บทความผมเรื่อง เศรษฐกิจไทย...เกษตร, ท่องเที่ยว , รักษาพยาบาล ระดับโลก World Class ? สัปดาห์ที่แล้วได้รับความสนใจจากหลายฝ่าย เพราะ
* ต้องค้นหาให้ได้ว่า เศรษฐกิจประเทศไทยจะอยู่ตลอดอย่างไรในอนาคต
* 3 สาขาการผลิตของเราคือ เกษตร (อาหาร) ท่องเที่ยวและการรักษาพยาบาลต้องไปสู่ระดับโลกให้ได้
* มองไปข้างหน้า ถ้าจะทำให้สำเร็จ ต้องพัฒนาทุนมนุษย์ให้สอดคล้องกับสาขาการผลิตทั้ง 3 สาขา
ผมขอบคุณผู้อ่านที่กรุณาส่งข้อมูลที่เป็นประโยชน์มาให้ผม ....
"ไม่ต้องไปแข่งขันกับใครหรอก ระดับโลกสถิติโลกกินเนสเวิร์ล เรคคอร์ดนั้นเป็นเรื่องของคนที่ไม่รู้จักพอเพียง ต้องการแต่ชัยชนะ เหมือนเด็กที่สอบได้ที่หนึ่งเป็นประจำ ย่อมเสพสุขแต่เลขหนึ่ง เห็นเลขสองเลขสามเป็นศัตรูตัวร้ายกาจ
ประเทศไทยจะร่มเย็นถ้าคนไทยรู้จักพอ พ่อหลวงสอนให้เรารู้จัก "พอเพียง" ท่านทำตัวเป็นตัวอย่างทุกเรื่อง ฉลองพระองค์,รองเท้า จะถูกพระองค์ท่านใช้อย่างคุ้มค่า มีการปะชุน มีการซ่อมแซม
ถึงเราจะมีน้อย จีดีพีเปอร์เซ็นต์เดียว แต่เรามีความสุขก็ไม่เดือดร้อน เราเป็นทุกข์ไปกับจีดีพี (ที่ไปกองอยู่กับเศรษฐีใหญ่) ความคิดแบบมะกันชน ที่ตั้งเกณฑ์ว่าอายุ 20 ต้องมีรถยนต์ อายุ 30 มีบ้าน อายุ 40 ต้องมีเรือยอร์ช(สมมุติ) นั้นเป็นกระแสของความหลง เป็นทุกข์กับกิเลสตัณหา สถิติกลายเป็นเจ้าเหนือชีวิต เกิดเป็นไทย ต้องรู้จักวิถีไทย รู้จักพอ"
ผมขอน้อมรับฟัง แต่ขอใช้โอกาสนี้อธิบายให้ท่านผู้อ่านและบุคคลทั่วๆไป ทราบว่า
ปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียงไม่ได้เน้นให้แค่พอเพียง เพราะถ้ามากเกินไปก็ต้องลดลง แต่ถ้าเรามีศักยภาพ ก็ต้องสร้างให้เกิดความเป็นเลิศแข่งขันได้ ศักยภาพของทั้ง 3 สาขาของไทยยังมีโอกาสมาก ต้องพัฒนาไปสู่ระดับโลก (World Class) ได้ ไม่ได้ขัดแย้งกับปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียง
ในยุคปัจจุบัน การเดินสายกลาง แปลว่า ถ้ายังมีความเสี่ยงอยู่ต้องระวัง แต่ถ้ามีศักยภาพก็ควรทำให้ประเทศก้าวไปข้างหน้าอย่างยั่งยืน
3 สาขา การผลิตของเรา มีโอกาสอีกมากเพราะ เราเก่งในสาขาเหล่านี้ ถ้าเราบริหารจัดการและผลิตทุนมนุษย์ให้ดี
การผลิตทุนมนุษย์ทั้ง 3 สาขา ยังไม่ได้เน้นไปที่ คุณภาพของทุนมนุษย์ในสาขาเหล่านั้น ให้เกิดความสำเร็จและความยั่งยืน จึงขอให้รัฐบาลสนใจเป็นพิเศษไม่ได้ขัดแย้งกับปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียง
อย่างไรก็ตาม ขอขอบคุณท่านผู้อ่านที่ส่งความคิดเห็นมาทำให้ผมต้องให้ความกระจ่างขึ้น มีตัวอย่าง เช่น ดร.สุเมธ ตันติเวชกุล เน้น "เศรษฐกิจพอเพียง"ไม่ใช่หยุดอยู่กับที่โดยไม่ทำอะไรเลย เรามีโอกาสก็ขยายไปข้างหน้าได้ ถ้าเราเก่งและมีการบริหารความเสี่ยงได้ เราจะอยู่รอดยั่งยืนและช่วยสาขาการผลิตทั้ง 3 ไปสู่ระดับโลก
ความเป็นจริงก็คือ เศรษฐกิจพอเพียงไม่ได้ขัดแย้งกับเศรษฐกิจกระแสหลักหรือขัดแย้งกับโลกาภิวัตน์ เพียงแต่ ถ้ามีเหตุการณ์ความเสี่ยงต้องระวัง เช่น ประชาชนขาดความรู้ ประชาชนมีความโลภมากเกินไป
ความเสี่ยงของระบบเศรษฐกิจไทยขณะนี้คือ ในสาขาการผลิตที่เราไม่เก่งจริง แต่ได้รับการสนับสนุนจากสำนักงานส่งเสริมการลงทุน ธุรกิจเหล่านี้จะแข่งขันลำบาก เพราะประเทศไทยเก่งไม่จริง เช่น
* ชิ้นส่วนอิเล็คโทรนิคส์
* การผลิตชิ้นส่วนรถยนต์
* การผลิตอุตสาหกรรมปิโตรเคมี
อาจจะช่วยประเทศได้ระยะสั้น เพราะต้องสั่งสินค้าทุนเข้ามาในประเทศเช่น ชิ้นส่วนต่างๆก็ต้องนำเข้า เราก็ได้แต่ลอกเลียนแบบวิธีการผลิตจากผู้ลงทุนต่างประเทศ ขาดการพัฒนาระบบ R+D นี้ก็เป็นข้อเตือนใจว่าปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียงช่วยลด ความเสี่ยงต่อการว่างงานหรือผลกระทบการส่งออกและต่อดุลการค้ามากเหมือนช่วงฟองสบู่แตก "ยุคต้มยำกุ้ง" ปี 1994
ในขณะที่ทั้ง 3 สาขา เกษตร อาหาร ท่องเที่ยวและการรักษาพยาบาล
* มีวัตถุดิบในประเทศ
* มีความชำนาญสะสมมานาน
* ใช้ภูมิปัญญาของคนไทย
แต่ขาดการพัฒนาทุนมนุษย์ที่ดีที่ใช้ความรู้และความคิดสร้างสรรค์ ใช้นวัตกรรมให้เกิดมูลค่าเพิ่มอย่างแท้จริง เป็นโอกาสดีถ้าเราให้ความสนใจในทั้ง 3 สาขาในช่วงนี้มากขึ้นจากการร่างแผนพัฒนาทุนมนุษย์เพื่อธุรกิจของกระทรวงพาณิชย์ และเราน่าจะไปสู่ธุรกิจระดับโลกได้
ขอยกย่องรัฐบาลคุณอภิสิทธิ์ อย่างน้อยในช่วง 2 ปีและในปัจจุบัน มีการนำเอาเศรษฐกิจสร้างสรรค์มาใช้เป็นนโยบายและทำอย่างจริงจัง จะเน้นทุนมนุษย์กับการสร้างธุรกิจให้ยั่งยืนในอนาคตอันใกล้
ในเรื่อง ทุนมนุษย์เพื่อธุรกิจในวันที่ 3 พฤษภาคมนี้ จะมีการหารือระหว่างคณะอนุกรรมการพัฒนาธุรกิจแห่งชาติ ซึ่งเน้นเรื่องทุนมนุษย์และธุรกิจกับนายกรัฐมนตรีที่ทำเนียบรัฐบาล
สัปดาห์นี้มีเหตุการณ์ใหญ่ๆหลายเรื่อง
เรื่องแรก ยุบสภาแน่ๆ ภายวันที่ 6 พฤษภาคม 2554 ผมคิดว่าการเมืองน่าจะเป็นยุค SME's คือ พรรคกลางและเล็ก คือ พรรคภูมิใจไทย พรรคชาติไทยพัฒนาของคุณบรรหาร ศิลปะอาชา พรรคกิจสังคมของคุณสุวิทย์ คุณกิตติ พรรครวมชาติพัฒนาของคุณสุวัจน์ ลิปตพัลลภ น่าจะได้คะแนนมากขึ้น และพรรครักษ์สันติของคุณปุระชัย เปี่ยมสมบูรณ์ แม้กระทั้งพรรคมาติภูมิหรือพรรคที่หนีมาจากพรรคเพื่อไทยมีพลเอกชวลิต ยงใจยุทธ คุณเสนาะ เทียนทองและ คุณมิ่งขวัญ แสงสุวรรณ์ ก็น่าจะไปได้ดี
พรรคใหญ่ 2 พรรค คือ พรรคประชาธิปัตย์และพรรคเพื่อไทย ก็น่าจะคงที่ หรือลดลงด้วยซ้ำเพราะ
* พรรคเพื่อไทย คนไทยเบื่อความรุนแรงและเบื่อพรรคครอบครัว เพื่อคุณทักษิณ
* พรรคประชาธิปัตย์มีปัญหาเยอะ ของแพง ปัญหาชายแดน ปัญหาขาดผู้นำ วิธีการบริหารช้าพึ่งพาวิธีราชการมากเกินไป
เรื่องที่ 2 เรื่องเขมร แปลกๆคล้ายว่า การเมืองไทยเกี่ยวหรือเปล่า? เพราะ
* จังหวะการสู้รบเป็น ช่วงที่คุณอภิสิทธิ์ต้องเปิดสงครามหลายจุด
* คุณทักษิณอาจจะชักใยอยู่เบื้องหลังก็ได้
เรื่องที่ 3 คือการอภิเษกสมรสระหว่างเจ้าชายวิลเลียม - เคทมิดเดิลตัน คนไทยและคนในโลกก็ให้ความสนใจมาก ทั้งที่โลกเปลี่ยนไปมากคนรุ่นใหม่สนใจระบบกษัตริย์น้อยลง แต่สิ่งที่เป็นประเพณีต่อเนื่องมา ก็ยังได้รับความสนใจและยังเป็นการเรียนรู้เหมือนที่ผมใช้คำว่า "ทุนทางวัฒนธรรม" (Cultural Capital) ยังสร้างมูลค่าเพิ่มได้เสมอ
ทั้งหมดนี้ก็คือข้อคิดของผมในสัปดาห์นี้ ผู้อ่านช่วยกันแสดงความคิดเห็นเพิ่มเติมได้ครับ ผมคือสื่อทางเลือกครับ และสามารถติดตามฟังรายการวิทยุ รายการ Hard Talk Thailand ทาง FM.90.5 MHz. ทุกวันเสาร์ เวลา 15.00 - 16.00 น.และรายการ Human Talk ทาง FM.96.5 MHz. ทุกวันอาทิตย์ เวลา 06.00 -07.00 น. ครับ
ศ.ดร.จีระ หงส์ลดารมภ์ เลขาธิการมูลนิธิพัฒนาทรัพยากรมนุษย์ระหว่างประเทศ [email protected] www.gotoknow.org/blog/chiraacademy แฟกซ์0-2273-0181 |