ถ้าสถานการณ์ยังคงดำเนินไปเรื่อยๆ เราคงเดินเข้าสู่ “ระบบทาสและศักดินายุคใหม่” อย่างสมบูรณ์ และถอยกลับได้ยาก ในอีกไม่เกิน ๒๐ ปีข้างหน้า

จากผลการประชุมร่วมกับกลุ่มเครือข่ายปราชญ์และงานประชุมเพื่อพัฒนากลุ่มเกษตรกรเพื่อการพึ่งตนเอง
ผมได้พบการวิวัฒนาการที่น่าสนใจประการสำคัญของสังคมไทย คือ

  • เกษตรกรส่วนใหญ่เป็นหนี้ และ
  • จำนวนมากเป็นหนี้ก้อนใหญ่ที่แทบไม่มองเห็นทางจะล้างหนี้ได้
  • หนทางที่จะล้างหนี้ได้อาจเหลือบ้างจากการขายที่ดินให้นายทุนท้องถิ่น
  • นายทุนท้องถิ่นได้รวบรวมซื้อที่ดินที่หลุดจากเกษตรกร
  • ทำให้มีที่ดินรวมกันในแต่ละรายเป็นหลายร้อยถึงหลายพันไร่
  • เมื่อรวมเป็นที่ดินแปลงขนาดใหญ่แล้ว ที่ดินเหล่านี้ค่อยๆถ่ายโอนไปอยู่ในครอบครองของนักธุรกิจในพื้นที่
  • ในขณะเดียวกัน ที่ดินเหล่านี้จำนวนหนึ่งกำลังถูกเปลี่ยนมือไปอยู่ในครอบครองของบริษัทข้ามชาติ
  • แต่ละแปลงมีขนาดหลายพันถึงหลายหมื่นไร่
  • เกษตรกรที่เคยเป็นเจ้าของที่ดินเดิม เปลี่ยนสถานะมาเป็นผู้เช่าที่ดินของตนเอง ที่มีสัญญาเช่า ปีต่อปี

 

ในขณะเดียวกัน
เกษตรกรจำนวนมากที่แม้จะยังมีชื่อเป็นเจ้าของที่ดิน
ก็ทำการเกษตรแบบพึ่งปัจจัยภายนอกอย่างมากมาย ทั้งระบบการผลิตและการตลาด

ที่มีต้นทุนสูงมาก


เมื่อขายผลผลิตแล้วแทบไม่มีเงินเหลือเป็นรายได้ แม้จะเหลือบ้างก็เล็กน้อย ไม่พอกับค่าใช้จ่ายในชีวิตประจำวัน

ที่มีระบบค่าใช้จ่ายเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็วตามกระแสเศรษฐกิจสมัยใหม่


ไม่ว่าจะเป็น


  • ค่าโทรศัพท์มือถือ

  • ค่าอาหารที่ต้องซื้อ

  • ค่าน้ำ ค่าไฟ
  • เงินลงทุนทางการเกษตร
  • ค่าซ่อมแซม สร้างบ้าน

  • ค่าน้ำมัน ค่าเดินทาง ค่ายานพาหนะ

  • ค่าเล่าเรียนของบุตรหลาน

  • ค่ายา

  • ค่าสารและสิ่งเสพติด

  • ค่าภาษีสังคม

  • ค่าทำบุญ
    งานบุญ งานศพ งานบวช

  • การพนัน
    เช่น หวย ลอตเตอรี่ และ การพนันท้องถิ่นอื่นๆ

  • ค่าของใช้ในบ้านตามกระแสความนิยม

  • ค่าดอกเบี้ยเงินกู้

  • และอื่นๆอีกมากมาย

ทำให้ภาระหนี้สินมีแต่จะเพิ่มขึ้นมากกว่าจะลดลง

และยิ่งจะมากขึ้นเมื่อมีปัญหาด้านการผลิต
ไม่ว่าจะเป็นฝนทิ้งช่วง น้ำท่วม ศัตรูพืชระบาด หรือแม้กระทั่งราคาตกต่ำ

ทำให้การดำรงชีวิตแบบเกษตรกรทั่วไปมีความลำบากมากขึ้นเรื่อย
อยู่แบบแทบไม่มีความหวังมากนัก

ทางออกก็เหลือเพียงการขายที่ดิน
การอพยพแรงงานไปหางานอื่นทำเป็นรายได้เสริม การส่งลูกเรียนให้ไปเป็น “เจ้าคนนายคน” (ที่มักลงท้ายไปเป็นคนจนเมือง และคนงานในโรงงาน) และ “การขาย” ทุกอย่างที่ขายได้และมีคนซื้อ (แม้กระทั่งการ “ขายตัว” ในทุกรูปแบบ ที่ทำได้)

ที่มีแนวโน้มที่จะวนเวียนไปเป็น
“ทาส” ยุคใหม่ ที่เข้าสู่ภาวะจำยอม เพราะไม่มีทางเลือกใดๆเหลืออยู่มากนัก

เมื่อระบบสังคมพัฒนาการมาในเส้นทางนี้
ก็ทำให้เกิด


  • คนจำนวนไม่มากนัก ที่มีทรัพย์สินมาก มีที่ดินมาก

  • แต่คนจำนวนมาก ยากจน ไร้ที่ทำกิน หรือเสมือนไร้ที่ทำกิน

  • แม้จะยังมีที่ทำกินก็ทำแบบแทบไม่ได้อะไร "เหลือ" เป็นของตนเอง
    มีแต่ทำให้คนอื่น

  • เทียบไปก็คล้ายกับระบบศักดินา และระบบทาสที่เราเคยยกเลิกไปแล้ว

แต่ระบบนี้กำลังคืบคลานเข้ามาอย่างแทบไม่มีใครคิดจะไปเปลี่ยนแปลง


  • คนที่มีฐานะดี ผู้มีอำนาจก็ได้ประโยชน์ไม่คิดจะทำอะไร

  • คนส่วนใหญ่ที่สูญเสีย หรือ กำลังจะสูญเสียก็ยังหาทางออกให้กับตนเองยังไม่ได้

  • ชนชั้นกลางที่ “ค่อนข้างจะได้ประโยชน์” ก็วางเฉย และมีแนวโน้มที่จะไปร่วมมือกับกลุ่มนายทุน และกลุ่มผู้มีอำนาจ


ถ้าสถานการณ์ยังคงดำเนินไปเรื่อยๆ เราคงเดินเข้าสู่ “ระบบทาสและศักดินายุคใหม่” อย่างสมบูรณ์ และถอยกลับได้ยาก ในอีกไม่เกิน ๒๐ ปีข้างหน้า

นอกเสียจากเราจะมี “อัศวินม้าขาว”
เข้ามาแก้วิกฤติของสังคมและของชาติ

ทางออกที่เหลืออยู่ก็มีเพียงการพัฒนา
“เกษตรพึ่งตนเอง” ตามปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียง ที่ทางเครือข่ายปราชญ์ได้น้อมรับพระราชดำริมาพัฒนาให้เป็นรูปธรรม


ที่สามารถทำได้จริง และเห็นผลจริง

แต่กระแสนี้ก็ยังไม่สามารถไปเทียบเคียงกับกระแส “บริโภคนิยม” ที่รุนแรง และตอบสนองกิเลสของคนส่วนใหญ่ที่ยังหลงวิ่งตามกระแสไป

อันรวมถึง
การสวามิภักดิ์ของกลุ่มชนชั้นกลาง ที่ยังไปเข้าทางและสนับสนุนระบบบริโภคนิยมและทุนนิยม

ฉะนั้น
แม้เราจะต้านเต็มที่ขนาดไหน ทั้งบอกให้รู้ ทำให้ดู อยู่ให้เห็น เย็นให้สัมผัส ขนาดไหน
คนที่ยังติดอยู่ในกระแสหลัก และบริโภคนิยมก็ยังไม่สามารถเข้าใจและนำไปปฏิบัติได้



มีเพียงไม่เกิน ๑ % ของเกษตรกรในพื้นที่ทำงาน ที่พอจะเข้าใจ และร่วมเข้ามา “ทวนกระแส” กับการทำงานของเครือข่ายปราชญ์ และงานโครงการพัฒนาระบบเศรษฐกิจพอพียงและพลังงานทดแทน ที่ผมทำอยู่

ยังไม่ต้องไปนับเปอร์เซ็นต์ ของพื้นที่นอกโครงการที่จะทำให้มีตัวเลขลดลงไปอีก

สงสัยว่าสังคมไทย คงจะ “เป็นเช่นนั้นเอง”

เราก็ทำกันเต็มที่ แล้วได้แค่นี้จริงๆ

เราได้ใช้หลักเมตตา กรุณา มุทิตา ครบแล้ว คงจะต้อง “อุเบกขา” ในส่วนที่ทำอะไรไม่ได้

และคิดเสียว่า “สัตว์โลกย่อมเป็นไปตามกรรม

ฉะนี้ แลฯ