ทางออกอย่างใหม่ของผมคือ…ผมไม่ต้องกลับบ้านก็ได้  แต่ทำทุกที่ให้เป็นบ้านและผู้คนทั้งหลายก็เสมือนเป็นญาติมิตรพี่น้องของเราเสียเลย

 

 

 

 http://gotoknow.org/blog/speakout/433321

 

คำพูดประโยคนี้…..ใช่ว่าจะพูดออกมาอย่างชัดถ้อยชัดคำ ได้ทุกผู้ทุกนามคน  หากภายใต้บริบทของตัวผู้พูดเอง มิได้มีจิตวิญญาณที่เอื้อต่อการเป็นจิตสาธารณะและความเอื้ออารี

 

 

ชี้ให้เห็นว่า……สังคมรอบกาย  สิ่งแวดล้อมรอบตัว ผู้คนที่อยู่ร่วมกันนั้น  คือบ้านหลังใหญ่.. บ้านที่ใหญ่พอสำหรับใครก็ตามที่สามารถปฏิสัมพันธ์เกื้อกูลผูกมิตรไมตรี ระหว่างกันได้

 

 

อาจารย์วิรัตน์ …ท่านเคยเดินร้องไห้ เมื่อครั้งวัยเด็ก อย่างไม่อายใคร คราวที่จากบ้านเกิดเพื่อไปเรียนต่อ ณ สถานที่ที่ไกลออกไป  เหตุเพราะ ท่านคิดในวัยเด็กของท่านว่า  “การพลัดพรากจากลาคนและสิ่งที่เป็นความผูกพัน เป็นความทุกข์และความเศร้าใจ”  และท่านก็ไม่ได้คิด เช่นนั้นคนเดียว มีพวกน้า ๆ และญาติพี่น้องของท่าน ก็คิดและแสดงออกถึงความผูกพันเช่นนั้นเหมือนกัน  ด้วยการแอบร้องไห้น้ำตาไหล คราวที่อาจารย์พร้อมพี่ชายเดินก้าวออกจากบ้านไปตามคันนา

 

 

 http://gotoknow.org/blog/wirat-kamsrichan/303065

 

สิ่งนี้ทำให้ผู้เขียนคิดและตระหนักถึงธรรมชาติแห่งตัวตนที่ติดตัวอาจารย์วิรัตน์มาตลอด   จากการได้เห็นแม่และพ่อ ปฏิบัติตัวต่อครอบครัว และชุมชนที่อาศัยอยู่ ด้วยวิถีและการครองตัวที่เป็นต้นแบบ(Idol) เป็นการซึมซับทางจิตวิญญาณที่เรียบง่าย แต่ทว่ายั่งยืนเหลือเกิน

 

 

เหตุใด!...  เราเองถึงจะทำเช่นนี้ด้วยไม่ได้ละ …เพียงแค่เราเปิดใจรับ ให้โอกาสแก่ตัวเอง  ผ่องถ่ายความคิดและวิธีปฏิบัติลงแก้วใบที่พร่องน้ำ  เติมพลังแห่งชีวิต และสร้างบริบทร่วมกัน   เพราะนี่คือ…วิถีของการกลับบ้านสู่ครรภ์มารดาอันยิ่งใหญ่

 


 

ขอขอบคุณ… หนังสือดีเล่มหนึ่งที่ได้อ่านในชีวิตนี้…ดังลมหายใจ   เขียนโดย .. อาจารย์ ดร.วิรัตน์  คำศรีจันทร์