นาปาล์ม กับสิ่งแวดล้อม

ครูฑูรย์
ติดตาม ผู้ติดตาม 
ติดต่อ
ชาวบ้านส่วนใหญ่ที่ขาดความรู้ เนื่องจากขาดโอกาสทางการศึกษา ขาดการส่งเสริมที่จริงจังตั้งใจของภาครัฐ และราชการ รวมไปถึงนโยบายการพัฒนาประเทศที่ต่างกรมต่างทำ ต่างกระทรวงต่างรำ การมีส่วนร่วมเป็นเพียงวาทกรรม ทำให้การพัฒนาประเทศที่ผ่านมาทั้ง ๑๐ แผน มีปัญหามากกว่าความสำเร็จ ดังเห็นจาก รายได้ประชาชาติต่อหัวต่ำลง ขณะเดียวกันหนี้ประชาชนรายหัวกลับเพิ่มสูงขึ้น

เมื่อนาข้าว ป่าพรุ เป็น นาปาล์ม 

 

 

  

 

  

นาข้าว กับ นาปาล์ม ทำนามาหลายปีมีแต่หนี้กับซัง ชาวบ้านเริ่มลังเลว่าจะเอาอย่างไรดี น่าจะปลูกปาล์มดีหวา เข้าท่าหวา เพราะต้นพันธุ์หลวงกะแจก แต่ไม่แจกความรู้ ต้องใช้ปัญญาตัวเองคิดให้ดีๆ เดียวจะเข้ากับดัก โม่ แล้วจน และเจ็บใจ

     ปาล์มน้ำมันเป็นพืชเศรษฐกิจที่สำคัญชนิดหนึ่ง ซึ่งเหมาะสมกับภาพอากาศร้อนชื้น จัดอยู่บริเวณใกล้เคียงกับเส้นศูนย์สูตร ดังนั้นปาล์มน้ำมันจึงเจริญเติบโตได้ดีในภาคใต้ของประเทศบริเวณพื้นที่ที่ปลูกมากที่สุด คือ จังหวัดกระบี่ สุราษฎร์ธานี ชุมพร สตูล และตรัง ทั้งนี้เนื่องจากผลตอบแทนของการปลูกปาล์มน้ำมันดีกว่าการปลูกพืชชนิดอื่น เช่น ยางพารา และการทำนาข้าว จึงเป็นแรงจูงใจให้เกษตรกรขยายพื้นที่ปลูกประกอบกับมีโครงการเปลี่ยนพื้นที่ปลูกปาล์มทั่วประเทศ และจากคติความเชื่อของชาวบ้านที่ว่าทำสวนดีกว่าทำนา กอปรกับการทำนา ทำไร่ จะเหนื่อยหนัก และเสี่ยงต่อความขาดทุนแทบทุกปี จึงจะเห็นได้ว่า ชาวสวน ชาวนา บ้านเรา จะมีฐานะลำบากยากจน หนี้สินล้นพ้นตว สู้ชาวสวนไม่ได้ ลงทุนทำแล้วค่อยๆเก็บเกี่ยวผลประโยชน์ ดังคำของชาวบ้านที่บ่นๆให้ฟังว่า "สวนยิ่งแก่ เจ้าของยิ่งสบาย" ต่างกันกับการทำไร่ทำนาที่ว่า "ทำนาปีมีแต่หนี้กับซัง ทำนาปรังมีแต่ซังกับหนี้"

      จากเหตุผลดังกล่าวข้างบนทำให้ชาวบ้านส่วนใหญ่ที่ขาดความรู้ เนื่องจากขาดโอกาสทางการศึกษา ขาดการส่งเสริมที่จริงจังตั้งใจของภาครัฐ และราชการ รวมไปถึงนโยบายการพัฒนาประเทศที่ต่างกรมต่างทำ ต่างกระทรวงต่างรำ การมีส่วนร่วมเป็นเพียงวาทกรรม ทำให้การพัฒนาประเทศที่ผ่านมาทั้ง ๑๐ แผน มีปัญหามากกว่าความสำเร็จ ดังเห็นจาก รายได้ประชาชาติต่อหัวต่ำลง ขณะเดียวกันหนี้ประชาชนรายหัวกลับเพิ่มสูงขึ้น  ประการสำคัญที่เป็นจริงและพบโดยทั่วไปในสังคมไทย สุขภาพของประชาชนแย่ลง สิ่งแวดล้อมของประเทศชาติเลวลง ประชาชนขาดที่พึ่งทางความคิด เนื่องจากไม่ได้พัฒนาทางปัญญา แม้แต่การศึกษาระดับชาติที่มีการปฏิรูปแล้วปฏิรูปเล่า ก็ยังไปไม่ถึงไหน หมายถึงว่า ล้มเหลว

 ในการปลูกปาล์ม ๑ แปลง ใช้เคมี ๔ ตัว สารฟูราดานรองก้นหลุม ยาดักหนูในระยะแรกเริ่ม ปุ๋ยเคมี ที่ร้ายแรง ที่สุด สารเคมีจากยาฆ่าหญ้า

  สารเคมีจากยาฆ่าหญ้า ที่ฆ่าทั้งหญ้า กุ้ง หอย ปู ปลา และชีวมวลในแปลง ส่งผลต่อระบบนิเวศน์อย่างรุนแรง

    ควายในป่าพรุ นอกจากขาดพื้นที่หญ้าแล้ว แหล่งน้ำยังเต็มไปด้วยสารพิษ ปีที่ผ่านมาแถบทะเลน้อย ตรงรอยต่อระหว่างจังหวัดพัทลุง กับอำเภอระโนด จังหวัดสงขลา น้ำท่วมหนักติดต่อกันหลายเดือน และมีการบุกรุกที่สาธารณะในป่าพรุปลูกปาล์มสารเคมีทำให้นำเสีย ส่งผลให้ควายตายหลายสิบตัว

 ปี ๒๕๕๔ ควายในป่าพรุแถบทะเลน้อย-พนางตุง พัทลุง และบ้านหัวป่า ต.บ้านขาว อ.ระโนด จมน้ำตายนับร้อยตัวทั้งลูกควย และแม่ควาย

  เพิ่งมีความรู้ใหม่ว่าปาล์มเป็นพืชที่ชอบน้ำ ดังชาวบ้านเล่าลือ และทำกัน ที่เรียนมาความรู้เรื่องปาล์มเดิมแสดงว่าเป็นการเข้าใจผิด ตำราที่ใช้อ่านต้องเผาทิ้ง ข้อความรู้ใหม่ใครรู้ หรือนักวิชาการเกษตรช่วยที

 

    

บันทึกนี้เขียนที่ GotoKnow โดย  ใน วิถี...แบบบ้านบ้าน



ความเห็น (6)

เขียนเมื่อ 

สวัสดีค่ะ

......ดังคำของชาวบ้านที่บ่นๆให้ฟังว่า "สวนยิ่งแก่ เจ้าของยิ่งสบาย" ต่างกันกับการทำไร่ทำนาที่ว่า "ทำนาปีมีแต่หนี้กับซัง ทำนาปรังมีแต่ซังกับหนี้" 

เป็นการบ่นที่น่าวิตก สะท้อนอนาคตของประเทศได้ดีทีเดียว ตอนนี้ก็เห็นกันอยู่อู่ข้าวอู่น้ำในภาคใต้ก็ลดน้อยลงไปมากทันตาเห็นกับค่านิยมที่หันมาปลูกปาล์มกันหมด ไม่ไช่แต่นาข้าวอย่างเดียวบางจังหวัดที่มีคำขวัญเป็น เงาะอร่อย..ขึ้นต้นก็อาจต้องเปลี่ยน เพราะสวนเงาะถูกเปลี่ยนเป็นสวนปาล์มเช่นกันค่ะ  และอนาคตเราอาจต้องซื้อข้าวจากประเทศเพื่อนบ้านมาทานกัน แปลกพอสมควรที่กระทรวงเกษตรฯในยุคสิบปีที่ผ่านมา ไม่ให้ความสนใจ สนับสนุนส่งเสริมชาวนาไทย "กระดูกสันหลังของชาติ" อย่างจริงใจและจริงจัง อย่างมีสำนึกที่แท้เลย

อนาคตรุ่นลูกหลานก็คงได้แค่เรียนวิธี ปลูกข้าว ทำนาในหนังสือเรียน เห็นแปลงนาก็เฉพาะแปลงนาสาธิต ชาวนารูปปั้น ยืนถือเคียว เด็กหัวจุกปั้นด้วยดินเหนียว ช่วยไล่นกกา คิดแล้วเศร้าๆแทนชาวนาไทยค่ะ

 

สวัสดีครับครู

บ้านผม เกาะนางคำ

นายทุนกว้านซื้อที่ทำนาปาล์มหลายพันไร่แล้ว..

สงสารกระดูกสันหลังประเทศไทย ชาวนาไทย

ทำนาปีมีแต่หนี้กับซัง พอทำนาปรังมีแต๋ซังกับหนี้ คุณภาพชีวิตไม่ดี เป็นไข้ ปวดหัวตัวร้อน....

พอร้อนกลุ้มฝนหัวคุ้มหัวคร้า พอร้อนกล้าๆก้ฝนหัวคร้าฝนหัวคร้าคุ้ม รักษากันไปตามประสาชาวนา

ชาวนาแถวอยุธยาบ่นให้ฟังให้ฟังว่า..."ผลผลิตตกต่ำ ชาวนาช้ำเพราะ "หนูก็กัด วัดก็กวน"

เขียนเมื่อ 

ขอบคุณครับอาจารย์ที่เข้าเยี่ยมชม และได้แสดงทัศนะความเปลี่ยนไปของประเทศไทย สงสารในหลวงที่ท่านทรงทำทุกอย่างเพื่อประเทศชาติและประชาชน แต่ก็ยังมีประชาชน ข้าราชการ นักการเมือง และนายทุนที่ยังเห็นแก่ตัว มากกว่าเห็นแก่ในหลวงและประเทศชาติทั้งๆที่ติดป้าย ชูป้าย ใส่เสื้อ พร่ำบ่น ว่า "รักในหลวง"

เขียนเมื่อ 

ผืนดินในรอบลุ่มเลสาบเป็นพื้นที่เหมาะแก่การทำนาข้าวมายาวนาน เพราะชาวบ้านเข้าใจสภาพธรรมชาติ อยู่กับธรรมชาติ มีความรู้ มีปัญญาในการใช้ทรัพยากรธรรมชาติ ความเป็นภูมิปัญญาสูง ดังที่บรรพบุรุษครั้งปู่ย่าตาทวดได้ นุเคราะห์ ทดลองทดสอบ ดิน ปลูกไม้ ปลูกพืช มาหลายชั่วคน ตามภาษาสมัยใหม่ว่าเป็นการวิจัย แต่คนในอยู่ไม่ได้อยู่กับธรรมชาติ ไม่ได้ทำอะไรกับมือเอง เลยกลายเป็นคนไม่ค่อยรู้จักไหร ไม่รู้จักหวัน ตาล่อ อยากรวย แต่มักง่าย อยากได้ ชอบธรรมลายธรรมชาติ ทำอาชีพแบบไม่เคารพภูมิปัญญาบรรพบุรุษ ไม่เกรงใจเทวดา พอเกิดเหตุ ธรรมชาติ และฝนฟ้าลงโทษ กลับโอดครวญ ว่า "ช่วยที ช่วยมั่งต้า"

เขียนเมื่อ 

กิเลสความอยากได้อยากมีอยากรวยของคนนี่แก้ยากค่ะ

ดีแล้วล่ะที่ถูกธรรมชาติลงโทษจะได้สุกรู้สำนึกกันเสียบ้าง

เขียนเมื่อ 

ขอบคุณครับครูที่เข้ามาเยี่ยมชมและให้ข้อคิดเห็น