การเลี้ยงลูกเป็นทั้งศาสตร์และศิลป์อย่าคิดว่าง่าย

ขอคุยเรื่องของเด็กๆตามประสาครู

            เด็กๆทั้งหลายได้หยุดค่อนข้างยาวนานนะตั้งแต่เดือนมีนาคม-พฤษภาคม  ซึ่งโรงเรียนส่วนใหญ่เมื่อสอบปลายภาคเสร็จประมาณต้นเดือนมีนาคม  เด็กๆก็เสร็จภาระกิจแล้ว  ต่อไปก็เป็นเรื่องของคุณครูที่ต้องทำคะแนน ส่งผลคะแนน  และต้องเตรียมทำแบบทดสอบใหม่ให้เด็กๆสอบซ่อมครั้งที่ 1  และครั้งที่ 2 ชีวิตครูก็คงต้องวนเวียนอยู่เช่นนี้  ในส่วนของฝ่ายวิชาการนอกเหนือจากดูแลเด็กเก่าแล้วต้องดูแลเรื่องการรับเด็กใหม่   ปีนี้การรับนักเรียนใหม่ของสพฐ.ต้องทำอย่าง โปร่งใสตามนโยบายรัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการท่านชินวรณ์  ที่ท่านออกมาประกาศนโยบายอย่างชัดแจ้ง  ซึ่งโรงเรียนที่ดิฉันสังกัดอยู่ความจริงที่ผ่านมาเราก็ทำอย่างโปร่งใสมาตลอด  การรับเงินจากผู้ปกครองแทบจะไม่มี  มีรับบ้างกรณีบริจาคโดยสมัครใจก็ตามฐานะและก็ให้ตอนมีกิจกรรมระดมทรัพย์ช่วยโรงเรียนเท่านั้น  ทำแบบนี้มานานโรงเรียนจึงไม่เคยมีปัญหากับชุมชนเพราะทุกอย่างที่เราทำสามารถตรวจสอบได้  และการดำเนินงานเราทำในรูปคณะกรรมการและผ่านการเห็นชอบของคณะกรรมการบริหารโรงเรียน

           การรับนักเรียนใหม่ปีนี้เด็กลดจำนวนลงมาก  ที่โรงเรียนไม่เต็มจำนวนจึงต้องรับการเกลี่ยมาจากโรงเรียนดังที่อยู่ในเขตพื้นที่การศึกษาเดียวกัน  และที่พบข้อดีคือวันที่  8  เมษายน ปิดจบเรียบร้อยไม่ต้องยืดเยื้อ  เด็กๆทุกคนทที่มาสมัครเรียนที่เราๆดูแลได้ทั้งหมดทำให้สมบายใจในการทำงาน  แต่ก็มีสิ่งที่พบว่าประชากรเด็กลดลงเพราะเด็กมาจับฉลากไม่ครบตามจำนวน หรือโรงเรียนจะได้รับความนิยมลลดลงก็ไน่ใจนะคงต้องดูกันต่อไปวันเวลาในการพัฒนาโรงเรียนมีอีกยาวนาน ในฐานะครูอาวุโสได้แต่บอกครูรุ่นน้องๆว่าไม่เป็นไรถ้าหากเราทำโรงเรียนของเราห้เป็นโรงเรียนที่เนด้านคุณธรรมแล้ว  ไม่ต้องไปแข่งขันกับใครปากต่อปากถ้าเด็กของเราดีมีหรือจะไม่ได้รับการชื่นชม   เพราะเดกประสบความสำเร็จไม่ได้หมายความว่าเด็กต้องเข้ามหาวิทยาลัยได้ทั้งหมด  คุณภาพของเด็กที่ออกไปจากเราต่างหากเป็นตัวมาตรฐานคุณภาพ  ดังนั้นครูจะต้องพัฒนาตัวเองและเตรียมการด้วยว่าจะพัฒนาเด็กๆอย่างไรให้เป็นคนดีในกระแสสังคมที่เอารัดเอาเปรียบกนมากมายและเป็นสังคมที่มือใครยาวสาวได้สาวเอา   ข้อนี้ต่างหากที่น่าคิดเป็นโจทย์ที่ครูรุ่นใหม่ต้องใคร่ครวญเพื่อการทำงานให้คุ้มกับค่าของเงินเดือนที่รัฐจัดให้ครูอย่างมากมายไม่ด้อยกว่าอาชีพอื่นๆ

           ตั้งใจจะเขียนเล่นๆเรื่องเด็กกลับวกมาเรื่องของคุณครูจนได้    ซึ่งว่าไปแล้วเรื่องของเด็กและครูจะสัมพันธ์กันอย่างแทบจะแยกจากกันไม่ออกด้วยซ้ำไปจึงขอบ่นหน่อยนะในฐานะครูเก่า(แก่)นะคะ  เรื่องที่อยากเขียนคือเรื่องของเด็กๆตอนปิดภาคเรียน  เห็นพ่อแม่หลายๆคนพยายามให้ลูกๆเรียนพิเศษก็อยากจะให้ข้อคิดบ้าง  การเรียนพิเศษดีอยู่นะทำให้เด็กๆได้ใช้เวลาว่างให้เกิดประโยชน์กับตนเอง และพ่อแม่ก็มีเวลาไม่ต้องวุ่นวายกับลูกๆ  แต่ต้องใช้ดุลยพินิจบ้างอย่าให้เรียนตะพึดจนเด็กเบื่อการเรียน    ให้เขาได้ผ่อนคลายบ้าง   พาไปพักผ่อนหย่อนใจบ้าง  และที่สำคัญพ่อแม่องทำตัวเป็นเพื่อนลูกๆได้  บางคนให้คอมพิวเตอร์เป็นเพื่อนลูก  หรือทีวีเป็นเพื่อนลูกท้ายที่สุดจะห่างเหินกันไปคุยกับลูกไม่รู้เรื่อง  สำหรับเด็กๆเป็นเรื่องละเอียดอ่อนมากๆอย่าดว่าเขาโตแล้ว  เขามีเพื่อนแล้วเขาไม่ต้องการเรา  ซึ่งความเป็นจริงพ่อแม่ยังมีความสำคัญที่สุดสำหรับเขา  อยากเหินห่างจทายที่สุดจะคุยกับลูกสักครั้งลูกไม่คุยด้วย...ตัวอย่างมีอยู่มากมาย...ที่สำคัญในบริบทของแต่ละคนก็ต่างกัน..ดังนั้นลูกของเราเราต้องเข้าใจ..อย่าใช้คำเปรียบเทียบลูกคนนั้นเขาดี..ลูกของเราไม่ดี..เมื่อคุณคิดเช่นนั้น..ช่องว่างได้เกิดขึ้นแล้ว..เมื่อความเม่เข้าใจเกิดขึ้นคุณจะเรียกคืนนั้นแสนยาก

           การเลี้ยงลูกเป็นทั้งศาสตร์และศิลป์อย่าคิดว่าง่าย คนทั้งคนเราจะปั้นเขาอย่างไรให้เขาประสบความสำเร็จคนเป็นพ่อและแม่ต้องทุ่มเททั้งแรงกายและแรงใจรวมทั้งทุ่มทุนทรัพย์ด้วยโอกาสแห่งความสำเร็จอย่าคิดนะว่าเป็นเพราะเด็กเพียงฝ่ายเดียว...คนที่อยู่เบื้องหลังความสำเร็จของเขามีมากมาย....ที่สำคัญเมื่อลูกมีปัญหาพ่อแม่ต้องช่วยกันอย่าวตีโพยตีพาย..อย่ามัวทะเลาะกล่าวโทษซึ่งกันและกัน...ทุกอย่างมีทางแก้ไข..หากเราทำดีที่สุดแล้ว..โอกาสพลาดพลั้งย่อมมีน้อยลง....ใครจะเล่าประสบการณ์เรื่องการเลี้ยงลูก..รวมทั้งการช่วยเหลือเด็กๆในฐานะครู..เชิญนะคะยินดีแลกเปลี่ยนประสบการณ์