เมื่อวันที่ ๑๕ ธ.ค. ๕๓ อาจารย์กลุ่มหนึ่งของมหาวิทยาลัยมหิดล ซึ่งกำลังเข้ารับการอบรมนักบริหารระดับกลาง ได้แก่ นส. วัฒนา งามเมือง และ นส. พรรณทิพา โรจนกร จากหอสมุดและคลังความรู้, นางเกษรี วุฒิศักดิ์ชัยกุล จากสำนักงานอธิการบดี, อ. นพีสี เรเยส จากวิทยาลัยดุริยางคศิลป์, ผศ. นพวรรณ เปียซื่อ จากคณะแพทยศาสตร์ รพ. รามาธิบดี, และ อ. นภดล วนิชวรนันท์ จากคณะวิศวกรรมศาสตร์  มาขอสัมภาษณ์เรื่อง KM เพื่อเอาไปทำสารนิพนธ์  ท่านเหล่านี้เตรียมคำถามส่งให้ผมล่วงหน้าอย่างดี ๗ ข้อ  ทำให้ผมเข้าใจว่าท่านเหล่านี้ต้องการเรียนรู้ KM โดยเน้นที่ Explicit Knowledge   ซึ่งจะไม่ช่วยให้เข้าใจ KM อย่างถึงแก่น

          การจะเข้าใจ KM อย่างถึงแก่นจริงๆ ต้องซึมซับเอาจากประสบการณ์ตรงของตนเอง  เป็นการเรียนรู้จาก Tacit Knowledge เป็นหลัก 80%  ส่วนทฤษฎีหรือ Explicit Knowledge เป็นส่วนเสริมเพียง 20%

          ผมจึงชวนทั้ง ๖ ท่านทำ KM ในโจทย์ว่าแต่ละท่านเข้าใจ KM ว่าอย่างไร และในแต่ละคำถามที่เตรียมมานั้นแต่ละท่านตอบอย่างไร   โดยผมสร้างบรรยากาศอิสระ ไม่มีถูก-ผิด ต้องการเห็นความแตกต่างหลากหลาย   เพื่อให้ท่านที่มา (ไม่) สัมภาษณ์ ที่เปลี่ยนเป็น ลปรร. ได้สัมผัส KS - Knowledge Sharing ซึ่งเป็นส่วนสำคัญของ KM

          และให้ได้เห็นด้วยตนเองว่าสิ่งที่เรียกว่า 'ความรู้' ในสภาพจริงของการทำงานหรือการดำรงชีวิตนั้น มันซับซ้อนมาก มีหลายมิติ และต่างคนต่างมองต่างกันได้มาก   สภาพที่สมาชิกกลุ่มเปิดใจกัน บอกความในใจกัน จะช่วยให้เกิดความรู้ในมิติที่ลึก

          เราได้ทำความเข้าใจเครื่องมือ KM คือ “เรื่องเล่า” (storytelling), สุนทรียสนทนา (dialogue), การฟังอย่างลึก (deep listening), AAR, BAR และการให้เกียรติคนทำงานทุกระดับ ในมิติของความเป็นมนุษย์

          เราคุยกันเรื่อง “แก่น” ของ KM   กับเปลือกหรือพิธีกรรม KM   เปลือกหรือพิธีกรรมทำให้ KM ดูจะยุ่งยาก  ไม่รู้จะเริ่มต้นอย่างไร

          เราคุยกันว่านักวิชาการเข้าถึง KM ยาก เพราะไม่ให้คุณค่าของ Tacit K   เพราะยึดติด Explicit Knowledge

          เราทำความเข้าใจกันว่า KM เน้นแบ่งปัน (sharing) มากกว่าหวงหรือปิดบัง หรือจดสิทธิบัตร   เพราะใน KM เรารู้กันว่า “ยิ่งให้ ยิ่งได้”

          ผมเอารูปของอาจารย์ทั้ง ๖ ท่านมาลงไว้ด้วย เผื่อท่านที่สนใจจะไปสอบถามความรู้และบรรยากาศที่ได้จากวงสุนทรียสนทนาเรื่อง KM ในวันนั้น ซึ่งมีการบันทึกวีดิทัศน์ไว้ด้วย

คำถาม ๗ ข้อที่คณาจารย์ส่งมาให้ผมมีดังนี้

๑.   สิ่งที่อาจารย์คาดหวังและตั้งเป้าหมายเรื่องการจัดการความรู้ “KM” ไว้อย่างไรบ้าง


๒.   แนวทางที่จะไปสู่เป้าหมาย


๓.   จะกระตุ้นให้บุคลากรในมหาวิทยาลัยเห็นความสำคัญและจัดทำ KM ได้อย่างไรบ้าง


๔.   KM ของเราควรจะอยู่แค่ภายในมหาวิทยาลัยหรือเผยแพร่ออกสู่ภายนอกด้วย

๕.   ควรจะทำอย่างไร เมื่อความรู้บางเรื่องสามารถนำไปจดลิขสิทธิ์หรือสิทธิบัตร


๖.   Success Factors


๗.   แนวคิดของอาจารย์เกี่ยวกับการทำ KM ในกลุ่มผู้ใกล้เกษียณอายุซึ่งเป็นกลุ่มที่มีองค์ความรู้และประสบการณ์สูง

         เราไม่ได้ตอบคำถามเหล่านี้โดยตรง   แต่ได้ทำความเข้าใจ KM ในมิติที่ลึกกว่า

 

วิจารณ์ พานิช
๑๖ ธ.ค. ๕๓

         
          


รูปสมาชิกวงสุนทรียสนทนา