เรียน อาจารย์ ศ.ดร.จีระ   อาจารย์พจนารถ   อ.ยม  และทีมงานทุกท่าน <h1 style="margin: 0cm 0cm 0pt">กลุ่ม 1</h1><p style="margin: 0cm 0cm 0pt" class="MsoNormal">สมาชิกในกลุ่ม  </p><p style="margin: 0cm 0cm 0pt" class="MsoNormal">1.พิมพ์พร  เอี่ยมสะอาด</p><p style="margin: 0cm 0cm 0pt" class="MsoNormal">2.อรุณี  วงษ์กุหลาบ</p>3.กิตติวัฒน์  กุลจิระดิลก4.กัลย์สุดา  วังชนะชัย5.อโณทัย  แก้วสำอาง6.พรชนก  สุขอาจ <h1 style="margin: 0cm 0cm 0pt">ถ้าเป็นหัวหน้าพรรคการเมืองจะทำอะไรบ้างในเรื่องทรัพยากรมนุษย์ในระดับประเทศ</h1>  <h1 style="margin: 0cm 0cm 0pt">ปัญหาของการเมืองไทย</h1> 1.คอร์รัปชั่น ขาดการตรวจสอบ และไม่มีความโปร่งใส   และรัฐบาลใช้ระบบเสียงข้างมาก สตง. และป.ป.ป. ไม่มีอำนาจอิสระจึงถูกฝ่ายบริหารครอบงำได้ 2.ขาดประสิทธิภาพ โดยระบบราชการที่ต่างส่วนราชการต่างก็มีทำงานแยกกัน ไม่มีการวางแผนร่วมกัน ไม่มีการประสานงานกัน ซึ่งระบบที่มีประสิทธิภาพนั้นจะต้องมี CPA ร่วมกัน โดยนายกรัฐมนตรีจะต้องให้มีพระราชกฤษฎีกาย้ายกรมที่เกี่ยวข้องกับปัญหาที่สำคัญเร่งด่วน มาอยู่ในระบบเดียวกันเพื่อการวางแผนแก้ปัญหาร่วมกัน จัดงบประมาณร่วมกัน ก่อนที่จะแยกย้ายกันปฏิบัติงานตามแผน เพื่อให้สามารถจัดทำโครงการเพื่อแก้ปัญหาได้อย่างตรงจุด เพราะมีเป้าหมายเดียวกัน  3.การยึดติดระบบศักดินา ทำให้ประชาชนเข้าถึงยาก หรือ ระบบอำนาจนิยม อ่อนน้อมต่อผู้เหนือกว่าและใช้อำนาจกับผู้ต่ำกว่า 4. มีพลังนอกระบบราชการ เช่น นักธุรกิจ นายทุน แนวทางการแก้ไขได้  ทำได้โดยวิธีปฏิรูปการเมือง ซึ่งก็คือการปฏิรูประบบการจัดการในประเทศใน 2 เรื่องหลักๆ คือ1.การลดทุจริตประพฤติมิชอบ สตง. - ปปช. เป็นอิสระ2.เพิ่มประสิทธิภาพ        - ปฏิรูประบบการเมืองและการเลือกตั้ง-         ปฏิรูปองค์กรมหาชนอิสระในการตรวจสอบและมีกระบวนการตรวจสอบ ลงโทษดำรงตำแหน่งระดับสูง โดยองค์กรอิสระที่ไม่ต้องขึ้นกับฝ่ายบริหาร เช่น การจัดตั้งศาลรัฐธรรมนูญ ศาลยุติธรรม ศาลปกครอง สถาบันตรวจเงินแผ่นดิน ปปป. สตง. และองค์กรกลางที่มีอิสระทั้งผู้ดำรงตำแหน่งงบประมาณ ซึ่งจะเป็นแนวทางในการสร้างระบบตรวจสอบกระบวนการสอบสวนลงโทษที่เข้มแข็ง3. แนวทางการพัฒนา คน      - การพัฒนาการศึกษา      - การพัฒนาการมีส่วนร่วม  ถ้าเป็นหัวหน้าพรรคการเมืองแก้จะปัญหาในเรื่องทรัพยากรมนุษย์ดังนี้ 1.     ความซื่อสัตย์สุจริต: นักการเมืองส่วนใหญ่ไม่มีคุณสมบัติในข้อนี้ ขาดการประพฤติปฏิบัติตัวอย่างเหมาะสม รวมทั้งมักให้คำมั่นสัญญาในช่วงหาเสียงว่าจะทำแต่สิ่งที่เป็นประโยชน์ให้กับชาวบ้าน แต่เมื่อได้รับการเลือกตั้งแล้วมักจะลืมและไม่ทำตามที่ตัวเองได้กล่าวไว้ ถือว่าขาดความซื่อสัตย์ต่อชาวบ้าน  ดังนั้นนักการเมืองต้องไม่คิดคด ทรยศ ไม่คดโกงและไม่หลอกลวง รวมไปถึง การรักษาคำพูดหรือคำมั่นสัญญาที่ให้ไว้ และต้องปฏิบัติหน้าที่การงานของตนเองด้วยความรับผิดชอบ และด้วยความซื่อสัตย์ไม่แสวงหาผลประโยชน์ให้แก่ตนเองและพวกพ้องด้วยการใช้อำนาจหน้าที่ที่มีอยู่ในทางที่ผิด พื้นฐานของความซื่อสัตย์สุจริตอันดับแรกที่นักการเมืองควรมี คือ รู้เป้าหมายของงานที่ทำว่าทำเพื่ออะไร ถ้าเป็นนักการเมืองพื้นฐานก็คือ ทำงานเพื่อความเจริญรุ่งเรืองของประเทศชาติ ในระยะเวลาสั้น  : เป็นไปไม่ได้   เพราะความซื่อสัตย์สุจริต  เป็นสิ่งที่ติดตัวมาและรับการหล่อหลอมมาตั้งแต่เด็ก  ดังนั้นเราจึงต้องหันไปให้ความสำคัญกับสถาบันครอบครัวมากที่สุด  เพื่อจะได้ทำให้พื้นฐานของเด็กที่เปรียบเสมือนผ้าขาวดี  จะได้เติบโตเป็นผู้ใหญ่ที่ดี   2.     ความสามัคคี /ความแตกแยกทางการเมือง : ปัจจุบันปัญหาทางการเมืองส่วนใหญ่มีสาเหตุมาจากคนไม่สามัคคีกัน ผลลัพธ์สุดท้ายก็คือเกิดความแตกแยกทางการเมือง ปัญหาเหล่านี้เป็นเรื่องของคนที่ชอบขัดแย้งกัน เพราะแต่ละคนมักคิดเอาตัวเองเป็นจุดศูนย์กลาง จากจุดศูนย์กลางก็มองหาคนใกล้ชิด  ครอบครัว เพื่อนฝูง เกิดความคิดเป็น เรา” เป็น พวกเรา” ถ้าเป็นคนอื่นก็คิดว่า เขา” และ พวกเขา”(ฝ่ายรัฐบาล-ฝ่ายค้าน) เมื่อเกิด “เรา” และ “เขา” แล้วจึงแบ่งคนออกเป็น2 พวก เมื่อมี 2 พวกก็ตีกัน โดยปกติแล้วมนุษย์มีความแตกต่างกันทางความคิด และเมื่อมีคนสองคนขึ้นไปก็ย่อมมีความคิดที่แตกต่างกัน ซึ่ง ความแตกต่างทางความคิดไม่จำเป็นต้องเป็นความแตกแยก แต่ขณะนี้พฤติกรรมทางการเมืองของประเทศไทยของทั้งสองฝ่ายกำลังทำความแตกต่าง” ให้เป็นความแตกแยก” ซึ่งเป็นเรื่องที่ไม่ดีสำหรับบ้านเมืองของเรา เพราะเมื่อเกิดความแตกแยกแล้วก็จะมองอีกฝ่ายเป็นศัตรู” เป็นฝ่ายตรงข้าม” ก่อให้เกิดความเกลียดชัง” ซึ่งความเกลียดชังนำไปสู่การทำลายล้าง” และต้องการเป็นผู้ชนะ”  ดังนั้นขอให้นักการเมืองของไทยเราพึงระลึกถึงประเทศชาติ ประชาชน ต่อสู้กับความยากจนของชาวบ้าน ต่อสู้กับการคอร์รัปชั่น ผนึกกำลังให้เป็นหนึ่งเดียวกันในการช่วยชาติบ้านเมืองให้ดีกว่านี้ โดยยึดถือประโยชน์ของประเทศชาติและประชาชนเป็นหลัก  -  เป็นไปได้ถ้าทุกฝ่ายลดความเห็นแก่ตัวลง  คิดถึงประโยชน์ของประเทศชาติ  เพราะถ้าคนในประเทศยังสู้รบกันเองแล้วเราจะสู้คนอื่นได้อย่างไร 3.     การซื้อสิทธิ์ขายเสียง : ในช่วงของการเลือกตั้ง มักมีนักการเมือง ซื้อสิทธิขายเสียง คนพวกนี้เป็นพวกเหนี่ยวรั้งความเจริญก้าวหน้าของระบอบประชาธิปไตย ดังนั้น เพื่อเป็นการป้องกันการซื้อสิทธิขายเสียง ในปัจจุบัน ได้มีการกำหนดให้มี คณะกรรมการการเลือกตั้ง ซึ่งเป็นองค์กรอิสระและเป็นกลาง ทำหน้าที่จัดการและควบคุมดูแลการเลือกตั้งให้เป็นไปโดยสุจริตเที่ยงธรรม นอกจากนี้แล้วยังมีบทลงโทษผู้ที่ทำผิดเกี่ยวกับการซื้อสิทธิขายเสียง  การแก้ไขคนกลุ่มนี้คือปลูกฝังคุณธรรมและจริยธรรมให้มาก แต่ก็คงทำได้ค่อนข้างยากเพราะดังสุภาษิตที่ว่า ไม่อ่อนดัดง่าย ไม้แก่ดัดยาก  แต่ก็ต้องทำเพราะถ้าไม่ปลูกฝังแล้วสุดท้ายประเทศชาติเราจะมีระบอบประชาธิปไตยไว้เพื่ออะไร - เป็นไปได้  ทำได้ถ้าเรามีการรณรงค์บอกถึงผลเสียที่จะเกิดขึ้น  ให้ความรู้และยกตัวอย่างความเสียหายในการขายเสียงให้แก่ประชาชนได้รับทราบ  ได้เงินเพียงไม่กี่บาทแต่ต้องได้รับผลกระทบอื่นๆตามมามากมาย     ถ้าทางกลุ่มเป็นหัวหน้านักการเมือง ...เรามีความคิดคิดในการปรับระดับองค์กรของประเทศอย่างไรบ้าง การพัฒนาในระดับองค์กร   มีความจำเป็นอย่างยิ่ง  ที่ต้องมีการบริหารจัดการความรู้ใหม่ๆ  ให้เกิดขึ้น  องค์กรจึงพัฒนาก้าวไปสู่ความสำเร็จ  ฉะนั้นดิฉันจึงขอเริ่มจากจุดนี้  คือ สร้างการเรียนรู้ใหม่ๆ  ให้เกิดกับองค์กรถ้าทางกลุ่มเป็นหัวหน้านักการเมือง  ขอยึด  ทฤษฎีทุน 8 k” เป็นหลักประจำใจและใช้เป็นแนวทางปฏิบัติ   เพื่อสร้างการเรียนรู้ใหม่ให้กับองค์กร   ดิฉันขอแบ่งเป็น  2  ส่วนใหญ่ๆ                                                    1.     สร้างการเรียนรู้ในระยะสั้น  :  สร้างกับพนักงานในองค์กร  สร้างโดย จัดตั้ง  โครงการ  โรงงานนำร่อง โครงการ  โรงงานนำร่อง        คือเป็นโรงงานตัวอย่าง  ที่รัฐบาลได้เข้ามามีบทบาทช่วยวางแผนด้านการบริหาร        เป้าหมายโครงการ <p style="margin: 0cm 0cm 0pt 41.25pt; text-indent: -23.25pt; tab-stops: list 41.25pt" class="MsoNormal">-              ปรับทัศนคติของผู้นำ  ให้ มองมนุษย์อย่างเท่าเทียมกัน  ให้เกียรติ์  ยกย่องซึ่งกันและกัน และ ยึด  ทฤษฎี          ทุน 8 k  เป็นแนวทางดำเนินการบริหารทรัพยากรมนุษย์  (เน้น ทรัพยากรมนุษย์  เป็นทุนที่สามารถนำมาสร้างมูลค่าได้ )  เพื่อการพัฒนาขององค์กร</p>  <p style="margin: 0cm 0cm 0pt" class="MsoNormal">     สิ่งที่ผู้นำต้องปฏิบัติ</p>    (1.) ตอบสนองความต้องการพื้นฐานของพนักงาน   :  ใช้หลักการของ  Maslow  เป็นเกณฑ์  เพื่อสร้างทุนแห่งความสุขให้เกิดกับพนักงาน เพราะเมื่อคนเราทำอะไรด้วยใจที่เป็นสุขแล้วจะทำได้ดี (2.)  อบรมด้านวิชาการเฉพาะทาง  :  เพื่อให้พนักงานเกิดทักษะ  ความชำนาญเฉพาะทาง   เพื่อสร้างทุนทางปัญญาให้เกิดขึ้น  โดยจะมีการจัดอบรมให้ความรู้ใหม่ๆ  ทุกๆ  6  เดือน  และประเมินทุก  1  ปี  พิจารณาเลื่อนตำแหน่ง  หรือขึ้นเงินเดือน  ซึ่งวิธีการวัดต้องเป็นรูปธรรม  และยุติธรรม  เพื่อเป็นแรงจูงใจให้คนงานทำงานอย่างมีประสิทธิภาพ  และเกิดความภูมิใจในตัวเอง  (ทุนมนุษย์) (3.) จัดอบรมด้านจริยธรรม  :   สร้างธรรมะให้เกิดขึ้นในจิตใจของพนักงาน  ซึ่งเมื่อเขามีความเก่งเรื่องงานแล้วเขาควรจะใช้มันไปในทางที่ถูกต้อง  โดยมีศีลธรรมคอยควบคุม   หรือ เป็นการสร้างทุน ทางจริยธรรม  กำหนดให้อบรมทุกๆ  3  เดือน  *** หมายเหตุ  ข้อ  (2) , (3)      ควรนำ ทฤษฎี 4L” เข้ามาช่วยเพื่อการเรียนรู้ที่มีประสิทธิผล (4)  ส่งเสริมให้ใช้ Internet ในองค์กร  :  ภายในองค์กร มีการประสานงานโดยใช้ Internet  เพื่อความรวดเร็ว  และประโยชน์ในการค้นคว้าหาความรู้ใหม่ได้อยู่เสมอ  เปิดโลกความคิดของพนักงานให้กว้างขึ้น ( 5) จัดประกวดแข่งขันผลงานในองค์กร  :  เพื่อสร้างการพัฒนาความรู้  (ทุนทาง  Knowledge, Skill, Mindset  )           *** เมื่อปฏิบัติทั้ง  5  ข้อ  อย่างเคร่งครัด  องค์กรเกิดการพัฒนาอย่างเห็นได้ชัด  คือพนักงานในองค์กร  มีความคิดที่เป็นระบบ  ,คิดเป็น ,  วิเคราะห์เป็น , มี Idea ใหม่ๆ   และสามารถสร้างสรรค์    Idea นั้นได้สำเร็จ   องค์กรเกิดการพัฒนา  สามารถสร้างกำไรเพิ่มให้กับองค์กร  (6)  ช่วยเหลือสังคม  :   เมื่อองค์กรเกิดกำไรมมากพอแล้ว   ควรแบ่งกำไรส่วนนั้นไปช่วยเหลือสังคม และพัฒนาสังคมบ้าง  เพื่อให้คนในองค์กร  รู้ซึ้งถึงคุณค่าในตัวเอง  หรือ  คุณค่าของมนุษย์ (ทุนทางสังคม)          ผลที่ได้รับ  :  เมื่อปฏิบัติได้ทั้ง  6  ข้อ  องค์กรและพนักงานในองค์กร  จะเกิดทุนแห่งความยั่งยืน  คือ   สามารถสร้างผลกำไร   ได้ในระยะยาว  องค์กรอยู่รอดและประสบความสำเร็จ       รัฐบาลจะนำ  โรงงานนำร่อง  ข้างต้น  ที่ประสบความสำเร็จ  มาเผยแพร่  เพื่อเป็นตัวอย่างให้กับโรงงานอื่นๆ   ได้เข้ามาร่วมโครงการ  และรัฐจะเป็นผู้ที่ให้ความรู้  อบรมส่งเสริม  เพื่อประเทศเราจะได้พัฒนา  และเกิดเป็น  สังคมแห่งนวัตกรรม  ต่อไป <div style="border-right: medium none; padding-right: 0cm; border-top: medium none; padding-left: 0cm; padding-bottom: 1pt; border-left: medium none; padding-top: 0cm; border-bottom: windowtext 1pt solid"> </div>  2.  สร้างการเรียนรู้ในระยะยาว  :   คือมีการปลูกฝัง  จิตสำนึกในการใฝ่รู้ ให้กับเยาวชนไทย  ซึ่งต่อไปเค้าจะเป็นอนาคต  หรือคลื่นลูกใหม่  ที่รอเข้ามาแทนคลื่นลูกเก่าในองค์กร  โดยการจัดทำ  โครงการ  เด็กไทยก้าวไกลสู่นวัตกรรมโครงการ  เด็กไทยก้าวไกลสู่นวัตกรรม วิธีปฏิบัติ  :  1. ) รัฐบาลส่งเสริม ระบบการศึกษาไทยใหม่เน้นประเมินผลด้าน การคิดนอกกรอบ  มากกว่า                              ด้านความรู้แบบท่องจำ                       2.)  เมื่อเยาวชนจบชั้นประถมศึกาปีที่  6  แล้วให้อาจารย์ที่มีความเชี่ยวชาญ  ทำการวิเคราะห์ว่า                              นักเรียนคนนั้น  มีความเชี่ยวชาญในความรู้สาขาใด  และจัดส่งไปศึกษาเฉพาะด้านในชั้นมัธยม    ต่อไป  เพื่อสร้างทักษะ  ความชำนาญให้เกิดขึ้น3.)      บัญญัติการอบรมธรรมะ  ทุกเช้าวันจันทร์  ประมาณครึ่งชั่งโมงเป็นอย่างน้อย4.)      มีการอบรมเพิ่มทักษะใหม่อยู่เสมอ  ให้โอกาสไปศึกษาดูงานที่ต่างประเทศ  แล้วจัดประกวดผลงานในเฉพาะสาขา  ทั้งในระดับภูมิภาค ระดับประเทศ  และต่างประเทศ  อย่างสม่ำเสมอ  โดยเสนอรางวัลเป็นแรงจูงใจ  <p style="margin: 0cm 0cm 0pt" class="MsoNormal">ผลที่ได้รับ  :  เด็กไทยโตขึ้นเป็นผู้ใหญ่ที่มีคุณภาพ  และประสิทธิภาพ  ทั้งทางด้านวิชาการ และด้านคุณธรรม  อนาคตของประเทศไทยต้องก้าวหน้า ล้ำนานาประเทศ และเป็นสังคมแห่งนวัตกรรม  ที่ไม่หยุดยั้ง</p> สุดท้ายนี้ขอบคุณอาจารย์จีระ อ.พจนารถ  อ.ยม และทีมงานทุกท่านที่สละเวลาอันมีค่ามาสร้างสังคมการเรียนรู้   ขอบคุณค่ะ