"แล้วเราล่ะมีแววมยุราประดับใจหรือยัง?"
 
 
ช่วงเดือนเมษายนนี้ อากาศเมืองกรุงค่อนข้างร้อน ทำเอาดอกไม้น้อยๆ ในกระถางหลังห้องของข้าพเจ้าดูเหี่ยวเฉา ไม่สดใสเหมือนเช่นเคย ทฤษฎีการปลูกต้นไม้แบบ "เป็นต้นไม้ของดาว ต้องอดทน!!!" ดูจะใช้ไม่ค่อยได้เสียแล้ว เพราะงานยุ่งๆ จนลืมรดน้ำเพียงวันเดียว คุณเธอก็ดูเฉาราวกับจะร้องบอกว่า "ร้อนเกินไปจนชั้นทนไม่ไหวแล้วนะ...ถ้าไม่มารดน้ำชั้นตอนนี้ จะตายลงต่อหน้านี่แหล่ะ!!!" เห็นดอกไม้เริ่มเฉาข้าพเจ้าเริ่มใจไม่ดี กลัวว่าคุณเธอจะตายไปต่อหน้าจริงๆ

 

 

แววมยุรา เป็นดอกไม้รูปงาม นามเพราะ...ชื่อของเธอ คงจะเพราะจับใจใครหลายคน เพราะมีทั้งชื่อกล้วยไม้แววมยุรา ชื่อดอกไม้แววมยุรา และชื่อไม้ใบคล้าแววมยุรา...ทำให้คนสับสนได้ง่ายๆ ทีเดียว เพราะฉะนั้น เพื่อความไม่สับสน ข้าพเจ้าขอนำข้อมูลไม้คนละชนิด แต่มีชื่อเสียงเรียงนามเหมือนกัน มาเก็บไว้ในบันทึก

 

 

คุณ "แววมยุรา" ทั้ง 3...ที่มีชื่อในทะเบียนราษฎร์เหมือนกัน หากแต่ต่างนามสกุล... 

 

 

 

(ภาพประกอบจาก Internet)

 

 

แววมยุรา: คล้าแววมยุรา เป็นพืชพันธุ์ไม้เลื้อยกึ่งคลุมดินในตระกูลเดียวกับ แววมยุรามีใบด้านหน้าสีเขียวสลับลายเขียวแก่หรือน้ำตาล ส่วนหลังสีเขียวอมแดงหรือม่วงมีลายสลับเช่นเดียวกัน เนื่องด้วยใบมีลวดลายและสีสันสวยงามคล้ายหางนกยูงจึงได้ชื่อไทยว่า “แววมยุรา” ส่วนภาษาอังกฤษได้ชื่อว่า “Prayer Plan” แปลว่า ต้นไม้พนมมือ โดยตั้งชื่อตามลักษณะการกระดกของใบตั้งขึ้นเหมือนการพนมมือตอนใกล้ค่ำ พอตอนรุ่งเช้าใบก็จะคลี่ออกตามเดิม

 

  

 ดอกกล้วยไม้แววมยุรา

 

 

 

 

(ภาพประกอบจาก Internet)

 

 

 

 

 

ส่วนเจ้าแววมยุราที่อาศัยอยู่หลังห้องของข้าพเจ้านั้น เป็นไม้ดอกล้มลุก สูงประมาณ 20 ซม. ปกติแล้วเค้าจะมีสีสันหลากหลาย ทั้งสีชมพู แดง ขาว ม่วงเข้ม ม่วงอ่อน ออกดอกเป็นช่อกระจายซอกใบที่ปลายกิ่ง ส่วนปลายแยกเป็นห้าแฉก บางชนิดมีสีเหลืองๆ แต้มตรงกลีบลางของดอก ดูๆ ไปก็คล้ายๆ กล้วยไม้ในกลุ่มเอื้อง
 

 

 

 

 

ส่วนแววมยุราในกระถางหลังห้องของข้าพเจ้านั้น เป็นดอกไม้เล็กๆ หลากสีสัน...ปลูกลงแปลงสลับสีก็ดูสวยงาม นำมาจัดปลูกใส่กระถางเล็กๆ ก็น่ารัก ^v^

 

 

มาดูลีลาพริ้ว ล้อเล่นกับแสงตะวันของคุณแววมยุรา นางเอกเสียหน่อย...

 

 

 
 
เธอมีกลีบเลี้ยงสีเขียวอ่อน พริ้วโอบกอดคอยปกป้องเธอเอาไว้
 

 

 

 

 
ดอกตูมถูกโอบกอดไว้ภายใน รอวันเบ่งบานอย่างงดงาม (ดูไปดูมาชักรู้สึกว่าคล้ายมะเฟืองเล็กๆ อิอิ)
 
 
 
 
 
กลีบสีม่วงอ่อนไล่โทนสี...บางเบา พริ้วไหว คล้ายกระโปรงหญิงสาว
 
  
 
 
 
 
เธอเป็นดอกไม้ชั้นสูง อันเนื่องมาจากข้าพเจ้าปลูกเธอไว้บนระเบียงชั้นที่ 4  (หวาดเสียว กลัวตกจากที่สูง>o<)
 
มาดูประวัติของเธอกันดีกว่า...
 
 
 

ชื่อวิทยาศาสตร์ : Torenia fournieri Lindl. ex Fourn.

 

ชื่อวงศ์ : Scrophulariaceae

ชื่อสามัญ : Wishbone flower, Bluewings, Torenia

ชื่อพื้นเมือง : เกล็ดหอย แววมยุเรศ สามสี หญ้าลิ้นเงือก

 

ดอกแววมยุรา แม้จะดูบอบบาง แต่เธอเลี้ยงง่ายกว่าที่คิด ไม่ต้องดูแลอะไรมากมาย ก็ออกดอกทั้งปี แถมเวลาที่แก่ เมล็ดก็จะตกรอบต้น เกิดเป็นต้นใหม่ขึ้นมาอีก

 

 

 

 

 

เธอเป็นดอกไม้ที่ไม่ได้โดดเด่น เมื่อเทียบกับดอกไม้อื่นๆ เวลาวางขายที่ตลาดต้นไม้ ราคาก็แสนจะถูก แถมยังถูกคนส่วนมากเมินเสียอีก...แต่ถ้าปลูกเธอใส่กระถางเล็กๆ หรือปลูกรวมกันในแปลงใหญ่ๆ คละสีกันแล้วล่ะก็ โดดเด่นไฉไลขึ้นมาเชียวล่ะ

 

 

 

 

 

  

 

 
 
ปีที่แล้วมีอยู่ช่วงหนึ่งที่รอบๆ วังสวนจิตรฯ ปลูกแววมยุรา สลับกับแวววิเชียร หรือ forget me not ของเมืองไทย ถ้ายังไม่เคยเห็น ตามไปดูได้ในบันทึกForget-Me-Not แห่งเมืองไทยนะคะ ข้าพเจ้าว่าเป็นความคิดที่เข้าท่าดีเหมือนกัน ดอกไม้ไทยๆ แต่พอปลูกแล้วยังกะดอกไม้ฝรั่งแน่ะ เนรมิตบริเวณรอบๆ วังสวนจิตรให้สวย สดใส...บรรยากาศเหมือนต่างประเทศเลยล่ะ

  

 

 

 
 

   

 

มีเพลงที่กล่าวถึงดอกแววมยุราเพลงหนึ่ง เป็นเพลงประจำคณะโบราณคดี มหาวิทยาลัยศิลปากร ไพเราะมากๆ...เนื้อเพลงมีดังนี้
 

 

 

 

 

 

 

“ ดอกเอยเจ้าแววมยุรา       ไหลล่องมาตามสายชลาลัย
พุ่มพวงสีม่วงงามสดใส      ดั่งมาลัยจากวิมานแมน
 
 
 
 
 
 
ธาราระรินลี่ล้นฝั่ง               เจ้าสะพรั่งทั่วทั้งนทีแดน
ในธารามีเจ้าเป็นเอื้องแทน    เป็นขวัญแดนห้วงชลธี

 

 

 

 

 

 

มยุราคราเจ้ารำแพนหาง       เยื้องย่างทะนงศักดิ์ศรี
มยุราประดับพนาลี              แววมยุรีประดับสายธาร
 
 
 
  
  
 
สายนทีไหลรี่คือรอยอดีตก่อน      จากจรผ่านพ้นไปแสนนาน
โบราณคดีคือเอื้องแห้งสายธาร    ล่องลอยซมซานตามสายชลาลัย

 

 

 

 
 
ดอกเอยเจ้าแววมยุรา                  ไหลล่องมาหวังพบใคร
ล่องลอยไปไกลแสนไกล              พบผู้ใดเห็นค่าบ้างเอย”
 
 
 

 

 

     

ไม่รู้ทำไม พอเห็นดอกแววมยุรา พลอยไปนึกถึงกลอนของท่านพุทธทาสภิกขุ ที่กล่าวถึงแววขนของนกยูงเสียได้...ไม่เข้าใจตัวเองเหมือนกัน 555

 



เป็นมนุษย์ เป็นได้ เพราะใจสูง
      เหมือนหนึ่งยูง มีดี ที่แววขน
      ถ้าใจต่ำ เป็นได้ แต่เพียงคน
      ย่อมเสียที ที่ตน ได้เกิดมา

 

 

 

 

 

มองดอกแววมยุราทีไร... เกิดคำถามให้กับตนเองว่า "แล้วเราล่ะมีแววมยุราประดับใจหรือยัง?"