คุณค่าใดของบันทึกใน Blog "Pridetoknow" นี้ ขออุทิศแด่ "คุณแม่สุวรรณ แพงคำ" แม่ผู้ไม่เคยได้รับการเชิดชูจากทางการให้เป็น "แม่ดีเด่น" แต่แม่เป็น "ยอดคุณแม่" ในใจของลูก

         ตอนอายุประมาณ 4 ขวบ คุณพ่อซึ่งเป็นครูใหญ่ได้จากเราไป ทิ้งให้คุณแม่ซึ่งเป็นครูน้อยเป็นหม้ายในวัยเพียง32 ปี เลี้ยงดูลูก 5 คนตามลำพัง (ลูกอายุ 20 วัน, 2 ขวบ, 4 ขวบ, 6 ขวบ และ 13 ขวบตามลำดับ) แม่ต้องพาน้องชายคนเล็กไปโรงเรียนด้วย โดยผูกอู่ผ้าขะม้ากับเสาโต๊ะและเสาห้องเรียน สอนไปด้วยไกวเปลไปด้วย น้องชายคนที่สองต้องไปอาศัยเจ้าอาวาสวัดช่วยเลี้ยงดู เราเองต้องไปนั่งเรียนกับพี่สาวที่เข้าเรียนป.1 ที่โรงเรียนในหมู่บ้าน เพราะไม่มีคนดูแล ส่วนพี่สาวคนโตไปเรียนชั้นมัธยมในเมือง  จำได้ว่า ตื่นเช้ามาแม่ต้องออกจากบ้านเข้าป่าขุดหน่อไม้หรือหาอะไรสักอย่างกลับไปทำอาหารให้ลูกๆ กิน ก่อนเดินทางไปโรงเรียนซึ่งอยู่ที่อีกหมู่บ้านหนึ่ง วันหยุดเสาร์-อาทิตย์แม่มักจะเข้าป่าแต่เช้ามืดเพื่อไปเก็บเห็ดมาทำเป็นอาหาร และเราเอง (ซึ่งน่าจะกำลังเรียนป.3-ป.4) ก็เป็นตัวปัญหาที่ขอตามแม่ไปทุกครั้ง แต่แม่ก็ไม่เคยอนุญาต เพราะถ้ามีเด็กไปด้วยจะทำให้เกะกะ เป็นภาระต้องพะวงคอยดูแลทำให้เก็บเห็ดไม่ทันคนอื่นๆ แต่เราสิ ดื้อจริงๆ ห้ามก็ไม่ฟัง พอคล้อยหลังแม่ก็จะย่องตามไปทุกครั้ง สุดท้าย แม่ต้องใช้วิธีเอาเชือกปอมัดมือไขว้หลังแล้วผูกตัวเรากับเสาใต้ถุนเรือน แต่เราก็ไม่ยอมแพ้ ร้องไห้ดิ้นรน จนสุดท้ายหลุดบ่วงพันธนาการออกมาได้หลังจากที่แม่ออกไปแล้วหลายชั่วโมง ก็วิ่งตามเข้าไปควานหาแม่ในป่า เมื่อไม่พบก็ไม่ยอมกลับบ้านจนบ่ายคล้อยข้าวเที่ยงก็ไม่ได้กิน แม่ต้องกลับเข้าไปในป่าอีกรอบหนึ่งเพื่อตามหาเรา ซึ่งกว่าจะตามพบก็ตะวันตกดินพอดี กลับมาถึงบ้านแล้วด้วยความโกรธและน้อยใจก็ไม่ยอมขึ้นบ้าน แผลงฤทธิ์ต่อโดยไปซ่อนตัวอยู่ในโพรงไม้ แม่และพี่สาวคนโตที่กลับจากในเมืองไปเยี่ยมบ้านต้องจุดไต้ตามหาเราแต่ก็ตามไม่เจอ เพราะไม่คิดว่าเราจะอุตริไปอยู่ในโพรงไม้ เราเห็นท่าไม่ดี คิดว่าวันนี้อดข้าวเย็นอีกแน่ ข้าวเที่ยงก็ไม่ได้กิน จะออกมาง่ายๆก็เสียเชิง ได้โอกาสก็ตอนที่แม่บ่นว่า ไม่ใช่งูเงี้ยวกัดมันตายแล้วหรือ ผสมกับที่รู้สึกกลัวจริงๆ ด้วย เลยร้องกรี๊ดออกมา จนทุกคนเห็นที่ซ่อน แล้วแม่ก็กระชากตัวเราออกมาจากโพรงไม้...จำภาพได้แค่นี้...เหตุการณ์ที่กล่าวมา พี่คนโตนำมาล้อเลียนเราด้วยความขบขันจนเดี๋ยวนี้ 

         แม่มีรูปร่างหน้าตาอย่างที่เห็นในภาพข้างล่าง แม่เป็นคนที่มีสมองดีมาก สอบชุดครู พ.กศ. (5 ชุด) ได้ในการสอบเพียงครั้งเดียว และยังสอบชุดครู พ.ม. (4 ชุด) ได้ในการสอบเพียงครั้งเดียวอีกเช่นกัน แต่ท่านก็ได้จากพวกเราไปตั้งแต่ปี 2527 หลังเกษียณอายุราชการเพียง 5 เดือน ผู้ที่เศร้าเสียใจที่สุดก็คือเราเอง ซึ่งยังมีอะไรติดค้างในใจอยู่มาก เพราะเรารักแม่มากที่สุด (เป็นลูกคนเดียวที่ตามแม่ไปทุกแห่งหนเวลาที่อยู่ด้วยกัน เช่น หาบของไปแลกข้าวเปลือกในหมู่บ้านใกล้-ไกล กับแม่ เราไม่มีที่นาเป็นมรดก เพราะพ่อเป็นลูกคนเดียวที่รับราชการ จึงไม่ยอมแบ่งมรดกที่นาจากปู๋-ย่า และแม้ตา-ยายจะมีที่นามาก แต่แม่ก็ไม่รับมรดกเช่นกัน ยกให้น้องสาวคนหนึ่งที่เป็นครู และน้องสาวอีกคนที่ค้าขายและอยู่กับยาย) แต่มีเวลาอยู่ใกล้ชิดแม่น้อยที่สุด เนื่องจากใช้เวลาเรียนมากกว่าพี่-น้องคนอื่นๆ และจบแล้วก็ทำงานต่างจังหวัดไกลบ้าน (คือที่จ.สุรินทร์) ตั้งใจจะรับแม่ไปอยู่ด้วยหลังจากท่านเกษียณอายุราชการ แต่ก็ไม่มีโอกาสเพราะท่านมาด่วนจากไปเสียก่อน บันทึกใน Blog "Pridetoknow" นี้ จึงเขียนขึ้นมาเพื่อเป็นการระลึกถึง และเทิดพระคุณแม่ "คุณแม่สุวรรณ แพงคำ" แม่ผู้ไม่เคยได้รับการเชิดชูจากทางการให้เป็น "แม่ดีเด่น" แต่แม่เป็นยอดคุณแม่ในใจของลูกๆ ทุกคน เป็นต้นแบบในการเป็นครูผู้มี "จิตวิญญาณของความเป็นครู" เต็มเปี่ยม และครูผู้เสียสละและทุ่มเทในการปฏิบิติงาน ให้กับลูกทั้ง 4 คนที่เป็นข้าราชการครู (อีกคนเป็นพระภิกษุ) แม่ซึ่งเป็นคุณครูที่ผู้ปกครองและนักเรียนโรงเรียนบ้านสะแนนให้ความเคารพรัก และแม่เป็นเพื่อนบ้านที่ชาวบ้านขุมเงิน รัก และยกย่องชื่นชม

                

                   คุณครูสุวรรณ แพงคำ และนักเรียนโรงเรียนบ้านสะแนน ต.เขื่องคำ อ.ยโสธร จ.อุบลราชธานี

         ที่บ้านแม่จะปลูกผักสวนครัว ปลูกมะม่วง มะละกอ มันเทศ แม้แต่งาแม่ยังปลูกเลย พอหน้าหนาวแม่ก็ก่อไฟให้ลูกๆ ผิง และขุดมันเทศหัวโตๆ มาเผากับขี้เถ้ากองไฟให้ลูกๆ กิน และแม่ยังปลูกต้นจำปา (ลีลาวดี) ไว้รอบแนวรั้วเพื่อไว้เก็บดอกบูชาพระซึ่งก็ได้ใช้บูชาพระกันทั้งคุ้ม (ชุมชนใกล้บ้าน) เราเองไม่เข้าใจเลยว่าญาติและชาวคุ้มที่พอหมดหน้านาก็จะมีเวลาว่างมากแต่ทำไมจึงนั่งๆ นอนๆ กันไม่ยอมปลูกอะไร ต้องมาขอทั้งผัก ผลไม้ และดอกไม้ที่บ้านเราแทบทุกหลังคาเรือน ทำให้เรารู้สึกออกจะเคืองๆ เพราะคนเหนื่อยก็คือเราเองที่ต้องรดน้ำทุกวัน  จากประสบการณ์ในวัยเด็กที่คลุกคลีอยู่กับป่าและต้นไม้นานาชนิด ทำให้เราซึมซับความรักในธรรมชาติและชอบปลูก-ดูแลต้นไม้ ซึ่งเป็นกิจกรรมในยามว่างที่ทำให้เรามีความสุขที่สุุด และนำมาซึ่งการก่อเกิดของ "ฟาร์มไอดิน-กลิ่นไม้" ส่วนพี่สาวทั้งสองของเราต่างก็ใช้ชีวิตแบบสบายๆ ในเมือง (ทั้งคู่เป็นข้าราชการบำนาญ อดีตอาจารย์ 3 ระดับ 8 ในโรงเรียนระดับประถมศึกษา พี่คนโตอยู่ที่ยโสธร คนติดกับเราอยู่ที่อุบลฯ แต่ก็เคยสอนอยู่ที่หมู่บ้านและอยู่กับแม่) เวลาไปเยี่ยมเยือนกันที่อุบลฯ หรือที่ยโสธร พี่ทั้งสองก็จะชวนกันเข้าร้านเครื่องประดับแทบทุกครั้ง (ไปซื้อบ้าง สั่งทำบ้าง แลกเปลี่ยนบ้าง) ทุกครั้งจะมีเราเป็นคนขับรถบริการด้วยความเต็มใจที่ได้บริการพี่ๆ (เพราะทั้งสองคนขับรถไม่เป็น) เบื่อก็ตรงที่เราต้องนั่งรอหง่าวเพราะไม่ชอบใช้เครื่องประดับ และ "มีมือไว้สำหรับปลูกต้นไม้และถากถางพรวนดินไม่ได้เอาไว้สวมแหวน"

           พี่ทั้งคู่เป็นคนรักสวยรักงามตามหุ่นที่บอบบางกว่าและผิวขาวกว่า ส่วนเราเองมีหุ่นประเภทหลักฐานมั่นคง และมีผิวที่เข้มกว่าพี่ๆ ไว้ทนแดดทนลม  เวลาเห็นเราผิวเกรียมผมเผ้าสระเอง ไม่มีทรงพี่ๆ ก็รับไม่ได้ไล่ให้ไปเสริมสวยทำผมทำเล็บที่ร้าน ซึ่งก็ไม่ได้ผลเพราะเราขี้เกียจไปเสียเวลา และเห็นว่ามันไม่คุ้มที่ทำไปแล้วประเดี๋ยวก็กลับไปทำสวนเหงื่อไหลไคลย้อยผมเผ้าเปียกโชก จึงได้แต่ขออภัยบอกว่าอย่าสนใจเราเลย วิถีชีวิตมันต่างกัน (ในชีวิตนี้เราเคยเข้าร้านเสริมสวยเพื่อทำเล็บอยู่ครั้งเดียว ส่วนทำผมก็มีบ้าง แต่ผมเริ่มหงอกมากตอนจวนเต็ม 59 จึงได้ไปพึ่งร้านเสริมสวยมา 2 ครั้ง  ใครๆ ก็ว่าผมเราหงอกช้า ไม่รู้ว่าการกินผักมากๆ ตามแบบแม่มาตั้งแต่เด็กๆ จะมีส่วนหรือเปล่า เพราะจากที่รู้ๆ มาการหงอกของผมเกิดจากกรรมพันธุ์ และลักษณะการดำเนินชีวิต วันที่ 18 เม.ย. 54 กาละแมร์ ผู้จัดรายการผู้หญิงถึงผู้หญิงสถานีโทรทัศน์ช่อง 3 กล่าวว่า คนอายุ 30 ปลายๆ 40 ต้นๆ ผมหงอกเป็นเรื่องธรรมดา เรางงมากว่าเป็นเช่นนั้นจริงหรือ) แต่ถึงจะต่างกันอย่างไรเราพี่น้องสามคนก็รักกันมากเพราะสู้ชีวิตมาด้วยกัน เป็นเวลา 55 ปีนับตั้งแต่พ่อจากไป และ 27 ปี นับจากที่แม่จากไปจนถึงปัจจุบัน ภาพที่เห็นข้างล่างเป็นภาพพี่คนโต คนติดกันและเราเองตามลำดับ ถ่ายในสวนมะม่วงฟาร์มไอดิน-กลิ่นไม้ของเรา ในวันที่ 25 เมษายน 2551 ในโอกาสที่เราชวนญาติๆ ไปกินปลาและเก็บมะม่วงที่ฟาร์ม (ปีนั้นมะม่วงโชคอนันต์และมะม่วงแก้วดกมาก) เสื้อที่พี่คนโตและเราใส่เป็นเสื้อที่เราซื้อ 3 ตัวไว้ให้พี่น้อง 3 คนใส่ในวันสงกรานต์ แต่พี่คนที่ติดกันกับเรา (เราไม่ได้เรียกว่าพี่ แม้อายุจะห่างกัน 2 ปีแต่เรียนต่างกันปีเดียว และปฏิบัติต่อกันเหมือนเป็นเพื่อนกันมากกว่า) ไม่ได้ใส่มาในวันนั้น เพราะเธอว่ามันทำให้เธอแก่ขึ้น เธอชอบแต่งตัว "Style กระชากวัย"

                  

        อยากให้เห็นภาพตัวอย่างภูมิทัศน์บางส่วนของฟาร์มไอดิน-กลิ่นไม้ บ้านไอดิน-กลิ่นไม้ และส่วนหนึ่งของพันธุ์ไม้ที่เราเสาะหามาและปลูก-ดูแลด้วยตนเอง (ในยามว่าง) ในไฟล์อัลบั้ม (idinklin ที่เราถ่ายด้วยตนเองทุกภาพ) และโปรดติดตามบันทึกตอนต่อๆ ไป ที่จะแนะนำให้รู้ที่ตั้งและประวัติของฟาร์ม กิจกรรมของฟาร์มตามคำขวัญ "เพิ่มมรายได้ให้ชุมชน อุทิศตนเพื่อประชา เสริมปัญญาแหล่งเรียนรู้ เชิดชูความเป็นไทย ธำรงไว้สิ่งแวดล้อม" และพันธุ์ไม้ต่างๆ ในฟาร์ม ทั้งต้นไม้-ดอกไม้ประจำจังหวัด ไม้หายาก ไม้แปลก กล้วยไม้ป่าพันธุ์ต่างๆ และพันธุ์ไม้ทุกประเภท ที่เราเสาะหาและปลูกสะสมมาตั้งแต่ปี 2548  

       ขอขอบพระคุณทุกท่านที่กรุณาเข้ามาอ่านบันทึก โดยเฉพาะอย่างยิ่งท่านที่ให้กำลังใจหรือแสดงความเห็น ได้แก่ "อาจารย์พรชัย ภาพันธ์" ผู้อำนวยการโรงเรียนไทยรัฐวิทยา (ชุมชนบ้านคำแดง) จ. ยโสธร (ท่านแรกที่ให้ความเห็นในกิจกรรมการเขียน Blog เป็นครั้งแรกของเรา) "อ.นุ" (ผศ. วัชรชัย วิริยะสุทธิวงศ์) จากคณะวิศวกรรมศาสตร์ มหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒ วิทยาเขตองครักษ์ จ.นครนายก "อาจารย์ปณิธิ ภูศรีเทศ" จากโรงเรียนบ้านกร่างวิทยาคม จ.พิษณุโลก "Pa-Daeng" พยาบาลวิชาชีพ จากศูนย์พัฒนาความคิดและจิตใจ จ.หนองคาย ครูอ้อย แซ่เฮ (คุณครูสิริพร กุ่ยกระโทก) ครูชำนาญการพิเศษ ที่ปฏิบัติการสอนในกลุ่มสาระภาษาอังกฤษระดับประถมศึกษา ในโรงเรียนพระยาประเสริฐสุนทราศรัยฯ ในกทม. และมีผลงานทางวิชาการที่มีคุณค่าด้านการสอนภาษาอังกฤษมากมาย อาจารย์ ดอกเตอร์ขจิต ฝอยทองจากมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ วิทยาเขตุกำแพงแสน จ.นครปฐม อ.ประถม บุญทน จากคณะวิทยาศาสตร์ มหาวิทยาลัยราชภัฏอุบลฯ (ช่วยราชการที่มรภ.ศรีสะเกษ) ครูหยุย (คุณวัลลภ ตังคณานุรักษ์) กรรมการและเลขาธิการมูลนิธิสร้างสรรค์เด็กและอดีตสมาชิกวุฒิสภา (อ่านจากประวัติ น่าจะเป็นชาวสุรินทร์?)  และ Sunyaso ครูชำนาญการพิเศษ ปฏิบัติการสอนในกลุ่มสาระสังคมศึกษาฯ ระดับมัธยมศึกษา โรงเรียนยโสธรพิทยาสรรค์ จ.ยโสธร ตลอดจนท่านอื่นๆ ที่จะเข้ามาอ่านบันทึกในภายหลัง ขอบพระคุณค่ะ