"พี่คิมมาถึงหรือยังคะ  มีโทรศัพท์มาจากแม่บ้านที่บ้านค่ะ"  เสียงจากคุณครูท่านหนึ่ง  ขณะที่ฉันกำลังเดินขึ้นบันได  หยุดคิดนิดหนึ่งว่าต้องเป็นเรื่องเกี่ยวกับความเสียหายหรือเกี่ยวกับลูกหมา แต่การควบคุมตนเองไม่ให้ตกใจดูเป็นอัตโนมัติ  

 

        "พี่คะน้องนีน่าถูกรถชนค่ะ"  สุ้มเสียงของเจี๊ยบดูตกใจและกังวล  สอบความถามไถ่ทราบว่า "เปิดประตูรั้วแล้วลืมปิดทันที  ไม่ทราบว่ารถคันไหนชน  ชนเมื่อไรไม่ทราบ  แต่เพื่อนบ้านมาพบว่านีน่าสลบไปแล้ว"  เมื่อทราบว่ายังหายใจอยู่   ฉันจึงบอกให้เจี๊ยบพานีน่าไปโรงพยาบาลโดยเร็ว   งานบ้านให้หยุดไว้ก่อนยังไม่ต้องทำ

 

       "ใครหรือคะหรือว่าน้องหมา"  เพื่อนครูที่ได้ยินการสนทนาถาม   ฉันได้เล่าเรื่องที่เกิดขึ้นกับที่บ้านให้เธอฟัง  ทั้งตกใจและสงสารได้แต่ภาวนาว่าอย่าให้เป็นอะไรและถึงมือหมอโดยเร็วที่สุด  ประมาณครึ่งชั่วโมงต่อมาเจี๊ยบโทรศัพท์มาบอกที่เครื่องของโรงเรียนว่า "ถึงโรงพยาบาลแล้ว  แต่หมอจะมา ประมาณ  ๑๑  โมง"  ฉันดูนาฬิกาแล้วต้องรออีกตั้ง ๒ ชั่วโมง

 

        ฉันออกไปรับโทรศัพท์และกลับมาเข้าห้องทำงานต่อ  สังเกตว่าเพื่อนครูทั้งหมดตกใจ  เป็นห่วงกังวลมากกว่าฉันอย่างเห็นได้ชัดเจน  พูดแสดงความคิดเห็นไปต่าง ๆ นานา   แม้ว่าฉันจะห่วงมากไปกว่าเขาแต่เมื่อฉันเข้าใจความเป็นธรรมชาติจากการที่ได้เรียนรู้ทีละเล็กละน้อย  ทำให้ฉันรู้สึกตัวว่าการเคลื่อนไหวภายในภายนอกของฉันเยือกเย็นและสงบได้  อย่างรู้ตัว 

 

       หลายคนคงคิดว่าพวกเราอาจจะทำงานได้ไม่ดี  เพราะฉันอาจจะเครียดและกังวลกับอาการของนีน่า  แต่ฉันสามารถช่วยทำงานได้เป็นปกติเหมือนวันที่ผ่านมา  เมื่อถึงเวลาจึงออกไปโทรศัพท์ถึงคุณหมอ  ทราบว่า "อาการดีขึ้น  ให้น้ำเกลือ และในตอนบ่ายคุณหมอแจ้งว่าจะให้นอนดูอาการ"  ฉันตอบตกลงไว้ก่อน  และกำลังตัดสินใจว่าจะรับมาดูแลเองที่บ้าน เหมือนที่เคยทำมาแล้ว

 

         น้องครูอยากทราบเรื่องราว  ฉันได้เล่าให้เธอทราบ  เธอจึงแสดงความคิดเห็นแบบเตือนสติว่า "พี่คิมเคยเสียน้องหมาไปกี่ตัวแล้วที่นอนโรงพยาบาล"  ความเป็นจริงนั้นหลังจากที่น้องหมาไปนอนโรงพยาบาลแล้วได้จากฉันไปทุกตัว   เพราะพวกเขาจะเหงาเมื่อห่างเจ้าของ  เมื่อป่วยอยู่แล้วอาการก็จะหนักยิ่งขึ้น  คราวต่อมาฉันได้รับท็อดดี้ออกจากโรงพยาบาลมาพร้อมกับขวดน้ำเกลือ  กลับมาดูแลที่บ้านจึงรอดมาทุกวันนี้ 

 

         หากฉันจะขอหยุดช่วยงานสัก ๑ วันเพื่อไปดูแลนีน่าก็ย่อมทำได้  และคงไม่มีใครว่า  เพราะฉันไม่ได้รับราชการในระบบเหมือนคนอื่น  แต่ฉันไม่เลือกเรื่องส่วนตัว   ถึงอย่างไรฉันก็ไม่สามารถรักษาให้นีน่าดีขึ้นได้นอกจากหมอ   ฉันได้เลือกช่วยงานของโรงเรียน  เพราะเป็นประโยชน์ของส่วนรวม  และช่วยทำเป็นปกติได้งานค่อนข้างสมบูรณ์มากขึ้น  หากจะพูดว่า "เห็นแก่ประโยชน์ส่วนรวมมากกว่าส่วนตน"  ดูท่าทางน่าหมั่นไส้และยังไม่ถึงขนาดนั้น

 

         คราวนี้ก็คงจะทำเช่นเดียวกัน  ตอนค่ำพวกเราไปถึงโรงพยาบาลประมาณ  ๑ ทุ่ม  รับนีน่ากลับบ้าน  มีเพื่อนครูไปเป็นเพื่อน ๒  คน  ช่วยขับรถให้  ส่วนฉันอุ้มนีน่า "อาการของนีน่าดูเหมือนจะไม่รอด  อ่อนเปลี้ยมาก  ลืมตามองดูทุกคนและรู้ตัวเมื่อเรียกชื่อ  ยืนทรงตัวไม่ได้  น้ำและอาหารไม่ทาน" คงเป็นเพราะมีน้ำเกลือแล้วนั่นเอง 

 

         ฉันเช็ดตัวและนำนีนาเข้าห้องนอนด้วย  ไม่นานได้ยินเสียงกระตุก  จึงลุกขึ้นมาดูเห็นนีน่าดิ้นกระแทกเตียง  มีอาการแบบชัก  ฉันอุ้มนีน่าไว้และท่องบทสวดมนต์  แผ่เมตตาให้นีน่า  บอกว่า "ขอให้หนูหายป่วยนะคะ  แม่ดูแลหนูอยู่ใกล้ ๆ   หากทนไม่ไหวจริง ๆ หรือทรมานมาก  ขอให้หนูจากแม่ไปอย่างสงบ  รักนีน่ามากนะคะ  รู้ไหมแม่รักหนูมาก"  เปิดไฟไว้ตลอดทั้งคืน  ตื่นเช้าพบว่ายังหายใจอ่อน ลองเรียกชื่อก็กระดิกหางได้นิด ๆ  

 

        หลายต่อหลายครั้งตั้งแต่วัยเยาว์จนโตและทุกวันนี้   ฉันได้เลี้ยงและดูแลน้องหมาตลอดมาไม่เคยว่างเว้น  แต่ทุกครั้งที่ผ่านมาฉันจะมีอาการเสียอกเสียใจ ร้องไห้เสียน้ำตา โศกเศร้าและมีอาการทางจริตมากมาย  ไม่เป็นอันทำการทำงานเนื่องจากน้องหมาป่วยหรือจากไป  แต่ครั้งนี้ฉันได้เรียนรู้ความเป็นธรรมชาติ  บนความเป็นจริงสู่การเรียนรู้ตัวเองมากขึ้น  ทำให้ฉันควบคุมทุกอย่างได้จนวินาทีที่เขียนบันทึกนี้  

 

       ฉันอยากจะขอบคุณ  พ่อแม่  ครูบาอาจารย์  ผู้ประสิทธิ์ประสาทวิชา ให้การอบรมสั่งสอน  รวมทั้งการแลกเปลี่ยนเรียนรู้ในสังคมทั้งทางโลก ทางธรรม  การปฏิบัติตามแนวทางพุทธธรรมร่วมสมัย  ที่ให้โอกาสฉันได้เปลี่ยนพฤติกรรมภายในสู่ภายนอกของได้ในการจัดการตนเอง  "การจัดการตนเองเป็นทักษะชีวิต  การเกิดทักษะไม่ว่าเรื่องใด ๆ จะต้องเกิดจากฝึกฝน  และเชื่อว่าทุกอย่างฝึกได้"