วันพุธที่ 30 มีนาคม 2554
 
ตื่นเช้าอย่างงัวเงีย และท่วงเวลาลุกจากเตียงนอน

 

เปิดม่านหน้าต่างออก ฝนยังตกปรอย ๆ บรรยากาศภายในห้องนอนยังหนาวเย็นเหมือนฤดูหนาวจัด ทั้งที่ขณะนี้ย่างเข้าฤดูร้อน

 

ผมรีบจัดการภารกิจส่วนตัว เพื่อรีบบึ่งรถไปสถานที่นัดหมายกับอาจารย์ของผมที่อยู่มหาวิทยาลัยขอนแก่น เพื่อให้ความรู้ประชาชนเรื่องเสริมสร้างศักยภาพของแรงงานที่จะไปทำงานต่างประเทศ

 

ใจชื่นขึ้นมาหน่อยที่มาแต่เช้า และรีบยืมจักรยานที่วัด ปั่นรอบหมู่บ้านว่า ให้รีบออกมาประชุมได้แล้ว เพราะเกือบสองโมงเช้ากว่า ๆ แล้ว

 

อากาศหนาวจัดมาก เพราะฝนลงเม็ดบาง ๆ กระทบใบหน้า และเสื้อผ้าผม ทำให้หูของผมชา เหมือนจะหลุดออกจากศีรษะ

 

ชาวบ้านมาเต็มศาลาวัด ประมาณเกือบ 70 คน ทั้งที่บรรยากาศน่านอน และน่าไปปลูกอ้อยเป็นอย่างยิ่ง แต่ชาวบ้านคงสงสารผมด้วยนะ จึงมาอย่างพร้อมหน้ากันอย่างนี้

 

อาจารย์และทีมงานก็เดินทางมาถึง การประชุมเต็มไปด้วยการเรียนรู้ ระดมความคิดเห็น และความสนุกสนาน จนล่วงเลยเข้าเวลาเที่ยง ก็เลิกประชุม อาจารย์ชวนไปทานข้าวที่ตัวอำเภอ และต้องเดินทางกลับขอนแก่น แต่เนื่องผมมีธุระคุยเรื่อง R2R กับพี่ที่ทำงานที่สำนักงานสาธารณสุขจังหวัด ทำให้ผมร่ำลาอาจารย์อย่างเสียดาย

 

อย่างไรก็ตาม ผมก็ได้รับทราบข่าวอาจารย์จากเมลล์  และโทรศัพท์ อยู่เสมอ (ทั้งที่สถานภาพในการเรียน ผมเรียนจบมาแล้ว 10 กว่าปี แต่ความเป็นครูและศิษย์ไม่เคยหายจากกันเลยครับ)

 

ชีวิตของอาจารย์ของผม ตั้งแต่ต้นปีนี้ เปิดฉากเศร้าตั้งแต่คุณพ่อของอาจารย์เสียชีวิต  แล้วก็อาจารย์ป่วยผ่าไส้ติ่งอักเสบ ทำให้พลาดโอกาสหลายอย่าง เช่น การทำงาน วิทยากร หรือการไปนำเสนอผลงานในต่างประเทศ  และเมื่อต้นเดือนที่ผ่านมา คุณพ่อของสามีอาจารย์ก็เสียชีวิตลงพร้อม ๆ กัน

 

ความทุกข์ชอบโหมกระหน่ำมาพร้อม ๆ กันเสมอ...

 

เพราะผมเองก็เป็นนั้น...เมื่อย้อนกลับไป พ.ศ. 2547 ลูกชายของผมยังไม่ถึงปี  แต่มีปัญหาเรื่องสุขภาพ เพราะเขาอยู่ในท้องคุณแม่เขา เพียง 6 เดือน น้ำหนักแรกเกิด 1,600 กิโลกรัม  ต้องอยู่ในตู้อบนาน 1 เดือน  และต้องไปตรวจตากับคุณหมอตานาน 1 ปี เพราะอยู่ในตู้อบนาน มีโอกาสตาบอดครับ (พอโตสักหน่อยเขามีพัฒนาการช้ากว่าเด็กปกติ ตั้งแต่คว่ำ คืบ คลาน เดิน และการพูด แต่ตอนนี้ พัฒนาการทันเพื่อนแล้วครับ แถมสูงกว่าเพื่อน ๆ อีกครับ)

 

เท่านั้น ยังไม่พอ คุณแม่ผม ก็ป่วยอย่างสาหัสเข้าออกโรงพยาบาล เกือบทุกเดือน และเตี่ยของผม ก็สูงอายุมาก มีปัญหาเรื่องหลง ๆ ลืม ๆ เมื่อเดินออกจากบ้านแล้ว จะหลงทางกลับมาบ้านไม่ได้ โชคดีที่เตี่ยเป็นคนเก่าแก่ของอำเภอ  จะมีคนเอามาส่งที่บ้านตลอดครับ

 

ทำให้จิตใจผมช่วงนั้น จมดิ่งกับความทุกข์  แถมงานประจำ และงานจร ที่ประดาหน้าเข้ามาไม่หยุดยั้ง ความทุกข์มันคืบคลานเข้ามาเต็มร่างกายและหัวใจ

 

โชคชะตา ชอบเล่นตลกกับชีวิตของเราเสมอ  ราวจะเป็นบททดสอบสำคัญที่ทำให้เราเจอ ให้เราเลือกที่จะจ่มกับความทุกข์ให้ชีวิตของเราเป็นอัมพาต หรืออัมพฤกษ์  หรือให้เรารับมือกับเจ้าความทุกข์อย่างสง่างาม

 

ซึ่งผมเลือกที่จะจัดการด้วยหนทางสุดท้าย เลือกที่จะสู้จากมัน...
 
และผมผ่านพ้นด้วยความรัก และกำลังใจจากคุณแม่  ลูกชาย  ภรรยา  พี่น้อง  และเจ้านายเพื่อนร่วมงาน   

 

ความรักและกำลังใจทำให้ผมเดินทางมาถึงวันนี้

 

ความทุกข์ชอบโหมกระหน่ำมาพร้อม ๆ กัน
แต่ความรักจะทำให้เราผ่านพ้นด้วยดีและมีสติ

 

ผมภาวนา  อธิฐาน  และขอส่งความรัก และกำลังใจให้อาจารย์ผ่านพ้นความทุกข์ที่สาดซัดโหมกระหน่ำครั้งนี้ครับ