ความแน่นอน คือ ความไม่แน่นอน

      ฉันเกิดมาในครอบครัวทีมีฐานะยากจน  ปู่ย่าตายายไม่มีสมบัติหรือแม้แต่ที่ดินทำกินไว้ให้ ครอบครัวของฉันประกอบด้วยพ่อ แม่ ฉันและน้องสาว

      ย้อนไปเมื่อ สองปีก่อนจะมีย่าอีกคนหนึ่ง  ตั้งแต่เด็ก ๆ ฉันนอนกับย่ามาโดยตลอดตื่นแต่ตีสี่ครึ่งทุกเช้า เพื่อไปขายของกับย่าในตลาด ช่วยย่าขายของจนเป็นที่ชินตาของพ่อค้าแม่ค้าในตลาด ทุก ๆ เช้าย่าจะให้เงินฉันซื้อขนมกินระหว่างรอตลาดวาย ในชีวิตฉันนอนกับย่ามากกว่ากับพ่อแม่ นอนกับท่านจนถึงวาระสุดท้ายของท่านด้วยซ้ำไป

     ทำไมย่าถึงรักฉันมากกว่าหลานคนอื่น ๆ เพราะฉันเป็นเด็กไม่ซนไม่ค่อยดื้อ ว่านอนสอนง่ายสำหรับย่า และท่านสงสารพ่อของฉันที่ทำงานหนัก  เพราะพ่อแม่ไม่ได้มีความสามารถพิเศษอะไรที่นำไปประกอบอาชีพเฉพาะได้ ทำเป็นแค่รับจ้างและทำนาทำสวนเท่านั้น

     ชีวิตครอบครัวของฉันเริ่มลำบากมากขึ้นเมื่อแม่ท้องและคลอดน้องของฉันออกมา ฉันต้องเลือกเรียนโรงเรียนขยายโอกาสในหมู่บ้านแทนโรงเรียนประจำอำเภอที่อยู่ไกลออกไป เป็นการประหยัดค่าใช้จ่าย หลังจากน้องคลอดได้ไม่นาน ครอบครัวของฉันเริ่มทำไร่ขาดทุน หรือไม่ก็ทำได้แค่พอคุ้มทุนมาเรื่อย ๆ

     แต่ฉันก็ขอพ่อให้ส่งฉันเรียนจนจบ ม.6 ที่โรงเรียนประจำอำเภอโดยขณะที่ฉันเรียนระดับมัธยมนั้น มีคนที่คอยช่วยเหลือฉันมาโดยตลอดก็คือ ย่ากับป้าซึ่งเป็นพี่สาวของพ่อคนหนึ่ง ท่านทั้งสองคอยช่วยเหลือฉันเกือบทุกครั้งที่มีปัญหา คอยห่วงหา ให้ความรักแก่ฉัน เป็นแรงใจในการที่ฉันต้องทำงานหนักช่วยพ่อแม่ทำงานในไร่ในนา ซึ่งท่านทั้งสองไม่ได้มีฐานะอะไรมากมาย แต่ท่านก็ยังช่วยเหลือฉันโดยที่ไม่หวังผลตอบแทนใด ๆ

      ฉันทำงานแทบทุกอย่างในงานที่เกี่ยวกับการเกษตรตั้งแต่ฉันเรียนมัธยมต้นจนถึงมัธยมปลาย ตากแดดตากฝน ตื่นเช้า เลิกค่ำ ทุกเย็นหลังเลิกเรียนฉันจะเข้าไปช่วยพ่อแทบจะทุกวัน บางทีฉันก็ไปช่วยงานพ่อทั้งที่ยังใส่ชุดนักเรียนอยู่ก็มี แต่ฉันไม่เคยรู้สึกเหนื่อยรู้สึกท้อเลย เพราะมันหายไปกับการที่ฉันได้เห็นพ่อกับแม่ทำงานลดน้อยลง

     ระหว่างที่ฉันเรียนมัธยมปลายก็พยายามขอกู้เงิน กองทุนเพื่อการศึกษา จนจบ ม.6 ฉันก็ไม่ได้รับเลือก เพราะว่าถ้าฉันไม่ได้เงินกู้ยืมเรียน พ่อก็ไม่มีความสามารถที่ส่งฉันเรียนจนจบปริญยาตรีได้ ตอนที่จบ ม.6 ฉันจึงไม่ยื่นคะแนนสอบเข้ามหาวิทยาลัยเพราะรู้ว่าไม่ได้เรียนแน่นอน

       แต่ตอนที่เรียน ม.6 นั้นฉันได้ยื่นขอโควต้า ของมหาวิทยาลัยราชภัฏเชียงใหม่ไว้พร้อมกับเพื่อน ๆ และทางมหาวิทยาลัยได้ตอบรับและให้ฉันไปรายงานตัว ฉันจึงไปรายงานตัวทิ้งไว้เพราะในขณะนั้นการรายงานตัวที่มหาวิทยาลัยแห่งนี้ยังใช้เงินไม่มาก

      ช่วงที่รอการเปิดเทอมฉันก็ต้องช่วยพ่อแม่ทำงานในนาในไร่ทุกวัน พ่อเช่าพื้นที่ในการทำไร่มากขึ้น เพื่อหวังว่าจะช่วยให้มีรายได้เพิ่มขึ้นและช่วยให้ฉันได้เรียนต่อในช่วงที่ฉันต้องไปขอทำเรื่องเงินกู้เพื่อการศึกษาในมหาวิทยาลัยอีกที  มันทำให้ฉันมีความหวังในการเรียนต่อมากขึ้น

       ระหว่างที่ฉันช่วยพ่อแม่ทำงานทุก ๆ วัน ในหมู่บ้านมีการบูรณะพระธาตุอันเก่าแก่ขึ้นมา ทำให้มีผู้คนมาทำบุญมากมายทั้งชาวไทยและชาวต่างชาติ จนวันหนึ่งกรรมการของหมู่บ้านมาตามหาฉันและพ่่อแม่ของฉันที่ไร่ เค้าบอกว่ามีผู้ใจบุญ อยากจะให้ความช่วยเหลือฉัน โดยการให้ทุนการศึกษา ให้พวกเรากลับไปที่บ้านเพราะผู้ใจบุญได้มาดูที่บ้านฉันแล้ว

       พวกเราจึงรีบกลับไปที่บ้านในชุดทำงานในไร่นี่แหละ พอไปถึงบ้านเราก็ไปเจอคนมากมายมาที่บ้านทั้งครู กำนัน กรรมการหมู่บ้าน ผู้ใจบุญและลุงที่เป็นล่าม พอได้พูดคุยกันและเห็นสภาพความเป็นอยู่ของฉันจากที่เค้าจะให้ทุนฉัน 10,000 บาท กลายเป็นให้ 40,000 บาท ฉันดีใจมาก พ่อแม่ก็ดีใจมาก

      หลังจากที่ผู้ใจบุญท่านนั้นได้ให้ความช่วยเหลือฉัน ท่านก็พาครอบครัวและญาติพี่น้องของท่านมาดูสถาพความเป็นอยู่ของฉัน เพื่อให้เข้าใจว่าท่านทำไมถึงต้องช่วยเหลือเด็กคนนี้ หลังจากนั้นก็มีข่าวดีอีก ผู้ใจบุญท่านนี้ได้ให้ความเหลือฉันโดยการส่งเสียให้ฉันเรียนจนจบปริญญาตรี โดยไม่หวังผลตอบแทนอะไรซักอย่าง นอกจากให้ฉันเรียนจบปริญญาตรีเท่านั้น

        จากความช่วยเหลือของท่านผู้ใจบุญท่านนี้ทำให้ฉันเรียนจบปริญญาตรีโดยไม่ได้ขอเงินที่บ้านเลย ผู้ใจบุญท่านนี้เป็นคนดีมาก ไม่สูบไม่ดื่ม ไปทำบุญอย่างเดียว ทำบุญให้วัด ทำบุญกับโรงเรียน ทำบุญสถานรับเล้ยงเด็กกำพร้าต่าง ๆ ท่านไม่ได้เป็นมหาเศรษฐีอะไร  เพียงแต่ท่านเป็นคนที่ชอบทำบุญ ช่วยเหลือคน ท่านเป็นคนสิงค์โปร

        เหตุผลที่ฉันได้รับเลือก ครูโรงเรียนและกรรมการหมู่บ้านในหมู่บ้านของฉัน พวกเขาเลือกแนะนำฉัน พวกเขาเหล่านั้นเห็นฉันมาตั้งแต่เด็ก ๆ คงจะมีหลาย ๆ เหตุผลที่ใช้พิจารณาในการเลือก 

      เมื่อฉันเรียนจบปริญญาตรี ก็เริ่มหางานทำเชื่อไหมค่ะ ว่าช่วงที่ฉันหางานทำนั้นเป็นช่วงที่เศษฐกิจไม่ดี มีคนตกงาน ถูกให้ออกจากงานเยอะมาก บริษัทปิดตัวเยอะมาก ทำให้ฉันกลับไปอยู่บ้านตั้งหลายเดือน

       มันเป็นช่วงที่ย่าสุดที่รักของฉันท่านล้มป่วยพอดี ท่านป่วยเป็นมะเร็งตับระยะสุดท้ายและโรคเส้นเลือดหัวใจตีบ พวกเรารู้ว่าท่านเป็นก่อนที่ท่านจะเสียประมาณ 4 เดือน ทำให้ฉันตัดสินใจที่อยู่บ้านดูแลย่าและช่วยงานที่ไร่ ฉันดูแลย่าจนถึงวินาทีสุดท้ายของท่าน มันเป็นความรู้สึกที่อธิบายไม่ถูกเลย มีหลายอย่างที่ฉันยังไม่ได้ทำให้ท่านเลย

     จากที่คุณย่าเสียได้ประมาณ 4 - 5 เดือน ฉันก็ได้งานทำที่บริษัทเอกชนแห่งหนึ่งในเชียงใหม่ มันเป็นงานที่ไม่ได้ตรงกับที่ฉันจบมา แต่ก็เป็นงานที่ฉันสามารถทำได้ ทำงานที่บริษัทนี้มาได้ปีครึ่งก็ลาออกเพราะว่ามีปัญหาในหลาย ๆ เรื่อง ฉันจึงลาออกมาทำงานเป็นครูบริษัท สอนตามโรงเรียนที่บริษัทไปติดต่อไว้ อยู่ประมาณ 6 เดือน จึงลาออกมา

     เพราะฉันมาสอบทุน สควค. แล้วเค้าเรียกคนที่ติดสำรองขึ้นมา ฉันจึงได้มาเรียนอีกครั้ง เป็นสิ่งที่หวังไว้เหมือนกันแต่เป็นความหวังแบบลึก ๆ ไม่กล้าคิดว่าตัวเองจะสอบได้ จากประสบการณ์ที่ทำงานบริษัทมาทำให้ฉันเริ่มคิดหางานที่มั่นคงทำ เพราะระหว่างที่ฉันทำงานมาสองปีฉันไม่มีเงินเก็บ  สำหรับสร้างบ้านใหม่ให้กับพ่อแม่เลย

      คิดอยู่หลายครั้งว่าตัวเองจะทำได้ไหม จะเหมาะกับการเป็นครูไหม หลังจากที่คิดทบทวนก็ทำให้รู้ว่า ตัวเองชอบความเป็นครู และอยากเป็นครู อยากเห็นคนที่เราสอน เค้าออกไปเผชิญโลกภายนอกได้ มีความรู้ความสามารถควบคู่กับการเป็นคนดี

       เมื่อฉันเรียนจบทุนนี้ พ่อแม่คงจะได้ภูมิใจในตัวฉันอีกครั้งหนึ่ง หลังจากที่เรียนจบแล้วครั้งหนึ่ง การเรียนสองครั้งนี้เป็นผลจาก การที่ท่านทั้งสองคอยอบรมสั่งสอนฉันให้ฉันเป็นคนดี โดยเฉพาะแม่ แม่ของฉันไม่เคยดูถูกใครเลย มีแต่คนมาคอยดูถูกตัวฉันให้แม่ฉันได้ยินตอนที่ฉันได้รับทุนเรียนปริญญาตรี 

      คำสอนของแม่นั้นจึงส่งผลให้ฉันได้รับโอกาสที่ดี ทั้งที่ไม่คิดว่าชีวิตนี้จะได้รับมันมา  เพราะความแน่นอนคือความไม่แน่นอน ในอนาคตฉันจึงตอบไม่ได้ว่าจะเป็นอย่างไร สิ่งสำคัญคือทำปัจจุบันให้ดี

       เดือนหน้านี้แม่ของฉันจะเข้ารับการผ่าตัดเนื้องอก ฉันหวังว่าแม่จะแข็งแรงหลังจากผ่าตัด และฉันจะเข้มแข็งคอยเป็นกำลังใจให้แม่ ให้พ่อ ให้น้อง สู้ไปด้วยกัน