เกษตรกรดีเด่น

นายสมจิตร  หนูสีดำ

บ้านเลขที่  45/10  หมู่ที่  2  ตำบลบ้านส้อง  อำเภอเวียงสระ  จังหวัดสุราษฎร์ธานี

ความคิดริเริ่มและความพยายามฟันฝ่าอุปสรรค

            หลังจากลาสิกขาบทแล้ว  ได้มาประกอบอาชีพทำสวนยางพารา จำนวน 10 ไร่  กรีดยางช่วงใกล้สว่าง  ตอนกลางวันหลังจากนอนพักผ่อนแล้วมีเวลาว่าง  คิดที่จะเลี้ยงสัตว์  ด้วยใจรักสัตว์เป็นทุนเดิมและคิดว่าสามารถเป็นตัวอย่างให้กับเยาวชนในหมู่บ้านได้ เริ่มเลี้ยงโคพื้นเมือง  จำนวน  2  ตัว  เมื่อปี  2538  หลังจากนั้นได้ศึกษาหาความรู้เพิ่มเติม จึงพัฒนามาเลี้ยงโคขุน หาซื้อโคลูกผสมจากในพื้นที่ใกล้เคียงมาขุน  จำนวน 3 ตัว ได้พัฒนารูปแบบการเลี้ยงเรื่อยมา มีการนำน้ำหมักชีวภาพมาใช้เพื่อลดกลิ่นในคอกและใช้สำหรับทำปุ๋ยหมัก ทำการปรับปรุงพันธุ์โคให้ได้แม่โคพื้นฐานเป็นลูกผสมพื้นเมือง 50% และบราห์มัน 50 % เพื่อใช้เป็นแม่โคพื้นฐานในการผสมพันธุ์ ซึ่งจะทำให้ลูกที่ได้มีโครงสร้างใหญ่ขึ้นกว่าการใช้แม่โคพื้นเมือง ปัจจุบัน มีแม่โคพื้นเมือง จำนวน 3 ตัว แม่โคลูกผสมพื้นเมือง-บราห์มัน อายุประมาณ 2 ปีครึ่ง จำนวน 4 ตัว โครุ่น/ลูกโค จำนวน 5 ตัว และโคขุน จำนวน 3 ตัว รวม 15 ตัว ต่อมาได้ริเริ่มจัดตั้งกลุ่มเกษตรกรผู้เลี้ยงโคเนื้อตำบลบ้านส้อง  และจดทะเบียนเป็นวิสาหกิจชุมชน  โดยมีสมาชิกจำนวน  25  ราย

            ปี  2548  เริ่มเลี้ยงสุกร  เนื่องจากช่วงนั้นมีการใช้จ่ายเงินมาก  ทำให้มีความคิดว่า น่าจะเลี้ยงสุกรไว้เพื่อเป็นการออมเงิน จึงเลี้ยงสุกรขุน จำนวน  2  คอกๆ  ละ 10 ตัว  รวม 20 ตัว เมื่อได้ผลดีจึงเลี้ยงแม่พันธุ์สุกร 3 ตัว  และพ่อพันธุ์  1  ตัว เพื่อผลิตลูกเลี้ยงขุนเองโดยไม่ต้องหาซื้อลูกสุกรจากที่อื่น ในช่วงที่อาหารสำเร็จรูปราคาแพง  ได้เป็นผู้ประสานในการซื้อรำราคาถูกจากต่างจังหวัดมาเป็นอาหารสุกรเพื่อช่วยเหลือเพื่อนเกษตรกร มีการวางแผนในการผสมพันธุ์สุกรเพื่อให้จำหน่ายผลผลิตได้ตรงกับความต้องการของตลาด

             ปี  2549 ได้รับการสนับสนุนไก่พันธุ์คอล่อนจากกรมปศุสัตว์ จำนวน 80 ตัว หลังจากที่เลี้ยงและจำหน่ายไปบางส่วนแล้ว  ยังได้ขยายพันธุ์ให้เพื่อนบ้านนำไปเลี้ยง  จำนวนประมาณ 20 ตัว ต่อมาได้นำแม่ไก่พื้นเมืองมาผสมเนื่องจากแม่ไก่คอล่อนไม่ค่อยฟักไข่และกินไข่ตัวเอง  ตลาดไก่พื้นเมืองดีมาก  จำหน่ายได้กิโลกรัมละ  80  บาท  จำนวนไม่พอกับความต้องการ  ปัจจุบันมีไก่จำนวน  50  ตัว

            ปัจจุบันเลี้ยงโค จำนวน 15 ตัว เลี้ยงสุกร 3 ตัว พ่อพันธุ์ 1 ตัว แม่พันธุ์ 2 ตัว ไก่พื้นเมืองและไก่คอล่อน จำนวน 50 ตัว เป็ดเทศ 30 ตัว

            ในการเลี้ยงสัตว์ไม่มีปัญหาอุปสรรคในการดำเนินงาน  อาจเนื่องมาจากสภาพพื้นที่และสภาพภูมิอากาศเหมาะสม  อากาศถ่ายเทสะดวก  เลี้ยงสัตว์จำนวนไม่มาก  เหมาะสมกับศักยภาพของตนเอง  เหมาะสมกับอาหารสัตว์ที่มีอยู่ ให้การดูแลเอาใจใส่อย่างดี  และมีการวางแผนการผลิตเพื่อรองรับการเปลี่ยนแปลงต่างๆ เป็นการนำแนวคิดเศรษฐกิจพอเพียงมาใช้  คือ  มีความพอประมาณ  มีเหตุผล  มีภูมิคุ้มกันที่ดี  อีกทั้งเป็นคนใฝ่รู้และมีคุณธรรม  จึงทำให้ประสบความสำเร็จ  เป็นที่รักใคร่ของเพื่อนบ้าน

จากการประกอบอาชีพการเลี้ยงสัตว์  คิดว่า ตนเองสามารถมีรายได้ทั้งรายวัน รายเดือน และรายปี  รายได้รายวันจากการจำหน่ายไก่พื้นเมือง รายได้รายเดือนจากการจำหน่ายสุกร และรายปีจากการจำหน่ายโคเนื้อ  อีกทั้งสามารถเป็นตัวอย่างที่ดีให้แก่เกษตรกร  เยาวชนในพื้นที่  สร้างอาชีพเสริมให้แก่เพื่อนบ้านได้ นอกจากใช้เวลาว่างจากการทำสวนยางพารามาเลี้ยงสัตว์แล้ว  ยังมีความรู้ด้านช่างไฟฟ้าและการซ่อมรถจักรยานยนต์  เครื่องมือทางการเกษตร  รับจ้างเหมาเดินสายไฟ  และเปิดร้านซ่อมรถจักรยานยนต์อีกด้วย ในอนาคตมีความคิดที่จะเลี้ยงแพะ ซึ่งเป็นสัตว์อีกชนิดหนึ่งที่เลี้ยงง่าย  กินหญ้าเหมือนโคเนื้อแต่ตัวเล็กกว่า  จะเลี้ยงเพื่อเอามูลแพะมาทำปุ๋ยหมัก  เพื่อลดการใช้ปุ๋ยเคมีและลดต้นทุนการผลิต  ที่สำคัญอยากเลี้ยงเพื่อเป็นตัวอย่างให้แก่เพื่อนเกษตรกรและผู้สนใจ  มาศึกษาหาความรู้แล้วนำไปประยุกต์ใช้กับตนเองต่อไป

ผลงานและความสำเร็จ

            หลังจากเริ่มเลี้ยงสัตว์เป็นอาชีพเสริม  นอกจากจะเพิ่มรายได้ให้กับครอบครัวแล้ว  ยังรู้สึกมีความภาคภูมิใจกับตนเองที่สามารถประสบความสำเร็จในอาชีพเลี้ยงสัตว์ เป็นฟาร์มตัวอย่างให้กับเพื่อนบ้าน  สมาชิก  รวมทั้งเกษตรกรผู้สนใจทั่วไป เป็นที่รู้จักของบุคคลอื่น

รายได้จากการเลี้ยงสัตว์โดยเฉลี่ยต่อปี

  1.  โค  เลี้ยงปีละ  2  รุ่นๆ  ละ  3  ตัว

     -  รายได้สุทธิจากการขายโค เฉลี่ยประมาณตัวละ 8,000 บาท รวม 48,000 บาท/ปี (24,000  บาท/รุ่น)

    -  รายได้สุทธิจากการขายปุ๋ยหมักมูลโค  (หลังจากใช้ในสวนของตนเองแล้ว)  3  เดือน  ประมาณ  20,000  บาท  รวม  80,000  บาท/ปี

   2.  สุกร เลี้ยงสุกรขุนปีละ 2 รุ่นๆ ละ 20 ตัว เฉลี่ยประมาณตัวละ 500 บาท รายได้สุทธิ 20,000 บาท/ปี  (10,000  บาท/รุ่น)

   3.  ไก่พื้นเมือง  จำหน่ายประมาณ  150  ตัว/ปี  รายได้สุทธิเฉลี่ยตัวละ  120  บาท  รวม  18,000  บาท/ปี

ความภาคภูมิใจจากผลงาน

  -  ปี  2549  ได้รับคัดเลือกจากสำนักงานปศุสัตว์จังหวัดสุราษฎร์ธานี และศูนย์วิจัยและถ่ายทอดเทคโนโลยีนครศรีธรรมราช เป็นฟาร์มต้นแบบโครงการพัฒนาอาชีพเกษตรกรในพื้นที่ปรับปรุงระบบชลประทาน ใช้น้ำชลประทานมาประกอบอาชีพการเลี้ยงสัตว์

  -  ปี  2550  ได้รับคัดเลือกจากสำนักงานปศุสัตว์จังหวัดสุราษฎร์ธานี  เป็นศูนย์เครือข่ายเรียนรู้การเลี้ยงสัตว์ตามแนวเศรษฐกิจพอเพียง  ทำการเกษตรแบบผสมผสาน

  -  จัดทำโครงการของบประมาณจากเทศบาลตำบลบ้านส้อง  เพื่อจัดซื้อเครื่องบดทางปาล์มและถังพลาสติก  สำหรับใช้ในการทำหญ้าหมักเลี้ยงโค  เงินงบประมาณ  150,000  บาท

  -  สร้างมูลค่าเพิ่มจากมูลโค  โดยผลิตปุ๋ยอินทรีย์  ใช้ขุยมะพร้าวเป็นวัสดุรองพื้น  และมูลโคเป็นวัตถุดิบหลัก  กำหนดราคาขายเอง  กระสอบละ  100  บาท  เป็นตัวอย่างให้แก่เพื่อนเกษตรกร  ขณะนี้มีผู้ที่มาดูงานและนำไปประยุกต์ใช้แล้ว  จำนวน  6  หมู่บ้าน  มีเป้าหมายจะขยายให้ครบ  18  หมู่บ้าน เพื่อลดการใช้ปุ๋ยเคมี เป็นการลดต้นทุนการผลิต ปรับปรุงบำรุงดิน และเป็นการรักษาระบบนิเวศอีกด้วย

 - ได้รับรางวัลเกษตรกรดีเด่นสาขาอาชีพเลี้ยงสัตว์ ระดับสำนักสุขศาสตร์สัตว์และสุขอนามัย ประจำปี 2551/2552

 - ได้รับรางวัลชมเชย อันดับที่ 2 เกษตรกรดีเด่นสาขาอาชีพเลี้ยงสัตว์ ระดับประเทศ ประจำปี 2551/2552

ความเป็นผู้นำและการเสียสละเพื่อส่วนรวม

            -  เป็นรองประธานกลุ่มวิสาหกิจชุมชนผู้เลี้ยงโคเนื้อตำบลบ้านส้อง

            -  เป็นคณะกรรมการหมู่บ้าน  หมู่ที่  2  ตำบลบ้านส้อง

            -  เป็นประธานจัดทำแผนชุมชนระดับตำบล  และระดับหมู่บ้าน

            -  เป็นคณะกรรมการจัดทำแผนชุมชนระดับอำเภอ

            -  เป็นประธานการดำเนินงานโครงการอยู่ดีมีสุข ปี 2550 - 2551

            -  เป็นประธานการดำเนินงานโครงการ SML  ปี  2550 ถึงปัจจุบัน

            -  เป็นสมาชิกศูนย์ต่อสู้เอาชนะยาเสพติด

            -  เป็นหัวหน้าชุดอาสาสมัครรักษาความปลอดภัยประจำหมู่บ้าน

            -  เป็นคณะกรรมการโรงเรียนบ้านส้องเหนือ

            -  เป็นพิธีกรทางศาสนาประจำหมู่บ้าน

            - เป็นอาสาปศุสัตว์

 การอนุรักษ์ทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม

            -  เป็นผู้ริเริ่มการทำปุ๋ยอินทรีย์อย่างง่ายโดยใช้มูลโค  แนะนำส่งเสริมให้สมาชิกเกษตรกรหันมาใช้ปุ๋ยอินทรีย์ในการทำการเกษตร  ลดการใช้ปุ๋ยเคมี  เป็นการรักษาระบบนิเวศและลดต้นทุนในการผลิตสินค้าเกษตร

            -  นำระบบน้ำชลประทานมาใช้ในการทำการเกษตร

            -  นำระบบฝายแม้วมาใช้กักเก็บน้ำเพื่อใช้ในการทำการเกษตร

            -  เป็นผู้นำในการปลูกต้นไม้ริมคลองชลประทาน

            -  เป็นผู้นำการปลูกต้นไม้ทดแทนพื้นที่ป่าที่ถูกบุกรุก

            -  เป็นผู้นำในการพัฒนาหมู่บ้านในวันสำคัญต่างๆ