लोभात्क्रोधः  प्रभवति  लोभात्कामः  प्रजायते  ।
लोभान्मोहश्च  नाशश्च  लोभः  पापस्य  कारणम्   ॥

โลภาตฺกฺโรธะ ปฺรภวติ โลภาตฺกามะ ปฺรชายเต  ฯ
โลภานฺโมหศฺจ นาศศฺจ โลภะ ปาปสฺย การณมฺ   ๚

(แยกสนธิ)
โลภาตฺ  กฺโรธะ ปฺรภวติ โลภาตฺ กามะ ปฺรชายเต  ฯ
โลภาตฺ  โมหะ  จ นาศะ จ โลภะ ปาปสฺย การณมฺ   ๚

 

lobhāt krodhaḥ prabhavati, lobhāt kāmaḥ prajāyate
lobhāt mohaś ca nāśāś ca, lobhaḥ pāpasya kārṇam.

(เขียนด้วยอักษรโรมัน มักแยกคำเท่าที่จะทำได้)

 

คำแปล

ความโกรธ เกิด จากความโลภ 

ความรัก (ความต้องการ)  เกิด  จากความโลภ 

ความหลง  และ  ความพินาศ  ก็ (เกิด) จากความโลภ  [ใช้กริยาจากประโยคข้างบน]

ความโลภ  (คือ) สาเหตแห่งบาป   [เติม "คือ" เข้ามา]

 

Anger arises from desire, love arises from desire.
Destruction and infatuation (arise)  from desire, desire is a cause of sin.

 

สุภาษิตบทนี้มีศัพท์ไม่ยาก ส่วนมากเราพอจะคุ้นเคยกันแล้ว

แต่มีรายละเอียดทางไวยากรณ์ที่ควรทราบ ดังนี้

 

คำนาม

กฺโรธะ    (กฺโรธ, เพศชาย ประธาน) = ความโกรธ

โมหะ      (โมห, เพศชาย ประธาน) = ความหลง

โลภะ    (โลภ, เพศชาย ประธาน) = ความโลภ

โลภาตฺ  (โลภ, เพศชาย แปลว่า จาก...) = ความโลภ

นาศะ (นาศ, เพศชาย ประธาน) = ความพินาศ

การณมฺ (การณ, เพศกลาง ประธาน) = สาเหตุ

ปาปสฺย (ปาป, เพศกลาง แปลว่า ของ...) = บาป

 

กริยา

ปฺรภวติ (มาจาก ปฺร+√ภู)  ปัจจุบันกาล, เอกพจน์ บุรุษที่ 3 = มีขึ้น บังเกิดขึ้น

ปฺรชายเต (มาจาก ปฺร+√ชนฺ) ปัจจุบันกาล, เอกพจน์ บุรุษที่ 3 = เกิด มีขึ้น  

 

จ แปลว่า "และ",  "ก็" "ด้วย" ฯลฯ ขึ้นกับตำแหน่งในประโยค 

 

อธิบายสนธิ

"โลภานฺโมหศฺจ" มาจาก "โลภาตฺ  + โมหะ + จ" มีการกลมกลืนเข้าด้วยกันโดยเสียง (มิใช่เพื่อความหมาย) ดังนี้

1) "ตฺ" เมื่อมี "ม" ตามมา จะเปลี่ยน "ตฺ" เป็น "นฺ"

2) วิสรรคะ (เครื่องหมาย "ะ" )  เมื่อมี "จ" ตามมา ให้เปลี่ยน ะ เป็น ศฺ

จึงได้รูปสำเร็จเป็น โลภานฺโมหศฺจ

นาศศฺจ มาจาก นาศะ + จ  ตามหลักข้างต้น คือ

"ะ" ตามด้วย "จ"  ให้เปลี่ยน "ะ" เป็น "ศฺ"


"โลภาตฺกฺโรธะ" มาจาก โลภาตฺ กฺโรธะ  ไม่ใช่สนธิ แค่เขียนชิดกันกรณีที่คำหน้าลงท้ายด้วยตัวสะกด (ถ้าเขียนติดได้ควรเขียน แต่บางครั้ง ในบทประพันธ์อาจแยกกันก็ได้)

เช่นเดียวกัน "โลภาตฺกามะ" มาจาก โลภาตฺ และ กามะ 

 

ในโศลกบทนี้ไม่มีคำสมาสครับ