สทศ. ได้ประกาศผลสอบแบบทดสอบทางการศึกษาแห่งชาติขั้นพื้นฐาน (O-NET) ระดับชั้น ม.6 ประจำปีการศึกษา 2553 และรายงานค่าสถิติพื้นฐานทั่วประเทศ สำหรับค่าเฉลี่ย O-NET ม.6 ทั้ง 8 วิชา แต่ละวิชามีคะแนนเต็ม 100 คะแนน โดยมีผู้เข้าสอบทั่วประเทศประมาณ 3.5 แสนคน ซึ่งมีค่าเฉลี่ยดังนี้ ภาษาไทย คะแนนเฉลี่ยทั่วประเทศ 42.61, สังคมศึกษา เฉลี่ย 46.51, ภาษาอังกฤษ เฉลี่ย 19.22 , คณิตศาสตร์ เฉลี่ย 14.99, วิทยาศาสตร์ เฉลี่ย 30.90, สุขศึกษาและพลศึกษา เฉลี่ย 62.86, ศิลปะ เฉลี่ย 32.62 , การงานอาชีพและเทคโนโลยี เฉลี่ย 43.69
ในมุมมองของครูผู้สอนที่ได้มีการเตรียมการสอน ปรับเปลี่ยนวิธีการเรียนและการสอนให้สอดคล้องกับผู้เรียนแต่ละปี คิดว่าตนเองได้ทำหน้าที่ในภาระของตนเองอย่างเต็มที่ ที่จะต้องเพิ่มเติมคือ ทำอย่างไรให้เด็กรักและใฝ่เรียนรู้ที่เกิดจากการจากความอยากรู้อยากเห็น ไม่ใช่เรียนรู้เพียงแค่ผลการประเมิน
ในด้านคุณภาพเด็กปัญหาที่ตนเองพบในห้องเรียนวิชาเคมีคือ นักเรียนส่วนหนึ่งมีปัญหาการอ่าน จะอ่านและจับประเด็นคำถามไม่ได้ และสื่อสารความคิดตนเองในรูปการเขียนไม่ได้ ซึ่งการอ่านคือพื้นฐานของการเรียนรู้ และที่มากไปกว่านั้นคือทักษะการฟังปีการศึกษาที่ผ่านมาพบว่า มีนักเรียนกลุ่มหนึ่งที่ตนเองสอนมีปัญหาในการฟังในว่าจะฟังเชิงวิชาการ หรือการฟังการให้คำปรึกษาของครูที่ปรึกษา แต่ก็ได้สะท้อนปัญหานี้ให้เด็กกลุ่มนี้รับทราบว่า ลองวิเคราะห์ตนเองว่าเป็นอย่างที่ครูให้ข้อมูลหรือเปล่า
ดังนั้นวิธีการแก้ปัญหาเรื่องผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนเราต้องรณรงค์ให้เด็กรักการอ่าน ตลอดจนผ่านกระบวนการคิด วิเคราะห์ เน้น สุ จิ ปุ ลิ ตามหลักของนักปราชญ์ทั่วไป การใช้เทคโนโลยีในห้องเรียนมากเกินไปในมุมมองตนเองคิดว่า ไม่ดี เพราะเด็กจะขาดทักษะการเขียน ขาดทักษะการอ่าน และทำให้เขากลายเป็นคนขาดสมาธิ หรือมีสมาธิสั้นลง เราคงต้องช่วยกันคำว่า "เรา" ในที่นี่
1. ผู้บริหารการศึกษา หรือสมัยตอนครูนกเด็กๆ เรียกว่า "ครูใหญ่" ในส่วนตัวชอบประโยคหลังค่ะเปรียบเสมือนครูที่มีประสบการณ์สูง ครูที่เป็นที่พึ่งทางใจ และทางกายของครูน้อยๆ ได้ และยังคงเข้าใจบทบาทภาระหน้าที่ของครูเพราะเป็นครูด้วยกัน สิ่งที่ผู้บริหารทางการศึกษาต้องลงมาช่วยคือ การวางระบบการจัดการศึกษาในโรงเรียนที่มีรากฐานมั่นคงไม่เปลี่ยนแปลงไปตามความคิดหรือกระแสนิยมของผู้ที่มีอิทธิพลแต่อาจจะอยู่ในวงการศึกษาไม่นาน เมื่อวางระบบต้องสร้างเครื่องมือเอื้ออำนวย ตรวจติดตามและประเมินคุณภาพครู คุณภาพเด็ก และประสิทธิภาพของระบบงาน ที่กล่าวว่าก็ไม่ใช่งานน้อยๆ เป็นงานของคุรุจริงๆ
2. ครู เราต้องเป็นผู้นำแห่งการเปลี่ยนแปลงในห้องเรียน พร้อมเรียนรู้และพร้อมที่จะทำอะไรอีกมายมายเพื่อลูกศิษย์ ที่สำคัญต้องเปลี่ยนบทบาทจากผู้บอกเล่าเนื้อหา มาเป็นผู้กำกับ ผู้ประสานการเรียนการสอนทำให้ห้องเรียนเอื้อต่อการคิด การแสดงออก และได้เรียนรู้อย่างสอดคล้องกับธรรมชาติของเด็ก และท้องถิ่นนั้นๆ
3. ผู้ปกครอง การเลี้ยงลูกเป็นงานใหญ่ของพ่อแม่ การหาเงินคือหน้าที่ แต่เหนือกว่านั้นการให้เวลา ความอบอุ่นกับลูกๆ และไม่อยากให้พ่อแม่จับฝันหรือความขาดแคลนของตนเองไปวางอยู่บนเส้นทางชีวิตของลูกๆ จะทำให้เด็กไม่สามารถก้าวไปตามศักยภาพของตนเองได้อย่างแท้จริง และปัญหาใหญ่ของสังคมไทย เยาวชนติดเกมออนไลน์เพียงเพราะพ่อแม่ก้าวตามเทคโนโลยีไม่ทัน แม้เราจะก้าวไม่ทันแต่ประสบการณ์และหน้าที่เราก้าวล้ำกว่าเด็กแน่นอนค่ะ เมื่อสองวันก่อนครูนกไปจ่ายค่าโทรศัพท์มือถือไปเจอเหตุการณ์ลูกบ้านหนึ่งใช้ซิมแบบต่อระบบอินเตอร์เน็ตทำให้พ่อแม่จ่ายเงินเกือบสามพันบาท จากการเจรจาระหว่างพ่อกับพนักงานบริษัทครูนกก็สะท้อนใจนะว่า หากเราเป็นพ่อแม่เรายังไม่เข้าใจในสิ่งที่ให้ลูกใช้ เงื่อนไข กติกาของทางบริษัท แล้วเราจะไปวางกฏเกณฑ์ หรือแนะนำขอบเขตให้ลูกได้อย่างไร
4. สังคมและชุมชน อยากให้ผู้มีอำนาจในชุมชนให้ความสนใจ และความสำคัญต่อการสร้างห้องสมุดพร้อมใช้ในชุมชน มีศูนย์วิทยาศาสตร์ หรือศูนย์กีฬาสำหรับเด็กๆ มีการจัดค่ายต่างๆ ในช่วงปิดภาคเรียน
หากเรามุ่งมั่นคิดถึงประโยชน์ของชาติ ของเด็กในวันนี้และวันหน้า สิ่งที่เราคิดว่าทำไม่ได้ หรือยากเกินไป เราทำได้ เชื่อมั่นแบบนั่นแม้สิ่งที่เชื่อมั่นจะได้เกิดในเร็ววัน
สวัสดีค่ะพี่นก
พี่นกคะ....ได้ใจเหลือเกิน...บันทึกนี้ ประทับใจมาก..เห็นด้วยอย่างเต็มๆ
" ในมุมมองของครูผู้สอนที่ได้มีการเตรียมการสอน ปรับเปลี่ยนวิธีการเรียนและการสอนให้สอดคล้องกับผู้เรียนแต่ละปี คิดว่าตนเองได้ทำหน้าที่ในภาระของตนเองอย่างเต็มที่ "
"ในด้านคุณภาพเด็กปัญหาที่ตนเองพบในห้องเรียนวิชาเคมีคือ นักเรียนส่วนหนึ่งมีปัญหาการอ่าน จะอ่านและจับประเด็นคำถามไม่ได้ และสื่อสารความคิดตนเองในรูปการเขียนไม่ได้ ซึ่งการอ่านคือพื้นฐานของการเรียนรู้ และที่มากไปกว่านั้นคือทักษะการฟัง..... "
"ดังนั้นวิธีการแก้ปัญหาเรื่องผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนเราต้องรณรงค์ให้เด็กรักการอ่าน ตลอดจนผ่านกระบวนการคิด วิเคราะห์ เน้น สุ จิ ปุ ลิ ตามหลักของนักปราชญ์ทั่วไป การใช้เทคโนโลยีในห้องเรียนมากเกินไปในมุมมองตนเองคิดว่า ไม่ดี เพราะเด็กจะขาดทักษะการเขียน ขาดทักษะการอ่าน และทำให้เขากลายเป็นคนขาดสมาธิ หรือมีสมาธิสั้นลง"
ปัญหาการศึกษาไทยถดถอยลงไปมาก และขาดการแก้ไข สะสมปัญหาต่อไปกลายเป็นปัญหาของสังคม
เริ่มจากความเปลี่ยนแปลงของระบบเศรษฐกิจทุนนิยม แข่งขัน มองที่ผลกำไรมากกว่า
ผู้บริหาร เล่นการเมือง แข่งขันชิงดี แย่งตำแหน่งมากว่า
เด็กอ่านหนังสือไม่ออกเป็นปัญหาเบื้องต้นที่โรงเรียนรอบนอกประสบปัญหามากๆ
นับวันปัญหายิ่งซับซ้อนมากขึ้น สังคมไทยยังรอคอยฮีโร่ มาจัดการปัญหานี่อยู่ครับ
ขอบคุณน้องแอนค่ะ...ปีนี้เท่าที่พี่นกสังเกตจากการกรอกใบสมัครนักเรียนเข้า ม.หนึ่ง....ก็ยังสงสารคุณครูภาษาไทยนะค่ะ "งานหนักอีกแล้ว" เป็นกำลังใจให้คนเป็นครูทุกๆคนค่ะ
สวัสดีค่ะ คุณครูชา
งานนี้ฮีโร่ตัวจริงคือพวกเราผู้ใหญ่ในบ้านในเมืองนี้ละค่ะ...
สวัสดีค่ะ น้องฐานิศวร์
ขอบคุณนะค่ะที่มาร่วมเติมเต็ม...ทีวีสื่อที่มีอิทธิพลต่อความคิด การแสดงออก ตลอดจนการใช้ภาษาสื่อสาร...สื่อมีบทบาทมากมายค่ะ....เราคงต้องทำหน้าที่กันต่อๆไป
มาให้กำลังใจกันต่อไปนะคะ ทุกปีก็จะเป็นที่ฮือฮากับผลโอเน็ต แล้วมองที่ครูก่อนผู้บริหาร กิ้วๆ
สวัสดีค่ะ น้องรินดา
ใช่ค่ะฮือฮาทุกๆปี....กิ้วๆ นี้ให้ครู หรือให้ผู้บริหารดีค่ะ
สวัสดีค่ะ ครูนก ใกล้เทศกาลสงกรานต์แล้วน่ะคะ
ขอให้มีความสุข สดชื่น นะคะ ^^
รักษาสุขภาพด้วยคะ อากาศร้อนแล้ว
สวัสดีค่ะ เหนือกาลเวลา
ให้สนุกกับสงกรานต์...อย่างปลอดภัยนะค่ะ
คงต้องหันมาปรับเปลี่ยนปฏิรูปกันยกใหญ่ในเรื่องวิธีการสอน
และฝึกให้ครูคิดเป็นก่อนจึงจะสอนให้เด็กคิดได้
สวัสดีค่ะ คุณครูธรรมทิพย์
ใช่เลยค่ะ เราต้องปฏิรูปตนเองในเรื่องจัดการเรียนการสอนให้เด็กคิด เด็กมีวินัย และเป็นคนดีกันต่อๆ ไป (สังคมต้องการด่วน)
หากทุกเรียนมีคุณครูแบบคุณนก สักครึ่งหนึ่งของรร.ก็ยังดีนะคะ ใส่ใจเป็นห่วงนักเรียนมากมาย การเรียนการสอนของครู-อาจารย์ที่เก่งๆก็มีมากแต่เด็กเรียนไม่เข้าใจ นักเรียนเป็นผู้บอกเองว่าครูเก่งมาก แต่สอนไม่รู้เรื่อง ไม่เข้าใจ เคยถามกลุ่มเด็กๆที่เรียนเก่ง ทุกคนบอกเหมือนกันว่า ยอมรับว่าอาจารย์เก่งมาก สาเหตุที่ถามเพราะเวลาจะสอบเข้ามหาวิทยาลัย ทำไมต้องไปเรียนพิเศษเสียเงินกันแพงๆเพราะอะไร โดยเฉพาะวิชาเคมี เด็กๆบอกเขาสอนเข้าใจและรู้เรื่อง แต่ก็ไม่ได้เชื่อเด็กทั้งหมดนะคะ เพราะก็มีเด็กเก่งที่สอบเข้าได้โดยไม่ได้เรียนพิเศษ แต่ก็เป็นอย่างหนึ่งที่เด็กๆบอกมา แล้วอาจารย์ก็ไม่แก้ไขวิธีเพื่อสอนให้เด็กนั่งเรียนอย่างรู้เรื่อง ทั้งที่ส่วนหนึ่งทราบว่าเด็กๆไปเรียนพิเศษเพราะอะไร ฯ จัดเป็นปัญหาหนึ่งได้หรือเปล่าค่ะ ที่ครู-อาจารย์ พิจารณาตัวเองบ้าง หรือโดยส่วนรวมไม่สนใจ สอนตามหน้าที่ เชื่อมั่นว่าวิธีการสอนถูกก็พอแล้ว หรือเคยนำตัวอย่างที่อาจารย์สอนพิเศษที่เด็กๆไปเรียน กันข้ามจังหวัด มาอ่านมาชมบ้างหรือไม่ เพื่อปรับปรุงการสอน เป็นการช่วยผู้ปกครองได้วิธีหนึ่งในการลดค่าใช้จ่าย-เวลารับส่งลูกเรียนพิเศษ ได้อีกด้วยนะคะ
มาให้กำลังใจคุณครูที่มีความใส่ใจต่อลูกศิษย์อย่างแท้จริง..สมัยก่อน..ลูกศิษย์ได้รับความใส่ใจรายตัว..ด้วยการสร้างความมีส่วนร่วมในการเรียนการสอน..และสื่อถึงพ่อ-แม่ เพื่อร่วมด้วยช่วยกันค่ะ..
สวัสดีค่ะ คุณกานดา
ขอบคุณสำหรับภาพสวยงาม...มองแล้วสบายตาสบายใจค่ะ.....
ครูนกเชื่อว่า ครูไทยมีครูดีเยอะมาก...แต่การแก้ปัญหาต้องอาศัยความร่วมมือจากทุกๆ ฝ่าย ส่วนเรื่องการเรียนพิเศษ...ถ้าหากคำนี้หมายถึงสอนความรู้เพิ่มเติมพิเศษก็น่าจะดี...แต่ถ้าสอนเพียงแค่ให้นร.จดจำ ทำตามสูตร วิธีลัดปราศจากความเข้าใจพื้นฐาน จะเกิดผลเสียระยะยาวกับเด็ก....คล้ายๆ มอบปลาให้เขาทานไปได้สองสามมื้อ แต่สุดท้ายไม่เข้าใจวิธีการจับปลาอย่างแท้จริงนะค่ะ.....
สวัสดีปีใหม่ไทยค่ะ คุณนงนาท
ครูนกขอบพระคุณค่ะสำหรับกำลังใจ และครูนกก็ประทับใจในความเป็นครูของยุคก่อนเก่า....ที่มีการเรียก "พ่อครู" และ "แม่ครู" เพราะหมายความตามคำนั้นจริงๆ
สวัสดีค่ะน้องนก
พี่ดาวเรือง...คิดถึงเช่นกัน...ตอนน้ำท่วมก็คิดถึง....เข้าใจสภาวะน้ำท่วมอย่างดี เรื่องสอนเด็กเต็มที่อยู่แล้วค่ะ...เป็นกำลังใจให้กันนะพี่นะ
สวัสดีค่ะ
เห็นผลโอเน็ตแล้วเหนื่อยใจเช่นกันค่ะ คงต้องทุกฝ่ายเข้ามาช่วยกันแก้ไขปัญหานี้
โดยเฉพาะตัวครูเองอย่างเราๆ ชอบบันทึกนี้มากค่ะ
สวัสดีค่ะ คุณครูอรวรรณ ขอบคุณนะค่ะที่มาร่วมด้วยช่วยกัน....คุณครูสอนวิชาอะไรค่ะ