ภาพสังคมไทยที่ถูกหล่อหลอมด้วยพุทธศาสนา ความสุขของพุทธศาสนิกชนที่ฉายออกมาจากการดำรงชีวิตโดยนำหลักธรรมมาเป็นแนวทาง

 

 

 

 

http://gotoknow.org/blog/wirat-kamsrichan/293232

 

 

Ico48 คุณณัฐรดา

 สมาชิก "กลุ่มดังลมหายใจ" ได้ถอดบทเรียนในประเด็น"การหล่อหลอมสังคมไทยโดยพุทธศาสนา" ไว้อย่างน่าสนใจดังนี้ :

 

 เรื่องเล่า “ดังลมหายใจ” ที่ผู้เล่า (ผศ.ดร.วิรัตน์ คำศรีจันทร์) ได้เรียบเรียงเหตุการณ์ในชีวิตท่านมาเล่าผ่านงานเขียนนี้ ผู้อ่านสามารถเห็นภาพสังคมไทยที่ถูกหล่อหลอมด้วยพุทธศาสนา ความสุขของพุทธศาสนิกชนที่ฉายออกมาจากการดำรงชีวิตโดยนำหลักธรรมมาเป็นแนวทาง ได้จากทั้งภาพวาด และเนื้อความเรียง ในประเด็นดังนี้

 

๑.การเกิดประเพณีเพื่อพระศาสนาโดยเฉพาะ ดังเช่นที่ผู้เขียนได้เล่าถึงประเพณีการปล่อยโคมลอยเพื่อบูชาพระรัตนตรัย

http://gotoknow.org/blog/wirat-kamsrichan/293232

 

เดิมคนในสุวรรณภูมินับถือผี ต่อเมื่อพุทธศาสนาเผยแพร่มาถึง จึงเกิดการผสมกลมกลืนกันระหว่างพุทธกับผี (หรือที่เรียกกันในปัจจุบันว่า “พุทธแบบชาวบ้าน”)  คือมีการนับถือผีและพุทธไปด้วยกัน แต่ยังให้พุทธเป็นประธาน

 

จึงเกิดความกลมกลืนของประเพณีดั้งเดิมต่างๆกับพิธีกรรมทางศาสนา และเกิดประเพณีต่างๆเพื่อการในพระศาสนาขึ้น

 

๒.การสร้างเครือข่ายทางสังคม อันเป็นผลสืบเนื่องมาจากประเพณีทางศาสนา

 

ในประเพณีการปล่อยโคมลอย ผู้เขียนได้เล่าว่า..

 

“เมื่อโคมลอยลอยขึ้นไปจนถึงลมบน ก็จะมีลมส่งลอยไปไกลได้หลายวัน บางครั้งจากบ้านผมที่ชุมชนบ้านตาลิน อำเภอหนองบัว จังหวัดนครสวรรค์ดังในปัจจุบันนี้ ก็อาจลอยไปตกถึงจังหวัดพิจิตรและพิษณุโลกบ้าง ........ การรู้กันว่าบนโคมลอยมีสตางค์ อีกทั้งข่าวสารงานบุญ ..... ชาวบ้านปลายทางวิ่งตามเก็บโคมลอยและเปิดจดหมายออกอ่าน เมื่อรู้ข้อมูลที่ส่งและเสี่ยงทายโคมลอยแล้ว ชาวบ้านและชุมชนปลายทางก็จะมีธรรมเนียมนับความเป็นญาติพร้อมกับหาทางส่งข่าวกลับไปยังแถวบ้านผม จองกฐิน หรือขอเดินถือจดหมายกลับไปสร้างความคุ้นเคยเป็นญาติ คอยช่วยเหลือเกื้อกูลและทำบุญด้วยกันในอนาคต ...”

 

นั่นคือจากประเพณีทางศาสนา ได้ก่อให้เกิดความเชื่อมโยงถึงกันของชุมชนหนึ่งกับชุมชนอื่นๆ สร้างเครือข่ายเพื่อประโยชน์ในด้านต่างๆของกันและกันทั้งในปัจจุบันและอนาคต

 

 

๓.ลักษณะของสังคมที่มีความเป็นน้ำหนึ่งใจเดียวกันอันเนื่องจากการมีวัดเป็นศูนย์กลาง

 

ในวัฒนธรรมไทยนั้น ชุมชนผูกพันกับวัดและพระอย่างแนบแน่น เนื่องจากวัดเป็นศูนย์กลางของชุมชน พระจึงไม่ได้สอนธรรมแต่เพียงอย่างเดียว หากยังสอนวิชาทางโลกด้วย เช่น วิชาช่าง ศิลปะ การรักษาโรค และมักเป็นผู้นำในการพัฒนาชุมชนด้านต่างๆ เช่น การขุดบ่อน้ำ สร้างสะพาน ผู้ระงับกรณีพิพาทในชุมชนเหล่านี้เป็นต้นอีกด้วย

 

 จากการที่มีจุดศูนย์กลางอยู่ที่เดียวกัน ทำให้เกิดความสามัคคี ร่วมแรงร่วมใจในชุมชนเพื่อกิจกรรมใดกิจกรรมหนึ่งอันเกิดประโยชน์ต่อชุมชนโดยส่วนรวม

 

ในชุมชนที่ผู้เขียนได้เล่าไว้ ได้พบความเป็นน้ำหนึ่งใจเดียวกันโดยมีวัด หรือ กิจกรรมทางศาสนาเป็นศูนย์กลางได้เช่นกัน เช่น

 

.. การปล่อยโคมลอยซึ่งไม่สามารถทำได้โดยบุคคลใดเพียงบุคคลเดียวเนื่องจากความยุ่งยากเกินกำลังทั้งกำลังแรงงาน และกำลังทรัพย์ จึงต้องอาศัยความร่วมแรงร่วมใจของคนในชุมชน

 

.. การสร้างโรงเรียนวันครู (๒๕๐๔) ที่ต้องอาศัยความร่วมมือจากหลายๆฝ่าย

 

.. การขุดสระน้ำเพื่อแก้ไขปัญหาการขาดแคลนน้ำบริโภคหลังโรงเรียน เป็นต้น

 

(อย่างไรก็ดี จากเรื่องเล่านี้ ก็ยังเห็นการเปลี่ยนแปลงในสังคม ที่วัดในชุมชนถูกลดความสำคัญลงด้วย เช่น ศึกษาที่แยกตัวออกจากออกจากวัด จากการจัดการโดยพระ มาเป็นการศึกษาที่จัดการกันเองโดยฆราวาส ซึ่งก็เป็นลักษณะเดียวกับที่พบเห็นได้ในวัดอื่นๆทั่วประเทศ)

 

 

๔.ลักษณะของอุปนิสัย หรือวิถีชีวิตของคนในชุมชน

 

หลักธรรมในศาสนาพุทธมีส่วนในการหล่อหลอมลักษณะนิสัยของพุทธศาสนิกชนเป็นอย่างมาก เนื่องจากในศาสนาพุทธมีทั้งหลักธรรมที่เกี่ยวข้องกับมนุษย์ในทุกแง่มุม เช่น การพัฒนาจิตใจ การดำรงชีวิตให้เหมาะสม และมีความสุขตามฐานะทางสังคม (เช่น ในฐานะผู้ปกครอง ในฐานะแม่ ลูก เป็นต้น) การเกื้อกูลกัน รวมไปถึงความมีระเบียบเรียบร้อยในสังคม

 

ดังในเรื่องเล่าเรื่องนี้ สามารถพบลักษณะนิสัยที่ถูกหล่อหลอมด้วยพุทธศาสนาได้ในหลายแง่มุม เช่น

 

-การมีจิตใจที่ดี เช่น หลักพรหมวิหาร ๔ (เมตตา กรุณา มุทิตา อุเบกขา) เป็นต้น

 

-การครองชีวิตอย่างสงบสุขในฐานะฆราวาสและเพื่อการอยู่ร่วมกันอย่างมีความสุขในสังคม เช่น หลักฆราวาสธรรม (สัจจะ ทมะ ขันติ จาคะ) หลักสังคหวัตถุ ๔ (ทาน ปิยวาจา อัตถจริยา สมานัตตา) หลักสัปปุริสธรรม ๗ (รู้จักเหตุ รู้จักผล รุ้จักตน รู้จักกาล รู้จักประมาณ  รู้จักบุคคล รู้จักบริษัท)

 

-การนำธรรมะมาใช้ให้เกิดประโยชน์แก่ชีวิตเพื่อความสุขตามเหตุปัจจัย เช่น หลักปัจจุบันธรรม ชีวิตจึงผ่านความยากลำบากไปอย่างมีความสุขเพราะมอง และ ยอมรับโลก อย่างถูกต้องตามพื้นฐานความเป็นจริงในปัจจุบัน จึงมีความสุขกับสิ่งที่เป็นอยู่จริงในปัจจุบัน หรือ หลักสันโดษ ยินดีตามที่มี ที่หาได้ จึงไม่ริษยาใคร เป็นต้น

 

-การถือเอาประโยชน์ที่เลยตาเห็น หรือ สัมปรายิกัตถะ และ ปรมัตถะ นอกเหนือไปจากประโยชน์ปัจจุบัน หรือ ทิฏฐธัมมิกัตถะ ของพุทธศาสนิกชน

 

-การดำเนินชีวิตตามมรรคมีองค์ ๘ ที่นำมาจัดในลักษณะของบุญกิริยาวัตถุ ๑๐ เพื่อให้เหมาะกับวิถีชีวิตฆราวาส(ทานมัย สีลมัย ภาวนามัย อปจายนมัย เวยยาวัจจมัย ปัตติทานมัย ปัตตานุโมทนามัย ธัมมัสสวนมัย ธัมมเทสนามัย และ ทิฏฐุชุกัมม์)

 

ดังมีตัวอย่างอย่างมากมายที่พบได้จากเรื่องเล่า เช่น

 

..การขายผัดไทยแบบเงินเชื่อ ที่ผู้ซื้อนำเงินมาชำระภายหลัง (สัจจะ)

 

http://gotoknow.org/blog/wirat-kamsrichan/290078

 

..การคิดและทำกิจกรรมเพื่อเด็กๆที่ขัดสน (พรหมวิหาร ประกอบกับธรรมอื่นเช่น สังคหวัตถุ) การแบ่งเฉลี่ยความดีให้ผู้อื่น โดยแบ่งหน้าที่กันทำกิจกรรมเพื่อชุมชน เช่น การเลี้ยงอาหาร การขุดบ่อน้ำ  (ปัตติทานมัย)

 

ซึ่งนอกจะเป็นการแบ่งเฉลี่ยความดีกันแล้ว ในส่วนตัวผู้ทำ ยังถือว่าได้บำเพ็ญประโยชน์ (อัตถจิรยา) การยินดีกับความดีของผู้อื่น เช่น การที่ผู้เขียนยินดีกับมารดาที่จัดกิจกรรมเลี้ยงอาหารเด็ก (ปัตตานุโมทนามัย) เหล่านี้เป็นต้น 

 

http://gotoknow.org/blog/wirat-kamsrichan/286693

 

http://gotoknow.org/blog/wirat-kamsrichan/293442