็นกิจกรรมใหม่ ก็เป็นแห่งแรกของประเทศไทย ที่เกิดขึ้นที่ ม.รามคำแหง ก็เป็นเรื่องที่ท้าทาย กล้าคิด กล้าทำ ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งที่ทำให้เกิด นวัตกรรมทางการศึกษาในระดับมหาวิทยาลัยของบ้านเมืองเรา ถือว่าเป็นสิ่งที่ดี  และจะดีมากยิ่งขึ้น ถ้าการศึกษาดังกล่าว สามารถผลิตมหาบัณฑิตที่มีคุณภาพออกสู่สังคมไทย ตามที่ท่านประจวบ ไชยสาส์น ได้คุยกับ ศ.ดร.จีระ ซึ่งผมเชื่อว่า ด้วยวิสัยทัศน์ของ ศ.ดร.จีระ อาจารย์ศุภชัย หล่อโลหการและอธิการบดี ศ.รังสรรค์ แสงสุข ทำร่วมกัน ย่อมทำได้แน่นอน   คำว่า "นวัตกรรม" ไม่ใช่แค่ creativity หรือสิ่งประดิษฐ์เท่านั้น ต้องมีความรู้ในเรื่องเหล่านั้นอย่างสมบูรณ์ มีระบบความคิดที่เป็นวิทยาศาสตร์ด้วย สุดท้ายคือทำให้ประสบความสำเร็จ ซึ่งวัดได้จากการมีลูกค้า ประเทศได้ประโยชน์ องค์กรได้ประโยชน์ ประโยคนี้ ผมเห็นด้วยกับ ศ.ดร.จีระ เป็นอย่างมาก Innovation ต้องอาศัย ท. ท้าทายที่จะคิด ที่จะทำสิ่งใหม่ ๆ และต้องมี ท.ทำ คือ Action ให้เกิดผล เกิดประโยชน์กับสังคม ซึ่งควรคำนึงถึง ท.เที่ยงธรรม เพื่อคุณธรรมและความยั่งยืน ให้สอดคล้องกับจริยธรรม ความดีที่มีอยู่ ซึ่งก็ควรมี ท. ท่าที ที่ดี ที่จะคิด จะทำ ท่าที่ที่ดี จะเกิดจากความคิดดีก่อน อันจะนำไปสู่พฤติกรรม การกระทำที่ดี และควรมี ท.ทบทวน ว่าสิ่งนวตกรรมที่ทำนั้น ควรต้องมีการพัฒนาปรับปรุงอะไรให้ดียิ่งขึ้น ทบทวนดูว่าจะมีผลกระทบที่ดีหรือไม่ดีอย่างไร กับใครและควรจะทำอย่างไรต่อไป “2 คือ action plan หรือ project จะต้องทำให้สำเร็จ จึงเป็นที่มาของทฤษฎี 3 C คือ
- C
แรกคือ คนไทยไม่ชอบ change หรือการเปลี่ยนแปลง
- C
ที่สองคือ คนไทยไม่ชอบทำอะไรโดยมองไปถึงลูกค้า Customer
- C
สุดท้ายคือ คนไทยที่เป็นหัวหน้าหรือผู้นำไม่ค่อยฟังลูกน้อง มักจะคิดว่าฉันรู้แล้ว ชอบทำตัวเป็นผู้สั่งการ Command and control ไม่ Listening และ Learning จึงมักจะทำให้โครงการ Innovation ไม่สำเร็จ  ผมเห็นด้วยกับ ศ.ดร.จีระ โดยเฉพาะอย่างยิ่ง C ตัวสุดท้าย ที่ ท่าน ศ.ดร.จีระ ให้ข้อคิดไว้ เรื่อง Command and Control เป็นสิ่งสำคัญที่อาจจะเป็นได้ทั้งความสำเร็จและอุปสรรค ในการพัฒนา ในการสร้างนวตกรรม แต่หัวหน้าหรือผู้นำบางคน ก็ลืมตัว ใช้อำนาจสั่งการและควบคุมเท่านั้น  จึงทำให้เป็นอุปสรรคต่อการพัฒนา นวัตกรรม ผู้นำยุคใหม่ที่เป็นเลิศ จึงควรสร้างบรรยากาศในการทำงานให้ลูกน้อง ได้มีโอกาสใช้ความรู้ ความสามารถ มีความคิดสร้างสรรค์ สร้างนวตกรรมมาเสนอ ผู้นำยุคใหม่ทึ่เป็นเลิศ จึงควรเล่นบทบาทเป็นผู้ส่งเสริม สนับสนุนทีมงาน ให้มีความสุข ให้ได้มีโอกาสศึกษาหาความรู้ มาช่วยพัฒนางาน สร้างสรรค์สิ่งใหม่ ๆ ให้องค์การ   รูปแบบการทำงานที่สำเร็จในอดีตอาจจะไม่สามารถรับรองความสำเร็จในปัจจุบันและอนาคต ได้อีกต่อไป  การส่งเสริมให้ทีมงานได้มีความรู้ใหม่ ๆ เปิดโลกทัศน์ การให้โอกาส การให้ความรู้ การให้อภัย เป็นสิ่งที่ผู้นำยุคใหม่ ควรต้องมีให้กับทีมงาน เพื่อให้เกิดนวตกรรม  ทรัพยากรมนุษย์ทีมีคุณภาพและนวตกรรมที่มี่คุณภาพจะทำให้องค์การอยู่รอดได้  “3 Q เป็นความคิดของอาจารย์ยม นาคสุข มองแบบกว้าง จึงบอกว่า 3 Q ที่ต้องมีและจำเป็นในเรื่อง HR คือ
- Q
ที่หนึ่ง Quality of HR คือต้องมีคนมีคุณภาพในองค์กรก่อน
- Q
ที่สอง คือคนเหล่านั้นต้องคิดเป็น Quality of Thinking
และถ้ามี Q ที่ 1 และ Q ที่ 2 จะมี Q ที่สาม คือ Quality of Innovation ได้
เมื่ออ่านแล้วลองไปคิดดูว่า จะนำมาใช้อย่างไรในองค์กรของท่าน แต่ที่แน่นอนคือ Innovation มาแรง จำเป็นและใช้ได้ในระบบของคนไทยแน่นอน แต่ HR จะเป็นตัวกระตุ้นหรือตัวถ่วง ซึ่งถ้าเข้าใจก็เอาชนะอุปสรรคเหล่านั้นได้  ผมขอขอบพระคุณ ศ.ดร.จีระ เป็นอย่างมาก ที่กล่าวถึงแนวคิดของผมไว้ในหนังสือพิมพ์แนวหน้าฉบับวันเสาร์ที่ 26 ส.ค.นี้ รู้สึกเป็นเกียรติอย่างมาก ทฤษฎี นวัตกรรม 3 Q’s ซึ่งผมได้แชร์กับนักศึกษา MBA การจัดการนวัตกรรม ของ มหาวิทยาลัยราคำแหง ทฤษฎีดังกล่าวต้องการให้นักศึกษามีแนวทางในการบริหารจัดการด้าน นวัตกรรม ได้ดียิ่งขึ้น ถ้านักศึกษานำไปบูรณาการกับทฤษฎี 8K’s ศ.ดร.จีระ  Quality of Human Resources  หมายถึง คุณภาพทรัพยากรมนุษย์ นวัตกรรมที่มี่คุณภาพจะเกิดได้จากทรัพยากรมนุษย์ที่มีคุณภาพเท่านั้น  ทรัพยากรมนุษย์ที่มีคุณภาพ มักจะมีพื้นฐานทฤษฎีทุน 8K’s ของ ศ.ดร.จีระ อย่างครบถ้วน เมื่อทรัพยากรมนุษย์ มีคุณภาพ ย่อมทำให้เกิด Q ต่อมา คือ Quality of Thinking, Action and Continue Improvement ทรัพยากรมนุษย์ที่มีคุณภาพเมื่อมีทุน 8K’s ครบถ้วน จะเป็นทรัพยากรมนุษย์ที่เก่งและดี มีคุณธรรม ซึ่งจะคิดและทำดี คิดสร้างสรรค์ ศึกษาหาความรู้และพัฒนาตนเอง พัฒนางานอย่างต่อเนื่อง ทำให้เกิด Q ตัวต่อมาคือ Quality of Innovation นวัตกรรมที่มีคุณภาพ ซึ่งได้มาจากทรัพยากรมนุษย์ที่มีคุณภาพ และนวตกรรมที่มีคุณภาพ จะทำให้ทรัพยากรมนุษย์ มีคุณภาพขึ้น เข้าหลักการที่ว่า คนพัฒนางาน งานพัฒนาคน ครับ ผมขอเชิญชวนท่านผู้อ่าน ติดตาม สาระน่ารู้ กับ ศ.ดร.จีระ จากรายการโทรทัศน์สู่ศตวรรษใหม่ทาง ช่อง 11 ทุกวันอาทิตย์แรกของเดือน เวลา 14.00-15.00 น. และออกอากาศอีกทีทาง UBC 7 ทุกวันอาทิตย์ที่ 2 ของเดือนเวลา 14.00-15.00 น. และรายการคิดเป็นก้าวเป็นกับดร.จีระ ทาง UBC 7 อาทิตย์ที่ 1,3 และ 5 ของเดือนเวลา 13.00-13.50 น. นอกจากนั้นยังมีรายการวิทยุ knowledge for people วันพุธ เวลา 19.30 - 20.30 น. ทางสถานีวิทยุ อสมท. F.M. 96.5 MHz Hz   คอลัมน์บทเรียนจากความจริงกับดร.จีระของหนังสือพิมพ์แนวหน้าทุกวันเสาร์หน้า 5 และรายการเศรษฐกิจพอเพียงกับโลกาภิวัตน์ ทาง ททบ. 5 ทุกวันอังคารและวันพุธ เวลา 9.55 น. – 10.00 น. หรือทาง http://www.chiraacademy.com/   เชิญท่านติดตามศึกษาหาความรู้ จากผลงานของ ศ.ดร.จีระ และร่วมกันแสดงความคิดเห็น สะสมสร้างทุนทางความรู้ ทุนทางปัญญา และทุนทางสังคม ใน Blog นี้ ครับ   ขอความสวัสดีจงมีแด่ทุกท่าน ยม นักศึกษา ปริญญาเอก รัฐประศาสนศาสตร์ดุษฎีบัณฑิต
  • ยม "บทเรียนจากความจริง กับ ศ.ดร.จีระ 3 C กับ 3 Q ที่ รามคำแหง
    IP: xxx.9.157.73
    เขียนเมื่อ 
3 C กับ 3 Q ที่รามคำแหง[1]ความขัดแย้งทางสังคม ในประเทศของเรามีมากขึ้นเรื่อยๆ คนไทยควรดูตัวอย่างของประเทศอิรักให้ดี เพราะมีการฆ่ากัน ขัดแย้งกัน ทำให้ทุกอย่างหยุดชะงักไปหมด เกิดสงครามกลางเมืองได้
ปัจจุบันคนไทยบริโภคสื่อแบบคิดไม่เป็น ผมจึงขอฝากประเด็นให้สังคมไทยคิด วิเคราะห์ให้ดี ว่าจะทำอะไรและมีผลเสียหายอะไร กรุณานึกถึงพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว อันเป็นที่รักของเรา และพยายามอดกลั้นต่อเหตุการณ์ให้มากที่สุด
มีข่าวว่ารักษาการนายกรัฐมนตรีจะเดินทางไปต่างประเทศมากขึ้นในช่วงก่อนเลือกตั้ง น่าจะผ่อนคลายบรรยากาศทางการเมืองไปได้ จะได้ไม่เผชิญหน้ากัน ส่วนฝ่ายต่อต้านก็ขอให้ทำอะไรภายใต้ขอบเขตของกฎหมาย อย่ายั่วยุมากเกินไป สำคัญที่สุดคือ ฝ่ายรัฐบาลที่มีอำนาจรัฐ ต้องปฏิบัติตามกฎหมายอย่างเคร่งครัด และมีความอดกลั้น
ในอดีต สังคมไทยเป็นสังคมที่ค่อนข้างมีสันติสุข ต้องเก็บความดีเหล่านี้ไว้
ถ้าคนไทยรู้จักคิด วิเคราะห์ แยกแยะให้ได้ว่า อะไรคืออะไร คงจะมีโอกาสแก้ปัญหานี้ได้ แต่จะสร้างสังคมให้คิดเป็น วิเคราะห์เป็น ต้องใช้เวลา อย่างน้อยตัวผม ทีมงานจะทำหน้าที่เหล่านี้ต่อไปให้ดีที่สุด
สัปดาห์ที่ผ่านมา ผมมี 2 งานที่น่าสนใจ ฝากให้ผู้อ่านได้นำไปคิดต่อ
เรื่องแรกคือ กลุ่มนวัตกรรมทางการศึกษา สำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน กระทรวงศึกษาธิการ เชิญผมและคณะไปทำ workshop เรื่องนวัตกรรมทางการศึกษา 2 วันในวันศุกร์ที่ 25 และวันเสาร์ที่ 26 สิงหาคม ศึกษานิเทศก์กว่า 50 คน เข้าร่วมด้วย ได้หารือกันว่า จะจัดระบบการศึกษาเชิงนวัตกรรมให้โรงเรียนระดับประถมศึกษาและมัธยมศึกษาให้พัฒนาไปสู่ความเป็นเลิศได้อย่างไร
ผู้จัดได้ดูรายการคิดเป็นก้าวเป็นกับดร.จีระทาง UBC 7 เห็นผมกับอาจารย์ศุภชัย หล่อโลหการ ผู้อำนวยการสำนักงานนวัตกรรมแห่งชาติ ทำงานเรื่องนวัตกรรมร่วมกัน ผมเห็นว่าการที่สำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน กรุณาเชิญผมและทีมงานไปร่วมถือว่าเป็นนวัตกรรมอย่างหนึ่ง ที่ท้าทายมาก เพราะหากนำเอานวัตกรรมไปให้โรงเรียนใช้ได้จริงๆ คงจะช่วยเด็กนักเรียนได้มาก สำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐานเป็นองค์กรใหญ่ จะทำงาน routine แบบเดิมไม่ได้ การศึกษาไทยจะต้องให้เด็กคิดเป็น วิเคราะห์เป็น เน้นการเรียนรู้ตลอดชีวิต ซึ่งจะมาเล่าในสัปดาห์หน้า
ส่วนที่ได้ทำไปแล้ว เมื่อวันอาทิตย์ที่ผ่านมาคือ ผมมีโอกาสได้รับเชิญจากมหาวิทยาลัยรามคำแหง ซึ่งจัดหลักสูตร MBA ที่เน้น Innovation เป็นกิจกรรมใหม่ของอาจารย์ศุภชัย หล่อโลหการและอธิการบดี ศ.รังสรรค์ แสงสุข ทำร่วมกัน ผมถือว่ามหาวิทยาลัยรามคำแหง เป็นตลาดวิชาที่น่าสนใจ ปัจจุบันมีนักศึกษาจบระดับปริญญาตรีขึ้นไปเป็นจำนวนมาก กว่า 600,000 คน และเมื่อวันอาทิตย์ที่ 20 สิงหาคม ผมกับนายกสภามหาวิทยาลัยรามคำแหง คุณประจวบ ไชยสาส์น ได้คุยกันถึงวิธีการที่จะเปลี่ยนบัณฑิตของรามคำแหงจาก Quantity ไปสู่ Quality
ในวันนั้นผมได้ใช้เวลาประมาณ 4 ชั่วโมงพูดถึง HR หรือทรัพยากรมนุษย์กับการสร้างนวัตกรรม มีนักเรียนปริญญาโทจากหลากหลายอาชีพกว่า 100 คน เข้าฟัง ถึงแม้ว่า ห้องเรียนอาจจะใหญ่เกินไป แต่ในเวลา 4 ชั่วโมง สามารถทำให้นักศึกษากว่า 100 คน สนใจ ตั้งใจ นำเอาความรู้เรื่อง Innovation ไปใช้ให้เกิดประโยชน์
เรื่องแรกคือ คำจำกัดความ
คำว่า "นวัตกรรม" ไม่ใช่แค่ creativity หรือสิ่งประดิษฐ์เท่านั้น แต่จำเป็นต้องมีทั้งสอง
เพียงแค่มี creativity หรือสิ่งประดิษฐ์ ก็ไม่พอ ต้องมีความรู้ในเรื่องเหล่านั้นอย่างสมบูรณ์ มีระบบความคิดที่เป็นวิทยาศาสตร์ด้วย เมื่อมี 2 สิ่งแล้ว จะต้องมีสิ่งที่สามตามมาคือ มีกลุ่มคนหรือเจ้าภาพหรือเจ้าของ นำไปทำ จะเป็น action plan หรือ project ให้ได้
สุดท้ายคือทำให้ประสบความสำเร็จ ซึ่งวัดได้จากการมีลูกค้า ประเทศได้ประโยชน์ องค์กรได้ประโยชน์
2
ขั้นตอนดังกล่าว จำเป็นต้องใช้ HR ด้วย เช่นเรื่อง creativity หรือสิ่งประดิษฐ์ จะมีอุปสรรคใหญ่คือเรื่องระบบการศึกษาที่ไม่กระตุ้นให้คนไทยคิดเป็น
เรื่องที่สองคือคนไทยชอบพูดแต่ไม่ชอบทำ มักกลัวความผิดพลาด จึงไม่กล้าลงมือ
ประเด็นสุดท้าย คือถ้ามี 1 คือ creativity หรือสิ่งประดิษฐ์ และ 2 คือ action plan หรือ project จะต้องทำให้สำเร็จ จึงเป็นที่มาของทฤษฎี 3 C คือ
- C
แรกคือ คนไทยไม่ชอบ change หรือการเปลี่ยนแปลง
- C
ที่สองคือ คนไทยไม่ชอบทำอะไรโดยมองไปถึงลูกค้า Customer
- C
สุดท้ายคือ คนไทยที่เป็นหัวหน้าหรือผู้นำไม่ค่อยฟังลูกน้อง มักจะคิดว่าฉันรู้แล้ว ชอบทำตัวเป็นผู้สั่งการ Command and control ไม่ Listening และ Learning จึงมักจะทำให้โครงการ Innovation ไม่สำเร็จ
ผู้อ่านน่าจะลองไปศึกษาดูแต่ละกรณีที่กระทบตัวเรา ส่วน 3 Q เป็นความคิดของอาจารย์ยม นาคสุข มองแบบกว้าง จึงบอกว่า 3 Q ที่ต้องมีและจำเป็นในเรื่อง HR คือ
- Q
ที่หนึ่ง Quality of HR คือต้องมีคนมีคุณภาพในองค์กรก่อน
- Q
ที่สอง คือคนเหล่านั้นต้องคิดเป็น Quality of Thinking
และถ้ามี Q ที่ 1 และ Q ที่ 2 จะมี Q ที่สาม คือ Quality of Innovation ได้
เมื่ออ่านแล้วลองไปคิดดูว่า จะนำมาใช้อย่างไรในองค์กรของท่าน แต่ที่แน่นอนคือ Innovation มาแรง จำเป็นและใช้ได้ในระบบของคนไทยแน่นอน แต่ HR จะเป็นตัวกระตุ้นหรือตัวถ่วง ซึ่งถ้าเข้าใจก็เอาชนะอุปสรรคเหล่านั้นได้  จีระ หงส์ลดารมภ์
[email protected]

โทร. 02-273-0180, 0-2619-0512-3
โทรสาร 0-2273-0181  


[1] http://www.naewna.com/gotocolumn.asp?ID=97

        การวิเคราะห์จุดแข็ง จุดอ่อน ของหนังสือ How  Would You Move Mount Fuji?

โดยกลุ่ม 3

ศิริรัช ,ชาญธวัช ,สุพัชชา ,สุทธิพงศ์ ,ปรียานันท์ ,ศรีทอง จุดแข็ง*วงการ HR เริ่มหันมาสนใจใช้คำถามประเภท Logic  puzzle มากขึ้น   ซึ่งทำให้ทราบถึงแนวความคิดไหวพริบปฏิภาณ และการคิดนอกกรอบ ของผู้สมัครงาน *แผนกทรัพยากรมนุษย์ของบริษัทไมโครซอฟ คือบุคคลที่ประสบความสำเร็จเกี่ยวกับความเสมอภาค และใช้หลักการหมั่นตั้งคำถามอยู่เสมอเหมือนสฟิงค์ และเลือกพนักงานโดยดูจากการตอบปัญหาว่ามีความกล้าหาญ เพื่อลดพนักงานออก *เปลี่ยนแปลงอเมริกาเข้าสู่ระบบที่มีความก้าวหน้า  เปลี่ยนคนจากคนที่ไม่เด็ดเดี่ยวไปเป็นคนที่เป็นอัจฉริยะ  เลือกคนให้เหมาะสมกับงานโดยอาศัยการทดสอบ IQ      *ที่มาของคำถามมาจากพนักงานเข้ามามีส่วนร่วมในการตั้งคำถาม  จะทำให้เกิดความแปลกใหม่และมีความหลายมากขึ้น *หลังจากคัดเลือกบุคคลได้แล้วต้องไม่เสียต้นทุนเพิ่มในการรักษา การปรับเปลี่ยนพฤติกรรมที่ยากยิ่งของพนักงาน *การสรรหาต้องยึดหลักว่า หลีกเลี่ยงคำถามที่ทำให้เกิดผลเสีย ไม่ถามถึงเบื้องหลังที่ผ่านมาแต่ยึดที่ความสามารถในปัจจุบัน ไม่ถามว่าทำอย่างไรจึงจะเป็นลูกจ้างที่ดี จนสุดท้ายแม้แต่คนที่เคยทำไม่ดี *การสัมภาษณ์งานที่ดีมักจะมีการวางอุบาย การวางกับดักและการทำให้เกิดความสับสน จุดประสงค์ก็เพื่อใช้ในการคัดเลือกว่าจ้างงานสำหรับผู้ที่มีความสามารถ *การประเมินคำถามในการสัมภาษณ์และการทดสอบนั้น จะต้องกำหนดไว้ว่าคุณคาดหวังว่าจะได้รับอะไร ซึ่งจะช่วยในการตัดสินใจในการว่าจ้างงาน *ความรับผิดชอบในการสัมภาษณ์คือต้องมั่นใจว่าผู้สมัครเข้าใจคำถาม และต้องไม่คาดการณ์คำตอบไว้ล่วงหน้า *การคัดเลือกบุคลากรแบบ หาคนให้เหมาะสมกับองค์กร และให้ความสำคัญกับวัฒนธรรมองค์กร จะทำให้บุคลากรนั้นพูดถึงองค์กรในทางที่ดีอยู่เสมอ *ความซื่อสัตย์ในการคัดเลือกพนักงานไม่ว่าจะได้พนักงานหรือไม่  แต่สุดท้ายก็จะได้มิตรที่ดี *การแก้ปัญหาอย่างง่ายๆ คือ การตัดหรือคัดเลือกสิ่งที่ไม่ใช่ ไม่ถูกต้องออกไป ก็จะทำให้รู้หรือได้สิ่งที่ถูกต้องจริงๆ *การตัดกรอบทางความคิด ความต่อต้านที่มีในจิตใจออกได้  จะทำให้สามารถมองเห็นปัญหาได้อย่างแท้จริง *ผู้แก้ปัญหาที่ดีต้องทราบลักษณะของปัญหา *องค์กรที่จะอยู่รอดและประสบความสำเร็จอยู่ได้ ต้องมีการพัฒนาองค์กรอยู่เสมอ ไม่หยุดอยู่กับที่******************************************************************************จุดอ่อน**การคัดเลือกคนโดยยึดการวัด IQ จะเหมาะกับองค์กรที่มีลักษณะธุรกิจขาย Idea  หรือนวัตกรรมใหม่เสมอ แต่ไม่เหมาะกับการคัดเลือกคนในบางตำแหน่ง เช่น   Operation  และ QA  QC **คำถามประเภทที่ไม่มีใครรู้คำตอบ  ซึ่งแม้แต่ผู้สัมภาษณ์เองก็ยังไม่รู้คำตอบที่ถูกต้องเหมือนกัน อยู่ที่ว่าใครจะตอบได้ดีกว่ากัน  ซึ่งหมายความว่าผู้สัมภาษณ์ต้องฉลาดและมีประสบการณ์สูงในการมองลักษณะคนและเข้าใจความต้องการขององค์กรอย่างถ่องแท้ถึงจะได้คนที่เหมาะสมจริงๆ  ถ้าไม่เช่นนั้นจะง่ายต่อการ Bias ในลักษณะเฉพาะของคนนั้นๆได้ **น้อยครั้งที่ผู้ที่กำลังจะแก้ปัญหาจะหาข้อมูลเพื่อสนับสนุนในการแก้ปัญหา เช่นการสร้างบ้าน แต่ไม่รู้ว่าใครจ่ายเงินและใช้เงินเท่าไหร่ เป็นต้น **การขาดแรงกระตุ้นจะทำให้คนเก่งที่ผ่านการสัมภาษณ์ไม่เกิดการพัฒนาและก่อปัญหาให้กับองค์กร **การใช้คำถามที่ต้องใช้เทคนิค ซึ่งเป็นสิ่งที่จำได้ง่าย  จะทำให้ไม่สามารถดึงความฉลาดของผู้สมัครออกมาได้อย่างเต็มที่ **การตัดสัดคัดเลือกคนด้วยความพอใจ ประทับใจในเบื้องต้น จะเป็นการทำลายวัตถุประสงค์ของการสัมภาษณ์  เพราะอาจทำให้ไม่ได้บุคลากรที่มีคุณสมบัติอย่างที่ต้องการ **การสัมภาษณ์ที่จริงจัง จะทำให้การคัดเลือกบุคคลที่เหมาะสมกับงานได้เพียงเล็กน้อย  **การไม่พยายามแก้ปัญหาที่เกิดขึ้น ก็จะไม่ทำให้ทราบว่าปัญหานั้นคืออะไร   **คอมพิวเตอร์ไม่สามารถประมวลช่องทางในการแก้ปัญหาที่มีมากมายได้เท่ามนุษย์ **ไม่มีใครสามารถตัดความคิดต่อต้านที่อยู่ในจิตใต้สำนึกได้อย่างเด็ดขาด **การตัดสินใจด้วยความไม่รู้  ความไม่แน่ใจจะทำให้เกิดความผิดพลาด  *****************************************************************************

ขอแสดงความนับถือ

สมาชิกกลุ่ม 3  

      

กัปตันซึบาสะพาบอลไทยไปบอลโลก!!

      กับการที่ได้รับข่าวจากที่เพื่อนๆคุยกันว่า กัปตันซึบาสะพาบอลไทยไปบอลโลก!!”  มันทำให้ผมต้องรีบไปหาซื้อหนังสือพิมพ์ สยามกีฬาสตาร์ซ็อคเกอร์รายวันของเช้าวันนี้มาอ่านให้ได้ ด้วยความที่ดีใจระคนกับความแปลกใจเล็กๆเพราะฟุตบอลโลกปีนี้เป็นครั้งแรกที่ไปจัดที่ทวีปแอฟริกา ที่ประเทศแอฟริกาใต้(ประเทศที่ชื่อเหมื่อนว่าจะจนแต่เศรษฐกิจค่อนข้างดี เมืองก็สวยด้วย) ในความดีใจที่ว่าคือการที่ประเทศไทยสามารถเอาชนะญี่ปุ่นในการแย่งแชมป์ของกลุ่มได้ทำให้ไทยสามารถผ่านเข้ารอบ 32 ทีมสุดท้ายโดยอัตโนมัติ โดยที่ในกลุ่มยังประกอบไปด้วยทีมชาติออสเตรเลีย (ที่เป็นครั้งแรกเช่นกันที่มาเตะคัดเลือกร่วมกับทีมในเอเชีย ซึ่งทีมนี้ก็เข้ารอบสองของการแข่งขันเมื่อ 4 ปีที่แล้วที่เยอรมันด้วยก่อนจะตกรอบด้วยฝีเท้าของทีมแชมป์อย่างอิตาลี!!) อีกต่างหาก อย่างนี้ถ้าไม่ดีใจตอนนี้ก็รู้ว่าจะไปดีใจตอนไหนแล้ว ดูรายนามผู้ทำประตูพบว่าไทยชนะแบบชิวเฉียดด้วยสกอร์ 1-0 ผู้ที่ทำประตูชัยคือกัปตันทีม ชื่อซึบาสะ อ่านมาถึงตอนนี้เริ่มแปลกใจแล้วว่าตอนเป็นเด็กของคนรุ่นเดียวกับผม(รุ่นที่ดูหนังเรื่องแฟนฉันแล้วเข้าใจและอินมากๆขนาดที่นึกทีไรเห็นวงสาว สาว สาว ทำทรงผมหน้าม้ามาร้องเพลงให้ฟังที่ข้างหูเลย) ไอ้กัปตันซึบาสะนี้มันเป็นชื่อของการ์ตูนญี่ปุ่นที่เคยอ่านตอนเด็กนี่!แล้วมันจะมาอยู่ทีมไทยแล้วทะลึ่งยิงประตูช่วยให้ไทยเอาชนะทีมญี่ปุ่นได้อย่างไร งงครับ มันคงต้องคิดย้อนอดีตกลับไปดูอีกครั้งครับว่ามันเป็นไปได้อย่างไร(นึกคราวนี้ไม่มีวงสาว สาว สาว ทำทรงผมหน้าม้ามาร้องเพลงให้ฝังที่ข้างหูแล้วนะครับ)     เมื่อก่อนนี้ก่อนที่จะมีการ์ตูนซึบาสะออกมาวงการฟุตบอลเอเชียนี้โดนครอบครองโดยทีมอย่างซาอุ หรือเกาหลีใต้ ส่วนญี่ปุ่นยังไม่ต้องพูดถึง ถึงแม้จะร่ำรวยแต่ฟุตบอลแย่(บางครั้งก็น่าคิดครับประเทศที่ GDP ต่ำๆอย่างบราซิลแต่เก่งฟุตบอลมาก หรือว่าความสามารถในทางฟุตบอลจะแปรผกผันกับความสามารถในการแข่งขันทางเศรษฐกิจ)แต่ทางญี่ปุ่นเริ่มพัฒนาวงการฟุตบอลของเขาโดยมีการวางแนวทางการพัฒนาวงการฟุตบอลของเขาอย่างชัดเจนโดย

  • มีการจัดแข่งขัน เจลีกที่เป็นรูปธรรม มีผู้บริหารสมาคมที่ดี การจัดการดี มีทุนทรัพย์มาก (วงกลมที่หนึ่งในสามวงกลม - context)
  • มีการจ้างโค้ชชาวต่างชาติที่เก่งมาสอนนักฟุตบอลของเขา(วงกลมวงที่สองในการสร้างทักษะ ความสามารถ – Competencies )
  • มีนักฟุตบอลที่เก่งๆที่ใกล้จะแขวนรองเท้ามาใว้ในทีมเพื่อให้นักฟุตบอลในทีมเลียนแบบและร่วมถึงการ์ตูนซึบาสะด้วยที่ทำให้คนญี่ปุ่นบ้าฟุตบอลเอามากๆ(วงกลมวงที่ 3 การสร้างแรงจูงใจ – Motivation)
 จากการวางแผนที่เป็นระบบรวมถึงการจัดการด้านทุนมนุษย์ที่เหมาะสมทำให้วงการฟุตบอลญี่ปุ่นผงาดอยู่ในแถวหน้าของเอเชีย แต่ต่อไปไม่ใช่อีกแล้วครับเพราะไทยมีการวางแผนที่ดีกว่าการจัดการด้านทุนมนุษย์เราก็ดีกว่าจนเรามีซึบาสะที่เก่งกว่าต้นฉบับ มันน่ายินดีจริงๆ แล้วผมก็เผลอหลับไปพร้อมกับฝันความสูขอย่างที่ไม่เคยเป็นมาก่อนแต่ก็มีสิ่งที่น่ารำคาญก่อตัวที่ข้างหูของผม ผมก็คว้ามันขึ้นมาดูที่แท้มันก็คือโทรศัพท์มือถือของผมนั้นเอง(สิ่งประดิษฐ์ที่ทำให้โลกเปลี่ยนแปลงอย่างมากๆในรวบทศวรรษที่ผ่านมา)มันกำลังส่งเสียงเตือนว่ามีข้อความเข้ามานั้นเอง ผมก็เลยเรียกดูข้อความผมก็พบความประหลาดใจอย่างมากคือมีข้อความว่า “21.43 น. ไทยแพ้อินโดนีเซีย 0-1 ฟุตบอลเมอร์ดิกาคัพนัดสามตกรอบโดยไม่ชนะใคร โอ้พระเจ้าที่แท้ผมก็ฝันไป ที่แท้ทีมไทยยังต้องใช้ความพยายามอย่างมากในการรักษาแชมป์ซีเกมส์ แล้วนี้ประเทศไทยก็ต้องเป็นเจ้าภาพบอลโลกแน่ทีมไทยจึงจะได้ไปเตะบอลโลก เนื่องจากการจัดการด้านทุนมนุษย์ทางด้านฟุตบอลของเราค่อนข้างสม่ำเสมอมากๆ(ย่ำๆอยู่กับที่ซะส่วนใหญ่) การที่จะทำให้บอลไทยไปบอลโลกทาง สมาคมฟุตบอลอาจจะต้องคิดนอกกรอบใช้บุคลากรที่มีความรู้ด้านการจัดการทุนมนุษย์ที่เก่งๆไปบริหารสมาคมก็น่าจะดีขอแสดงความนับถือชาญธวัช ฝ่ายหมื่นไวย์
  • ศรีทอง โคตะมะ ,ศรัญญา จำเนียรกาล ,นายสุทธิพงศ์ คงขาว
    IP: xxx.144.211.99
    เขียนเมื่อ 
ความคิดเห็นของกลุ่มที่ 6 (Job Tasks)

เรียน อ.จีระ , อ. พจนารถ และทีมงาน ได้มอบหมายให้แสดงความเคิดเห็นในหัวข้ออื่นๆที่นอกเหนืองานกลุ่มของตนเองซึ่งได้แก่

    1. Opportunity ทางกลุ่มเห็นด้วยกับความคิดของกลุ่มนี้ แต่อยากจะขอเสริมเรื่องความมั่นคงขององค์กรหรือโอกาสที่องค์กรจะอยู่รอดในธุรกิจเนื่องจากจุดนี้เป็นปัจจัยในการตัดสินใจเข้าร่วมงานกับองค์กร  

    2. Culture and Purpose   ทางกลุ่มเห็นด้วยกับความคิดเห็นของกลุ่มนี้และอยากจะขอเสริมเรื่อง การเปิดโอกาสให้คนรุ่นใหม่,  การเป็นองค์กรที่มีคุณธรรม เช่นไม่เอาเปรียบแรงงานเด็ก   การเป็นองค์กรที่ตรงต่อเวลา,   องค์การที่เป็นผู้นำในธุรกิจที่ดำเนินอยู่ 

     3. Relationships ทางกลุ่มเห็นด้วยกับความคิดเห็นของกลุ่มนี้ และอยากเสริมในเรื่อง Coworker ควรมีการทำงานเป็น Team, ควรมี Positive thinking จะช่วยสร้างบรรยากาศในการทำงาน  ,แต่ละคนมีความตั้งใจและความรับผิดชอบในทำงานไม่ต้องกระตุ้นตลอดเวลา,  ควรมีการมองงานของกันและกันจะทำให้งานสอดคล้องและต่อเนื่องกัน 

     4. Leaderships ทางกลุ่มเห็นด้วยกับความคิดเห็นกลุ่มนี้ และอยากเสริมลักษณะของควรมีความเฉลียวฉลาดเป็นที่พึ่งได้ของทีมงาน,  ควรมีสามารถในการหาข้อมูลได้เพื่อใช้ในการตัดสินใจได้ดี  

     5. Quality of Life  ทางกลุ่มเห็นด้วยและอยากของเสริมเรื่องจัดให้มี  Flexible Time เนื่องจากเป็นไปได้ที่การทำงานอาจติดพันทำให้ต้องอยู่เคลียร์งานจนเสร็จหรือจนดึก  ดังนันควรจัดให้การเข้างานแปรผันตามความเร่งด่วนของงานหรือการเลิกงาน,  บางครังบิดามารดาป่วยการให้สิทธิ์ในการดูแลครอบครัวเพื่อเฝ้ารักษาพยาบาลตามสมควรจะสามารถครองใจพนักงานได้และยังเป็นการส่งเสริมความสัมพันธ์ในครอบครัว 

      6.Total compensation   ทางกลุ่มเห็นด้วยกับกลุ่มนี้และขอเสริมเรื่องการส่งเสริมให้พนักงานอยู่นานในองค์กรโดยให้ของกำนัล(Gifts) เช่น สร้อยคอทองคำ  ฯลฯ   ท้ายที่สุดนี้ในที่ทำงานที่มีทุนแห่งความสุข (Happiness Capital) จะเป็นสิ่งที่ผูกใจพนักงานทุกคนไว้ ขอขอบคุณ

เรียน ศ.ดร.จีระ อ.ยม และทีมงาน เมื่อวันอาทิตย์ที่ 27 ..49 กับหัวข้อ Talent Management ซึ่งอาจเป็นเรื่องที่ดูเหมือนจะเข้าใจไม่ยาก แต่ในทางปฏิบัตินั้น ยากมาก และขึ้นอยู่กับ บุคลิก ลักษณะ ทัศนคติ ความสามารถ หรือสิ่งต่างๆในบุคคลคนหนึ่ง อาจารย์ให้ดูเทปสัมภาษณ์ Mr.Steven ถึงวิธีการบริหารคนที่มีความสามารถโดดเด่นนั้น ควรทำอย่างไร เนื้อหาที่พอจะสรุปได้ก็คือทุกองค์กรย่อมต้องการบุคลากรที่มีความสามารถจึงมีการคัดเลือกผู้ที่มีความสามารถตามคุณสมบัติที่องค์กรนั้นต้องการ  ลักษณะของการบริหารดาวเด่นหรือการบริหารความสามารถ (Talent Management) เช่น

  - ผลักดันให้เกิดความกระตือรือร้น อยากแสดงความสามารถที่มีออกมา มีการพัฒนาและนำมาใช้เพื่อประโยชน์ขององค์กร

-คำนึงถึงวิสัยทัศน์ขององค์กรและมีวิธีการเพื่อไปให้ถึงวิสัยทัศน์นั้น โดยมีผู้นำที่ทำหน้าที่บริหารและหาคนให้เหมาะสม   กับตำแหน่ง  เพื่อให้งานที่ออกมามีประสิทธิภาพ- มีการวางแผนกับการบริหารความสามารถซึ่งต้องมีความยืดหยุ่นสามารถปรับเปลี่ยนได้ตามสภาพสังคม และสถานการณ์ สิ่งสำคัญอีกประการก็คือ  ถ้าบุคลากรในองค์กรมีความสามารถโดดเด่น ก็ย่อมเป็นที่ต้องการของคู่แข่งด้วย  ดังนั้นเมื่อได้คนเก่งมาแล้วก็ต้องรักษาให้อยู่กับองค์กรนานๆ โดยการสร้างแรงจูงใจด้วยวิธีต่างๆ เช่น   - เห็นถึงความสำคัญ มอบอำนาจ หรือ มอบหมายงานที่ทำให้พนักงานรู้สึกภูมิใจและทำให้เค้ารู้สึกว่าตัวเองมีคุณค่า ต่อองค์กร  เช่น การมอบงานที่เหมาะสมไม่ใช่ให้งานง่ายๆจนทำให้ลูกน้องรู้สึกว่าเป็นการดูถูก เช่น ในระดับสูง อาจนำความสามารถพิเศษ มาใช้ในการกำหนดกลยุทธ์ขององค์กรได้  - มีการให้รางวัลพิเศษเป็น รูปธรรม เช่น การให้ผลตอบแทนพิเศษตามผลงานที่ทำได้ นอกจากจะได้ดูเทปแล้วยังมีการทำ Workshop เป็นกลุ่ม เพื่อแลกเปลี่ยนความคิดเห็นในกลุ่มย่อย ก่อนที่จะนำเสนอ เพื่อแลกเปลี่ยนความรู้กับกลุ่มอื่นๆ  ซึ่งสมาชิกในกลุ่มประกอบด้วย 

1.    นายปรัชญา   เคียนงาม               

 2.  นางสาวณัฏฐา  มั่นคง            

                3. นายปราโมทย์  เลิศสถาพร      

4. นางสาวทิพวรรณ  คงเมือง            

                5.นางสาววิชชุวรรณ ชอบผล                               

6.  นางสาวพันธุ์ทิพย์  น้ำทิพย์        

7.นางสาวศมน อิศรางกูร ณ อยุธยา 

 

กับ 3 หัวข้อดังนี้

1.   Talent คืออะไร

-  ประกอบด้วย ความรู้ ทักษะ และทัศนคติ และต้องนำมาใช้ได้

- ทักษะ ความสามารถในการทำงานของบุคคล ที่ต้องมีวิธีการดึงความสามารถของคนมาใช้อย่างเหมาะสม เพื่อให้บรรลุเป้าหมายขององค์กร

-  ลุ่มคน หรือ บุคคล ที่มีความโดดเด่นในเรื่องที่เป็นประโยชน์กับงาน เช่นมีความสามารถ  มีความเป็นผู้นำ มีมนุษย์สัมพันธ์ที่ดี มองการณ์ไกล เห็นโอกาสก่อนคนอื่น เป็นต้น

-  แต่ละองค์กรมี Talent  ไม่เหมือนกัน เป็นความสามารถที่ทำให้แต่ละองค์กรประสบความสำเร็จ และในอค์กรเดียวกันก็มี Talent ต่างๆกัน ทำให้สามารถแบ่งคนได้เป็นหลายกลุ่ม 

2.   การคัดเลือก และ บริหาร Talent กับ ธุรกิจ Food Science ควรมีอะไรบ้าง

                   การคัดเลือกจะยังไม่เห็นถึงความสามารถของผู้สมัครในขั้นแรกเราจะทำได้เพียงการคัดเลือกจากสิ่งที่มองไม่เห็น นั้นคือ 1.ความรู้ทางปัญญา 2.ความสามารถทางด้านอารมณ์ โดยที่เราอาจจะมีวิธีในการคัดเลือก Talent Management ในธุรกิจ Food Science ดังนี้

        1.การดูจากพื้นฐานทางด้านความรู้ ประสบการณ์การทำงานและความชำนาญว่าตรงกับตำแหน่งที่เราจะรับหรือไม่

      2.ดูจากทักษะในการโต้ตอบ ในการแก้ไขปัญหา และดูลักษณะบุคคลิกภาพ

     3.ต้องมีการแสดงออกถึงความเป็นผู้นำ มีวิธีการคิด การตอบปัญหาอย่างเป็นระบบเป็นขั้นตอน

    4.ต้องเป็นคนมองโลกในมุมกว้าง เปิดรับข้อมูลข่าวสารและการเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้นบนโลก   ทราบถึงสภาวะการณ์ปัจจุบันแล้วนำความรู้และเหตุการณ์ต่างๆที่เกิดขึ้นมาปรับใช้กับการทำงาน   เพื่อให้เกิดประสิทธิภาพในการทำงานมากที่สุด

    5.ต้องเป็นคนที่มีทัศนะคติที่ดีต่อสิ่งต่างๆรอบๆตัว แต่อย่างน้อยต้องมีคุณสมบัติตรงกับงานที่ทำ เช่นดูจากหลักฐานทางการศึกษา ประสบการณ์ อาจมีการถามเพื่อวัดทัศนคติของผู้สมัครด้วย ส่วนการบริหาร   ต้องทำให้รู้เป้าหมาย ทัศนคติ วัฒนธรรมองค์กร ธุรกิจด้านอาหารมีการเปลี่ยนแปลงบ่อย  ต้องมีการบริหารเพื่อให้ทันกับสถานการณ์ และ ความนิยมปัจจุบัน เช่น การจัดอบรม กระตุ้นให้เกิดจิตสำนึกที่ดีในการผลิตและบริการ เพื่อให้เกิดความปลอดภัยของผู้บริโภค        

3.   ทำอย่างไร Talent Management จึงจะประสบความสำเร็จ       

      คนที่จะเป็น Talent นั้น ไม่ใช่เป็นคนเก่งอย่างเดียว ต้องเป็นคนดีด้วย การที่ให้รางวัล หรือการทำให้พนักงานรู้สึกมีคุณค่า ต้องไม่ทำให้ Talent รู้สึกว่าเหนือกว่าคนอื่นจนเข้ากับเพื่อนร่วมงานไม่ได้มักเกิดผลกระทบในทางไม่ดีต่อองค์กร ควรมีการส่งเสริมให้มีการทำงานเป็นทีมผลที่ได้นอกจากทำให้เกิดประสิทธิภาพในการทำงานที่ดียิ่งขึ้นแล้วยังเป็นการดึงความเป็นผู้นำของคนที่มีความเป็น Talent  แต่อาจยังไม่แสดง  ให้ออกมาด้วยส่วนการบริหารต้องทำให้รู้เป้าหมาย ทัศนคติ วัฒนธรรมองค์กร        มีการนำนวัตกรรมมาปรับใช้  และต้องเร็ว การที่จะสร้างเอกลักษณ์ให้กับองค์กรได้นั้น วิธีหนึ่ง        ก็คือการทำให้ลูกค้ารู้จักก่อน เช่นการเปิดตัวสินค้าถ้าไม่มีความแตกต่างย่อมไม่ทำให้ลูกค้าสนใจได้ 

กราบเรียนอาจารย์ ศ.ดร.จีระ หงส์ลดารมภ์  และสวัสดีเพื่อน ๆนักศึกษา และ ท่านผู้อ่านทุกท่าน นศ..โท บริหารธุรกิจเกษตรและอุตสาหกรรมอาหาร พระจอมเกล้าเจ้าคุณทหาร ลาดกระบัง สมาชิกกลุ่ม ที่ประกอบด้วย 1.นายวิทิต เลิศนิมิตมงคล          2.นางสาวจุฑาวรรณ เทพลิบ  3.นางสาวพัทธนันท์ สกุลกฤติ   4.นายประชา กองสุข    5.นายปรัชญา พุดดี      6.นางสาวศรัญญา จำเนียรกาล  

            ในการเรียนวันที่ 27/08/06 เรื่อง Talent Management จากที่ได้ทำ Work Shop กันในห้องมาสรุปได้ดังนี้

             ในสภาวการณ์เศรษฐกิจโลกในปัจจุบันที่มีการแข่งขันกันอย่างรุนแรง ทรัพยากรมนุษย์

ที่มีความรู้ความสามามีแรงจูงใจในการทำงาน และมุ่งพัฒนาตัวเองอยู่ตลอดเวลาถือเป็นกลไลที่สำคัญที่จะขับเคลื่อนองค์กรไปสู่ความสำเร็จได้ ปัจจุบันพบว่าองค์กรที่ประสบความสำเร็จต้องมีบุคลากรที่เราเรียกว่า คนเก่ง (Talent)” เป็นผู้ที่ขับเคลื่อนกระบวนการทำงาน และสร้างสรรกลยุทธ์เพื่อเอาชนะคู่แข่งในตลาด บุคคลที่มีศักยภาพแบบนี้มักเป็นที่ต้องการของทุกๆองค์กร ทำอย่างไรให้บุคคลเหล่านี้อยู่กับองค์กรได้นาน

 1.   Talent คืออะไร

คนเก่ง( Talent ) คือ บุคลากรที่มีสำคัญต่องานซึ่งมีแนวคิดเฃิงกลยุทธ์ที่แหลมคม มีความสามารถเป็นผู้นำ มีทักษะในการสื่อสาร มีความสามารถในการจูงใจและแนะนำผู้อื่น มีสัญชาตญานของความเป็นเจ้าของกิจการ มีทักษะในงานที่ทำและมีความสามารถที่จะมุ่งมั่นทำงาน

Talent Management  คือ กระบวนการวิเคราะห์และวางแผนอย่างเป็นระบบให้มีความสอดคล้องกันระหว่างการเสาะแสวงหาบุคลากร (sourcing) การคัดกรอง (screening) การคัดเลือก (selection) การกระจายไปทำงาน (deployment) การพัฒนา (development) ตลอดจนการรักษาให้คงอยู่กับองค์กร (retention) ของทรัพยากรมนุษย์ที่มีศักยภาพและความสามารถระดับสูงให้เกิดประสิทธิภาพสูงสุด 2.       การคัดเลือก และ บริหาร Talent กับ ธุรกิจ Food Science ควรมีอะไรบ้างคตินิยมที่ทุกองค์กรพึงตระหนักถึงความสำคัญของการแต่งตั้งพนักงานคือ วางคนให้เหมาะสมกับงาน (Put the right man on the right job)” แต่สำหรับการบริหารจัดการคนเก่ง เราต้องคิดไปไกลกว่านั้นครับ คือ จะทำอย่างไรให้เรารู้ว่า คนที่องค์กรจะนำไปวางหรือพูดกันให้ชัดเจน คือ ไปทำงานให้กับองค์กร นั้นเป็น คนเก่งจริง หากองค์กรใดใช้ต้นแบบ คนเก่งผิด ก็จะทำให้ได้คนที่ไม่เก่งมาทำงานแทน

สำหรับคัดเลือก Talent Management ในธุรกิจ  Food Science ต้องมีการกลั่นกรองในเบื้องต้นดังนี้

 

1.ดูพื้นฐานทางด้านความรู้ ประสบการณ์การทำงาน ตรงกับตำแหน่งที่ต้องการหรือไม่

2.การตอบสัมภาษณ์เช่น ถ้าถูก ถามว่า คุณทราบหรือไม่ว่า บริษัทเราผลิตอะไร ผู้สมัครต้องทำการบ้านมา ตอบคำถามได้ แสดงลักษณะความเป็นผู้นำออกมา มีการคิดอย่างเป็นระบบ บุคคลิกภาพก็เหมือนกัน3. การตัดสินใจ (Decision Making) หรือ การแก้ปัญหาที่ยุ่งยากต่าง ๆ (Problem solving) เป็นต้น เพื่อเป็นการยืนยันว่าพนักงานที่มีผลการทดสอบอยู่ในระดับที่องค์กรต้องการนั้นเป็นตัวจริง4.นอกจากความฉลาดทางปัญญา (IQ-Intelligence Quotient) ที่เรารู้จักกันมานานแล้ว ปัจจุบัน ผู้บริหารขององค์กรชั้นนำต้องหันมาสนใจในเรื่องของความฉลาดทางอารมณ์ 5.ต้องมีคุณธรรม จริยธรรม ในตัวเอง ติดตามสถานการณ์ของโลก และคู่แข่ง ขอยกตัวอย่างเช่น ตำแหน่ง วิจัยและพัฒนาผลิตภัณฑ์ (R&D) จะต้องชอบชิมอาหารทุกประเภท เพื่อการเรียนรู้สิ่งใหม่ตามทันสถานการณ์ และสามารถ นำมาประยุกต์ กับงานได้

6.เมื่อได้เข้ามาต้องกำหนดให้เข้ารับการฝึกอบรมในหลักสูตรที่สำคัญและจำเป็นต่อการพัฒนาในระดับที่สูงขึ้น เช่น หลักสูตรด้านการบริหารจัดการ,หลักสูตรด้านทักษะในเนื้องานด้านเทคนิคระดับสูง,การเข้าร่วมสัมมนาหรือเข้าอบรมในต่างประเทศ,การฝึกงานเฉพาะด้านในต่างประเทศ ฯลฯ

3.       ทำอย่างไร Talent Management จึงจะประสบความสำเร็จ       

การบริหารคนเก่งจะประกอบด้วยหลายๆกระบวนการมาเชื่อมโยงกันอย่างสอดคล้องเราถึงเรียกว่าการบริหารงานแบบนี้ว่าเป็นระบบ (System)” การได้มาซึ่งคนเก่งเข้ามาทำงาน เป็นเพียงแค่กระบวนการหนึ่งเท่านั้น แต่เป็นกระบวนแรกเริ่มที่มีความสำคัญสูงมากเพราะถ้าหากองค์กรนิยามคนเก่ง (Talent) ไม่ได้ ต้อง

1.จัดทำสายความก้าวหน้าในงาน (Career development) และทำผังทดแทน (Succession Plan) โดยกำหนดสายความก้าวหน้าในตำแหน่งงานของพนักงานที่เป็น Talent แต่ละคนว่าจะใช้เวลาเท่าใดในตำแหน่งนั้น ๆ เพื่อที่จะก้าวไปยังตำแหน่งต่อไป

 

2. การโอนย้าย (Job Rotation) หรือสับเปลี่ยนหน้าที่ความรับผิดชอบเพื่อให้เรียนรู้งานในหน่วยงานต่าง ๆ เพื่อเป็นพื้นฐานสำหรับความเข้าใจงานในภาพรวมตลอดจนความสัมพันธ์ของงานในองค์กร

 3.. มีการดูแลในเรื่องของค่าตอบแทนและสวัสดิการในด้านต่าง ๆ เช่น โบนัส,การขึ้นเงินเดือน,รถประจำตำแหน่ง หรือแม้แต่การให้หุ้นของบริษัทที่มากกว่าพนักงานดีเด่นรายอื่น ๆ เพื่อเป็นแรงจูงใจด้วยทางหนึ่ง

สรุปคือ HR จะต้องทราบว่าบุคคลที่เป็น คนเก่ง (Talent) ควรจะใส่ INPUT อย่างไร ให้คนเก่งนอกเหนือจากค่าตอบแทนที่วัดได้เพื่อจะเกิดเป็น ขบวนการ (PROCESS) และ จะได้เป็น OUTPUT ควรเพิ่มค่าตอบแทนที่วัดไม่ได้เช่น การ ให้ทุนทางความสุข ,ทุนทางปัญญา ซึ่งให้ตรงความต้องการของคนเหล่านั้นด้วย องค์กรจึงไปสู่เป้าหมายได้เพราะมี คนเก่งเหล่านั้นขับเคลื่อนองค์กรไปสู่เป้าหมาย

 

ด้วยความนับถือ

 

 

  • ยม " ไม่พบบทเรียนจากความจริงกับ ดร.จีระ ในเว็บของ น.ส.พ.แนวหน้า เสาร์ ที่ 2 ก.ย. 2549และ ภาวะผู้นำ ที่โรงแรมโอเรียลเต็ล"
    IP: xxx.9.157.28
    เขียนเมื่อ 
สวัสดีครับ ศ.ดร.จีระ และท่านผู้อ่านทุกท่าน

 เช้านี้ ผมหิวความรู้แต่เช้า และค้นหาบทความ "บทเรียนจากความจริง กับ ศ.ดร.จีระ" ในเว็บของ น.ส.พ.แนวหน้า ซึ่งปกติจะมีปรากฎทุกวันเสาร์ 

 เสาร์นี้ ผมพยายามหา แต่ไม่พบ ครับ  หรือว่าทาง แนวหน้าลืมโพสท์ข้อมูลของ อาจารย์

 

อย่างไรก็ตาม เมื่อวานนี้ ผมต้องขอขอบคุณ    ศ.ดร.จีระ เป็นอย่างสูง ที่ให้เกียรติผมไปร่วมแชร์ความรู้ประสบการณ์ เรื่อง LEADERSHIP ซึ่งอาจารย์ไปเป็น ผู้บรรยายให้กับผู้บริหารของโรงแรมโอเรียลเต็ล

ในการบรรยายผมเห็นอาจารย์มีเทคนิคเหนือชั้น ในการให้เกิดสังคมการเรียนรู้ในห้องอบรมสัมมนา เพราะอาจารย์ทำให้เกิดหลายเรื่อง    ในเวลาเดียวกัน คือ วิธีการกระตุ้นให้ผู้เรียน มีอารมณ์ร่วม ไม่ง่วงนอน  ประการต่อมา ถ่ายทอดองค์ความรู้ ด้านผู้นำ ประการต่อมาให้ผู้เข้าร่วมสัมมนามีส่วนร่วมเน้นผู้เรียนเป็นศูนย์กลาง บริหาร ความเชื่อ ของผู้ฟัง ด้วยการให้มีส่วนร่วมแสดงความคิดเห็น นอกจากให้ความรู้ ให้มีส่วนร่วม อาจารย์ได้ฝึกความเป็นผู้นำ ให้กับผู้เข้าร่วมสัมมนาและลูกศิษย์ด้วย เวลาที่ใช้ สามชั่วโมง ตอนท้ายของรายการ บรรยากาศเป็นไปด้วยดี  ผู้นำที่โรงแรมโอเรียลเต็ล ได้แสดงบทบาทออกมา สมกับความเป็นผู้นำในโรงแรมชั้นนำของโลก ชั้นหนึ่งของเมืองไทย งานนี้ ถ้าเป็นสไตล์ญี่ป่น เขาบอกว่า ทำงานได้มีประสิทธิภาพอย่างมาก

ที่ผมแนะนำเพิ่มเติมคือ ถ้าอาจารย์ไปบรรยายที่ไหน ผมเสนอว่าควรทำ Blog ไว้ล่วงหน้า แล้วควรมีเวลาอธิบายเรื่อง การใช้ Blog โดยเตรียมทำเป็นภาพสไลด์ไว้อธิบาย หน้าตาเว็บของอาจารย์ว่าเป็นอย่างไร และBlog ที่ผู้เข้าร่วมสัมมนาจะเข้าไปใช้คืออะไรหน้าตาอย่างไร ผมคิดว่า Bog มีประโยชน์กับผู้เรียนและผู้อ่านทุกคน และถือเป็นยุทธ์ศาสตร์หนึ่งที่ chiraacademy. ,มีไว้ให้ลูกค้าได้ใช้ จึงควรมีการทำ Blog สำหรับลูกค้าเชิงรุก ล่วงหน้าก่อนไปบรรยาย และนำเครือ่งมือทางการจัดการมาใช้บริหาร Blog ได้แก่ SWOT วิเคราะห์หาจุดอ่อน จุดแข็ง เพื่อการพัฒนาฯ Internal Audit ตรวจสอบ ประเมินผล  ปรับปรุงอย่างต่อเนื่อง ครับ

 

ส่วนเรื่องการแชร์ความรู้ เรื่อง Leadership เมื่อวานนี้ ที่อาจารย์บรรยาย ไป ผมสรุปได้ในประเด็นเรื่องคุณสมบัติของผู้นำ มีดังนี้ครับ

คุณสมบัติพึงประสงค์ของผู้นำ ยุคใหม่ มี

  1. มีการพัฒนาอยู่เสมอ (Everforward)ประโยคที่อาจารย์บอกให้ผู้เรียน อ่านหนังสือทุกวัน ทำให้ผมคิดถึงประเด็นนี้ ผมคิดต่อว่า ผู้นำต้องพัฒนา 3 เรื่อง คือ ประการแรก พัฒนาตนเอง สองพัฒนาทีม สามพัฒนานาย ห้าพัฒนาระบบการทำงาน หกพัฒนาความพึงพอใจของลูกค้า เจ็ดพัฒนาความพึงพอใจของพนักงาน ประการสุดท้ายพัฒนาผลประกอบการขององค์กร
  2. อาจารย์สอนผู้เข้ารับการอบรมว่า ให้รับฟังความคิดเห็นลูกน้อง ไม่เอาเปรียบลูกน้อง ทำให้ผมนึงถึงประเด็นที่ว่าผู้นำต้อง สร้างความรู้สึกประทับใจส่วนเป็นการส่วนตัว (Personal Touch) ต้องรู้จักบริหารความเชื่อให้ลูกน้องศรัทธา ผมคิดว่า ถ้าเราเชื่อศรัทธาลูกน้อง ลูกน้องก็จะศรัทธาเราเช่นกัน
  3. จากข้อ 2 ทำให้ผมคิดต่ออีกว่า ผู้นำ ต้อง มีความสามารถในการสื่อสารและเก่งเรื่อง คน(Communication and people skills)
  4. อาจารย์สอนให้ผู้นำที่โรงแรมโอเรียลเต็ล มีความกล้า ผู้นำยุคนี้จึงต้องมีความสามารถในการตัดสินใจ กล้านำในสิ่งที่ถูกต้อง(Decisiveness) ที่ผมคิดต่อไว้ว่า การตัดสินใจของผู้  ต้องถูก เหมาะ และควร กับเวลา สถานที่ และบุคคล ไม่ตัดสินใจแก้ปัญหาใดปัญหาหนึ่งแล้วมีปัญหาอื่นตามมา โดยไม่คิดแผนรองรับไว้
  5. และจากข้อที่ 4 ทำให้ผมคิดว่าผู้นำต้องมีวิสัยทัศน์ (Vision) ซึงอาจารย์ก็พูดถึงเรื่องนี้ ผมคิดต่อไปว่า มีวิสัยทัศน์อย่างเดียวไม่พอ ต้องรู้จักกระตุ้นทีมงานให้แปลงวิสัยทัศน์เป็น ภารกิจ(Mission) วัตถุประสงค์เป้าหมาย(Objectives)+ (Targets) และ แผนกลยุทธ์ นำไปสู่ตัวชี้วัดความสำเร็จ ขององค์การได้เป็นอย่างดี
  6. ผู้นำต้องแสดงความใส่ใจ(Focus) ประโยคอาจารย์สอนในห้องอบรมว่า เป็นผู้นำต้องรู้ข่าวสารโลก ต้องบริหารเวลา ไม่ควรเสียเวลาไปกับเรือ่งไม่เป็นเรื่อง  ทำให้ผมคิดถึงประเด็นนี้ เป็นผู้นำต้องรู้จัด Macro Management ให้ความสนใจเฉพาะเรื่อง CEO คือ Customer Satifaction, Employee Happiness and Development, Organization result เป็นหลัก จึงต้อง Focus สิ่งเหล่านี้
  7. ผู้นำต้องแสดงความเป็นของแท้(Authenticity) ประโยคที่อาจารย์ย้ำว่า เป็นผู้นำต้องกล้าคิด กล้านำ กล้าตัดสินใจ ผมจึงคิดถึงประเด็นที่ว่าผุ้นำต้องแสดงความเป็นของแท้คือ เป็นแบบอย่างที่ดีขององค์การได้ตลอดเวลา ยึดมั่นในคำพูด เมื่อพูดออกไปแล้วต้องศรัทธาและสนับสนุนด้วยการกระทำ มีความเป็นต้นแบบในเรืองคุณธรรม จริยธรรม การกระทำที่สร้างสรรค์

เนื่องจากเวลามีจำกัด ผมสรุปมาได้แค่ 7 ประเด็น ซึ่งที่จริง อาจารย์พูดไปมากกว่านี้มีสาระหลายอย่างที่ผมจับประเด็นไม่ทันครับ

ผมขอขอบคุณ ศ.ดร.จีระ อีกครั้งหนึ่งที่เปิดโอกาสให้ผมไปร่วมแชร์ความรู้ในเวทีนี้ และผมประทับใจทีมงานของอาจารย์ทุกคน ตั้งใจทำงานกันดีมาก และประทับใจ ผู้นำ และทีมฝึกอบรมที่โรงแรมโอเรียลเต็ล ทุกคน

ขอความสวัสดีจงมีแด่ทุกท่าน

สวัสดีครับ

ยม

  • คุณสุพัชชา คุณชาญธวัช คุณศรีทอง คุณสุทธิพงษ์ และคุณศิริรัช
    IP: xxx.64.88.20
    เขียนเมื่อ 

กราบเรียนท่านอาจารย์ .ดร.จีระ หงส์ลดารมภ สวัสดีพี่ๆทีมงาน และเพื่อน ๆนักศึกษาทุกคน

วันอาทิตย์ที่ผ่านมาเราได้เรียนเรื่อง Talent management และได้ร่วมกันแสดงความคิดเห็นในกลุ่มเกี่ยวกับ talent และองค์กร ได้ข้อสรุปว่า

Talent คือ กลุ่มคนที่มีความสามารถในแต่ละด้าน มีความชำนาญในด้านนั้นๆค่อนข้างสูงและยากต่อการเลียนแบบ และสามารถนำความสามารถนั้นมาใช้ให้เกิดประโยชน์สูงและเด่นชัด

และเราจะมีวิธีการอย่างไรในการคัดเลือกบุคคลากรที่เป็น Talent เข้าองค์กร จากแนวความคิดของกลุ่มได้สรุปไว้ดังนี้

1.ต้องมีการวัด IQ เพื่อให้ทราบความสามารถในการรับรู้ และเรียนร้ในอนาคต อาจให้ทำแบบทดสอบ หรือการสร้างการทดสอบสัมภาษณ์ที่วัด IQ

มีตัวอย่างในหนังสือ How Would You Move Mount Fuji? ซึ่งสามารถประยุกต์ได้

2.ต้องมีการวัด EQ เพื่อให้ทราบความสามารถในการทำงานร่วมกับคนอื่นและความสามารถในการปรับตัว พร้อมรับสถาณการณ์ต่างๆในอนาคต โดยการทดสอบสัมภาษณ์ที่วัด EQ

3. การทดสอบความร้พื้นฐานของสาขาที่จบการศึกษาทดสอบหาปริมาณการสะสมทุนทางความรู้

4. ทดสอบหาความสามารถในการสร้างทุนทางการสร้างสรรค์ และทุนนวัตกรรม

และสุดท้าย เราจะมีวิธีการรักษาคนกลุ่ม talent อย่างไร ให้อย่กับองค์กรได้นานที่สุด

จากลักษณะเด่นของคนกลุ่มนี้แล้วจะมีความทะเยอทยานสูง ตามความรู้ความสามารถที่สูงของเขา ดังนั้นโดยส่วนใหญ่การบริหารคนกลุ่ม talent ต้องทำให้เขาเห็นความก้าวหน้าในหน้าที่การงานที่ชัดเจนและต่อเนื่อง และต้องให้อำนาจการตัดสินใจในงานของเขาที่รับผิดชอบอย่างเต็มที่

และต้องให้โอกาสในการเรียนรู้ที่เฉพาะทางเพิ่มเติมเพื่อเพิ่มความสามารถของเขาในด้านอื่นๆอีก ในบางครั้งคนกลุ่มนี้อาจจะมี royalty ต่อองค์กรตำ แต่เมื่อเทียบมูลค่าที่เขาทำให้กับองค์กรก็จะคุ้มค่าตราบเท่าที่เขาเหล่านั้นอยู่

  • ยม "บทเรียนจากความจริง กับ ศ.ดร.จีระ โรงเรียนในฝัน"
    IP: xxx.139.223.18
    เขียนเมื่อ 

สวัสดีครับ ศ.ดร.จีระ และท่านผู้อ่านทุกท่าน

  

เช้านี้ วันอาทิตย์ที่ 3 กันยายน ถึงผมจะไม่ค่อยสบายนัก เนื่องจากมีอาการเป็นไข้หวัด แต่ไม่ได้เป็นอุปสรรคต่อการหาความรู้ ทาง internet และการค้นหาอ่านบทความ บทเรียนจากความจริง กับ ศ.ดร.จีระ ซึ่งสัปดาห์นี้อาจารย์ใช้ชื่อเรื่องว่า โรงเรียนในฝันให้ทันโลก ในบทความนี้ ศ.ดร.จีระ เขียน เล่าถึง 3 เรื่องสำคัญที่ท่านได้ทำ บทเรียนจากความเป็นจริงที่น่าสนใจ ผมแสดงความคิดเห็นเพิ่มเติม โดยใช้ข้อความข้างล่างนี้ แถบสีน้ำเงินคือข้อความที่ผมคัดลอกมาบางส่วนจากบทความที่อาจารย์เขียน ส่วนสีดำเป็นความเห็นของผม ซึ่งมีดังนี้ ครับ

   ข่าวการเมืองร้อน ๆ ข่าวการโยกย้ายทหาร ข่าวการเลือกคณะกรรมการการเลือกตั้งยังเดินหน้าอยู่ แต่ประเทศไทยต้องอยู่รอดและยั่งยืนในระยะยาวต่อไป ผมจะเขียนบทความเพื่อเป็นประโยชน์ต่อผู้อ่านต่อไป 

เรื่องการเมืองในบ้านเรา ทุกครั้งที่จะมีการเลือกตั้ง ผมสังเกตว่าจีเรื่องร้อน ๆ เช่นนี้ เสมอ  ตราบใดที่เรายังไม่มีระบบที่ดีในการพัฒนา กลั่นกรอง คัดสรรคนที่จะมาเล่นการเมืองให้ได้คนที่มีคุณภาพ คุณธรรม มีทุนมนุษย์ ตามทฤษฎี 8K’s ของ ศ.ดร.จีระ ระบบการเมืองของเราจะได้คนที่ทำงานในพรรคการเมือง ที่ทำงานเพื่อชาติเพียงบางส่วนเท่านั้น พอทำงานไปเรื่อย เครียดมากเข้า เจอกระแสทางการเมือง ก็จะทำให้ทุนที่พอมีอยู่ลดน้อยลง เช่น ทุนทางปัญญา ทุนทางความสุข ทุนทางจริยธรรมฯ ในที่สุดก็จะไม่ได้คิดถึงความยั่งยืน แนวทางแก้ไขคงต้องแก้ที่ระบบการศึกษา ให้พัฒนาทรัพยากรมนุษย์ให้มีคุณภาพมีศักยภาพ เทียบเท่านานาประเทศที่เจริญแล้ว  ถ้าพรรคการเมืองใดก็ตามขึ้นมาเป็นรัฐบาล แล้วทำงานเพื่อชาติจริง ก็น่าจะเน้นที่ตรงนี้ มากว่าการสร้างผลงานระยะสั้น

  เรื่องแรกคือ หน้าปกของ Newsweek เล่มล่าสุด เป็นการมองการศึกษาเป็นแบบ Global มากขึ้น ปัจจุบันเขาจัดอันดับมหาวิทยาลัยว่า ไม่ใช่เก่งในประเทศเท่านั้น จะจัดอันดับมหาวิทยาลัยเป็นระดับ Global University ผู้บริหารของไทย และผู้บริหารระดับกระทรวง ควรจะให้เด็กไทยศึกษา เพื่อไปสู่สังคมโลกให้ได้ และไม่ได้หมายความว่าจะเห็นด้วยกับโลกาภิวัตน์ทั้งหมด แต่จะเป็นการจัดการให้มีความรู้ ความเข้าใจในสังคมโลก หรือทันโลก ผมเห็นด้วยกับ ศ.ดร.จีระ เกี่ยวกับเรื่องนี้ งานใดก็ตามถ้าไม่มีการวัด ไม่มีการตรวจสอบผลว่าเป็นอย่างไร งานนั้นจะไม่สามารถบริหารได้ดีและมีคุณภาพ การวัด/การจัดลำดับจึงเป็นภารกิจสำคัญอย่างหนึ่งในการพัฒนา  การเป็นผู้นำ ไม่ใช่แค่กล้าตัดสินใจอย่างเดียว ต้องกล้าพอที่จะรับผลของการวัด กล้าพอที่รับฟังความคิดเห็นของมวลชน การจัดอันดับมหาวิทยาลัยในประเทศไทย จึงควรร่วมมือกัน และควรมีองค์กรกลางระดับภูมิภาคอาเซี่ยนและระดับโลกเข้ามาเป็นส่วนหนึ่งของคณะกรรมการในการจัดอันดับมหาวิทยาลัย  เราควรต้องทำเพื่อใช้เป็นส่วนหนึ่งในการพัฒนาประเทศ พัฒนาทรัพยากรมนุษย์ ของชาติ  มหาวิทยาลัยเป็นสถานบันหนึ่งที่มีหน้าที่ในการผลิตทรัพยากรมนุษย์ให้ประเทศ ให้สังคมโลก

ข่าวจากหนังสือพิมพ์มติชนเมือวานนี้ ลงข่าวเกี่ยวกับการจัดอันดับมหาวิทยาลัยในบ้านเรา ประเด็นที่น่าห่วงคือเมื่อผลออกมาแล้ว บางมหาวิทยาลัยไม่ยอมรับผลการจัดอันดับ มหาวิทยาลัยชื่อดังในภาคอีสาน มีชื่อเสียงในจังหวัดถูกจัดอันดับไว้ท้าย ๆ จัดอยู่ในอันดับเดียวกับสถาบันราชภัฏหลายแห่ง  ก็เป็นข้อมูลที่มหาวิทยาลัย สถาบันการศึกษาควรสนใจในรายละเอียด และกล้าเผชิญกับความจริง เพื่อนำไปสู่การพัฒนาที่ยังยืน พัฒนาระบบและคนในสถาบัน เพื่อมีศักยาภาพเพียงพอที่จะอยู่อันดับต้น ๆ ของโลกได้ในอนาคต

  

อีกเรื่องหนึ่งที่ผมอยากนำมาเล่าต่อ เมื่อสัปดาห์ที่แล้ว ผมได้ coach ผู้บริหารของสำนักพัฒนานวัตกรรมการจัดการศึกษา กว่า 40 ท่าน 2 วันเต็ม เรื่องนวัตกรรมกับการศึกษา สำเร็จเรียบร้อยแล้ว
นับว่า เป็นจุดเริ่มต้นของการเรียนรู้ที่ดีคือ เราจะไม่บรรยาย ( Lecture ) เท่านั้น แต่จะแบ่งปันความรู้กัน โต้ตอบ และสร้างมูลค่าเพิ่มร่วมกัน ผมได้เปิด Blog ให้หลายท่านแสดงความเห็นร่วมกันด้วย


สำนักพัฒนานวัตกรรมการจัดการศึกษามีหน้าที่หลายเรื่อง โดยเฉพาะเรื่องนวัตกรรมทางด้านการศึกษาเป็นสิ่งที่จำเป็นอย่างยิ่ง หวังว่าประชาชนคนไทยทั่วไป จะให้กำลังใจการทำงานของสำนักแห่งนี้ ซึ่งมีผลงานที่น่าสนใจ เช่น
-
การสอนภาษาอังกฤษแบบ ICT
-
การสอนคณิตศาสตร์แบบให้เด็กสนุกและคิดสร้างสรรค์
-
การเน้นให้เด็กกล้าแสดงออก มีภาวะผู้นำ
-
การให้เด็กได้มี Creativity และอาจจะมี Innovation ตามมา
-
การเน้นคุณธรรม จริยธรรม แบบวิถีพุทธในโรงเรียน
-
การเรียนหนังสือเพื่อสร้างความสมานฉันท์และสันติภาพให้เกิดขึ้น โดยเฉพาะโรงเรียน 3 จังหวัดภาคใต้

 ประเด็นเรื่องสำนักพัฒนานวัตกรรมการจัดการศึกษาที่ ศ.ดร.จีระ ไปบรรยายและร่วมแลกเปลี่ยนความคิดเห็นนั้น ผมเห็นด้วยกับอาจารย์ สำนักพัฒนานวตกรรมการจัดการศึกษา มีทรัพยากรมนุษย์ที่มีคุณภาพอยู่หลายท่าน และกำลังทำงานด้านนวตกรรมทางการศึกษา เพื่อแก้ไขและพัฒนาการศึกษาของชาติ ท่านผู้อำนวยการสำนักฯ เป็นผู้นำที่เป็นแบบอย่างที่ดี ทราบว่าท่านใกล้เกษียณ แต่ความคิด ทุนทางทรัพยากรมนุษย์ของท่านมีสูง คล่องว่องไว Smart และยังมีทีมงานในสำนักฯหลายท่านที่มีความมุ่งมั่นตั้งใจทำงานอย่างจริงจัง มีโครงการใหม่ ๆ ทางการศึกษาที่น่าสนใจน่าส่งเสริม รัฐบาลควรให้การสนับสนุนอย่างเต็มที่กับหน่วยงานนี้ 

ที่น่าประทับใจมากคือ ศ.ดร.จีระ ได้มีโอกาสเข้าไปเปิดโลกทัศน์ ชี้ประเด็นสำคัญ เกี่ยวกับโลกาภิวัตน์ เกี่ยวกับแนวทางในการสร้างนวตกรรมทางการศึกษา ด้วยทฤษฎี 4L’s ทฤษฎีนี้ จะเป็นการสร้างนวตกรรมทางการสอนของครู เป็นยุทธ์ศาสตร์การพัฒนาครูผู้สอนได้และยังเป็นการเปิดโอกาสให้ผู้เรียนได้พัฒนาสติปัญญาได้เป็นอย่างดี  ถือว่าเป็นนวตกรรมในการสอน การพัฒนาครูผู้สอนเป็นสิ่งสำคัญ ที่จะมองข้ามไม่ได้ 


 
วันจันทร์ หลังจากผมประชุมคณะกรรมการตุลาการศาลยุติธรรมเสร็จ ก็นั่งรถไปกับคุณสมควร และทีมงานผม คุณพลภัทร พรคุณานุภาพ ไปพูดให้ผู้อำนวยการโรงเรียนในฝันกว่า 600 คน เรื่องโรงเรียนในฝันให้ทันโลก
ปรากฎว่า เป็นบรรยากาศที่ดีมาก มีการนำเอาความรู้ใหม่ ๆ ที่สดและทันเหตุการณ์ไปแบ่งปันให้ผู้อำนวยการโรงเรียนฟัง และนำไปใช้ต่อให้เกิดประโยชน์ ให้มีโลกทัศน์กว้างขึ้น สร้างความเข้าใจอย่างดี ห้องประชุมนี้ใหญ่มาก แต่ความสนใจของทั้ง 600 คน มีสูง ตั้งใจฟัง และคิดต่อยอด มีการแลกเปลี่ยนความคิดเห็นกันอย่างเข้มข้น ผู้อำนวยการโรงเรียนหลายท่านได้ออกมาเล่าว่า ได้ทำไปแล้วหลายอย่าง จะทำอีก มีโรงเรียนแห่งหนึ่งบอกว่า เด็กทุกคนต้องมี Laptop แล้ว และทุกคนบริหารงานแบบแหวกวงล้อม เป็นแบบ paradigm shift จึงอยากให้กำลังใจผู้อำนวยการโรงเรียนในฝันทุกท่าน ผลจากการมี good connection ทุนทางสังคมตามทฤษฎี 8K’s ที่ ศ.ดร.จีระ กับทางคุณสมควร มีร่วมกันหลังจาก ศ.ดร.จีระ ร่วมการสัมมากับทางสำนักพัฒนานวตกรรมการจัดการศึกษา จึงทำให้มีโอกาสสำคัญ เช่นนี้ เป็นบทพิสูจน์ว่าทุนทางสังคม เป็นสิ่งสำคัญในการพัฒนา  ผู้อำนวยการโรงเรียนในฝัน 600 คน มารวมกันแล้วมีคนอย่าง ศ.ดร.จีระ ไปให้แนวทางในการพัฒนา สานฝันให้เป็นจริง แลกเปลี่ยนความคิดเห็นกัน ถือว่าเป็นนวตกรรมในการพัฒนาทรัพยากรมนุษย์ที่สำคัญของชาติ  ควรได้รับการสนับสนุนจากภารัฐและเอกชน

ชื่นชมคุณสมควร ที่รู้จักใช้ทุนทางสังคม ให้เกิดประโยชน์กับส่วนรวม แบ่งบันทุนสังคมนี้ให้กับผู้อำนวยการโรงเรียนในฝันทั้ง 600 แห่ง ชื่นชม ศ.ดร.จีระ ที่อุทิศกายใจ ทำงานเพื่อส่วนรวม เพื่อสังคมประเทศชาติ มีอุดมการณ์การทำงานเพื่อบ้านเมืองและยังคงรักษาความดีมีคุณธรรม เป็นกลาง สมกับคำว่า คนของแผ่นดิน ที่ลูกศิษย์ขอมอบคำนี้และจะยึดเป็นแบบอย่างที่ดี ในการทำงานต่อไป

  

ศ.ดร.จีระ ยังมีรายการโทรทัศน์สู่ศตวรรษใหม่ทาง ช่อง 11 ทุกวันอาทิตย์แรกของเดือน เวลา 14.00-15.00 น. และออกอากาศอีกทีทาง UBC 7 ทุกวันอาทิตย์ที่ 2 ของเดือนเวลา 14.00-15.00 น. และรายการคิดเป็นก้าวเป็นกับดร.จีระ ทาง UBC 7 อาทิตย์ที่ 1,3 และ 5 ของเดือนเวลา 13.00-13.50 น. นอกจากนั้นยังมีรายการวิทยุ knowledge for people วันพุธ เวลา 19.30 - 20.30 น. ทางสถานีวิทยุ อสมท. F.M. 96.5 MHz Hz   คอลัมน์บทเรียนจากความจริงกับดร.จีระของหนังสือพิมพ์แนวหน้าทุกวันเสาร์หน้า 5 หรือทาง http://www.chiraacademy.com/  เชิญท่านติดตามศึกษาหาความรู้ จากผลงานของ ศ.ดร.จีระ และร่วมกันแสดงความคิดเห็น สะสมสร้างทุนทางความรู้ ทุนทางปัญญา และทุนทางสังคม ใน Blog นี้ ครับ 

  

ขอความสวัสดีจงมีแด่ทุกท่าน

 ยม
  • ยม "บทเรียนจากความจริง กับ ศ.ดร.จีระ โรงเรียนในฝัน"
    IP: xxx.139.223.18
    เขียนเมื่อ 
โรงเรียนในฝันให้ทันโลก[1]

ข่าวการเมืองร้อน ๆ ข่าวการโยกย้ายทหาร ข่าวการเลือกคณะกรรมการการเลือกตั้งยังเดินหน้าอยู่ แต่ประเทศไทยต้องอยู่รอดและยั่งยืนในระยะยาวต่อไป ผมจะเขียนบทความเพื่อเป็นประโยชน์ต่อผู้อ่านต่อไป
คงจะช่วยให้หลายท่านนำไปใช้เป็นประโยชน์บ้าง ไม่มากก็น้อย นอกจากนี้ยังอ่านได้จาก website ของหนังสือพิมพ์แนวหน้า www.naewna.com ทุกวันเสาร์ สัปดาห์ที่แล้ว คุณหมอจากโรงพยาบาลภูมิพลท่านหนึ่งอ่านจากแนวหน้าและขอ website ของผม คือ www.chiraacademy.com ผมดีใจที่ได้ทำหน้าที่เป็นผู้ประสานความคิดต่อไป
วันนี้ผมมี 3 เรื่องจะเล่าให้ฟัง
เรื่องแรกคือ หน้าปกของ Newsweek เล่มล่าสุด เป็นการมองการศึกษาเป็นแบบ Global มากขึ้น ปัจจุบันเขาจัดอันดับมหาวิทยาลัยว่า ไม่ใช่เก่งในประเทศเท่านั้น จะจัดอันดับมหาวิทยาลัยเป็นระดับ Global University ผู้บริหารของไทย และผู้บริหารระดับกระทรวง ควรจะให้เด็กไทยศึกษา เพื่อไปสู่สังคมโลกให้ได้ และไม่ได้หมายความว่าจะเห็นด้วยกับโลกาภิวัตน์ทั้งหมด แต่จะเป็นการจัดการให้มีความรู้ ความเข้าใจในสังคมโลก หรือทันโลก
เป็นที่น่าสังเกตว่า ระดับ TOP 25 ส่วนใหญ่เป็นมหาวิทยาลัยในสหรัฐอเมริกา ตามด้วยอังกฤษ ญี่ปุ่น สวิตเซอร์แลนด์เล็กน้อย หากดูในระดับ TOP 50 จะเห็นมีมหาวิทยาลัยในเอเชีย 2-3 แห่งคือที่ญี่ปุ่นและสิงคโปร์ รัฐบาลไทยควรจะเอาจริง ให้มหาวิทยาลัยหนึ่งแห่งในประเทศไทยเป็นที่ยอมรับของโลกบ้าง หากโลกยอมรับ เราจะได้ปัญญาจากโลกมาแลกเปลี่ยนกับเรา ผมคิดว่ามหาวิทยาลัยที่น่าจะเป็นไปได้ในไทยมี :
-
สถาบันบัณฑิตบริหารธุรกิจศศินทร์ ( จุฬาฯ )
- ABAC
-
มหิดล
-
ขอนแก่น
-
เชียงใหม่
-
ธรรมศาสตร์
-
หอการค้า
-
ธุรกิจบัณฑิตย์
- NIDA
โลกในอนาคตจะเปลี่ยนแปลงเร็วและไม่มีอะไรแน่นอน การมีความรู้ที่สด ทันเหตุการณ์ จะช่วยประเทศของเราได้มาก เพราะเราจะได้ฉกฉวยโอกาสและหลีกเลี่ยงจากการถูกคุกคาม
สิ่งที่น่าคิดคือ ถึงเวลาแล้วที่ตะวันออกต้องสอนหรือแบ่งปันความรู้ให้ตะวันตกบ้าง เพราะความรู้จะต้องกระจายไปตามความเจริญของโลก
เป็นที่น่าสังเกตว่าในระดับ TOP 25 ของมหาวิทยาลัยของโลก มหาวิทยาลัยของจีน อินเดีย ยังไม่ติดอันดับเลย ทั้งที่คนในโลกจะศึกษาเกี่ยวกับอินเดียหรือจีนมากขึ้น และการเจริญเติบโตทางเศรษฐกิจของสองประเทศนี้สูงขึ้นด้วย
อีกเรื่องหนึ่งที่ผมอยากนำมาเล่าต่อ เมื่อสัปดาห์ที่แล้ว ผมได้ coach ผู้บริหารของสำนักพัฒนานวัตกรรมการจัดการศึกษา กว่า 40 ท่าน 2 วันเต็ม เรื่องนวัตกรรมกับการศึกษา สำเร็จเรียบร้อยแล้ว
นับว่า เป็นจุดเริ่มต้นของการเรียนรู้ที่ดีคือ เราจะไม่บรรยาย ( Lecture ) เท่านั้น แต่จะแบ่งปันความรู้กัน โต้ตอบ และสร้างมูลค่าเพิ่มร่วมกัน ผมได้เปิด Blog ให้หลายท่านแสดงความเห็นร่วมกันด้วย
สำนักพัฒนานวัตกรรมการจัดการศึกษามีหน้าที่หลายเรื่อง โดยเฉพาะเรื่องนวัตกรรมทางด้านการศึกษาเป็นสิ่งที่จำเป็นอย่างยิ่ง หวังว่าประชาชนคนไทยทั่วไป จะให้กำลังใจการทำงานของสำนักแห่งนี้ ซึ่งมีผลงานที่น่าสนใจ เช่น
-
การสอนภาษาอังกฤษแบบ ICT
-
การสอนคณิตศาสตร์แบบให้เด็กสนุกและคิดสร้างสรรค์
-
การเน้นให้เด็กกล้าแสดงออก มีภาวะผู้นำ
-
การให้เด็กได้มี Creativity และอาจจะมี Innovation ตามมา
-
การเน้นคุณธรรม จริยธรรม แบบวิถีพุทธในโรงเรียน
-
การเรียนหนังสือเพื่อสร้างความสมานฉันท์และสันติภาพให้เกิดขึ้น โดยเฉพาะโรงเรียน 3 จังหวัดภาคใต้
ผมรู้สึกโชคดีที่ได้รับเชิญเข้ามาทำงาน ใกล้ชิดกับข้าราชการที่เสียสละกว่า 40 ท่าน มีความเป็นกันเอง และให้ความเคารพผมซึ่งเป็นคนข้างนอก จึงขอชมเชยผู้อำนวยการ ดร.ศรีสมร พุ่มสะอาด และทีมงานของท่าน โดยเฉพาะคุณสมควร วรสันต์ ซึ่งเป็นคนที่เร็วและไว มี sense ของผู้ประกอบการทางการศึกษา คือเห็นโอกาส และการทำงานนอกกรอบ วันอาทิตย์ได้โทรมาบอกว่าจะมีการประชุมผู้อำนวยการโรงเรียนในฝัน ระดับมัธยมศึกษา ที่โรงแรม Ambassador city จอมเทียน ในวันจันทร์ หากอาจารย์จีระสนใจที่จะไปพูดให้ผู้บริหารโรงเรียนฟัง
วันจันทร์ หลังจากผมประชุมคณะกรรมการตุลาการศาลยุติธรรมเสร็จ ก็นั่งรถไปกับคุณสมควร และทีมงานผม คุณพลภัทร พรคุณานุภาพ ไปพูดให้ผู้อำนวยการโรงเรียนในฝันกว่า 600 คน เรื่องโรงเรียนในฝันให้ทันโลก
ปรากฎว่า เป็นบรรยากาศที่ดีมาก มีการนำเอาความรู้ใหม่ ๆ ที่สดและทันเหตุการณ์ไปแบ่งปันให้ผู้อำนวยการโรงเรียนฟัง และนำไปใช้ต่อให้เกิดประโยชน์ ให้มีโลกทัศน์กว้างขึ้น สร้างความเข้าใจอย่างดี ห้องประชุมนี้ใหญ่มาก แต่ความสนใจของทั้ง 600 คน มีสูง ตั้งใจฟัง และคิดต่อยอด มีการแลกเปลี่ยนความคิดเห็นกันอย่างเข้มข้น ผู้อำนวยการโรงเรียนหลายท่านได้ออกมาเล่าว่า ได้ทำไปแล้วหลายอย่าง จะทำอีก มีโรงเรียนแห่งหนึ่งบอกว่า เด็กทุกคนต้องมี Laptop แล้ว และทุกคนบริหารงานแบบแหวกวงล้อม เป็นแบบ paradigm shift จึงอยากให้กำลังใจผู้อำนวยการโรงเรียนในฝันทุกท่าน
ผู้อ่านบทความนี้ ถ้าสนใจอยากได้ speech ของผม สามารถขอได้ครับ
ผมเน้นว่า นวัตกรรมการศึกษาสำคัญ เพราะถ้าการศึกษาดี ประเทศไทยอยู่รอด สามารถจัดการโลกาภิวัตน์ที่น่ากลัวได้ หากเด็กไทยคิดเป็น วิเคราะห์เป็น ใฝ่หาความรู้และปัญญา ไม่ใช่เรียนเพื่อสอบเท่านั้น
สุดท้ายนี้ ผมขอแสดงความเสียใจต่อชาวไทยในจังหวัดทางภาคเหนือที่ประสบภัยธรรมชาติ ขอให้รัฐบาลดูแลอย่างใกล้ชิด

 

จีระ หงส์ลดารมภ์


[email protected]


โทร. 02-273-0180, 0-2619-0512-3


โทรสาร 0-2273-0181  


[1] http://www.naewna.com/gotocolumn.asp?ID=97
  • ศิริรัช ,ชาญธวัช ,สุพัชชา ,สุทธิพงศ์ ,ปรียานันท์ ,ศรีทอง
    IP: xxx.120.128.77
    เขียนเมื่อ 
เรียน อาจารย์จีระ คุณประกาย คุณยม                  จากการเรียนในวันอาทิตย์ ที่ 3 กันยายน ที่ผ่านมา ได้มีการแบ่งกลุ่มทำ work shop เกี่ยวกับการเปลี่ยนแปลงในระดับ macro และ micro ว่าส่งผลต่อการบริหารจัดการทรัพยากรมนุษย์ อย่างไร  ซึ่งทางกลุ่มขอสรุปความคิดเห็น คือ ในสังคมปัจจุบัน เกิดการเปลี่ยนแปลงอยู่ตลอดเวลา ไม่หยุดนิ่ง (dynamic) ทั้งด้าน การเมือง สังคม เทคโนโลยี สิ่งแวดล้อม  ซึ่งการเปลี่ยนแปลงดังกล่าวในระดับโลก ย่อมส่งผลกระทบต่อมายังส่วนภูมิภาค ประเทศ จนถึงระดับองค์กร  ทำให้ทุก ๆ ระดับต้องมีการปรับตัว เพื่อให้สามารถอยู่รอดและเจริญเติบโต ท่ามกลางความเปลี่ยนแปลงได้  หน่วยงานที่เกี่ยวข้องกับการบริหารจัดการทรัพยากรมนุษย์ในระดับต่าง ๆ จึงมีส่วนสำคัญในการพัฒนาทรัพยากรมนุษย์ให้มีความสามารถที่เหมาะสมต่อการเปลี่ยนแปลงดังกล่าว     เช่น หน่วยงานที่เกี่ยวข้องกับการบริหารจัดการทรัพยากรมนุษย์ในระดับประเทศ คือ กระทรวงศึกษาธิการ ก็ควรมองถึงสังคมโลกที่มีการเปลี่ยนแปลง ทั้งด้าน เทคโนโลยีการสื่อสารที่สะดวก รวดเร็ว  วิทยาการใหม่ ๆ สภาพเศรษฐกิจ ราคาน้ำมัน  ดังนั้นควรสนับสนุนการศึกษาของเยาวชนไทยให้มีความรู้ ความชำนาญ ในด้านที่เกี่ยวข้อง เพื่อประยุกต์ใช้ความรู้เหล่านั้นให้ทันต่อการเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้น  การเปลี่ยนแปลงยังส่งผลกระทบต่อระดับองค์กร โดยองค์กรต้องสามารถคาดการณ์ล่วงหน้าถึงการเปลี่ยนแปลง เพื่อให้องค์กรมีความพร้อมที่จะดำเนินการต่าง ๆ  หากสามารถคาดการณ์ล่วงหน้าได้มากเท่าไหร่ ก็ยิ่งสร้างความได้เปรียบในการแข่งขันมากขึ้นโดยเมื่อทราบถึงแนวโน้มของการเปลี่ยนแปลงแล้ว ก็นำมากำหนดกลยุทธ์ขององค์กร  เพื่อวางแนวทางในการบริหารจัดการภายในองค์กร  ฝ่าย HR จึงมีส่วนสำคัญในการช่วยพัฒนาบุคลากรภายในองค์กร  ให้มีแนวคิด ความรู้ ความสามารถ ส่งเสริมให้เกิด innovation  แนวความคิดใหม่ ๆ ให้สอดคล้องกับกลยุทธ์ขององค์กร ภายใต้การเปลี่ยนแปลง เพื่อให้องค์กรอยู่รอด และเจริญเติบโตต่อไปได้
กลุ่ม 1 

Talent หมายถึง คนที่มีความสามารถพิเศษ มีผลงานที่โดดเด่นเหนือคนอื่นๆ ลักษณะของ Talent ควรมีความรู้ (ทุนทางปัญญา) ,ความสามารถ (Competency : วงกลมที่ 2 จากทฤษฎี 3 วงกลม) สามารถแก้ไขปัญหาต่างๆ ได้ดี  และวางแผนป้องกันเพื่อไม่ให้เกิดปัญหาซ้ำๆ อีก  ต้องเรียนรู้ได้เร็ว รวมทั้งมีความกระตือรือร้นในการใฝ่หาความรู้เพื่อพัฒนาตนเองอย่างต่อเนื่อง (ทุนแห่งความยั่งยืน) มีความคิดสร้างสรรค์

( Creativity Capital) และ Innovation เพื่อผลิตและพัฒนาสินค้าและบริการแล้วทำให้ลูกค้าเกิดความพึงพอใจ ประทับใจ และต้องรวดเร็ว สามารถแข่งขันกับคู่แข่งได้  ดังนั้น Talent  Management   การบริหารความสามารถของบุคคลและองค์กร   ต้องเริ่มจากผู้นำต้องมีวิสัยทัศน์  มองเห็นว่าทรัพยากรมนุษย์เป็นสิ่งสำคัญที่สุดในองค์กร   และมองว่าพวกเขาสามารถช่วยพัฒนา  พร้อมทั้งนำพาบริษัทให้ก้าวหน้า  สามารถแข่งขันทางการตลาดกับนานาประเทศได้

Talent  Management  เป็นวีธีการที่จะช่วย  สร้างให้องค์กรมั่นคง, พัฒนา,สามารถสร้างแรงจูงใจให้เกิดขึ้นกับทรัพยากรมนุษย์  เค้นให้พวกเขานำความสามารถที่มีอยู่ออกมา  ไปพร้อมๆกับ  สร้างความชำนาญทางด้านทักษะในงานที่พวกเขาปฏิบัติอยู่....  และที่สำคัญที่สุด คือช่วยให้ทุกระดับปฏิบัติงานในองค์กร มีแนวทางเดินไปทางเดียวกัน  เพื่อบรรลุเป้าหมาย  โดยสามารถกำหนดทิศทางให้กับผู้นำ  ในการคัดเลือกคนที่มีความสามารถที่แท้จริงเข้ามาทำงาน  และโค้ชให้เขาแสดงฝีมือ ทักษะ ความสามารถออกมาใช้ปฏิบัติงานอย่างเต็มกำลังความสามารถ   หรือก็คือการใช้ทรัพยากรให้เกิดประสิทธิภาพสูงสุด  พร้อมกันนั้นยังช่วยให้ผู้นำสามารถระบุ  บุคคลที่จะมาเป็นผู้นำให้กับองค์กรในอนาคตได้อย่างถูกต้อง  เหมาะสม

ข้อควรระวัง Talent Management

1.                       คนเก่งมักเชื่อมั่นในตนเองสูง ทำให้การทำงานกับเพื่อนร่วมงานมีปัญหา เพราะฉะนั้นต้องสร้างทีม WORK ในการทำงาน ยอมรับฟังความคิดเห็นของผู้อื่น  Talent management ไม่ใช่ทำกับคนเพียงคนเดียวต้องทำทั้งทีม

2.                       จากการที่มี Talent ในองค์กร ก็ส่งผลกระทบต่อองค์กรได้เช่นกัน อาจทำให้เกิดปัญหาการเข้า ออกของพนักงาน ถ้าพบว่าที่อื่นให้ผลตอบแทนที่สูงกว่า ดังนั้นต้องมีการสร้างแรงจูงใจ(Motivation)ในการทำงานให้กับพนักงาน

3.                       ภาวะผู้นำของผู้บริหารในองค์กร ถ้าผู้นำมีวิสัยทัศน์ที่ไม่ดี ไม่ให้ความใส่ใจกับ Talent Management  ก็อาจสูญเสีย Talent ได้

   สรุป :  Talent  Management  เป็นเครื่องมือกำหนดทิศทางการไหลของกระบวนการปฏิบัติงานในองค์กร  ช่วยปรับปรุง , ช่วยสร้างผลผลิต , และเป็นการช่วยลดต้นทุน  ความหมายก็คือ  ช่วยให้องค์กรสามารถบรรลุเป้าหมายที่วางไว้นั่นเอง  แต่ทั้งนี้ก็ขึ้นอยู่กับว่าผู้นำสามารถนำไปใช้อย่างถูกต้อง  เหมาะสมเพียงใด

 สมาชิก กลุ่ม 11.พิมพ์พร  เอี่ยมสะอาด2.อรุณี  วงษ์กุหลาบ3.กิตติวัฒน์  กุลจิระดิลก4.กัลย์สุดา  วังชนะชัย5.อโณทัย  แก้วสำอาง 6.พรชนก  สุขอาจ    
มองภาพ macro  และ micro แล้วนำมาประยุกต์ว่าเกี่ยวอะไรกับ Human  resource     Macro  จะเป็นตัวกำหนดทิศทางและเป้าหมาย ขององค์กร  ,บริษัทส่วนของ Micro….   ซึ่งองค์กร, บริษัทจะอยู่รอดหรือไม่?   ต้องอาศัยความสามารถในการมอง Macro ในภาพรวมให้ออก ชัดเจน และถูกต้องแม่นยำ ส่งผลให้  Micro ก้าวทันความเปลี่ยนแปลงของโลก  องค์กร  ,บริษัท  สามารถอยู่รอด  บรรลุเป้าหมาย  ตอบสนองความต้องการของลูกค้าได้  แต่ถ้าองค์กร ,บริษัท  มอง Macroไม่ออก  ไม่ชัดเจน  วิเคราะห์ไม่ได้  ก็จะทำให้องค์กรนั้นไม่สามารถอยู่รอด  และต้องปิดกิจการไปในที่สุด  ดังเช่นตัวอย่าง  บริษัท ผลิตมือถือ บริษัท หนึ่งไม่มีความสามารถในการมองและวิเคราะห์ ภาพรวมMacro  หรือความต้องการของลูกค้า  ณ เวลานั้นๆ หรือไม่รู้ว่ายุคสมัยปัจจุบันนี้เป็นโลกแห่ง IT และ Electronic โดยทางบริษัทก็ยังคงผลิต   มือถือรุ่นขนาดใหญ่ และที่มีความสามารถเพียงแต่ให้ โทรออก-รับสาย  เท่านั้น ถ้าถามว่าบริษัทนี้จะสามารถสร้างยอดขายให้สูงไปได้หรือไม่  ในเมื่อความต้องการของลูกค้าในยุคสมัยปัจจุบันได้เปลี่ยนไปตามกระแสสังคมโลกไปแล้ว  เพราะฉะนั้น  การมองภาพ Macro ให้ออก   ก้าวทันสถานการณ์  จึงเป็นสิ่งสำคัญอย่างยิ่งที่จะทำให้องค์กร ,บริษัท อยู่รอด  เจริญก้าวหน้า  บรรลุเป้าหมายที่วางไว้  การจะมองภาพรวม Macro ให้ออก  จำเป็นต้องอาศัยเครื่องมือที่มีประสิทธิภาพ  เพื่อให้สามารถคาดการได้ถูกต้อง  ทันสถานการณ์โลก เครื่องมือที่ว่านี้จะเป็นอะไรไปไม่ได้  นอกจาก  มนุษย์ที่มีประสิทธิภาพขององค์กร  ทรัพยากรมนุษย์ที่มีความสามารถจะ ช่วยนำพาองค์กร ให้สามารถวางเป้าหมายได้เหมาะสม  ทิศทางการดำเนินขององค์กรที่ถูกต้อง แก้ไข  และรับมือกับปัญหาที่อาจจะเกิดขึ้นในอนาคตได้อย่างทันท่วงที ลดความรุนแรงของปัญหาที่อาจจะเกิดขึ้นได้  และที่สำคัญทำให้ทราบถึงความต้องการของผู้บรโภค(ที่มีการเปลี่ยนแปลงอยู่ตลอดเวลา)  องค์กรจึงสามารถตอบสนองได้อย่างรวดเร็ว มองภาพ macro  และ micro แล้วนำมาประยุกต์ว่าเกี่ยวอะไรกับ Human resource   Macro ต้องมองภาพรวมก่อนแล้วจึงเจอะในส่วนของ micro  เมื่อทางด้าน macro เกิดเหตุการณ์ทางด้านใด ๆ ก็จะส่งผลกระทบกับทุก ๆ หน่วยในสังคม  ในที่นี้จะขอกล่าว 4 ด้านด้วยกัน คือ -          ธรรมชาติ-          ตลาดโลก-          สังคม-          สงคราม ธรรมชาติปัจจุบันธรรมชาตฺเกิดความแปรปรวนเป็นอย่างมาก เกิดภัยธรรมชาติมากมาย ยกตัวอย่างเช่น การเกิด  TSUNAMI    ไม่มีใครเชื่อว่าจะเกิดขึ้นได้ในเมืองไทย จึงไม่มีการจัดทำมาตรการป้องกันใดๆดังนั้นเราจึงต้องรวมมือกันหาแนวร่วมจากประเทศต่าง ๆ เพราะมันส่งผลกระทบถึงกันตลอด ดังนั้นเราจึงต้องพัฒนาทรัพยากรมนุษย์ให้เป็นบุคลากรที่มีความรู้ความสามารถทั้งทางด้าน Innovation  ทุนทางปัญญา  ทุนทางสังคม และทุนทางจริยธรรม ให้ความช่วยเหลือผู้อื่นเมื่อเค้าได้รับความเดือดร้อน ตลาดโลกในปัจจุบันมีการแข่งขันในโลกสูงมาก ทั้งทางด้านการขายสินค้าและการบริการเพราะนั้นถ้าสินค้าหรือบริการของประเทศเรามีคุณภาพด้อยกว่าหรือแพงกว่าประเทศคู่แข่งขัน สินค้าหรือบริการของเราก็ขายไม่ออก  ดังนั้นจึงต้องพัฒนาทรัพยากรมนุษย์ มีความคิดริเริ่มสร้างสรรค์และมีทุนทางเทคโนโลยี  เพื่อทำให้สินค้าของเราเป็นที่ต้องการของตลาด และหาสินค้าทดแทนได้ยาก สังคมสังคมโลกแบ่งออกเป็น    ประเทศที่พัฒนาแล้ว ประเทศที่กำลังพัฒนา และประเทศด้อยพัฒนา ประเทศที่พัฒนาแล้วก็จะแสวงหาผลประโยชน์จากประเทศที่กำลังพัฒนาแล้วประเทศด้อยพัฒนา แม้เทคโนโลยีจะก้าวหน้าไปมากแค่ไหนแค่ไหน แต่มันก็ยังแสดงให้เห็นว่าช่องว่างทางสังคมยิ่งกว้างขึ้นมากเท่านั้น   คนจนก็ยังเป็นคนกลุ่มใหญ่ในประเทศ ดังนั้นเราจึงต้องมีการพัฒนทรัพยากรมนุษย์เพื่อลดช่องว่างทางสังคม สงครามเมื่อเกิดสงครามไม่ว่าระหว่างประเทศใดก็จะส่งผลกระทบกันในวงกว้าง เกิดภาวะน้ำมันแพง ดังนั้นเราจึงต้องพัฒนาทรัพยากรมนุษย์ทางด้านทุนทางจริยธรรมมากขึ้นจะได้ไม่เห็นแก่ประโยชน์ของตัวเองจนก้อให้เกิดความเดือดร้อนกับผู้อื่นสมาชิก กลุ่ม 11.พิมพ์พร  เอี่ยมสะอาด2.อรุณี  วงษ์กุหลาบ3.กิตติวัฒน์  กุลจิระดิลก4.กัลย์สุดา  วังชนะชัย5.อโณทัย  แก้วสำอาง 6.พรชนก  สุขอาจ   7.นางสาวจุฑาวรรณ เทพลิบ   8.นายปรัชญา พุดดี  
           

                เรียน ศ.ดร.จีระ  อ.ประกาย และทีมงาน เมือวันที่ 3 ก.ย.2549  ได้มีการแลกเปลี่ยนความคิดเห็นกัน ในหัวข้อ การวิเคราะห์ภาพรวม (Macro) สู่ระดับองค์กร (Micro) มีการร่วมเสนอความคิดเห็น ทั้งการแบ่งปัจจัยที่มีผลกระทบต่อองค์กรเป็น 5 ข้อ คือ ธรรมชาติ ตลาดโลก การศึกษา ภาวะสงคราม และ การเมือง หรือ การวิเคราะห์ความต้องการของลูกค้าควบคู่ไปกับการรักษาสิ่งแวดล้อม ทั้งภายในและภายนอกองค์กรเพื่อการดำรงอยู่ในสภาวการณ์ของโลกที่มีการเปลี่ยนแปลงไปอย่างรวดเร็ว

           สำหรับความคิดเห็นของสมาชิกในกลุ่ม ซึ่งประกอบด้วย
  1. นายปรัชญา เคียนงาม         
2.  นางสาวณัฏฐา           มั่นคง
  1. นายปราโมทย์ เลิศสถาพร    
4.  นางสาวทิพวรรณ  คงเมือง
  1. นางสาววิชชุวรรณ      ชอบผล        
6.  นางสาวพันธุ์ทิพย์ น้ำทิพย์
  1. นางสาวศมน   อิศรางกูร ณ อยุธยา
8.  นางสาวศรัญญา    จำเนียรการ9.  นางสาวพัทธนันท์ สกุลกฤติ ได้นำประเด็น สภาวะโลกร้อน ภัยธรรมชาติ อันเนื่องมาจากการใช้ทรัพยากรธรรมชาติ เช่น พลังงาน น้ำมัน ไฟฟ้า ต้นไม้ พืชผลต่างๆอย่างสิ้นเปลือง โดยไม่ได้คิดถึงผลเสียที่จะตามมา ทั้งการขาดแคลนทรัพยากร การเกิดมลภาวะ ในรูปแบบต่างๆ ผลกระทบจากอุทกภัย  ซึ่งมีผลกระทบต่อภาพรวม เช่นสุขภาพประชากร หรือ ผลกระทบต่อเศรษฐกิจ การขยายตัวทางเศรษฐกิจ การลงทุนจากต่างชาติ            การประกอบธุรกิจทางด้านอาหาร จำเป็นต้องนำทรัพยากรต่างๆมาใช้โดยตรง ในสภาพการเปลี่ยนแปลงของโลกปัจจุบัน  ธุรกิจควรมีการปรับตัวดังนี้  1.     มีการวางแผน เพื่อให้เกิดประสิทธิภาพในการใช้ทรัพยากร  โดยเฉพาะระบบการผลิต  ต้องนำทรัพยากรมาใช้ให้เกิดความคุ้มค่ามากที่สุด เช่น ลดของเสียจากการผลิต การนำทุกส่วนของวัตถุดิบนำมาแปรรูปให้เกิดเป็นผลิตภัณฑ์ใหม่ที่สามารถส่งขายไปยังต่างประเทศได้ (Productivity) เป็นต้น2.     วางระบบเพื่อรักษาสิ่งแวดล้อมเพื่อเป็นการป้องกันและลดปัญหาในด้านมลพิษที่เกิดจากการผลิตในภาคอุตสาหกรรม เช่น มีระบบบำบัดน้ำเสีย มีการควบคุมมลพิษทางอากาศ การหลีกเลี่ยงการใช้สารเคมี หรือ ลดมลภาวะด้านเสียงต่างๆ 3.     ประหยัดการใช้พลังงาน การใช้พลังงานต่างๆอย่างรู้คุณค่าเพื่อให้เกิดประสิทธิภาพมากที่สุด เช่น การขนส่ง ควรมีการวางแผนในการเดินทาง เพื่อประหยัดการใช้น้ำมัน4.     องค์กรต้องสร้างตัวเองให้เป็นองค์กรแห่งการเรียนรู้ การขวนขวายหาความรู้ในสภาวการณ์ต่างๆที่เกิดขึ้นบนโลกในยุคโลกาภิวัตน์นี้ และสามารถที่จะนำความรู้ที่ได้มาปรับใช้ให้เหมาะสม อย่างมีเหตุและผล5.     เมื่อเราทราบถึงความเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้นบนโลกแล้ว เราก็สามารถที่จะวางแผนในเชิงรุกที่จะป้องกันและแก้ไขกับปัญหาที่เกิดขึ้นได้อย่างมีประสิทธิภาพ6.     เป็นองค์กรการส่งเสริมการรักษาสิ่งแวดล้อม ซึ่งต้องควบคู่ไปกับการผลิตให้ได้มาซึ่งผลิตภัณฑ์ที่มีคุณภาพตรงกับความต้องการของผู้บริโภค ให้เกิดความยั่งยืนในการทำธุรกิจ    

   กราบเรียนท่านอ.จีระ  เรียนอาจาย์ยม รวมถึงพี่ๆ ที่เข้าร่วมการเดินทางทุกท่านค่ะ ดิฉันนางสาวพรชนก  สุขอาจ นักศึกษาปริญญาโท คณะเทคโนโลยีการเกษตร สาขาวิชาการจัดการธุรกิจเกษตรและอุตสาหกรรมอาหาร

 

   เนื่องจาก เมื่อวันจันทร์ที่ 11 กันยายน ที่ผ่านมา  ได้มีโอกาสเข้าเยี่ยมชมโรงงาน  Thai QP  หรือ ที่เรารู้จักกันในนามของ  อสร.  ที่อ.บ้านโป่ง จ.ราชบุรี  ซึ่งทำให้เห็นระบบการจัดการทรัพยากรมนุษย์ที่ทางบริษัท  สามารถทำได้อย่างมีประสิทธิภาพ ดังจะเห็นได้จากอายุงานของพนักงาน  ซึ่งประมาณ  80%  ทำงานเกิน  5 ปีขึ้นไป  ถ้าระบบการ การจัดการทรัพยากรมนุษย์ไม่ดีจริง  หรือไม่มีประสิทิภาพ  ก็คงไม่สามารถจูงใจให้พนักงานปฏิบัติงานให้ทางบริษัทได้ยาวนานถึงเพียงนี้  แล้วอะไรที่จูงใจให้พนักงานของทาง  QP ปกิบัติงานได้ยาวนานเช่นนี้

     1.)     ทัศนคติทางบริษัท  : ที่ยึดหลักให้ความสำคัญกับเรื่อง ทรัพยากรมนุษย์  เป็นหลัก  มอง    ว่าพวกเขาเป็นครอบครัวเดียวกันกับทาง  QP และปฏิบัติกับพวกเขาประหนึ่งเป็นญาติพี่น้องกัน  มีปัญหาอะไรก็เรียกมาคุย  แลกเปลี่ยนความคิดเห็น  อย่างประนีประนอม  เข้าอกเข้าใจ  แทนการปฏิบัติที่รุนแรง  ใช้กฎระเบียบ  กฎหมายมาบังคับ  ข่มขู่  ปัญหาทุกอย่างจึงคลี่คลายไปแนวทางสันติ  ถูกต้อง  เหมาะสม  และพนักงานจะรับรู้ได้ถึงความอบอุ่นใจ ที QP มอบให้พวกเขา   

   2.)     การส่งเสริมความสามารถของพนักงาน :  ซึ่งทาง QP ได้จัดการอบรมให้ความรู้ ตั้งแต่ระดับสูง ถึง ระดับล่าง อย่างสม่ำเสมอ  แล้วยังมีระบบประเมินผลที่โปร่งใส  ยุติธรรม  คือ  จ่ายค่าจ้างตามความรู้  ความสามารถ  ถ้ามีความสามารถสูงก็จะจ่ายค่าจ้างสูง  ซึ่งถือเป็นกลยุทธ์ที่ช่วยพัฒนาฝีมือของพนักงาน  นอกจากนี้  ยังเป็นการส่งเสริมให้เกิด  Innovation ซึ่งทาง  QP ได้จัดให้แต่ละหน่วยงาน  จัดผลงานประกวดในทุกๆ  1  เดือน  แล้วผลงานที่ชนะ  ก็จะนำมาประกวดกันอีกครั้งใน ทุกๆ 3 เดือน (ไตรมาส) แล้วนำทุกๆ  ไตรมาส  มาประกวดกันอีกครั้งหนึ่ง เมื่อครบ  1  ปี ส่งผลให้พนักงานรู้สึกว่าเขามีความสามารถในการพัฒนาตนเองได้   ทำให้เกิดความภาคภูมิใจในตนเอง

  

   3.)     วิธีการประเมินผลการปฏิบัติงานของทาง QP : มีการใช้  Balance Scorecard เข้ามาช่วยประเมินผล  ให้เป็นไปอย่างยุติธรรม  โปร่งใส ทำให้พนักงานรับรู้ และเกิดความพอใจในความยุติธรรมที่ได้รับ

     4.)     ให้โอกาสความก้าวหน้าและเห็นคุณค่าของพนักงาน :  ดังจะเห็นจากตัวอย่าง  เช่น  การเล็งเห็นคุณค่าของพนักงานวัยเกษียณ  ไม่พยายามผลักไส  แต่กลับเห็นว่าเขาเป็นบุคลากรที่มีค่าสามารถทำประโยชน์ให้กับองค์กร โดยให้เขาปฏิบัติงานต่อ นอกจากนอกยังมีผลให้พนักงานรุ่นหลังๆ   ยึดเป็นแบบอย่างเพื่อปฏิบัติตน และทำให้พนักงานเกิดทัศนคติที่ดีกับองค์กร แล้วเกิดความจงรักภักดีตามมา      5.)     ให้โอกาสการเข้ามามีส่วนร่วมในการบริหารองค์กรและโอกาสในการเสนอความคิดเห็น :  โดยให้พนักงานทุกคนได้รับรู้ถึงเป้าหมายองค์กรอย่างทั่วถึง  ไม่เว้นแม้แต่พนักงานระดับล่าง  แล้วให้พวกเขาแต่ละหน่วย  ใช้กลยุทธ์อย่างอิสระ  ที่จะบรรลุเป้าหมาย และให้รายงานผลการปฏิบัติ ของแต่ละหน่วยในองค์กรให้ทราบทุก 1 เดือน  ถ้าพวกเขาสามารถปฏิบัติๆได้ตามเป้า  พวกเขาจะรู้สึกภาคภูมิใจที่ได้เป็นส่วนหนึ่งของความสำเร็จนั้น       จากข้างต้นจะเห็นได้ว่า  ทาง QP สามารถจัดการทรัพยากรมนุษย์ ที่อยู่ในองค์กร  ให้พวกเขาสามารถปฏิบัติงานด้วยความพอใจ  และสามารถดึงความสามารถของพวกเขามาใช้ให้เกิดประโยชน์สูงสุดแก่องค์กร ซึ่งถือเป็นแบบอย่างที่ดีสำหรับใช้เป็นแนวปฏิบัติ       นอกจากความรู้ที่มีค่าในเรื่อง HR แล้วยังได้รับความรู้ด้านการผลิต  ที่สามารถนำไปปรับประยุกต์ใช้กับงานของตนเองต่อไป  และท้ายที่สุดนี้  สิ่งที่จะขาดเสียไม่ได้คือ ต้องขอขอบคุณ  คุณพี่สังเวียน  คุณพี่บัต (ถ้าขียนผิดต้องขออภัยด้วยนะค่ะ)   คุณกุ้ง  และคุณเนม  ที่ได้กรุณามอบความรู้ให้  ซึ่งถือว่าเป็นสิ่งที่มีคุณค่าอย่างยิ่ง

                                  

               

                        ขอบคุณค่ะ                                                                                             นางสาวพรชนก  สุขอาจ   
เรียนท่านอาจารย์จีระ อาจารย์ยม และอาจารย์ประจวบ ในการเรียนวันที่ 10/09/49 ท่านอาจารย์จีระ ได้ให้หัวข้อในการแสดงความคิดเห็น2 เรื่อง คือ 1.     Comment  ทฤษฏี 8 K’s และ 8 H’s2.     ทฤษฏีใดที่กระทบกับเรา แล้วทำให้เราเปลี่ยนพฤติกรรมการเรียนรู้ 1.     Comment  ทฤษฏี 8 K’s และ 8 H’s 
ทฤษฏี 8 K’s.ดร.จีระ   หงส์ลดารมภ์ทฤษฏี 8 H’sคุณหญิงทิพาวดี  เมฆสวรรค์
1. Human Capital1. Heritage
2. Intellectual Capital2. Head
3. Ethical Capital3. Heart
4. Happiness Capital4. Happiness
5. Social Capital5. Harmony
6. Sustainability Capital6. Home
7. Digital Capital7. Health
8.Talented Capital8. Hand
           จากทั้ง 2 ทฤษฎี ในตาราง ผมมีความเห็นว่า 8 H’s เน้นที่การดำเนินชีวิตในประจำวันที่ต้องรู้จักตนเอง รู้ว่าปัจจุบันเราอยู่ในสถานะใดควรจะใช้ชีวิตอย่างไร ซึ่งถ้าหากนำไปปฏิบัติได้จะทำให้ชีวิต และงานดำเนินไปอย่างเป็นปกติสุข  ส่วน 8 K’s จะเน้นทุนที่จะทำให้ชีวิตมีความเจริญที่ยั่งยืนยาวนาน ซึ่งจะพบความเหมือนกัน และสามารถนำไปใช้ร่วมกันได้ทันทีตัวอย่าง เช่น  ทุนทางปัญญา (Intellectual Capital) และ  จิตใจ หรือปัญญา(Head) เป็นสิ่งที่ต้องมีการนำไปปฏิบัติทุกก้าวย่างของชีวิต เพื่อไม่ให้เกิดความประมาททุนแห่งความสุบ Happiness ทั้ง 2 ทฤษฎี มีเหมือนกัน แสดงว่าเป้าหมายที่มนุษย์ทุกคนต้องการคือความสุข แต่ความสุขที่ได้มาต้องเป็นสุขที่แท้จริง และยั่งยืน ไม่ทำให้ผู้อื่นหรือสังคมเดือดร้อน  ทุนทางทุนทางความรู้,ทักษะในงาน (Talented Capital) กับ Hand  เป็นสิ่งที่ต้องปฏิบัติให้เห็นจริงจึงจะทราบถึงรากเหง้าของปัญหา หากคนที่มีความรู้ และทักษะที่ดี แต่ขาดการนำไปใช้ และฝึกฝนบ่อยๆ ก็จะทำให้ขาดการ พัฒนาอย่างต่อเนื่องได้ 2.     ทฤษฏีใดที่กระทบกับเรา แล้วทำให้เราเปลี่ยนพฤติกรรมการเรียนรู้ในการเรียนวิชานี้ หากถามว่ามีทฤษฏีใดที่เปลี่ยนพฤติกรรมการเรียนรู้ผมบ้าง ที่เห็นชัดเจนมากๆ คือ Digital Capital (ทุนทางIT) อดีตที่ผ่านมาผมใช้ความรูทางด้าน IT ในชีวิตการทำงานค่อนข้างน้อยและไม่ค่อยให้ความสำคัญ โดยเฉพาะในเรื่องการค้นคว้าหาความรู้ และการสื่อสารผ่านระบบนี้  ส่วนใหญ่จะรู้เรียนรู้จากการอ่านหนังสือพิมพ์หรือวารสารต่างๆ อยู่เป็นประจำทำให้ได้ความรู้ที่สดใหม่ อยู่เสมอ   ขอบคุณครับ   ประชา  กองสุข
เรียนท่านอาจารย์จีระ อาจารย์ยม และอาจารย์ประจวบ 

ในวันที่ 11/09/49 ได้ไปศึกษาดูงานที่บริษัท ไทย QP และ Persent  เรื่องเศรษฐกิจพอเพียง ที่โรงเรียนท่าม่วง จ. กาญจนบุรี  ท่าน อาจารย์ยมได้ให้หัวข้อการทำงานดังนี้

 1.     ให้เชื่อมโยงบริษัท ไทย QP กับ HR ประทับใจอะไรบ้าง 5 เรื่อง2.     ได้เรียนรู้อะไรเกี่ยวกับ HR ที่นี่ 5ประเด็น   1.ให้เชื่อมโยงบริษัท ไทย QP กับ HR ประทับใจอะไรบ้าง 5 เรื่อง

           จากการดูงานที่บริษัท ไทย QP ผมมีความประทับใจเกี่ยวกับ HR ในเรื่องดังต่อไปนี้

 

-         ระบบการทำงานมีการทำงานเป็นทีม(Team work) โดยมีผู้ช่วยผู้จัดการฝ่ายบุคคล และธุรการ คือคุณสังเวียน ผลอุดม เป็นหัวหน้าทีมในการบรรยายภาพรวมของบริษัท

 

-         การแบ่งงานกันทำ จะพบว่าในการบรรยายมีการแบ่งงานกันอย่างชัดเจน ซึ่งจากการสอบถามวิทยากรในระหว่าเยี่ยมชมโรงงานทำให้ทาบว่า ที่นี่จ