จากผลการประชุมร่วมกับกลุ่มเครือข่ายปราชญ์และงานประชุมเพื่อพัฒนากลุ่มเกษตรกรเพื่อการพึ่งตนเอง
ผมได้พบการวิวัฒนาการที่น่าสนใจประการสำคัญของสังคมไทย คือ
- เกษตรกรส่วนใหญ่เป็นหนี้ และ
- จำนวนมากเป็นหนี้ก้อนใหญ่ที่แทบไม่มองเห็นทางจะล้างหนี้ได้
- หนทางที่จะล้างหนี้ได้อาจเหลือบ้างจากการขายที่ดินให้นายทุนท้องถิ่น
- นายทุนท้องถิ่นได้รวบรวมซื้อที่ดินที่หลุดจากเกษตรกร
- ทำให้มีที่ดินรวมกันในแต่ละรายเป็นหลายร้อยถึงหลายพันไร่
- เมื่อรวมเป็นที่ดินแปลงขนาดใหญ่แล้ว ที่ดินเหล่านี้ค่อยๆถ่ายโอนไปอยู่ในครอบครองของนักธุรกิจในพื้นที่
- ในขณะเดียวกัน ที่ดินเหล่านี้จำนวนหนึ่งกำลังถูกเปลี่ยนมือไปอยู่ในครอบครองของบริษัทข้ามชาติ
- แต่ละแปลงมีขนาดหลายพันถึงหลายหมื่นไร่
- เกษตรกรที่เคยเป็นเจ้าของที่ดินเดิม เปลี่ยนสถานะมาเป็นผู้เช่าที่ดินของตนเอง ที่มีสัญญาเช่า ปีต่อปี
ในขณะเดียวกัน
เกษตรกรจำนวนมากที่แม้จะยังมีชื่อเป็นเจ้าของที่ดิน
ก็ทำการเกษตรแบบพึ่งปัจจัยภายนอกอย่างมากมาย ทั้งระบบการผลิตและการตลาด
ที่มีต้นทุนสูงมาก
เมื่อขายผลผลิตแล้วแทบไม่มีเงินเหลือเป็นรายได้ แม้จะเหลือบ้างก็เล็กน้อย ไม่พอกับค่าใช้จ่ายในชีวิตประจำวัน
ที่มีระบบค่าใช้จ่ายเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็วตามกระแสเศรษฐกิจสมัยใหม่
ไม่ว่าจะเป็น
-
ค่าโทรศัพท์มือถือ -
ค่าอาหารที่ต้องซื้อ -
ค่าน้ำ ค่าไฟ - เงินลงทุนทางการเกษตร
- ค่าซ่อมแซม สร้างบ้าน
-
ค่าน้ำมัน ค่าเดินทาง ค่ายานพาหนะ -
ค่าเล่าเรียนของบุตรหลาน -
ค่ายา -
ค่าสารและสิ่งเสพติด -
ค่าภาษีสังคม -
ค่าทำบุญ
งานบุญ งานศพ งานบวช -
การพนัน
เช่น หวย ลอตเตอรี่ และ การพนันท้องถิ่นอื่นๆ -
ค่าของใช้ในบ้านตามกระแสความนิยม -
ค่าดอกเบี้ยเงินกู้ -
และอื่นๆอีกมากมาย
ทำให้ภาระหนี้สินมีแต่จะเพิ่มขึ้นมากกว่าจะลดลง
และยิ่งจะมากขึ้นเมื่อมีปัญหาด้านการผลิต
ไม่ว่าจะเป็นฝนทิ้งช่วง น้ำท่วม ศัตรูพืชระบาด หรือแม้กระทั่งราคาตกต่ำ
ทำให้การดำรงชีวิตแบบเกษตรกรทั่วไปมีความลำบากมากขึ้นเรื่อย
อยู่แบบแทบไม่มีความหวังมากนัก
ทางออกก็เหลือเพียงการขายที่ดิน
การอพยพแรงงานไปหางานอื่นทำเป็นรายได้เสริม การส่งลูกเรียนให้ไปเป็น “เจ้าคนนายคน” (ที่มักลงท้ายไปเป็นคนจนเมือง และคนงานในโรงงาน) และ “การขาย” ทุกอย่างที่ขายได้และมีคนซื้อ (แม้กระทั่งการ “ขายตัว” ในทุกรูปแบบ ที่ทำได้)
ที่มีแนวโน้มที่จะวนเวียนไปเป็น
“ทาส” ยุคใหม่ ที่เข้าสู่ภาวะจำยอม เพราะไม่มีทางเลือกใดๆเหลืออยู่มากนัก
เมื่อระบบสังคมพัฒนาการมาในเส้นทางนี้
ก็ทำให้เกิด
-
คนจำนวนไม่มากนัก ที่มีทรัพย์สินมาก มีที่ดินมาก -
แต่คนจำนวนมาก ยากจน ไร้ที่ทำกิน หรือเสมือนไร้ที่ทำกิน -
แม้จะยังมีที่ทำกินก็ทำแบบแทบไม่ได้อะไร "เหลือ" เป็นของตนเอง
มีแต่ทำให้คนอื่น -
เทียบไปก็คล้ายกับระบบศักดินา และระบบทาสที่เราเคยยกเลิกไปแล้ว
แต่ระบบนี้กำลังคืบคลานเข้ามาอย่างแทบไม่มีใครคิดจะไปเปลี่ยนแปลง
-
คนที่มีฐานะดี ผู้มีอำนาจก็ได้ประโยชน์ไม่คิดจะทำอะไร -
คนส่วนใหญ่ที่สูญเสีย หรือ กำลังจะสูญเสียก็ยังหาทางออกให้กับตนเองยังไม่ได้ -
ชนชั้นกลางที่ “ค่อนข้างจะได้ประโยชน์” ก็วางเฉย และมีแนวโน้มที่จะไปร่วมมือกับกลุ่มนายทุน และกลุ่มผู้มีอำนาจ
ถ้าสถานการณ์ยังคงดำเนินไปเรื่อยๆ เราคงเดินเข้าสู่ “ระบบทาสและศักดินายุคใหม่” อย่างสมบูรณ์ และถอยกลับได้ยาก ในอีกไม่เกิน ๒๐ ปีข้างหน้า
นอกเสียจากเราจะมี “อัศวินม้าขาว”
เข้ามาแก้วิกฤติของสังคมและของชาติ
ทางออกที่เหลืออยู่ก็มีเพียงการพัฒนา
“เกษตรพึ่งตนเอง” ตามปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียง ที่ทางเครือข่ายปราชญ์ได้น้อมรับพระราชดำริมาพัฒนาให้เป็นรูปธรรม
ที่สามารถทำได้จริง และเห็นผลจริง
แต่กระแสนี้ก็ยังไม่สามารถไปเทียบเคียงกับกระแส “บริโภคนิยม” ที่รุนแรง และตอบสนองกิเลสของคนส่วนใหญ่ที่ยังหลงวิ่งตามกระแสไป
อันรวมถึง
การสวามิภักดิ์ของกลุ่มชนชั้นกลาง ที่ยังไปเข้าทางและสนับสนุนระบบบริโภคนิยมและทุนนิยม
ฉะนั้น
แม้เราจะต้านเต็มที่ขนาดไหน ทั้งบอกให้รู้ ทำให้ดู อยู่ให้เห็น เย็นให้สัมผัส ขนาดไหน
คนที่ยังติดอยู่ในกระแสหลัก และบริโภคนิยมก็ยังไม่สามารถเข้าใจและนำไปปฏิบัติได้
มีเพียงไม่เกิน ๑ % ของเกษตรกรในพื้นที่ทำงาน ที่พอจะเข้าใจ และร่วมเข้ามา “ทวนกระแส” กับการทำงานของเครือข่ายปราชญ์ และงานโครงการพัฒนาระบบเศรษฐกิจพอพียงและพลังงานทดแทน ที่ผมทำอยู่
ยังไม่ต้องไปนับเปอร์เซ็นต์ ของพื้นที่นอกโครงการที่จะทำให้มีตัวเลขลดลงไปอีก
สงสัยว่าสังคมไทย คงจะ “เป็นเช่นนั้นเอง”
เราก็ทำกันเต็มที่ แล้วได้แค่นี้จริงๆ
เราได้ใช้หลักเมตตา กรุณา มุทิตา ครบแล้ว คงจะต้อง “อุเบกขา” ในส่วนที่ทำอะไรไม่ได้
และคิดเสียว่า “สัตว์โลกย่อมเป็นไปตามกรรม”
ฉะนี้ แลฯ
ผมเห็นพ้องกับอาจารย์ทุกประการเลยครับ
ขอเป็นกำลังใจให้อาจารย์สู้และทำต่อไปเถอะครับ ผมเองก็จะพยายามปรับเปลี่ยนวิธีการทำเกษตรมาสู่แนวทางนี้อย่างเต็มที่ เพราะมองเห็นว่าเป็นทางออก ทางรอด ทางเดียวอย่างที่อาจารย์ว่ามาครับ
...อัศวินม้าขาว..ไม่ต้องมองไกล...คือ.....ตัวเราเอง....(หากหยุด...ตัวเองได้ทุกๆท่าน....ปัญหาที่มีคงจะหมดไปโดยปริยาย..อ้ะ..)..ข้าวเมล็ดเดียว..ยังแตกกอ...ให้กำเนิดเม็ดข้าวได้มากมาย..ใช่ไหมเจ้าคะ....)"คิดบวก.."เจ้าค่ะ..ยายธี
อ่านบทความของอาจารย์แล้วชีวิตผมกำลังพลิกหวนคืนสู่ยุคเดิมปู่ย่าตายาย ไม่มากก็น้อย ขอบคุณและขอเป็นกำลังใจให้ครับ
ชนชั้นกลางก็คือ ทาสยุคใหม่เช่นกันครับ ลูกจ้างทุกระดับก็คือทาสของนายทุน อีกทั้งยังพยายามดิ้นรนทำงานหาเงินส่งลูกเรียน ทั้งเรียนปกติ และเรียนพิเศษ ลงทุนกันอย่างมากมาย บางคนกู้หนี้ยืมสินจนล้มละลายก็เพื่อให้ลูกได้เปรียบคนอื่นๆในการแข่งขัน เพื่อให้ได้เข้าไปเรียนตามหลักสูตรที่นายทุนกำหนด และสุดท้ายส่วนใหญ่ก็เข้าสู่การเป็นลูกจ้าง(ทาส)ของนายทุนเช่นเดียวกับพ่อแม่ โดยหวังว่าจะได้เป็นเจ้าคนนายคน ซึ่งก็คือทาสแต่เป้นทาสระดับ Premium grade นั่นเอง
วัฒนธรรมทางการศึกษาไทย ถูกครอบงำจากการรับใช้นายทุนมาตลอดตั้งแต่หลังมีการเลิกทาส(เปลี่ยนแค่ชื่อจากคำว่าทาส เป็นลูกจ้าง หรือ กรรมกร)โดยมุ่งหวังผลิตบุคคลากรทำงาน รับใช้นายทุนเป็นหลักอยู่บนพื้นฐานความกลัวที่ว่าหากผลิตไม่ตรงกับที่นายทุนต้องการเด็กก็จะไม่มีงานทำ ซึ่งจะส่งผลกระทบกับผลงานตนเอง
อีกทั้งวัฒนธรรมทางการเงินก็รับใช้นายทุนเช่นกัน เด็กจำนวนหนึ่งที่มีแนวคิดแตกต่างต้องการออกจากสนามแข่งหนูของนายทุน ไม่ต้องการเป็นลูกจ้างนายทุน จะทำกิจการของตนเอง หากพ่อแม่ไม่มีทุนให้แล้ว ก็ยากมากที่จะที่จะหาแหล่งเงินทุนมาสานฝันของตน เพราะสถาบันการเงินเอาใจแต่นายทุนนั่นเองโดยคิดว่ามีความเสี่ยงตำและดอกเบี้ยงาม
ถึงเวลาแล้วหรือยังครับที่จะมีการเลิกทาสอย่างแท้จริงสักที เลิกส่งลูกไปเป็นทาสคนอืนเสียที ซึ่งอาจจะสอนกันใหม่ว่าให้ไปเป็นทาสชั่วคราวพอมีความรู้เพียงพอก็ให้รีบออกมาทำของตนเอง อย่าอยู่เสพความเป็นทาสจนติดและเลิกไม่ได้กันอยู่เลย
ลูกทาสต้องไม่เป็นทาสถาวรอีกต่อไป
หาแนวร่วมครับ
ขอบคุณครับ
ดีมากเลยครับที่มาขยายประเด็นแนวนี้
บางครั้งผมสงสัยว่าทำไมคนจึงชอบเป็น "ทาส" มากกว่าเป็น "ไท"
เพราะ
ในสังคมจริงๆ ทั้งโลกเลยก็ว่าได้ คนที่ยอมเป็น "ทาส" มากกว่า คนที่พยายามทำตัวเป็น "ไท"
ทั้งๆที่ เวลาลองถามดู ก็ "อยาก" เป็นไท กันทุกคน
แต่ก็น่าแปลกที่ แทบหาคนที่ทำตัวเป็นไทไม่ได้เอาเสียเลย
จึงกลายเป็น "แปลกแต่จริง" อีกเรื่องหนึ่งครับ
ทาส = sheltered/protected; regular work for regular feed/income; limited responsibility, limited morality, limited space
ไท = constant struggle; opportunistic - when and where possible; survive, learn, adapt and strive
I thought of what I had done today.
I watered plants so I would have fruits in a few weeks time;
I repaired a mower engine so I could cut grass around the house to keep bush fire risk low;
I collected dead wood to reduce bush fire risk and to use for barbecues;
I walked a dog to settle him and to train him to look after the property at night;
I saw wild turkey nests had been piled up again -- another hatching season;
I thought of ...
I reviewed the list and noticed many times I had 'I' on the list.
Funny that in being ไท/farmer/business owner, lead to focusing on 'I'.
What would ทาส/'salary earner' have on the list?
What would 'monks' have on their lists?