สวัสดีครับชาว Blog และลูกศิษย์ EADP รุ่น 7 ทุกท่าน
ในวันพรุ่งนี้ (วันจันทร์ที่ 9 พฤษภาคม 2554) จะเป็นพิธีเปิดหลักสูตรพัฒนาสมรรถนะผู้ช่วยผู้อำนวยการฝ่ายของการไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย (กฟผ.) รุ่นที่ 7 (ปี 2554) หรือEGAT ASSISTANT DIRECTOR DEVELOPMENT PROGRAM : EADP 2011
แม้ว่าจะเป็นการทำงานต่อเนื่องเรื่องคนให้กับ กฟผ. มาปีนี้เป็นปีที่ 7 แต่ผมก็ยังรู้สึกตื่นเต้น และพยายามจะแสวงหาความรู้ที่สด และทันสมัยมาแบ่งปันกับลูกศิษย์ของผมตลอดเวลา
จากการพัฒนาผู้นำและผู้บริหารของ กฟผ. ในระดับผู้อำนวยการ 3 รุ่น และในระดับผู้ช่วยผู้อำนวยการฝ่ายอีก 3 รุ่น ในแต่ละครั้งที่จัดผมได้เรียนรู้ร่วมกับลูกศิษย์ของผมมากมาย
"ทุนมนุษย์" ใน กฟผ. นั้นเข้มแข็งและมีศักยภาพอยู่แล้ว ผมเป็นเพียงผู้ที่จะช่วยทำหน้าที่จุดประกาย สร้าง Inspiration ให้พวกเขามีพลัง มี Ideas ใหม่ ๆ มีความเข้าใจสถานการณ์ใหม่ ๆ ที่เกิดขึ้นในโลกและพยายามเอาชนะอุปสรรคต่าง ๆ ไปสู่ความสำเร็จ รวมทั้งการทิ้งผลงานหรือสิ่งที่มีคุณค่าไว้สำหรับสังคมไทยของเรา
สิ่งที่ผมและคน "กฟผ." ต้องระลึกถึงเสมอ คือ ผู้นำของเรา ต้องขอขอบคุณ ท่านผู้ว่าการ กฟผ. และอดีตผู้ว่าการฯ อีก 2 ท่าน คือ ท่านไกรสีห์ กรรณสูต ท่านสมบัติ ศานติจารี และผู้ว่าฯ สุทัศน์ ปัทมสิริวัฒน์ ท่านผู้ว่าคนปัจจุบันที่เป็นลูกศิษย์รุ่น 2 ของผม ทุกท่านน่าชื่นชมที่มีปรัชญาและความเชื่อว่า "คนเป็นทรัพยากรมนุษย์ที่มีค่ามากที่สุดขององค์กร" สูตรสำเร็จของการพัฒนาทุนมนุษย์ในองค์กรในยุคนี้ คือ ผู้นำหรือ CEO+SMART HR+ Non-HR และผมเชื่อว่าการพัฒนาผู้นำรุ่นใหม่ใน กฟผ. อย่างต่อเนื่องจะเป็นพลังในการขับเคลื่อนให้ กฟผ. เติบโตอย่างยั่งยืนได้แน่นอน
สำหรับการพัฒนาสมรรถนะผู้ช่วยผู้อำนวยการฝ่ายของการไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย รุ่นที่ 7 ในปีนี้ ผมก็หวังว่าจะมีสิ่งที่เราจะได้เรียนรู้ร่วมกันเพื่อประโยชน์ในการทำงานของ กฟผ. และเป็นการสร้างที่สร้างความสุขให้แก่คนไทยต่อไป และผมขอให้ทุกท่านใช้ Blog นี้เป็นคลังความรู้ของพวกเรา และแบ่งปันความรู้เหล่านี้ไปสู่สังคมของเราครับ
จีระ หงส์ลดารมภ์
..............................................................................................
ติดตามข้อมูลย้อนหลังได้ที่
รุ่น 6: http://gotoknow.org/blog/chiraacademy/339639
รุ่น 5: http://gotoknow.org/blog/chiraacademy/266888
รุ่น 4: http://gotoknow.org/blog/chiraacademy/179282?page=2
รุ่น 3: http://gotoknow.org/blog/chiraacademy/95849
http://gotoknow.org/blog/chiraacademy/109820 (Study Tour in Sydney)
รุ่น 2: http://gotoknow.org/blog/chirakm/32392 (Study Tour in Melbourne)
อื่น ๆ http://gotoknow.org/blog/casestudies
ภาพบรรยากาศ
......................................................
ภาพบรรยากาศการเรียนรู้ในห้องเรียนช่วงสุดท้ายที่ศูนย์ฝึกอบรมบางปะกงของ กฟผ.
19 กรกฎาคม 2554
วิชา HR for Non-HR โดย ศ.ดร.จีระ หงส์ลดารมภ์





วิชา วิกฤติเศรษฐกิจโลกและประเทศไทย..
ผลกระทบและการปรับตัวของ กฟผ.
โดย รศ.ดร.สมชาย ภคภาสน์วิวัฒน์
คณะรัฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์
ดร.กอบศักดิ์ ภูตระกูล
คุณมนูญ ศิริวรรณ
ที่ปรึกษาอาวุโส บริษัท จัดการธุรกิจ จำกัด
ดำเนินรายการโดย คุณอนุรัตน์ ก้องธรนินทร์


วันที่ 20 กรกฎาคม 2554
วิชา บุคลิกภาพของนักบริหารยุคใหม่
โดย หม่อมราชวงศ์ เบญจาภา ไกรฤกษ์






วิชา Passion - Leadership - High Performance
โดย Mr. Bruce Hancock



การใฝ่รู้ใน กฟผ. คือการที่ กฟผ.มีนโยบายให้แต่ละหน่วยงานจัดทำ KM (Knowledge Management) และถือเป็น PA ของฝ่าย โดย KM ของแต่ละหน่วยงานต้องส่งเสริมการเพิ่มความรู้ในภารกิจงานของหน่วยงานนั้นๆ
จากการปฐมนิเทศ... และความคาดหวังของผู้เข้าร่วมโครงการฯ
*อ.จีระ เสริมว่า..เรื่องระหว่างประเทศก็เป็นเรื่องที่สำคัญสำหรับทุกท่านในวันนี้ด้วย
5. หลักสูตรธรรมด.. แต่สิ่งที่สำคัญคือ.. “วิทยากร” ..ที่จะต้องช่วยให้เราได้เรียนรู้ และจะเปลี่ยนพฤติกรรม
การสร้างผู้นำไม่แน่ใจว่าสร้างได้หรือไม่ แต่หวังว่าหลักสูตรนี้จะช่วยนำทางไปสู่การเป็นผู้นำที่ดีได้
การอ่านตำราเป็นเรื่องที่เป็นอุปสรรคสำหรับคนรุ่นอายุประมาณนี้ แต่คิดว่าคงจะได้เรียนรู้จากอาจารย์ซึ่งเป็นนักอ่าน คงจะได้มีโอกาสได้เรียนรู้สิ่งที่เป็นประโยชน์
รองผู้ว่าการฯ วิรัช
การพัฒนาภาวะผู้นำและการสร้างผู้นำรุ่นใหม่ที่ กฟผ.
โดย
ศ.ดร.จีระ หงส์ลดารมภ์
เลขาธิการมูลนิธิพัฒนาทรัพยากรมนุษย์ระหว่างประเทศ
และประธาน Chira Academy
ณ การไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย
9 พฤษภาคม 2554
www.ChiraAcademy.com
WORKSHOP (1)
1. ในความเห็นของท่าน (กลุ่ม) คุณสมบัติของผู้นำที่ประสบความสำเร็จในอดีต (ในบริบทของ กฟผ.) คืออะไร?
กลุ่ม 4
กลุ่ม 5
กลุ่ม 3
กลุ่ม 2
กลุ่มที่ 1
2. ปัจจุบันและอนาคตท่ามกลางกระแสของการเปลี่ยนแปลง..คุณสมบัติของผู้นำที่พึงประสงค์ของ กฟผ. คืออะไร?
กลุ่ม 4
กลุ่ม 5
กลุ่ม 3
กลุ่ม 2
กลุ่มที่ 1
3. หากจะสร้างผู้นำรุ่นใหม่ในกฟผ. เพื่อเตรียมพร้อมต่อการทำงานในอนาคต จะต้องทำอย่างไร? โปรดเสนอแนะแนวทางที่เป็นไปได้?
กลุ่ม 4
กลุ่ม 5
กลุ่ม 3
กลุ่มที่ 2
กลุ่ม 1
ในมุมมองของ ดร.จีระ ผู้นำยุคใหม่ของ กฟผ. จะต้อง
1) บริหารการเปลี่ยนแปลง
2) บริหารสิ่งที่มองไม่เห็น – Wisdom
3) เป็นผู้นำองค์กรแห่งการเรียนรู้ - มี Skills + Communication -Inspiration คือ การจุดประกายให้คนของเราไปสู่จุดใหม่ ๆ ที่ไม่เหมือนเดิม – สร้างแรงจูงใจ
4) Balance ระหว่างงานกับชีวิตส่วนตัว – ลูกน้องของเราต้องการอะไร? เป้าหมายส่วนตัวกับเป้าหมายขององค์กรต้องไปขัดแย้งกัน – ทำงานอย่างมีความสุข
5) บริหาร Loyalty ในองค์กรได้ – มองเรื่องการสร้างความรัก ความผูกพันธ์ในองค์กร – รักษาคนดี-คนเก่งขององค์กรไว้ให้ได้
6) ทลาย Silo
7) บริหาร Network + Network ระหว่างประเทศให้ได้ ต้องมีความสามารถในเรื่องภาษา
สรุปรวบยอดความคิดของการเรียนรู้ในช่วงเช้าวันนี้
การบ้าน
1) คำว่า “ใฝ่รู้” (Learning Culture) ในกฟผ. คืออะไร? - - การบ้านเดี่ยวส่งคืนนี้
2) จาก Time Magazine เลือกผู้นำ 5 คนที่มีคุณลักษณะที่จะช่วยกฟผ.ในอนาคต + ยกตัวอย่างผู้นำที่ไม่ได้อยู่ใน List นี้ 2คน (การบ้านกลุ่มส่งทาง Blog ภายในวันพุธนี้)
3) ขอให้ท่าน (กลุ่ม) ยกตัวอย่าง..บทเรียนที่สำคัญหรือกรณีศึกษาที่น่าสนใจของ กฟผ. จากการเรียนรู้หัวข้อ..
3.1) การบริหารความขัดแย้งและการตัดสินใจของนักบริหาร (อ.สุขุม นวลสกุล)
3.2) การสร้างทุนทางจริยธรรมในองค์กร (คุณดนัย จันทร์เจ้าฉาย)
การบริหารความขัดแย้ง การตัดสินใจ การเจรจาต่อรอง
โดย รศ.สุขุม นวลสกุล
.....................................................................................
เพราะนั้นในฐานะผู้บริหารเราต้องมองความขัดแย้งเป็นเรื่องปรกติ แต่เราต้องแยกให้ออกระหว่าง
ประชาธิปไตยดีตรงไหน?
3. การบริหาร คืออะไร? คือ “อะไรดี ๆ ต้องทำให้เกิด” อะไรไม่ดีต้องไม่ให้เกิด”
อย่าคิดว่าความเงียบเป็นเรื่องดี แต่เราต้องให้เกิดความขัดแย้งเพื่อการพัฒนา เพื่อประโยชน์ต่อส่วนรวม
4. ความขัดแย้งที่ท้าทายนักบริหารมี 3 ลักษณะ
1. บุคคล – บุคคล – บริหารอย่างไรให้คนสามัคคีกัน
สาเหตุอะไรที่ทำให้คนขัดแย้งกันอันเนื่องมาจากหัวหน้า
2. บุคคล – หน่วยงาน – สร้างความร่วมมือในองค์กร
สาเหตุเกิดจากการเปลี่ยนแปลงในองค์กรแล้ว..
เพราะฉะนั้น บทบาทของนักบริหารอีกอย่างหนึ่ง คือ เราต้องเป็นโฆษกขององค์กร อย่าทำตัวเป็นเพียงแค่ผู้ประกาศข่าว คือ ต้องแสวงหาคำตอบที่เป็นเหตุเป็นผลไปบอกกล่าวให้ทุกคนทราบ
3. หน่วยงาน – หน่วยงาน – ทำอย่างไรให้หน่วยงานมีความสามัคคีกัน
- คนเป็นหัวหน้ามี 2 บทบาท คือ บทบาทต่อพนักงาน กับ บทบาทต่อองค์กร
4. การตัดสินใจ
5. องค์ประกอบการตัดสินใจ
6. การวิเคราะห์การตัดสินใจ
7. การเจรจาต่อรอง คือ การพูดคุยเพื่อหาข้อตกลงจากความคิด หรือผลประโยชน์ที่ต่างกัน
เตรียมการ
ใคร - อะไร
เป้าหมาย - อ่านใจ
8. หลักการเจรจา
การใฝ่รู้ใน กฟผ. หมายถึง วัฒนธรรมความกระตือรือล้น ที่จะเปิดรับข้อมูลข่าวสารของผู้ปฏิบัติงาน
ในด้านต่างๆ ดังนี้
1. สภาวะแวดล้อมทางด้านเศรษฐกิจ สังคม และ การเมืองปัจจุบัน
2. เป้าหมายแผนงานและการดำเนินงานของ กฟผ.
3. กฎระเบียบ ข้อบังคับ และเครื่องมือทางการบริหารต่างๆใน กฟผ. ที่เกี่ยวข้องกับการปฏิบัติงาน
4. การประยุกต์ใช้เทคโนโลยี และ ความรู้ในสายงานอาชีพ กับการปฏิบัติงานในหน้าที่
"การใฝ่รู้" ใน กฟผ. หมายถึง บรรยากาศ และ วัฒนธรรมในการสื่อสาร ถ่ายทอด และเปิดรับข้อมูล ข่าวสาร สถานการณ์ ทั้งอดีต ปัจจุบัน และ อนาคต ทั้งภายใน กฟผ. และ ภายนอก กฟผ. ซึ่งในปัจจุบัน สถานการณ์ในโลกมีความเชื่อมโยงถึงกันทั้งสิ้น
ความคาดหวังส่วนตัว คือ ความปรารถนาที่จะเห็นการถ่ายทอดข้อมูลและความรู้ เป็นส่วนหนึ่งของภารกิจของทุกหน่วยงาน
1. การใฝ่รู้ใน กฟผ. คือการที่ กฟผ. มีนโยบาย
1. ให้มีการเรียนรู้งานจากรุ่นพี่และให้ทุกหน่วยงานทำ KM
2. มีการจัดการอบรมให้ผู้ปฏิบัติงานอย่างต่อเนื่อง ทั้งภายในและภายนอก กฟผ.
2. ประโยชน์ที่ได้รับจาก อ.สุขุม นวลสกุล
1. ได้ทราบว่าความขัดแย้งมีทั้งดีและไม่ดี ถ้าเป็นการขัดแย้งส่วนรวมจะดี สามารถนำไปพัฒนาหน่วยงานได้
2. ก่อนตัดสินใจ ต้องพยายามหาข้อมูลให้ครบทุกด้าน ลดความเกรงใจ ไม่โอ้อวด
3. ประโยชน์ที่ได้รับจาก อ.ดนัย จันทร์เจ้าฉาย
1. ได้ทราบถึง White Ocean Strategy
2. เป็นผู้บริหารต้องเป็นคนช่างสังเกต และรู้จักให้
"การใฝ่รู้" ใน กฟผ. เพื่อหาความรู้ ข้อมูลต่างๆ มาใช้ในการทำงานเช่น
1.การค้นคว้าข้อมูลจากแหล่งความรู้ต่างๆ เช่น Internet , Handbook.
2.การสะสมองค์ความรู้(KM) และแบ่งปันกันใน กฟผ.
3.การสอนงาน และ On the Job training.
4.การอบรมและศึกษาดูงาน
ข้อ1. การใฝ่รู้ใน กฟผ. คือการที่ผู้ปฏิบัติงานใน กฟผ.ทุกคน ต้องเป็นคนช่างสงสัย กระตือลือล้น ชอบค้นคว้า หารายละเอี่ยดที่เป็นประโยชน์ต่อองค์กรและประเทศชาติ และต้องช่างจดช่างจำเรื่องราวต่างๆ ในปัจจุบันเราในใช้ คอมพิวเตอร์ในการจดแทนสมองเรา ทำให้คนรุ่นหลังสามารถเข้าสืบค้นเรื่องราวความรู้ต่างๆ นำออกมาใช้ประโยชน์ได้
ข้อ 2. ประโยชน์ที่ได้รับจาก อ.สุขุม นวลสกุล ได้แก่ ความขัดแย้งเป็นเรื่องปรกติ ความคิดเห็นที่แตกต่างสามารถทำให้เกิดการพัฒนาได้ การเป็นนักบริหารต้องแม่นกฎระเบียบ จึงจะช่วยให้สามารถตัดสินใจได้อย่างถูกต้องรวดเร็ว การตัดสินใจ ต้องกระทำอย่างถูกต้อง ถูกใจ และถูกจังหวะ
ข้อ 3. ประโยชน์ที่ได้รับจาก อ.ดนัย จันทร์เจ้าฉาย ได้แก่ องค์กรที่่สามารถดำรงอยู่ได้อย่างยั่งยืน จำเป็นต้องเป็นองค์กรที่มีจริยธรรมทำธุรกิจอย่างใส่สะอาด ต้องพร้อมรับการเปลี่ยนแปลง เข้าใจลักษณะของธุรกิจที่ใช้กลยุตย์ White Ocean
สวัสดีครับ...อจ. จีระ ทีมงาน chira acadamy ทีมงาน อพบ. และเพื่อนๆ EADP 2011 (รุ่น 7) ทุกๆท่าน
ได้ร้องเพลงไป 1 เพลง พอช่วยย่อยอาหารแสนอร่อยในเย็นวันนี้ กลับมาถึงบ้านก็รีบเข้ามาตอบโจทย์การบ้านกันเลยทีเดียวเชียวครับ...
การบ้านข้อที่ 1.... "คำว่า “ใฝ่รู้” (Learning Culture) ในกฟผ. คืออะไร?"
คำตอบ.... คำว่า "ใฝ่รู้" ใน กฟผ. ก็คงหมายถึงการที่ ผู้บริหารมีเป้าหมายที่จะทำให้ กฟผ. เป็น "LO Learning Organization" หรือ องค์กรแห่งการเรียนรู้ โดยผ่านกระบวนการหลายรูปแบบ ทั้งการทำ QCC Kaizen KM CoP
แต่ทั้งนี้และทั้งนั้น การที่เราจะ "ใฝ่รู้" ได้เราต้องทำตัวเป็น "กบนอกกะลา" บ้างครับ ต้องเปิดใจให้กว้าง เพื่อที่จะรับรู้และก้าวให้ทันกับเทคโนโลยี หรือ ข่าวสาร ความรู้ในด้านต่างๆที่มีการพัฒนา เปลี่ยนแปลงไปอย่างไม่หยุดยั้ง สิ่งที่สำคัญคือ ต้องยึดถือคติที่ว่า "คนเราไม่แก่เกินเรียน" :) เท่านี้ การ "ใฝ่รู้" ก็จะเกิดตามมาแน่นอน...
การบ้านข้อที่ 2....ได้อะไรบ้างจากการบรรยายของ อจ. สุขุมฯ
คำตอบ...
ข้อแรก คือ ได้คลายเครียดจากมุขต่างๆของ อจ. ครับ :p ไม่มีคำว่าง่วงเลย...
ข้อสอง คือ ได้แนวคิดการจัดการกับความขัดแย้ง(ซึ่งเป็นปัญหาค่อนข้างหนักในหน่วยงาน) แต่ก็ อจ. สุขุม ก็บอกว่า การที่เราจัดการกับความขัดแย้งนั้นไม่สำเร็จ อาจไม่ใช่เราบริการความขัดแย้งไม่เก่ง ไม่ดี แต่ อาจเป็นเพราะ ความขัดแย้งนั้น มันลึกล้ำเกินที่จะจัดการแล้วก็ได้ ทำให้สบายใจขึ้นว่า เท่าที่เราได้ประคับประคองไม่ให้มันลุกลามไปมากกว่านี้ ก็อาจทำได้เท่านั้นจริงๆ... เพราะปัญหาของบุคคลที่ขัดแย้งกันมันเกิดมานานหลายปีแล้ว แต่ผมเพิ่งย้ายเข้ามาบริหารจัดการในหน่วยงานนี้เพียงไม่กี่เดือน
การบ้านข้อที่ 3....ได้อะไรบ้างจากการบรรยายของ อจ. ดนัยฯ
คำตอบ...
ได้เยอะเลยครับ ได้ความรู้มาเป็นทุนสำหรับการนำไปต่อยอดใช้กับหน่วยงานได้ ทั้ง ความรู้รอบตัว ความใช้ธรรมมะในอีกรูปแบบหนึ่ง ความรู้เกี่ยวกับ White Ocean (ที่กล้ายกมือบอก อจ. ว่า never heard of it :( แต่คราวนี้ก็ได้รู้แล้ว ถึงจะยังไม่ลึกซึ้ง แต่ก็รู้ว่า จะไปหาศึกษาหาอ่านค้นคว้าต่อได้ที่ไหน...
การใฝ่รู้ในหน่วยงาน เกิดในรูปแบบของ
1. ประสบการณ์ในการทำงาน
2. การเล่าสู่กันฟัง
3. การสัมนาระหว่างหน่วยงานและการทำกิจกรรมร่วมกัน
แต่สิ่งสำคัญที่จะทำให้ความใฝ่รู้เกิดผลและมีประโยชน์ต่อเนื่องก็คือ บุคลากรซึ่งเป็นปัจจัยสำคัญในการขับเคลื่อนขบวนการเหล่านี้ให้เกิดผลสำเร็จ รวมถึงการมีความคิดริเริ่มตลอดจนถึงการที่สามารถสร้างชิ้นงานใหม่ๆ จึงต้องเน้นที่บุคลากรเป็นอันดับแรก
ความรู้ที่ได้รับจาก อ.สุขุม
1. ใแนวทางการแก้ปัญหารการขัดแย้งรวมถึงองค์ประกอบในการตัดสินใจ
2. วิธีและหลักการแนวทางในการเจรจาต่อรอง
ความรู้ที่ได้รับจาก อ.ดนัย
1. การเกิดการเปลี่ยนแปลงเพื่อพัฒนาตนเองและหน่วยงาน
2. รู้จักการให้และการแบ่งปัน เพื่อความสุขของตนเองและคนรอบข้าง
3. WHITE OCEAN STRATEGY กลยุทธ์ในการดำเนินงานด้วยความบริสุทธิ์ใจและการตอบแทนกลับสู่สังคมและสิ่งแวดล้อม
1. การใฝ่รู้
" การใฝ่รู้ ในภาพของ EGAT Learning Culture คือ ลักษณะ นิสัย (Thinking & Working Pattern) ของบุคคลที่มีความช่างสังเกต สนใจเรื่องราว-สิ่งรอบข้าง มีความกระตือรือร้น ศึกษาเรียนรู้อย่างถ่องแท้ โดยใช้ศักยภาพสูงสุดของตนเองค้นคว้า พร้อมเปิดใจแลกเปลี่ยนเรียนรู้จากผู้อื่น เพื่อให้ได้ความรู้ที่ดีที่สุดที่จะหาได้ มาใช้เป็นหลักการหรือวิธีการที่จะแก้ปัญหาหรือทำให้งานต่างๆ สำเร็จตามเป้าหมายได้ดีที่สุด
2. การเรียนรู้จาก ท่านอาจารย์ สุขุม นวลสกุล
2.1 ได้รับการถ่ายทอดประสบการณ์จริง ในการแก้ปัญหาความขัดแย้ง
2.2 ได้เรียนรู้กลยุทธ์สำหรับใช้ในการแก้ปัญหาความขัดแย้ง การเจรจาต่อรอง ผ่านการเล่าประสบการณ์ที่เกิดขึ้นจริง
2.3 ได้รับฟังเรื่องราวด้านการเมืองการปกครองจากอดีตถึงปัจจุบัน ในเรื่องและประเด็นที่ไม่เคยได้อ่านหรือได้ฟังมาก่อน
3. การเรียนรู้จาก ท่านอาจารย์ ดนัย จันทร์เจ้าฉาย
3.1 ได้รับการเรียนรู้สภาพการเปลี่ยนแปลง และสถานการณ์วิกฤติที่เกิดขึ้นในหลายพื้นที่ของโลกที่เกิดภัยธรรมชาติ พร้อมหลักฐานที่เป็นวิทยาศาสตร์ เป็นข้อมูลยืนยันสภาพการเปลี่ยนแปลงในทาง Negative ที่เกิดขึ้นกับโลก ที่มนุษย์จะต้องเผชิญหน้าในปัจจุบันต่อเนื่องอนาคต
3.2 ได้เข้าใจ เห็นความสำคัญ ในหลักการและแนวทางการพัฒนาสร้างทุนทางจริยธรรมให้เกิดขึ้น และวิธีการที่จะทำให้ได้รับการยอมรับทั้งในตนเองและองค์กร
3.3 ได้รับได้รับการเรียนรู้ /ชี้นำแนวทางสู่ความสำเร็จที่สูงสุดของตนเองและองค์กร ผ่านกลยุทธ์ White Ocean Strategy ที่ไม่เคยรับรู้เรื่องราวมาก่อน
3.4 ได้รับรู้ว่ามีคนดีๆ มากมาย ทั้งเด็กและผู้ใหญ่ กำลังร่วมกันผลักดัน สร้างต้นแบบที่ดี ให้เกิดขึ้นในเมืองไทย เพื่อหวังที่จะสร้างสิ่งดีๆ แก้ปัญหาสังคม รวมทั้งสร้าง Social Network สำหรับใช้ในการสร้างสิ่งที่ดีงานให้กับสังคมและโลกในอนาคต
ขอขอบคุณท่านอาจารย์ ศ. ดร. จีระ หงส์ลดารมภ์ ที่เปิดโอกาสที่ดีมากๆ ในการนำสิ่งที่ดีดี มาให้กับทุกๆ คน ด้วยใจมุ่งมั่น เสียสละเวลา ทุ่มเทถ่ายทอดความรู้เพื่อช่วยสร้างผู้นำของ กฟผ. ในอนาคต ผมหวังว่าทุกคนจะตั้งใจ เรียนรู้จากโอกาสที่ได้รับในครั้งนี้ ถึงแม้ว่าจะต้องทำงานหลายด้าน ทั้งเรียนรู้ ทำงานที่ต้องรับผิดชอบด้วย แต่เพียงวันแรก ผมก็เห็นว่า อาจารย์ทุกท่าน มีความมุ่งมั่น ตั้งใจทำสิ่งดีๆ และนำสิ่งดีๆมาถ่ายทอดให้พวกเรา อย่างเต็มพลัง แม้อาจารย์จะ 66 ปี แล้วมีทุกสิ่งทุกอย่างเพรียบพร้อมหมด ยังเสียสละเวลาอันมีค่าให้พวกเรา โดยส่วนตัวแล้วผมไม่รู้ว่าจะทำได้ดีแค่ไหน เพราะในชืวิตแล้วไม่คิด หรือมีความต้องการก้าวไปเป็นผู้นำในการบริหาร หวังเพียงแต่ใช้ศักยภาพของนักวิชาการที่รักในการเรียนรู้ Technology นำมาพัฒนาศักยภาพของทีมงานเพื่อรับผิดชอบงานให้ดีที่สุดเท่านั้น แต่วันนี้ได้รับฟัง เรียนรู้ สิ่งดีๆมากมาย ที่ไม่เคยสนใจมากนัก ผมขอตั้งปนิิธานที่จะทุ่มเททำสิ่งดีๆ ที่อาจารย์ แนะนำเพื่อร่วมสร้างอนาคตที่ดีให้กับองค์กรและประเทศไทย ครับ
ขอขอบคุณโดยใจจริง
Kitti Petchsanthad
9 May 2011
1. การใฝ่รู้ในกฟผ.
ตามความเห็นของผม คือการยอมรับความคิดและเหตุผลที่จะนำไปพัฒนางานได้ รวมถึงการ
ถ่ายทอด ประสบการณ์ ในการทำงาน ในการปฏิบัติงานในองค์กร การประชุมวางแผนงาน การแก้ไขปัญหา ซึ่งผู้รับยินดีรับฟัง และผู้ให้ก็ถ่ายทอดให้ด้วยความยินดี
2. สิ่งที่ได้รับจากการบรรยายของ อจ.สุขุม
2.1 ได้ประสบการณ์ ตรงของการบริหารความขัดแย้ง อจ.สุขุม สามารถยกตัวอย่างที่เกิดขึ้น
จริงเขาใจง่าย และรับฟังได้อย่างเพลิดเพลินไม่น่าเบื่อ
2.2 การจัดการความขัดแย้งส่วนรวมอย่างสร้างสรรเกิดประโยชน์ ได้ความคิดที่หลากหลาย
2.3 การขจัดความขัดแย้งส่วนตนซึ่งไม่เกิดประโยชน์ต่อองค์กร
2.4 เข้าใจถึงความขัดแย้ง 3 รูปแบบและวิธี บริหารจัดการ
2.4.1 บุคคล – บุคคล
2.4.2 บุคคล – องค์กร
2.4.3 หน่วยงาน – หน่วยงาน
2.5 การตัดสินใจของผู้บริหาร ต้องมี 3 ถูก
2.5.1 ถูกต้อง
2.5.2 ถูกต้อง และ ถูกใจ
2.5.3 ถูกต้อง – ถูกใจ - ถูกจังหวะ
3. สิ่งที่ได้รับจากการบรรยายของ อจ.ดนัย
3.1 การพัฒนาองค์กรอย่างมีประสิทธิภำพ และ ยั่งยืนด้วย กลยุทธน่านน้ำสีขาว
3.2 การดำรงตน และ องค์กรให้อยู่รอดและเจริญเติบโตได้ในสภาพการเปลี่ยนแปลงของโลกปัจจุบัน
3.3 เปิดพื้นที่ชีวิต ขยายพื้นที่ปัญญา
3.4 ยิ่งให้ ยิ่งได้รับ
------------------------------------------------------------------------------------------------------------
ข้อ 1 การใฝ่รู้ใน กฟผ คือ การที่ผู้บริหารให้ความสนใจต่อการพัฒนาบุคลากรด้วยการฝึกอบรมอย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะในช่วง 5 ปีที่ผ่านมามีการกำหนดนโยบายให้ดำเนินการเรื่อง KM และ LO ที่ในความเห็นของผมจะได้ผลดีกว่าเดิมที่มีการฝึกอบรมมากมายนำเข้าหลักสูตรยอดฮิตต่างๆจากภายนอกโดยเฉพาะจากต่างประเทศแต่ไม่ค่อยได้ผลอะไรที่เป็นรูปธรรมจริงจัง
1. ใฝ่รู้ คือ การกระตือรือล้นมุ่งมั่นที่จะแสวงหาความรู้หรือทักษะเพิ่มเติมจากเดิมที่มีอยู่ ให้เพิ่มมากขึ้น โดยการเรียนรู้ศึกษาเพิ่ม
เติมจากแหล่งความรู้ต่างๆ หรือจากบุคคลอื่นๆ
โดยมีลักษณะเป็นคนช่างสังเกตุใส่ใจและยอมรับการเปลี่ยนแปลงพร้อมที่จะรับทุกสถานการณ์ คิดนอกกรอบ
ใน กฟผ. ผู้บริหารมีนโยบายให้จัดทำองค์ความรู้ (KM) ฝึกอบรม สัมมนา พี่สอนน้อง หมุนเวียนการปฏิบัติงานฯ
2. การเรียนรู้จาก ท่านอาจารย์สุขุม นวลสกุล
บรรยากาศในการเรียนสนุกสนาน ชัดเจนในตัวอย่างที่นำเสนอ นอกจากนี้ยังได้เข้าใจถึงความขัดแย้งนั้นมิได้มีแต่ข้อเสีย มีข้อดีอยู่มาก เพียงแต่เราจะนำความขัดแย้งนั้นไปพัฒนาองค์กรได้อย่างไร ซึ่งก็มีทางออกและทราบว่าในการตัดสินใจของผู้บริหารนั้น ถ้าถูกต้องไม่ถูกใจและผิดจังหวะ...ตายแน่ เพราะฉะนั้นจังหวะมีส่วนสำคัญจริงๆ
3. การได้รู้จัก ท่านอาจารย์ดนัย จันทร์เจ้าฉาย
ได้ทราบว่าการดำรงชีวิตและแนวทางการพัฒนาสร้างทุนทางจริยธรรมให้เกิดขึ้น ตลอดจนวิธีการที่จะทำให้ได้รับการยอมรับทั้งในตนเองและองค์กร การแก้ปัญหาสังคมซึ่งคนส่วนใหญ่ไม่ค่อยคำนึงถึง ซึ่งการสร้าง Social Network นั้น เป็นสิ่งสำคัญในโลกปัจจุบัน สำหรับใช้ในการสร้างสิ่งที่ดีงานให้กับสังคมและโลกในอนาคต นอกจากนี้พระพุทธเจ้าและศาสนาพุทธ เป็นสิ่งวิเศษที่อยู่ใกล้ตัวเราจริงๆ
ข้อ 1. การใฝ่รู้ใน กฟผ. ตามความเห็นของผมคือ การที่เรามีความกระตือรือร้น ในการค้นคว้า ศึกษา และเรียนรู้ทุกสิ่งรอบด้านอยู่ตลอดเวลาโดยเฉพาะที่มีผลกระทบกับตัวเราโดยตรง ไม่ว่าจะเป็นด้านการงาน สังคม เศรษฐกิจ
ข้อ 2. สิ่งที่ได้รับจากการบรรยายของ อ.สุขุมฯ ได้รับประสบการณ์จาก อ. ในเรื่องของ
2.1 ความขัดแย้งที่เป็นเรื่องส่วนรวมไม่ควรเอาความขัดแย้งส่วนตัวมาเกี่ยวข้อง และไม่ควรเอาความขัดแย้งส่วนรวมกลายมาเป็นความขัดแย้งส่วนตัว รวมถึงวิธีการบริหารความขัดแย้งให้ความขัดแย้งนั้นเป็นความขัดแย้งเพื่อการพัฒนาและเป็นประโยชน์ต่อส่วนรวม
2.2 การเจรจาต่อรอง ควรใช้ปิยวาจา เนื่องจากเป็นการหาข้อสรุป ไม่ใช่การคิดที่จะมุ่งแพ้-ชนะ และจะต้องมีการเตรียมการ และศึกษาหาข้อมูลของคู่เจรจาประกอบล่วงหน้าก่อน ควรมีเป้าหมายที่ชัดเจน ที่สำคัญคือจะต้องอ่านใจของคู่เจรจา
ข้อ 3. สิ่งที่ได้รับจากการบรรยายของ อ.ดนัยฯ โลกเราทุกวันนี้มีการเปลี่ยนแปลงเร็วมากอย่างที่ไม่เคยปรากฎมาก่อน ตัวเรา/องค์กรจะอยู่ได้อย่างยั่งยืนจะต้องมีต้นทุนทางจริยธรรม ต้องรู้จักเป็นผู้ให้มากกว่าเป็นผู้รับ ต้องตอบแทนกลับคืนสู่สังคมและสิ่งแวดล้อม
ดร. จิระ หงส์ลดาลมภ์
ใฝ่รู้ในทุกเรื่องที่เกิดใน กฟผ.
ในทุกการเปลี่ยนแปลงที่เกิดใน กฟผ.
คน
โครงสร้าง
การลงทุน
การดำเนินการของผู้นำ
ผลกระทบที่เกิด โดยตรงและโดยอ้อมต่อ กฟผ.
รศ. สุขุม นวลสกุล
ในไปใช้บริหารการประชุม
ใช้เจรจากับคน
คุณ ดนัย จันทร์เจ้าฉาย
การเลี่ยนแปลงเริ่มจากตังเราและขยายออกภายนอก
inside----company--------socity
การใฝ่รู้ใน กฟผ.คือ
1.การพัฒนาตนโดยการศึกษาหาความรู้ทั้งทางตรงและทางอ้อม(การเรียนรู้ในมหาวิทยาลัยฯและการเข้าอบรมในหลักสูตรต่างๆทั้งภายในและภายนอก กฟผ.)
2.มองลู่ทางแก้ไขปัญหาให้องค์กร ต้องประสานกับทุกภาคส่วนไม่ว่าจะเป็นราชการ รัฐวิสาหกิจอื่นๆ กลุ่มอิทธิพลต่างๆ
3.เรียนรู้ข้อผิดพลาดที่ผ่านมาและมุ่งหาช่องทางที่จะทำให้องค์กรแข็งแกร่ง ทั้งโดยทางตรงและทางอ้อม
สิ่งที่ได้จากอาจารย์สุขุมฯ คือ
1.การระงับความขัดแย้งโดยใช้ตัวเราเองเป็นตัวตั้ง (ทุกสิ่งทุกอย่างล้วนเกิดจากตัวเรา หากไม่รู้ความขัดแย้งสามารถเกิดได้เสมอ)
2.การเจรจาต่อรอง ต้องรู้จักใช้ทฤษฎีเกมส์ในการต่อรอง
3.การรู้จักพูด รู้จักทำ รู้ว่าเวลาใดควรทำอย่างไร ปัญหาจะไม่เกิด
สิ่งที่ได้จากอาจารย์ดนัยฯ
1.นำพระพุทธโอวาทมาในในการทำงาน
2.การให้โอกาสแก่คนที่ไม่มีที่ยืนในสังคมได้รับความอบอุ่น
3.การทำ CHR อย่าเอาแต่โฆษณาขอให้ทำด้วยใจ แล้วผลจะดีเอง
สวัสดีค่ะอาจารย์จิระ และทีมงาน....การบ้านกำหนดส่งกลางคืน แต่ขอส่งตอนเช้านะคะ เมื่อคืนทำงานเสร็จก็ดึกแล้วค่ะ เลยไม่ได้ร่วมทานอาหารเคล้าเสียงเพลงพี่ๆ กฟผ. เลย คงต้องปรับและบริหารเวลากันหน่อย เพราะงานก็เป็นหน้าที่ ความรับผิดชอบ แต่การเข้าร่วมอบรมและทำการบ้านก็เป็นการ "ไฝ่รู้" อย่างหนึ่ง ดังนั้น มาช้าดีกว่าไม่มานะคะ :)
การบ้านข้อแรก .... "คำว่า “ใฝ่รู้” (Learning Culture) ใน กฟผ. คืออะไร?"
แบบว่าไม่ได้อยู่ กฟผ. ขอตอบการใฝ่รู้ในองค์กรตัวเองแทนนะคะ...ที่สำนักงานคณะกรรมการกำกับกิจการพลังงาน หรือ สกพ. เป็นหน่วยงานที่ตั้งขึ้นใหม่ตามกฎหมายใหม่ และส่วนตัวก็พึ่งทำงานที่นี่ได้ 6 เดือนเองค่ะ ดังนั้น จึงต้องมีสิ่งที่ต้องเรียนรู้มากมาย การเรียนรู้ที่ดี ก็ต้องมาจากตัวเราเองว่ามีความใฝ่รู้มากน้อยแค่ไหน และมีวิธีการอย่างไร สำหรับตนเองใฝ่รู้ด้วยการ
1. "เปิดใจให้กว้าง" ต้องรับฟังความคิดเห็นทั้งบวกและลบได้ คิดบวก และอย่าอคติ
2. "รับฟังให้มาก" โดยเฉพาะการรับฟังจากผู้มีประสบการณ์ตรง และผู้ที่อยู่ในสถานการณ์จริง
3. "เข้าใจให้ถ่องแท้" สงสัยต้องถาม อย่าแอบทำเป็นรู้เรื่องดี แต่จริงๆ แล้วเข้าใจไปเอง หรือเข้าใจผิด
4. "โต้แย้งอย่างสุภาพ" อันนี้คงต้องมีบ้าง เพราะอาจมีสิ่งที่เราไม่เห็นด้วย และต้องทำความเข้าใจ
Learning Culture ควรเป็นบรรยากาศขององค์กร แต่ต้องเริ่มจากตัวเราก่อนค่ะ
การบ้านข้อที่ 2....ได้อะไรบ้างจากการบรรยายของ อจ. สุขุมฯ
ส่วนตัวชอบอาจารย์มาก ดีใจที่ได้เจอตัวจริงค่ะ แต่เสียดายที่ไม่ได้ขอลายเซ็น....:) ชอบการบรรยายแบบยกตัวอย่างได้อย่างเห็นภาพ และนึกออกว่าจะเอาไปประยุกต์ใช้กับการทำงานได้อย่างไร เป็นอะไรที่ยาก เพราะงานในตำแหน่งที่ทำถูกกำหนด Competency ไว้ว่าจะต้องมีทักษะในการ "เจรจาต่อรอง" ทั้งกับเจ้านาย ลูกน้อง เพื่อนร่วมงาน หน่วยงานภายนอกทั้งใน (หลายครั้งที่ต้องเจรจาต่อรองกับ กฟผ.) และต่างประเทศ มี case เกิดขึ้นใหม่ๆ ทุกวันที่ต้องแก้ไขสถานการณ์ แบบว่างานประสานสิบทิศ ต้องใช้ทั้งศาสตร์และศิลป์ในการ "ทำให้งานเสร็จ" คิดว่านำไปใช้ได้ทันทีเลยค่ะ
การบ้านข้อที่ 3....ได้อะไรบ้างจากการบรรยายของ อจ. ดนัยฯ
เป็นวิทยากรทีมีคุณภาพมากค่ะ ที่สำคัญท่านไม่ใช่แค่ "สอน" แต่ท่าน "ทำ" ให้เห็นจริงด้วยตนเองด้วยว่าจริยธรรมมีความสำคัญไม่แพ้มุมมองแค่ด้านการเงิน หรือผลกำไรเพียงอย่างเดียว การบริหารงานอย่างมีจริยธรรมจะก่อให้เกิด "มิตร" และเกิด "ความยั่งยืน" ทั้งตัวบุคคลและองค์กร สมัยนี้ "คนเก่ง (แต่เรียน)" มีเยอะค่ะ แต่ "คนดีมีจริยธรรม" เริ่มถดถอยน้อยลง เพราะมัวแต่ "ตามน้ำกันไป"