The Circle of Warriors
เมื่อวันที่ 20 มีนาคม เกือบเดือนหนึ่งมาแล้ว ทาง gotoknow ได้จัดมินิมหกรรมกระบวนกรขึ้น เชิญ bloggers ที่ว่างมาพบปะสังสรรค์กัน ณ สถานสัปปายะคืออาศรมพี่เต็มศักดิ์นี่เอง เป็นเคหะสถานที่เพียบพร้อมปัจจัยต่างๆในการล้อมวงสนทนาอย่างยิ่ง ใครต่อใครเขาเขียนกันไปหมดแล้ว แต่ผมเป็นสิงห์ปืนฝืด ชอบของดองของหมักของตกผลึก เลยเป็นครรภ์หินคลอดหลังสุด
ท่านผู้สนใจอ่านประกอบได้ที่
สิบสามอรหันต์มนุษย์ทองคำ โกทูโนว์ ของท่านวอญ่า
เก็บตกจากเวที "ประสบการณ์ facilitators" ของอาจารย์แผ่นดิน
"เก็บตกจากเวที "ประสบการณ์ Facilitators" (อีกรอบ)" ตอนสอง
๘๓ เวทีแลกเปลี่ยนเรียนรู้บล๊อกเกอร์ GotoKnow: พลังการเรียนรู้จากหัวใจและปลายนิ้ว ของท่านอาจารย์วิรัตน์ คำศรีจันทร์
ของอาจารย์ JJ อีกสองสามบันทึก
น่าสนใจที่กระบวนการเรียนรู้ลงภาคปฏิบัติที่ได้ทำในหลากหลายบริบท รวมถึงการถูก "นำมาเล่า" ซึ่งเป็นหัวใจของ blog ที่บรรดา bloggers ทั้งหลายมาอาศัยสิงสู่ (ฟังดูเป็นที่อยู่ของสัมภเวสีอย่างไรชอบกลแฮะ) แล้วก็ไม่ยอมไปไหน เพราะเสน่ห์ เพราะการยอมรับและถูกยอมรับ และคุณูปการที่ได้มาจากการที่มาเป็นส่วนหนึ่งของชุมชนออนไลน์แห่งนี้
ขอบคุณน้องเอก จตุพร และอาจารย์จันทวรรณ อาจารย์ธวัชชัย และพี่น้อง GotoKnow ที่เกิดคิดจัดกิจกรรมนี้ขึ้นมา เราเลยได้มีโอกาสพบปะสนทนา bloggers ที่บางท่านได้ยินแต่ชื่อ อ่านแต่สำนวน มาเป็นพบปะตัวจริงเสียงจริง (ภาษา GotoKnow ชอบเรียกว่า "เจอตัวเป็นๆ" (ฟังดูหวาดระแวงว่าที่เขียนมาใน blog อาจจะเป็นโปรแกรมหรืออย่างไรหนอ))
ณ งานนี้มีหลายคนที่ใช้กระบวนการ กระบวนกร ในการเรียนรู้ที่ผมเคยพบปะ อาทิ อ.ธวัช จากสคส. ก็เคยเจอในงานอบรม outcome mapping ที่ผมนำมาเขียนลง blog ได้ถึง 22 บทกว่าจะจบ ทราบว่าอาจารย์ธวัชจัดกระบวนการเรียนรู้ต่อเนื่องมาตลอด ที่เหลือเป็นชาว bloggers ที่จากงานเขียนของท่าน ล้วนเป็นการ "ตกผลึก" วิธีการจัดประสบการณ์การเรียนรู้ทั้งสิ้น น้องเอกบอกว่างานนี้จะออกมาเป็นหนังสือหนึ่งเล่ม ผมยังนึกในใจว่า น่าจะอย่างน้อย 11 เล่มตามจำนวนผู้ที่มาเข้าร่วมก็ยังได้ แต่ละท่านมีเรื่องราวในมิติการทำงานคนละสาขา คนละวิชา แต่สามารถนำมาร้อยเรียงด้วยกันได้อย่างน่ามหัศจรรย์
เรื่องเล่าทรงพลัง เกิดพลังพวยพุ่งไปทั้งห้อง!!!
อาจารย์วิรัตน์ กับเรื่องราว (ลึกซึ้งมาก!)
เรื่องเล่าที่ได้มาจากภาคปฏิบัติ ยิ่งถูกนำมาร้อยเรียงด้วยสำนวน bloggers อย่างเช่นท่านอาจารย์วิรัตน์ คำศรีจันทร์ ยิ่งน่าฟัง น่าคิด น่าใคร่ครวญ เรื่องราวของท่านเริ่มด้วย "การเห็น" ที่ชัดเจนว่าท่านเป็นใคร มาจากไหน หลังจากนั้นก็กลับกลายเป็นความใฝ่ฝันในชีวิตที่จะทำให้ "ชัด" ด้วย "การรู้สึก" ให้ชัดเจน (ภาพวาดประกอบพื้นที่ของอาจารย์ เป็นผลงาน "ประวัติศาสตร์" ได้สบายๆ ด้วยการบันทึกความทรงจำ ความงามของชุมชนเอาไว้) หลังจากนั้นก็พัฒนาเป็น models ในการทำงานที่จับต้องได้ เอา unit เล็กๆเป็นตัวแทน concept แต่สำแดงออกด้วยพลังและความชัดเจนของการเป็นองค์รวม
ผมรู้สึกเหมือน Otto Scharmer มาบรรยาย Seeing, Sensing and Presensing ด้วยภาคภาษาไทยเลยทีเดียว
ใครใคร่ฟังฟัง ใครใคร่จดจด
ผมอยากจะขอตกผลึกสองมุมในบันทึกนี้ คือเรื่องวิทยากรกระบวนการ (facilitators) กับเรื่อง blogging หรือการบันทึกเพื่อ share เรื่องราว
กระบวนกร (Facilitator)
Facilitate คือการทำให้ง่าย (ขึ้น) เท่านั้นเอง คนที่เป็น facilitator ก็คือผู้เอื้ออำนวยกระบวนการที่จะนำไปสู่สิ่งที่ต้องการ ในที่นี้ส่วนใหญ่คือการเรียนรู้ในมิติต่างๆ แต่คนเราสามารถ facilitate อะไรต่อมิอะไรได้เยอะ เช่นการทำกับข้่าว การเดินทางไปไหนมาไหน การค้นหาอะไรต่อมิอะไร ถ้าเราช่วยทำให้ง่ายขึ้น ก็เป็นการ facilitate ไปโดยอัตโนมัติ
คนจึงไม่ควรสับสนการเป็น facilitators กับการเป็นวิทยากร เพราะวิทยากรเป็นผู้ "ให้ความรู้" โดยตรง ของไหลจากมากไปน้อย จากที่สูงไปหาที่ต่ำ วิทยากรนั้นเป็นผู้มีความรู้ (บางเรื่อง) มากกว่าผู้ฟัง จึงมาพูดให้ฟัง มาพูดให้รู้ ถ้าเชิญมาแล้วบางทีวิทยากรกลับได้ความรู้กลับไป อันนั้นก็ไม่ใช่การบรรยาย แต่เป็นการแลกเปลี่ยนความรู้แทน
กระบวนกรจึงไม่จำเป็นต้องอลังการไปด้วยความรู้ แต่ต้องอลังการไปด้วย "วิธีการเรียนรู้" แทน มีความสนุกกับการ "คลุกวงใน" แต่ก็สามารถที่ถอยกลับมาดูวงกว้างเป็นระยะๆเพื่อประเมินว่า "มันไปตามที่ควรจะเป็นหรือไม่" วิธีทำมีหลากหลาย อาจารย์พนัส (แผ่นดิน) เป็นผู้หนึ่งที่ทำกระบวนการเรียนรู้กับนักศึกษาเยอะมาก และอาจารย์ก็สอน (ฝึก) คนให้เป็นกระบวนกรอีกด้วย กระบวนกรจะต้องมีความสามารถและทักษะในการ "สร้างพื้นที่เรียนรู้" นี่เป็น minimal standard
พื้นที่เรียนรู้ ต้องเป็นพื้นที่อันอุดม
ทุกท่านที่มาคราวนี้ มีการสร้าง "พื้นที่เรียนรู้" ที่หลากหลาย แล้วแต่ว่าจะ "เรียนอะไร" หลายๆท่านจะเน้นเรื่อง "บริบทที่เอื้อต่อการเรียน" ไม่เพียงเฉพาะแต่เนื้อหาที่จะเตรียม แต่บรรยากาศก็สำคัญเอาเรื่องเหมือนกัน เช่น จะดูภาพยนต์ ดู clips ฟังเพลง อันนี้อุปกรณ์โสตทัศนะก็สำคัญมากขึ้นอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ รวมทั้งพื้นที่การสะท้อน การแสดงออก การแสดงความเห็นหลังชม หรือบางทีพื้นที่เรียนรู้ต้องไปคลุกในบริบทจริง เช่น การออกชุมชน การไปดู ไปสัมผัสชีวิตของชาวนา ชาวชนบท ชาวสวน เพื่อ "การเห็น" ที่ชัดเจน แทนที่จะนั่งใช้จินตนาการจนหินปูนจับข้อ ก็ออกไปยืดเส้นสาย จับดิน จับจอบ จับตัวคนไข้ ฟังเสียงร้่ำไห้ เสียงจิ้งหรีด เสียงหีบอ้อย เสียงหูกจริงๆมันจึงจะได้เรียน
ศีล หรือ วัตร ของกระบวนกรก็มีความสำคัญ นั่นคือ กระบวนกรจะต้อง "เชื่อ" ในบางสิ่งบางอย่างมาก่อนอย่างแท่้จริง รวมไปถึง "เจตคติ" ในการจัดกระบวนการ ของแบบนี้จะ fake ไม่ได้ เพราะจิตมันจะไม่แข็งแกร่งพอ จากการฟังในการแลกเปลี่ยน กระบวนกรทุกคนมี conviction ในสิ่งที่ตนเองกระทำ เรื่องนี้เป็นต้นทุนที่สำคัญมากๆ และเป็นเหตุผลว่าบางทีเราไม่สามารถจะ copy กระบวนการแบบหนึ่งไปใช้เองได้ถนัดถนี่ หรือไม่ก็ไม่ work อย่างต้นฉบับ เพราะเรายังไม่มีอะไรที่ทำให้เรา "เชื่อ" ในกระบวนการนั้นๆมาก่อน แรงผลักดันในการทำมันจะน้อย หรือไม่แน่ใจ หรือยิ่งถ้าไม่เชื่อยิ่งไปกันใหญ่ สิ่งที่แต่ละท่าน "เลือก" มาใช้จึงไม่ใช่เรื่องบังเอิญ หากแต่มีที่มา มีเรื่องเล่ามาเป็นแรงผลักดันมาก่อนทั้งสิ้่น
ผมคิดว่าการทำกระบวนกร หรือเป็นวิทยากรกระบวนการนั้นเหมือนการทำยุทธหัตถี
นั่นคือเวลาอยู่บนหลังช้าง เราไม่สามารถจะขึ้น จะลงได้สะดวก มันต้องรบบนนั้นแหละ ฉะนั้นเราไม่เคยเห็นคนขึ้นรบบนหลังช้างโดยมีอาวุธชิ้นเดียวฉันใด เราจะทำกระบวนการเรียนรู้ เราพึงเอาทุกอย่างที่เรามีไปให้หมด และบางที เรายังต้องสามารถ customize หรือดัดแปลงใช้สิ่งที่เรามีนอกจากรูปแบบเดิมๆของมันให้ได้อีกด้วย ก่อนที่จะเจอกับ participants หรือผู้เข้าร่วม เราแทบจะบอกไม่ได้เลยว่าจะต้องใช้/ไม่ใช้อะไรบ้าง
สุดท้ายอาวุธทั้งหมดใช้ไม่ได้ ก็เหลือแต่หมัดฝ่ามือคชสาร ก็ต้องใช้ให้ได้!!
ในประสบการณ์ของผมเอง เคยทำทั้งแบบที่มี learning objectives set ไว้ชัดเจนว่าตอนจบต้องได้อะไร กับทำแบบที่ "เรียนทุกอย่างที่ผุดกำเนิดขึ้นตรงหน้า" ก็จะมีการเตรียมตัวที่แตกต่างกัน
แบบแรก สำหรับผมจะเครียดเล็กน้อย และสนุกน้อยกว่า แต่กระบวนการชัดเจนกว่า เป็น objective-oriented เตรียมตัวง่ายกว่า ขอบเขตชัด แต่ที่ผมไม่ชอบเพราะ "เสียดาย!! ครับ"
เสียดายของดีๆหลายๆอย่างที่หายหกตกหล่น เพราะเผอิญมันไม่ใช่วัตถุประสงค์หลัก ซึ่งบางทีผมว่ามันสวยงามกว่าเสียด้วยซ้ำ
แบบที่สองอาจจะยากกว่า แต่ตื่นเต้นกว่า และพยากรณ์ยากกว่า แต่คนที่ไม่ได้ชอบกระบวนการจริงๆอาจจะไม่ชอบ และข้อสำคัญ สิ่งที่ได้นั้น บางทีต้องกลับไปตกผลึกอีกนานกว่าจะออก และมักจะเขียนเป็นรายงานออกมายาก หรือเขียนไม่ได้
ย่ิงไปกว่านั้นคือ ถ้าเป็นแบบที่สอง จะทำให้กระบวนกรสนุกและตื่นตัวเพราะความสนุกมากกว่า เพราะเราจะมองหา "เพชรส้มหล่น" ที่เกิดขึ้นตลอดเวลา ไม่มีครั้งไหนที่จะ routine ไม่มีครั้งไหนที่จะจำเจ เพราะคนมาร่วมเปลี่ยน เราเปลี่ยน เวลาเปลี่ยน สถานที่เปลี่ยน ไม่มีทางที่จะเกิดอะไรเหมือนๆเดิม
เรื่องนี้พี่โอ๋จะทำได้ธรรมชาติ และเป็น "ผู้เอื้อ" โดยธรรมชาติจริงๆ ผมอยากจะเรียกว่าเป็น "ผู้เห็นความงามในการเรียนรู้โดยธรรมชาติ" โดยแท้ ด้วยการ "ยอน" (ภาษาใต้ แปลทำนองว่า "หยอด แยง ให้คันเพื่อให้รู้ ให้เรียน ให้ทำต่อ!!!") กระบวนกรต้องเป็นนักยอนที่เนียน หลายๆคนที่มา ก็เป็นนักยอนระดับยอดมะพร้าวทั้งสิ้น อาจารย์พนัส อาจารย์ทวีสิน หรือวอญ่า เป็นผู้มีคลังภาษาเป็นอาวุธชนิดช้างที่ทำยุทธหัตถีก็คงจะหลังแอ้เหมือนกันเวลาแบกไปหมด ทีจะ "ยอน" คนเรียนได้เนียนๆ ของอาจารย์พนัสก็จะมาแบบลึก ไป satori อีกสามวันให้หลังในฝัน ของอาจารย์วอญ่านั้น คนได้จะได้ตอนหัวเราะสุดแล้ว กว่าจะสำนึกว่าได้เรียนอะไรไปขนาดหนัก
การ Sharing ใน Blog
ไม่ใช่ทุกสิ่งทุกอย่างที่เราทำจะสามารถเขียนได้ แต่สิ่งหนึ่งที่บรรดากระบวนกรที่มาในครั้งนี้กระทำได้หรือการ share เรื่องราวออกมาให้บุคคลอื่นๆฟังได้อีกทอดหนึ่ง นอกเหนือจากผู้ที่เข้าร่วมกระบวนการโดยตรง


พวกเราต่างก็มีสำบัดสำนวนที่ไม่เหมือนกัน อาจจะยากในการวิเคราะห์ว่าเราทำ "อย่างไร" แต่ผมเชื่อเหลือเกินว่าจุดร่วมของทุกคนคือ Passion ในสิ่งที่เขียน
Passion อาจจะเรียกเป็นความหลงใหล เคลิบเคลิ้มในชีวิตของตนเองขณะที่ความทรงจำส่วนนั้น ถูกเรียกมา review เรียบเรียง และถอดออกเป็นถ้อยความ หารูปประกอบ สำเนียง เสียง คำ ที่ได้ยิน หลังจากเข้าไปซุกซ่อนอยู่ในตัวตนอยู่พักหนึ่ง ได้ออกมาชมโลกอีกคราด้วยความอยากจะแบ่ง อยากจะแจก อยากจะจ่าย อยากจะให้
การเขียนอาจจะดูยาก ถ้าถูกบังคับ ขืนใจ แต่ยากจะบอกเหมือนกันว่า ขอให้รักในชีวิตของเรา การเขียนจะไม่ยาก มันจะหลั่งไหลออกมาเอง ยิ่งเรารักในสิ่งที่เราทำ เราเป็น เรามี เท่าไร การระบายออกมายิ่งง่าย ยิ่งไหลลื่นเท่านั้น
งานพบปะกันครั้งนี้ ผมได้ไปเต็มๆ ด้วยสังฆะ ด้วยความรู้ ด้วยทักษะที่ได้ทั้งขโมย บางอย่างก็ขมายมาเอาดื้อๆ มีอีกเมื่อไรก็จะไปอีกเมื่อนั้น (ถ้าไปได้)
อาจารย์ครับ...
ยอมรับว่าตื่นเต้นมากครับ ที่เริ่มอ่านทุกตัวอักษร เเม้นระหว่างช่องไฟ ยังตื่นเต้นว่า อาจารย์จะเขียนความคิดอะไรต่อ (ขนาดนั้นเลยทีเดียว)
ปฏิปทาหนึ่งของ ทาง gotoknow ผมมองเห็นถึงความหวังดีต่อสังคม ดังนั้นเมื่อเราผสานความคิดที่ดี เรื่องราวดีๆเกิดขึ้นไม่ยาก เเละ พื้นที่ที่ดี (อาศรม อ.เต็ม) ก็รองรับกัลยาณมิตรที่เดินทางอย่างอบอุ่น
ขอบคุณอาจารย์มากครับ ที่เป็นครูให้ผม ผมสังเกตอาจารย์ทั้ง อวัจน-วัจน เพื่อเติมเต็มในสิ่งที่ตนเองฉงน สงสัย...เเละเห็นขอบฟ้ารำไร ในที่สุดผมก็เห็นเเสงสีทองของจริง
คาราวะครูครับ
555 แม้แต่ช่องไฟก็อ่าน คุ้มจริงๆนิ
เราต่างเป็นครูให้กันและกันครับ เอก ไม่มีครั้งไหนที่เราได้แต่ให้โดยไม่ได้รับ ความงามของงานกระบวนกรที่ห้ามพลาดอีกประการคือ การ"เห็น" การให้และรับตลอดงาน อย่าไปติดแค่เนื้อหาความรู้ มองหาและให้เห็นความรัก ความรู้สึกขอบคุณ ที่เกิดขึ้นจากการให้/รับ เล่า/ฟัง หัวเราะด้วยกัน ร่ำไห้ด้วยกัน นี่คือสิ่งที่ workshop จะให้ แตกต่างไปจากการจัดบรรยาย
ขอบคุณครับปม ที่เอามาแลกเปลี่ยนให้เด็กน้อยได้อ่านอีก มีความงดงามและสดสวยอยู่ในกลิ่นกรุ่นของคำเขียน (ไม่รู้จะอธิบายอย่างไร) แต่ก็ได้ข้อคิดอีกหลายอย่าง และก็กลับมาถามตัวเองอีกครั้งครับ
หนูก็คนหนึ่งที่รักการเขียนแต่ก็อย่างที่อาจารย์บอก..
บางเรื่องอธิบายเป็นคำพูดหรือข้อความไม่ได้...
มันมีข้อจำกัดของอาชีพ..และภาระหน้าที่ของเราเอง
ขอบคุณที่เป็นแสงเทียนให้คนรุ่นหลังๆ
ระลึกถึงอาจารย์เสมอ.......สาวกคันฉ่องนกไฟ