ปาฏิหาริย์ ... (สองปีกของความฝัน)

เรื่อง "ปาฏิหาริย์" เป็นเรื่องที่หลาย ๆ คนอยากได้รับบ้างสักครั้งในชีวิต เช่น ถูกหวย สมหวังในความรัก ประสบความสำเร็จในชีวิต ฯลฯ

แต่ลองอ่านมุมมองของวินทร์ เลียววาริณ ในเรื่อง "ปาฏิหาริย์" ดูนะครับ เขามีมุมมองอย่างไรบ้าง ;)

 

ปาฏิหาริย์

 

อาจารย์เซนชาวเวียดนาม ติช นัท ฮันห์ บอกว่า ปาฏิหาริย์คือการเดินบนพื้นหญ้าธรรมดานี่แหละ

แปลก ! ทุกวันมีคนเดินบนยอดหญ้า แต่ไม่ค่อยมีใครเห็นว่า มันเป็นเรื่องพิเศษ

ความหมายของอาจารย์ ติช นัท ฮันห์ น่าจะเป็นว่าปาฏิหาริย์คือ "มุมมอง" นี่เอง เมื่อเลือกมองให้ดี ทุกมุมทุกเหลี่ยมทุกท่อนของชีวิตก็มีปาฏิหาริย์แทรกอยู่เสมอ

การเดินบนยอดหญ้าแล้วสามารถรู้สึกปีติยินดีในความดำรงอยู่ของใครคนนั้น ก็แสดงว่า เขารู้สึกว่ากำลังทำอะไรบนโลกใบนี้และยินดีในการถือกำเนิดมา นี่ก็คือ มุมมอง

ไอน์สไตน์กล่าวว่า "มีสองวิธีในการใช้ชีวิต : คุณอาจอยู่เหมือนว่าไม่มีสิ่งใดที่เป็นปาฏิหาริย์ หรือคุณอาจอยู่เหมือนว่าทุกอย่างคือ ปาฏิหาริย์"

มุมมองหรือทัศนคติกำหนดการใช้ชีวิตของเรา และชีวิตของเรา

เรื่องเดียวกันแท้ ๆ แต่ต่างมุมมองอาจได้ผลลัพธ์ที่ต่างกันราวฟ้ากับดิน ฝนตกแล้วมองว่าเฉอะแฉะ น่ารำคาญ มันก็น่ารำคาญสมใจ มองว่ามันสดชื่นเย็นสบาย มันก็สดชื่นเย็นสบายสมใจ

ยังมีเรื่องเดียวกันแบบนี้อีกเป็นล้าน ๆ เรื่องที่มองให้ดีก็ได้ มองให้แย่ก็ได้ แดดออก หิมะตก ไฟดับ รถติด เหล่านี้เป็น "สภาวะ" ไม่ใช่ "ความทุกข์" ในตัวมันเอง ฝนก็ตก แดดก็ออก ของมันมาแต่ไหนแต่ไร ยกตัวอย่างของการมองต่างมุม เช่น คนจากเขตหนาวเจอแดดที่เราว่าร้อนกลับชอบใจ หนุ่มสาวที่ตกหลุมรักเจอรถติดกลับเห็นว่า เป็นสวรรค์ เพราะรถยิ่งติดนาน ยิ่งมีโอกาสอยู่ด้วยกันนานขึ้น

ปาฏิหาริย์คือ การเปลี่ยนสถานการณ์ต่าง ๆ เป็นรอยยิ้มและเสียงหัวเราะ

หลวงพ่อชา สุภัทโท แห่งวัดหนองป่าพง กล่าวว่า "ตามความเป็นจริงแล้ว โลกที่เราอยู่นี้ไม่มี อะไร-ทำไม-ใคร เลย ไม่มีอะไรจะเป็นที่วิตกวิจารณ์เลย ไม่มีอะไรที่น่าร้องไห้หรือหัวเราะ เพราะมันเป็นเรื่องอย่างนั้นสม่ำเสมอ ไม่มีอะไรเป็นอะไรแล้ว มันเกิดมันดับของมันอยู่อย่างนั้น เราก็สงบ"

ท่านยกตัวอย่างว่า ก้อนทองคำก็ไม่มีราคา ถ้ามนุษย์เราไม่คิดว่า มันมีราคา มันก็จะถูกทิ้งเหมือนก้อนตะกั่วนั่นแหละ

ดังนั้น ความสุขความทุกข์ทั้งหลายในโลกก็เป็นเพียงมุมมองของเราเท่านั้น

เมื่อมองว่า มันเป็นสภาวะที่มองได้หลายด้าน ดีหรือไม่ดีขึ้นกับปฏิกิริยา เราก็มีทางเลือก และนี่คือปาฏิหาริย์

 

.............................................................................................................

 

ทุกสิ่งทุกอย่างในโลกนี้ เกิดจาก "วิธีคิด" และ "มุมมอง" ของเราทั้งสิ้น

ทุกอย่างมีทั้ง "ความสุข" และ "ความทุกข์"

คิดให้สุขก็สุข คิดให้ทุกข์ก็ทุกข์

 

บุญรักษา ทุกท่านครับ ;)...

 

.............................................................................................................

 

ขอบคุณหนังสือดี ๆ

 

วินทร์ เลียววาริณ.  สองปีกของความฝัน.  กรุงเทพฯ : 113, 2554.

 

บันทึกนี้เขียนที่ GotoKnow โดย  ใน หอมกลิ่นหนังสือ



ความเห็น (16)

เขียนเมื่อ 

อรุณสวัสดิ์ค่ะ

เช้าอากาศแจ่มใสดี...มีลมเย็นๆพัดผ่านช่องหน้าต่างเข้ามา...เดี๋ยวต้องออกไปรับเสียหน่อย

มีแมวมาฝากค่ะ

 

เขียนเมื่อ 

สวัสดีค่ะ

มีอยู่ในครอบครองเหมือนกัน  และ รวมเรื่องสั้น "สิ่งมีชีวิตเรียกว่าคน"

คำสอนท่านติชฯ  ทำให้คนเรียนรู้เกิดการตื่นและเบิกบาน  มีความรักโลกทั้งโลกนะคะ

เขียนเมื่อ 

สวัสดีค่ะ...

คิดให้สุขก็สุข คิดให้ทุกข์ก็ทุกข์

จะสุข จะทุกข์ ก็คงอยู่ที่ความคิดของเรา ใช่ไม๊ค๊ะ ??

 

 

เขียนเมื่อ 

อรุณสวัสดิ์ครับ พี่ หนูรี ;)...

แมวหาวกี่ทีครับพี่

ขอบคุณครับ ;)...

เขียนเมื่อ 

ขอบคุณมากครับ พี่ จันทน์รักษ์ ;)...

เขียนเมื่อ 

ใช่เลยครับ คุณ beach ;)...

ขอบคุณมากครับ

มิค่อยได้แวะเวียนเยี่ยมเยียนท่าน

เกรงว่าอ่าน...มิเข้าใจในเรียงถ้อย

ด้วยอิงจันทร์ อยู่ประสาครูป่าดอย

ต้นทุนน้อย ระยะห่าง สร้างกำแพง

กลัวกลัวกล้ากล้า...มาแบบเสี่ยง

อ่านร้อยเรียง  บันทึกนี้ มิแอบแฝง

เข้าใจง่าย ได้รสธรรม คำแสดง

มิปรุงแต่ง ให้ลำบาก ยากตีความ

ท่านจึงคือ ปาฏิหารย์ สะพานกล้า

ให้คนล้า เติมความเก่ง  ไม่เกร็งขาม

ขอแลกเปลี่ยน เรียนรู้บ้าง อาจบางยาม

เพื่อลดความ ต่างระดับ  นับก้าวเดิน

เรียนอาจารย์Ico48Wasawat Deemarn

           อิงจันทร์แสดงความคิดเห็นในบันทึกของสมาชิกที่เป็นนักวิชาการน้อยมากค่ะ ด้วยเหตุผลหลายประการ

           1) บันทึกของครูอิงส่วนมากไม่เป็นวิชาการ(ค่อนข้างจะบันเทิง ไร้สาระศาสตร์55555+) จึงมิค่อยมีสมาชิกที่เป็นนักวิชาการเข้าเยี่ยมเยียน

           2) ครูอิงเองรักษาระยะห่าง ด้วยคิดว่า ต้นทุนความรู้ของเราอาจไม่ถึง อ่านบันทึกไม่เข้าใจ โดยเฉพาะบันทึกที่เป็นภาษาต่างประเทศคำ  ภาษาไทยคำ (ก็เข้าใจหล่ะนะว่าเป็นภาษาวิชาการ เราบกพร่องเอง)

           3) บางครั้งทำใจกล้า ลองแสดงความคิดเห็น ปรากฏว่า เขาไม่ตอบ ฮือ...ฮือ เขาตอบคนอื่น พอถึงเราเขาหยุด ขึ้นบันทึกใหม่หนีเลย เป็นอย่างนี้หลายครั้ง ที่จริงแค่ตอบสั้น ๆ ว่า ขอบคุณค่ะ ขอบคุณครับ ก็พอใจแล้ว (เป็นคนที่ชอบติดตามการตอบความคิดเห็นเสมอ) ทำให้ไม่กล้าอีกเลย 

           4) นักวิชาการที่ครูอิงเข้าไปแสดงความคิดเห็นแล้วมีความสุขมาก ไม่รู้สึกถึงระยะห่าง คือ ท่านอาจารย์ "แผ่นดิน"  แต่ระยะหลังท่านไม่ค่อยได้เขียนบันทึก

  • เห็นอาจารย์เข้าไปแสดงความคิดเห็นที่พี่จันทน์รักษ์ แบบว่าดีมาก น่ารัก ครูอิงเลยขอมาทำความรู้จักอย่างเป็นทางการ โดยเข้าไปหน้าประวัติ ชอบมากค่ะ และคิดว่า ในระยะห่างที่ตัวเองตั้งไว้ คงสามารถลดลงได้  จึงกล้าที่จะก้าวเข้าหาค่ะ
  • เมื่ออ่านบันทึกของอาจารย์แล้ว ระยะห่างยิ่งลดลงเรื่อย ๆ
  • อาจารย์จึงคือ ปาฏิหารย์ หนึ่งในหลาย ๆ ปาฏิหารย์ ของอิงจันทร์  ขอบพระคุณค่ะ
เขียนเมื่อ 

สวัสดีค่ะ

มาตามคำตอบ  ตอบสั้นตอบยาวไม่ว่ากันค่ะ  แต่ชอลเม้นท์ของคุณอิงจันทร์มากค่ะ  พี่จันทน์รักษ์มีความเห็นเช่นเดียวกันค่ะ

พี่จันทน์รักชอบไปอ่านของนักวิชาการ  ไปดูว่าคนมีความรู้ระดับสูง เขาเขียนอะไรกันบ้าง  แต่ติดขัดระหว่างช่องว่างทางปัญญาหรือต้นทุนเดิมเหมือนกัน

ประการแรกอ่านไม่รู้เรื่อง  เพราะคำบัญญัติมากเกินไป  ก็ไม่กล้าเม้นท์  ไม่กล้าให้ดอกไม้  กลัวจะเป็นความต่างระดับ

มีหลายท่านชื่อบันทึกชวนอ่าน  อ่านเข้าใจ  เม้นท์บ้างเมื่อเห็นคนอื่นเม้นท์แล้ว   ส่วนมากก็ให้ดอกไม้ค่ะ

เดิมก็กล้า ๆ กลัว ๆ อาจารย์ค่ะ  ภายหลังได้รับความกรุณาไปให้โจทย์ ให้กำลังใจ  ช่องว่างอันเป็นเหล็กหนา ฝ้าทึบ ก็ลดลงมากแล้วค่ะ

มีนักวิชาการหลายท่านก็เอ็นดูมามอบดอกไม้ให้บ้ง และเม้นท์ทักทายบ้างก็มีค่ะ  ส่วนใหญ่ที่เคยเห็นหน้ากันนั่นเอง

ว๊าววววว  มากไปแล้ว

เขียนเมื่อ 

เรียน คุณครู อิงจันทร์ ณ กระท่อมอิงจันทร์ แห่ง What color do you like? ;)...

อยากตอบแบบนี้ครับว่า ...

๑. ผม ไม่มี ความเป็นนักวิชาการแต่อย่างใด เพราะรู้ตัวเองว่า เป็นคนเรียนหนังสือไม่เก่ง เพียงแต่ได้มีโอกาสทำงานอย่างที่ตัวเองได้เคยใฝ่ฝันไว้เท่านั้นครับ

๒. การเป็นคนที่เรียนหนังสือไม่เก่ง ทำให้เมื่อมาเป็นครู จึงเข้าใจนักเรียนที่เรียนไม่เก่งเหมือนตัวเองในอดีต เมื่อเข้าใจ เวลาสอนจึงรู้ว่า ควรจะต้องสอนอย่างไรให้เขาเข้าใจ ไม่ให้เหมือนที่เราเคยรู้สึก เรียกว่า ต้องไม่ให้ประวัติศาสตร์มันซ้ำรอยตัวเอง

๓. "นักวิชาการ" หลายคนไม่ได้มี "ความเป็นครู" เป็นแค่ "นักวิชาการ" ที่สังคมรู้ว่าเก่งกาจ ฉลาดเฉลียว แต่กลับไม่สามารถถ่ายทอดความรู้ที่ตนเองมีลงไปสู่สังคมรากหญ้าให้ความเข้าใจและนำไปใช้ได้ง่าย ๆ

๔. "นักวิชาการ" อวดฉลาด ซึ่งมีทั้งฉลาดจริง และฉลาดปลอม ไม่มีใครจะไปรู้เรื่องราวทุกเรื่องในโลกหรอก น้ำเต็มแก้วไปแล้ว ใคร ๆ ก็ไม่อยากคุยหรือคบค้าสมาคมด้วย

๕. คนที่เก่งที่สุด คือ คนที่ทำสิ่งที่ยากให้เป็นง่าย ครับ

๖. ขนาดพระธรรมคำสั่งสอนของพระพุทธเจ้า ผมยังชอบนักเขียนที่ท่านใช้คำอ่านง่าย ๆ มาสอนเรามากกว่าท่านที่ใช้ภาษาบาลี สันสกฤตที่ห่างจากเราเกินไป เพราะเราอยู่ในทางโลก ต้องการสิ่งที่เข้าใจง่ายไปปฏิบัติพัฒนาตน เช่น ท่าน ว.วชิรเมธี ท่านชุติปัญโญ ท่านธีรโสภณ ฯลฯ (นี่เป็นสไตล์ผม คนอื่นไม่ทราบครับ)

๗. ผมไม่ได้เป็น "นักวิชาการ" ผมเป็นแค่ "ครูธรรมดาที่เท้าติดดิน" คนหนึ่งที่มีความมุ่งมั่นจะสอนลูกศิษย์ให้เป็นคนดีเท่านั้น และเป็นคนดีมากกว่าเป็นคนเก่งด้วย

๘. ผมถือเรื่องของการให้เกียรติเป็นที่สุด เกียรติกินไม่ได้ แต่เท่ห์ เพราะการให้เกียรติผู้อื่นทุกชนชั้น เหมือนกับ การให้เกียรติตัวเอง ครับ

ดังนั้น ทั้งหมดทั้งมวลนี้ คุณครู อิงจันทร์ ณ กระท่อมอิงจันทร์ โปรดอย่าได้กังวลใจในเรื่องวิชาการอะไรนั้นกับผมเลย เพราะผมไม่มีอะไรเป็นวิชาการเลย

ขอบคุณที่เปิดใจครับ ชอบครับ ;)...

เขียนเมื่อ 

เรียน พี่ จันทน์รักษ์ ;)...

ผมคงได้สัมผัสตัวอักษรของผมบ้างแล้วว่า ผมเป็นคนเช่นไร ถึงจะไม่ใช่ทั้งหมด แต่พี่คงสัมผัสได้ เราถึงได้สามารถพูดคุยกันได้อย่างสม่ำเสมอ

ผมเชื่อเรื่อง "ความดีสวยงามเสมอ"

ผมเชื่อเรื่อง "การมีเหตุและมีผล"

ผมเชื่อเรื่อง "ใครทำกรรมสิ่งใด ย่อมได้รับอย่างนั้น"

นี่เป็นสังคมเสมือนที่เราต้องศึกษาซึ่งกันและกัน

พี่สามารถเลือกได้ว่า อยากคุยกับใคร หรือไม่คุยกับใครก็ได้

มันเป็นสิ่งที่เรียกว่า "จริต" ว่าตรงกันหรือไม่ตรงกันหรือไม่ครับ

เราจะไม่มองโลกในแง่ดีเกินไป หรือ แง่ร้ายเกินไป

แต่เราจะมองโลกตามความเป็นจริงที่สุด จะทำให้เราไม่ทุกข์ครับ

ขอบคุณมากครับ ;)...

แวะมาติดตามค่ะ

อ่านการตอบความคิดเห็นของอาจารย์ ทั้งจากในการตอบของอิงจันทร์ และในการตอบของพี่จันทน์ ทำให้ยิ่งรู้จักอาจารย์มากขึ้นค่ะ สรุปได้ว่า เรามี "จริต" เดียวกันค่ะ การมองโลกในแง่ลบก็ไม่ดี  การมองโลกในแง่บวก คิดบวกเสียทุกเรื่อง ก็ไม่อาจพัฒนาอะไรได้เลย ควรมองตามสภาพจริงดีกว่าค่ะ  ดี ก็บอกว่าดี เป็นการเสริมพลัง ไม่ดีก็บอกไม่ดี แต่ก็ต้องบอกว่าไม่ดีอย่างไร ถ้าจะแก้ไขให้ดีควรแก้ไขอย่างไร และต้องมีวิธีการบอก ก่อนบอกต้องรู้เขารู้เราก่อน เช่น การเรียนรู้ระหว่างครูอิงกับพี่จันทน์ ครูอิงศึกษาก่อนว่า พี่เค้าจะรับได้มั้ย  พอเค้ารับได้  ผลก็ออกมาแบบที่อาจารย์เห็นนั่นแหละค่ะ

ขอบพระคุณอาจารย์มากค่ะ  คำตอบของอาจารย์ถูกใจมาก  สร้างรอยยิ้มได้อย่างเต็มหน้าค่ะ

เขียนเมื่อ 

ยินดีและขอบพระคุณเช่นกันครับ พี่คุณครู อิงจันทร์ ณ กระท่อมอิงจันทร์ ;)...

เขียนเมื่อ 

ยินดีด้วยนะคะอ.โสดเหือ :) กับปาฏิหาริย์แรก

สม้ยอยู่เชิงดอย คุณย่ารหัสเคยบอกว่า แค่ได้กลิ่นหอมแดดอ่อนๆ ฤดูร้อน กลิ่นดินหญ้าฤดูฝน และดอกไม้บานฤดูหนาว ทุกๆวันก็เป็นความสุขแล้ว

ขอให้สองปีกแห่งฝัน ทะยานสู่เป้าหมายดั่งตั้งใจค่ะ

เขียนเมื่อ 

ขอบคุณมากนะครับ คุณ Poo  ;)...

ปาฏิหาริย์แห่งการสร้างรอยยิ้มและเสียงหัวเราะของเด็ก ๆ เหล่าลูกศิษย์ของคุณครูเสือ ;)...

เขียนเมื่อ 

เอ แน่ใจนะคะว่าปาฏิหาริย์ นัยยะนั้น ๕ ๕ ๕ :)

เขียนเมื่อ 

แหม ... มีแทะนะครับ คุณ Poo  555