หากมองโลกตามสภาพความเป็นจริง จึงไม่ทุกข์

มุมมองหนึ่งจากบทความ "สัมพัทธภาพ" ในหนังสือ "สองปีกของความฝัน" โดยวินทร์ เลียววาริณ มีมุมคิดที่ดูเหมือนยากจะเข้าใจแต่กลายเป็นเรื่องที่พระพุทธองค์สอนพวกเรามานับพันปีแล้ว

 

.............................................................................................................

 

สัมพัทธภาพ

 

ทฤษฎีสัมพัทธภาพของไอน์สไตน์เป็นที่รู้จักกันทั่วโลก แต่หลัก "สัมพัทธ์" นั้นไม่ใช่ของใหม่ ปรัชญาพุทธพูดมานานแล้วว่า ชีวิตคือค่าสัมพัทธ์ ไม่ใช่ค่าสัมบูรณ์

พูดแบบง่าย ๆ สัมบูรณ์คือค่าที่แน่นอนตายตัว สัมพัทธ์ หมายถึง ค่าที่เกิดจากการเปรียบเทียบกัน

มองแบบสัมบูรณ์ : วันนี้อุณหภูมิอยู่ที่ 40 องศาเซลเซียส

มองแบบสัมพัทธ์ : นาย ก. รู้จักว่าวันนี้อากาศร้อนมาก ๆ ขณะที่นาย ข. บอกว่า อากาศวันนี้ร้อนแบบทนได้

โลกเราเต็มไปด้วย "ความสัมบูรณ์" ที่มนุษย์สร้างขึ้นเอง ยกตัวอย่างเช่น เมื่อใครคนหนึ่งบอกว่า จะขึ้นเหนือไปเชียงใหม่ เราก็มองเห็นภาพส่วนบนของแผนที่ทันที เมื่อบอกว่า จะไปตะวันตก ก็นึกถึงโลกฝั่งยุโรปหรืออเมริกา

แต่ความจริง เหนือ-ใต้-ออก-ตก เป็นเพียง "ภาษาแผนที่" ที่มนุษย์สร้างขึ้นมาเพื่อให้เราสื่อสารเข้าใจตรงกัน เป็นสิ่งสมมติอย่างหนึ่ง เพราะขณะที่ชาวกรุงเทพฯ มองว่า เชียงใหม่ อยู่ทาง "เหนือ" ชาวจีนและรัสเซียกลับมองว่ามันอยู่ทาง "ใต้"

เชื่อหรือไม่ว่า ในโลกเดียวกันของเรานี่เอง ออกซิเจนที่มนุษย์สูดหายใจและเป็นสิ่งที่จำเป็นต่อชีวิตของเรานั้น กลับเป็นพิษร้ายแรงต่อสิ่งมีชีวิตหลาย ๆ สายพันธุ์

สิ่งที่คนคนหนึ่งมองว่าเป็น "ทุกข์" อีกคนหนึ่งอาจมองว่า "พอไหว" หรือ "ไม่เท่าไร"

บางคนแผลเล็กร้องครวญคราง บางคนแผลใหญ่ บอกว่า "ยังไกลหัวใจว่ะ"

คนที่กินแต่อาหารดีมาตลอดชีวิตอาจมองอาหารริมถนนเป็นขยะ ขณะที่คนหิวโหยเห็นอาหารริมถนนเหมือนอาหารสวรรค์

 

การมองโลกแบบสัมบูรณ์เป็นการมองสุดโต่งหรือทวินิยม แบ่งโลกออกเป็นขาวกับดำชัดเจน ทำอย่างนี้คือเลว ทำอย่างนั้นคือดี

การยึดติดกับความสัมบูรณ์ก็คือการยึดถือ "ตัวกู-ของกู" นั่นเอง

เมื่อไรที่คิดว่าอะไรเป็นสัมบูรณ์ก็เกิดทุกข์

รักใครคนหนึ่งแล้วก็คิดว่าเขาหรือเธอเป็นของเราไปตลอดก็เกิดทุกข์ เพราะเขาหรือเธออยู่กับเราด้วยข้อแม้ปัจจัยที่ลงตัวในช่วงเวลาหนึ่ง แต่อาจไม่ตลอดไป

หากโลกคือความสัมบูรณ์จริง ป่านนี้เราก็คงไม่มีปัญหาสามีไปหาหญิงใหม่ หญิงเปลี่ยนใจเลิกกับคนรักเพราะพบคนใหม่ที่ลงตัวกว่า

ปรัชญาพุทธ (รวมทั้งสายที่สืบต่อมาเช่น เซน) เห็นว่าโลกนี้ไม่ใช่โลกสุดโต่ง หรือทวินิยมของขาวกับดำ ดี-ชั่ว ฯลฯ

เมื่อใดที่คิดสุดโต่งก็เป็นทุกข์ ไปจับต้องโลกแล้วทึกทักเอาว่ามันต้องเป็นอย่างนั้นอย่างนี้เมื่อไร ก็ทุกข์เมื่อนั้น

 

ทุกข์ทั้งหลายในโลกมาจากการยึดติดทั้งนั้น

สามารถละทิ้งทวินิยมได้เมื่อไร ก็พ้นทุกข์ ง่าย ๆ เช่นนั้น

 

.............................................................................................................

 

คิดถึงคำท่านพุทธทาสครับว่า

 

"หากมองโลกในแง่ดีเกินไป ก็ทุกข์

หากมองโลกในแง่ลบเกินไป ก็ทุกข์

หากมองโลกตามสภาพความเป็นจริง จึงไม่ทุกข์"

 

บุญรักษา ทุกท่าน ;)...

 

.............................................................................................................

 

ขอบคุณหนังสือดี ๆ

วินทร์ เลียววาริณ.   สองปีกของความฝัน.  กรุงเทพฯ : 113, 2554.