
วันที่18 พฤษภาคม 2554 เวลาประมาณ 13.30 น ถือเป็นมงคลต่อชีวิตอีกวันหนึ่ง ที่ได้มีโอกาสพบเจอ บุคคลท่านหนึ่งที่เคยอ่านมุมคิด มุมปฎิบัติ ของท่านผ่านโลก online และหนังสือบางเล่มที่ท่านเขียน
ทั้งนี้ ต้องขอบคุณ บุคคลที่เป็นต้นเหตุให้ท่านมาที่นี่ น้องหยี่ (คุณวีณา มิ่งเมือง)นักจิตวิทยา โรงพยาบาลสวนสราญรมย์และน้องกบ(คุณปภพพงศธร ศักดา)ที่ชี้ชวน ให้ตัวเองได้มีโอกาสเข้าฟังและฝึกปฎิบัติเพื่อดูกาย ดูใจของตัวเอง
แว๊ปแรกที่เห็นอาจารย์ จากภายนอก อาจารย์มองเซอร์จัง ที่คิดและพูดเช่นนี้ เพราะอาจารย์แต่งตัวด้วยเสื้อผ้าที่เรียบง่าย ผมยาวประบ่า มองธรรมดา เป็นที่สุด .แต่น้องเค้ากระซิบบอกว่า ความคิดความอ่านของอาจารย์ไม่เซอร์เลย (อดยิ้มอยู่ภายในเพราะเห็นด้วยมาก่อนหน้านี้แล้ว จากการอ่านมุมคิด มุมปฏิบัติของท่าน)

รูปกายภายนอก บอกความคมลึกของคนได้ไม่หมด การแต่งกายใช่ว่าจะบอก ดีกรีในความงามของชีวิตคนได้
น้อยคนนัก หากไม่รู้ไม่ทราบภูมิหลังของท่าน หากไม่เคยเห็นท่านปฏิบัติ หรือไม่เคยได้ยินท่านพูด ก็จะยิ่งไม่รู้เลย ว่า ท่านคิดเช่นไร หรือปฏิบัติเยี่ยงใด
วันนี้ รู้เพียงแค่ผิวเผิน แต่อยากถ่ายทอดเก็บไว้เป็นลายลักษณ์อักษร หากวันหนึ่งวันใดข้างหน้า ได้ค้นพบกายใจที่แท้จริงของตัวเองแล้ว ย้อนกลับมา ณ จุดเริ่มต้นของการได้สัมผัส การรู้กาย รู้ใจ ที่ก่อร่างสร้างตัวจากวันนี้ จะทำให้เราสามารถเปรียบเทียบถึงความแตกต่างของการปฏิบัติจากจุดเริ่มต้นจุดนี้ ได้เป็นดีเป็นแท้เชียว
อาจารย์พูดว่าการใช้ชีวิตของคนเรานั้น มันไม่ใช่เรื่องง่าย ๆ อย่างใจคิด เพราะในพื้นที่อันกว้างขวางที่อยู่รอบตัวเรานั้น มันเป็นอิสระ มันกว้างนัก การที่เราจะต้องดำรงชีวิตอยู่ให้ได้นั้น เราต้องมีรูปแบบ(pattern)ของการใช้ชีวิต เพื่อที่จะให้ตัวเองดำรงชีวิตอยู่ในพื้นที่กว้างๆ บนโลกนี้ได้ เพราะอะไรนั่นหรือ? เพราะบางครั้ง บางสิ่งบางอย่างมันไม่ได้เป็นไปอย่างที่ใจเราคิดเสมอไป สิ่งต่าง ๆ เหล่านี้นี่เอง เป็นความไม่แน่นอน เมื่อเรารู้ว่ามันมีสิ่งไม่แน่นอนอยู่ เราจึงสร้างกลไกบางอย่างขึ้นมา นั้นคือ กลไกทางจิต

เจ้ากลไกทางจิต นี่แหละ !! เป็นสิ่งที่ทำให้ตัวเราเครียดที่สุด กลไกทางจิตถือเป็นช่องทางของความคิด ที่ทำให้เราเกิดความเครียด เจ้าตัวนี้เอง ถือเป็นร่องปมของจิตใจ เป็นหนทางนำเราไปสู่ความกลัวบางสิ่งบางอย่างอยู่ตลอดเวลา
คนบางคนกลัวปมความคิดบางอย่างที่ฝังใจตัวเองอยู่ เมื่อเกิดปมความคิดแบบนั้น ก็จะสร้างpattern ที่ทำให้ตัวเองดำรงอยู่ให้ได้ สิ่งต่างๆ เหล่านี้นี่แหละ ที่เราจะต้องเข้าไปเยี่ยมชมมัน เข้าไปดูมัน ซึ่งเป็นอารมณ์ เป็นความรู้สึกถึงการดูกายดูใจของตัวเอง

การดูกายดูใจ เป็นการผ่อนคลายร่างกายและจิตใจ เพราะร่างกายและจิตใจเป็นของคู่กัน เป็นสิ่งที่เกื้อกูลระหว่างกันและ ถือเป็นเรื่องที่เราจะต้องให้ความสำคัญ
การดูกายดูใจ เป็นการฝึกภาวนา เพื่อให้เกิดการผ่อนคลาย และยอมรับตัวเองให้ได้ โดยไม่มีสิ่งใดที่ใจต้องหลบซ่อน หรือเก็บงำไว้การภาวนา เป็นสิ่งที่ปลดเปลื้องเราจากความกลัว เปิดโอกาสให้เราได้เข้าไปสัมผัส และยอมรับ และ การภาวนาช่วยเปลี่ยนวิธีคิดของเราได้
หากเรามองย้อนกลับไปเหตุและปัจจัย เป็นสิ่งที่ทำให้เราเป็นคนแบบนี้ แบบนั้นแตกต่างกันไป เจ้าสิ่งนี้ คือสิ่งที่เราต้องเข้าไปเยี่ยมชมมัน ต้องเข้าไปดูว่า ตัวเรานั้นเป็นคนเช่นไร?
หัวใจของการภาวนา.ไม่ต้องคิดมาก ปฏิบัติอย่างเดียว ทำซ้ำ การปฎิบัติภาวนา น่าสนใจมากกว่าการอ่านหนังสือเป็นไหน ๆ การปฏิบัติภาวนา เป็นการทำตัวเองให้เป็นผืนดิน เพราะนั่นคือ การยอมรับทุกอย่าง การปฏิบัติภาวนาทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลงที่ตัวเองรู้สึกและสัมผัสได้ด้วยตัวเอง
อาจารย์พูดถึงการสัมผัสกรรม เพราะการปฏิบัติภาวนา ไม่ใช่การรู้แจ้ง หากแต่ทำให้เราลงไปสัมผัสกรรมของเราต่างหาก เหตุที่เป็นเช่นนั้นเพราะการปฏิบัติภาวนา จะมีแรงต้าน เจ้าแรงต้านต่าง ๆ นี่แหละคือการสัมผัสกรรม ยิ่งปฏิเสธสิ่งที่เราสัมผัสนั้นมากเท่าไร มันก็จะมีแรงต้านแรงขัดขืนมากเท่านั้น
การปฏิบัติภาวนา คือการเผชิญกับความจริง เราไม่ต้องหนี กับสิ่งนั้น ในบางครั้งมีบางสิ่งบางอย่างที่เกิดขึ้นกับตัวของเรา และเรายอมรับมันไม่ได้ เพียงแค่เราอย่างมองสิ่งนั้นในแง่ร้าย หากแต่เราต้องแก้ไขอย่างมีปัญญาต่างหาก
อาจารย์บอกว่าหากเรายอมรับมัน และแก้ไขมันด้วยปัญญา อย่างน้อยต่อไปภายภาคหน้าเราก็จะไปเกิดในภพภูมิที่ดี เพราะใจที่ยอมรับของเรานั้นเอง
และที่สำคัญหัวใจของการภาวนา คือ การกล้าที่จะยอมรับและเผชิญหน้ากับสิ่งนั้น ๆ อย่างผ่อนคลาย ไม่ว่าจะเกิดอะไรขึ้น ขอให้ผ่อนคลาย และอยู่กับสิ่งนั้น ๆ ให้ได้ แก้ไขกันไปตามเหตุตามปัจจัย

สุดท้ายก็คือการลงมือปฏิบัติ การฝึกภาวนา และนี่คือการฝึกภาวนาครั้งแรกของชีวิตที่มีครูที่ชื่อว่าวิจักขณ์ พานิช
ขอบคุณ สามสิ่งในชีวิตที่ตัวเองได้พบเจอ มิตรที่ดี หนังสือดี และอารมณ์ที่ดี
ขอบคุณ..โชคและวาสนาของตัวเองที่ได้มาพบเจอ บุคคลที่เคยฝันไว้ว่า ครั้งหนึ่งของชีวิตที่อยากสัมผัสภูมิความรู้ ทั้งการพูดให้ฟัง ฝึกปฎิบัติให้ดู และเกิดขึ้นได้กับตัวเองอย่างแท้จริง
ด้วยความคิดถึง
สวัสดีค่ะคุณแสง
น่าปลื้มใจที่คุณแสงได้มีโอกาสโอกาสเข้าฟังและฝึกปฎิบัติเพื่อดูกาย ดูใจของตัวเองกับอาจารย์วิจักขณ์ พานิช
ครูใจดียังไม่เคยอ่านหนังสือของท่าน แต่จากที่อ่านจากที่คุณแสงถ่ายทอดเรื่องราว คำพูดบางประเด็นของท่าน ก็รู้สึกชื่นชม และอยากจะศึกษางานเขียนและเรื่องราวของอาจารย์วิจักขณ์ บ้างแล้ว
ต้องขอขอบคุณมากเลยค่ะ
สวัสดีค่ะ
คนอ่านก็พลอยได้รับความรู้และฝึกปฏิบัติไปด้วย
ปกติก็เป็นคนยอมรับความจริงและไม่ค่อยเครียดกับสิ่งใดสิ่งหนึ่งมากจนเกินไป
อยู่แล้ว.....สบายๆนะคะ
การฝึกภาวนา ไม่เน้นศาสนานะครับคุณเบดูอิน
หากทำได้ เราจะรู้ว่า ใจกายของเราเป็นเช่นไร
คิดถึงคุณอยู่ลึก ๆ ในใจเช่นกัน ครับ
มาเยี่ยมชมวิธีการฝึกตนเอง
แบบดีที่เป็นแบบอย่างได้
เคยอ่านหนังสือคุณวิจักษณ์ แต่ไม่เคยพบตัวจริง มาแจ้งว่าส่งเมล็ดตะคึกไปแล้วครับ ...
สวัสดีค่ะคุณแสงฯ
ทุกวันนี้ ในเวทีการทำงานและเวทีการบรรยาย หรือแม้แต่จัดกระบวนการต่างๆ ผมใส่เสื้อพื้นบ้านทั้งนั้นเลย หลายคนบอก "ท้องถิ่น" มากๆ...คล้ายชื่นชมและบอกนัยยะความเฉิ่มเชย"
สำหรับผมแล้ว...
ผมมีความสุขที่ได้ทำเช่นนั้น
มันช่วยให้ภายใน/โลกภายในดูสงบเงียบได้ดีทีเดียว...ครับ
เชื่อมั่นในมุมคิดนี้ค่ะ รูปลักษณ์ภายนอก ก็แค่นั้น เราควรมองกันที่จิตใจ
มาส่งความระลึกถึง สองหนุ่มสาวน้อย เป็นไงบ้างเอ่ยคะ คิดถึงๆ :)
คุณครูใจดี ครับ
หากคุณครูใจดี สนใจหนังสือของอาจารย์วิจักขณ์ที่อาจารย์อ่านประกอบการดำเนินชีวิตของอาจารย์
3 เล่มที่ผมอ่าน เล่มนี้ ….น่าสนใจ นะครับครู
ขอบคุณครูมากนะครับ
ดีใจเหมือนกันที่มีมิตรดี ไม่ลืมกัน
ระลึกถึงเสมอ แม้ไม่ค่อยได้เข้ามาเกี่ยวก้อยบ่อยๆ
“หลายสิ่งดูจะชัดเจนขึ้นยามเมื่อคุณจนมุม”
บทสัมภาษณ์เชอเกียม ตรุงปะ
วิจักขณ์ พานิช แปลและเรียบเรียง
ตอนหนึ่งที่อาจารย์ตรุงปะ พูดไว้
ชีวิตที่ตื่นนั้น เต็มเปี่ยมไปด้วยความร่ำรวยและพลังสร้างสรรค์
น่าสนใจยิ่งจริง ๆ เลยครับครู
ขอบคุณครูมากนะครับ
ขอบคุณอาจารย์
นะครับ
ครั้งแรกที่ผมฝึก ผมก็รู้สึกเช่นนั้น ครับ
สับสน จิตใจวิ่งวุ่น เหมือนกับว่า เราเป็นอะไรหนอ
ผมฟังเสียงอาจารย์วิจักขณ์ พูด พยายามไล่ตามความรู้สึกของตัวเอง วันนี้ เข้าใจมากขึ้น ครับ ...
ก่อนนอน ผมพยายามนอนฝึก ลองดูอย่างนี้ไปสักระยะหนึ่ง
อยากรู้ว่า ...เราฝึกดูกายดูใจของเราได้มากน้อยแค่ไหน
ขอบคุณอาจารย์มากนะครับ
ขอบคุณดอกไม้และกำลังใจที่ส่งมอบมาให้นะครับ
กลไกทางจิต เป็นสิ่งที่ทำให้เราเกิดความเครียด
การสัมผัสกรรม โดยการภาวนา คือการเผชิญกับความจริง
เราต้องยอมรับมันให้ได้ และแก้ไขด้วยปัญญา.....
ไม่ใช่เรื่องง่ายเลยนะคะ
ผมคุยกับน้องเค้าที่ฝึกภาวนา มาช่วงเวลาหนึ่ง
น้องเค้าบอกว่า …ให้เป็นไปโดยธรรมชาติมากที่สุด
เราเคยหายใจ เข้าออก อย่างไร ให้มันเป็นไปเหมือนที่เคยทำ
การหายใจเข้า ท้องป่อง
การหายใจออก ท้องแฟบ
ตามลมหายใจของเราไว้
ที่สำคัญ …ปรากฏการณ์ อย่างหนึ่งจะรู้สึกกับตัวเราเอง
นั้นคือ เราจะรับรู้ว่า …เราหายใจด้วยเท้าได้
ขอบคุณ ความรู้ที่ได้จากการฝึกปฏิบัติของน้องเค้าครับ
การฝึกภาวนาทุกครั้ง ไม่ว่าจะเป็นครั้งใด ก็ตาม จะเห็นผลทุกครั้งไปครับคุณยาย
ขอบคุณคุณยายมากนะครับ
ขอบคุณมุมคิดและมุมทำของคุณแผ่นดินนะครับ