สิ่งที่ผู้เขียนเน้นย้ำคือว่าแม้ว่าจะรู้ว่าทุกข์ของตนคืออะไร ก็เข้าใจว่าไม่มีใครสลัดมันทิ้งไป ไม่ว่าจะอย่างไร เราก็จะตอบโต้ต่อสิ่งที่มากระทบแบบเดิม ๆ หากไม่ฝึกเจริญสติ และสติก็มิใช่ว่าจะเกิดขึ้นได้ตลอดเวลา จะเกิดขึ้นทีละขณะ ซึ่งก็หมายความว่าการเปลี่ยนแปลงตัวตนจะเกิดขึ้นในแต่ละขณะที่รู้
ในช่วงเวลาที่ค่อนข้างยุ่งมากเนื่องจากกำลังเขียนรายงานวิจัยชิ้นสำคัญ ซึ่งผู้เขียนหวังเป็นอย่างยิ่งว่าในอนาคตอันใกล้จะพิมพ์เป็นหนังสือเพื่อประโยชน์ทางวิชาการ แต่เมื่อได้รับโทรศัพท์เชิญให้เป็นวิทยากรให้กับคณะแพทย์ศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ผู้เขียนก็ตอบตกลงด้วยความรู้สึกยินดีที่เป็นมหาวิทยาลัยที่ผู้เขียนเคยศึกษามา
การไปเป็นวิทยากรครั้งนี้ แตกต่างจากทุกครั้งตรงที่ผู้เขียนปฏิเสธค่าวิทยากรโดยสิ้นเชิง ส่วนหนึ่งมาจากความเห็นส่วนตัวที่ว่างบประมาณของทางคณะค่อนข้างจำกัด หากจะเป็นการประหยัดเพื่อตอบแทนบุญคุณให้กับมหาวิทยาลัยที่เคยร่ำเรียนมาก็น่าจะเป็นบุญกุศล อย่างไรก็ดี การไปครั้งนี้ ท่านอาจารย์ ดร. ยุวนุช ทินนะลักษณ์ ได้ยินดีร่วมไปเป็นวิทยากรด้วย
ทางเจ้าหน้าที่ของคณะแพทย์ศาสตร์ให้ข้อมูลแก่ผู้เขียนว่าจะเขียนป้ายผ้าชื่อกิจกรรมว่าเป็นเรื่องแนวทางการสร้างทีมงานให้เข้มแข็ง ซึ่งผู้เขียนก็ไม่ขัดข้อง เนื่องจากไม่มีการเปลี่ยนแปลงเนื้้อหาในการนำเสนอของผู้เขียนแต่อย่างใด
ผู้เข้าร่วมอบรมเป็นท่านอาจารย์คณะแพทย์ศาสตร์และเจ้าหน้าที่ในคณะของมหาวิทยาลัยจำนวน 15คน ซึ่งเป็นข้อจำกัดอย่างมากที่จะทำกิจกรรมกลุ่มที่ต้องอาศัยความหลากหลายของคนเพื่อทำความเข้าใจความแตกต่างของลักษณ์ในกระบวนการแลกเปลี่ยนเรียนรู้ด้วย Enneagram
อย่างไรก็ตาม ผู้เขียนก็ได้กล่าวในช่วงต้นของการอบรมว่า การมาครั้งนี้คงเป็นการแนะนำศาสตร์ Enneagram ว่านำมาใช้กับการทำงานในองค์กรร่วมกันอย่างไรและเน้นการแลกเปลี่ยนกลุ่มย่อย โดยให้เล่าเรื่องเชิงบวก และสลับกันมาเล่าเรื่องของเพื่อนในกลุ่มโดยไม่ให้เล่าเรื่องของตัวผู้เล่าเอง ในช่วงบ่าย ท่านอาจารย์ ดร. ยุวนุช ได้ถ่ายทอดเกี่ยวกับกิจกรรมมณฑลชีวิตเพื่อให้ผู้ร่วมอบรมประเมินตนเองและแลกเปลี่ยนระหว่างกันเพื่อค้นหาแนวทางในการเติมเต็มให้กับส่วนที่ตนบกพร่องไป หรือส่วนไหนที่เรามีเกิน ก็แบ่งปันให้ผู้อื่นได้เรียนรู้
ภาพบรรยากาศการแลกเปลี่ยนในกลุ่มย่อย
ต่างคนต่างสนใจเรื่องเล่าของกันและกัน
การบ้านก่อนหน้านี้ที่ผู้เขียนทราบจากท่านอาจารย์หัวหน้าโครงการเวชศาสตร์คือเป็นการยากมากที่จะรวบรวมผู้เข้าร่วมอบรมมาได้ เนื่องจากอาจารย์หมอบางท่านเข้าเวร มาได้ช่วงบ่าย หรืออาจจะมาไม่ได้ และบางท่าน ทำงานนอกพื้นที่โรงพยาบาล ดังนั้น เมื่อทุกคนมารวมตัวกันในที่นี้ จึงไม่ค่อยคุ้นเคยกันเท่าไหร่ อย่างไรก็ตาม ภาพที่ผู้เขียนเห็นก็คือความเป็นกันเอง และกล้าเล่าเรื่องส่วนตัวเพื่อเรียนรู้ซึ่งกันและกัน
แต่ละเรื่องเล่า เป็นเรื่องที่มาจากก้นบึ้งของหัวใจ บางท่านถึงกับกลั้นน้ำตาไม่อยู่
การทำหน้าที่เพื่อคนที่เรารัก เพื่อองค์กรที่เราศรัทธา
การเล่าเรื่องใดก็ตาม หากมีแผนที่ในการทำความเข้าใจตัว "ผู้เล่า" ย่อมทำให้เรื่องเล่ามีอรรถรส ทำให้เราไม่เพียงแต่ทราบเนื้อหาที่เล่า แต่เรายังสัมผัสลึกซึ้งไปถึงที่มาของเรื่องเล่าซึ่งคือโลกทัศน์ของผู้เล่านั่นเอง เรื่องราวในชีวิตคนเรามีมากมายหลากหลาย และแต่ละช่วงวัยประทับใจไม่เหมือนกัน แต่การที่เราเลือกเรื่องเล่า เรื่องเดียวนั้นมาเล่า ย่อมสะท้อนถึงอะไรบางอย่าง ซึ่งหากปราศจากแผนที่ Enneagram ในการทำความเข้าใจผู้คนแล้ว ย่อมยากที่จะให้เรื่องเล่านั้นมีพลังสัมผัสจิตใจผู้ฟังที่มาร่วมแลกเปลี่ยนเรียนรู้
เรื่องเล่าที่ผู้เล่าเล่ามานั้น ผู้เข้าร่วมแลกเปลี่ยนเรียนรู้ต่างยอมรับว่า "สะท้อนลักษณ์" และทำให้เข้าใจโลกทัศน์ของผู้เล่า ซึ่งนี่เองคือที่มาของการสร้างพื้นที่ความวางใจในความเป็นกัลยาณมิตรในองค์กรเดียวกัน
นอกจากเรื่องเล่าที่สะท้อนลักษณ์จากโลกทัศน์ที่ถ่ายทอดออกมานั้น สิ่งสำคัญที่ไม่ยิ่งหย่อนไปกว่ากันคือผู้ฟังที่ถ่ายทอดเรื่องเล่าของเพื่อนในกลุ่ม ก็ได้สะท้อนลักษณ์ของตนว่ามีลักษณะแบบใดที่จับประเด็นเรื่องมาเล่าในลีลาของตนเอง
บางท่านถ่ายทอดแบบให้ข้อมูล แต่ขาดลีลาอารมณ์ร่วมมาเจือปน ผู้เขียนจึงให้ผู้เล่ากล่าวเพิ่มเติมเสริมต่อได้ เพื่อให้เรื่องเล่านั้นตรงกับที่ผู้เล่า ๆ มาให้มากที่สุด
ช่วงแรก ๆ ยอมรับเครื่องยังไม่ติด พอเวลาผ่านพ้นไป ทุกคนต่างยิ้มแย้มแจ่มใสและอิ่มเอมในเรื่องเล่าของแต่ละคน
หลังจากเรื่องเล่าจบลง ท่านอาจารย์ ดร.ยุวนุชได้ชวนผู้เข้าร่วมแลกเปลี่ยนเรียนรู้ทำกิจกรรมมณฑลชีวิต แต่ละคนได้เรียนรู้ที่จะเติมเต็มและแบ่งปันในส่วนที่ตนมีและขาดอย่างไม่ปิดบังเคล็ดวิชา
ในช่วงท้ายสุด ผู้เขียนได้สรุปให้ทุกท่านเห็นแนวทางการพัฒนาจิตที่เริ่มต้นจากการสำรวจทุกข์หรือกิเลสภายใน "เข้าใจ ยอมรับและละวาง"
สิ่งที่ผู้เขียนเน้นย้ำคือว่าแม้ว่าจะรู้ว่าทุกข์ของตนคืออะไร ก็เข้าใจว่าไม่มีใครสลัดมันทิ้งไป ไม่ว่าจะอย่างไร เราก็จะตอบโต้ต่อสิ่งที่มากระทบแบบเดิม ๆ หากไม่ฝึกเจริญสติ และสติก็มิใช่ว่าจะเกิดขึ้นได้ตลอดเวลา จะเกิดขึ้นทีละขณะ ซึ่งก็หมายความว่าการเปลี่ยนแปลงตัวตนจะเกิดขึ้นในแต่ละขณะที่รู้
คำกล่าวปิดการอบรมโดยเจ้าภาพ ซึ่งเป็นหัวหน้าภาควิชาเวชศาสตร์ ได้พูด สั้น ๆ อย่างน่าประทับใจว่า "ทุกคนน่าสงสาร เราจึงควรเรียนรู้ที่จะอยู่ร่วมกันอย่างเข้าใจด้วยความรัก"
ความน่าสงสารตามความหมายข้างต้นมาจากการสะท้อนของผู้เขียนให้ผู้ร่วมกระบวนการแลกเปลี่ยนเรียนรู้ได้ค้นพบโลกทัศน์ที่แตกต่างและการติดกับดักตัวตนของเราอย่างยากที่จะสลัดออก ซึ่งผู้เขียนไม่เคยเปิดเผยเรื่องเล่าส่วนตัวของผู้เข้าร่วมแลกเปลี่ยนเรียนรู้ เพียงแต่พูดสรุปถ้อยคำที่น่าจะเป็นประโยชน์เพื่อการเรียนรู้ร่วมกันและไม่ได้บอกว่ามาจากผู้ใด ในบันทึกนี้ ก็เช่นกัน ดังนั้น คำสรุปของท่านอาจารย์หัวหน้าภาคจึงเป็นการสะท้อนภาพรวมที่ได้จากการอบรมครั้งนี้ ด้วยความเข้าใจซึ่งกันและกันอย่างลึกซึ้งยิ่งขึ้นกว่าที่เคยอยู่ร่วมกันมา
ท่านอาจารย์นพลักษณ์ ๙ ;)
ผมไม่ "สะท้อนลักษณ์" แต่ "รักสะท้อน" ผม ;)...
อยากฟังเรื่องเล่าน้ำตาไหล ทำไงดีครับ ???
สวัสดีครับ
เป็นความดี ความงาม และความสุข จริง ๆ เลย นะครับ คุณSila
สวัสดีค่ะ
ดีใจที่ได้ร่วมงาน-ร่วมบุญด้วยกันค่ะ ทุกครั้งพี่จะได้ความรู้ ได้เรียนรู้อะไรใหม่ๆเสมอ โดยเฉพาะอย่างยิ่งเกี่ยวกับตนเอง ก็ยังเป็นมนุษย์ที่อยู่บนเส้นทางการขัดเกลาตัวเองนะคะ
ได้เบิกบานสำราญใจด้วยค่ะ