ระหว่างยืนเฝ้าและนำชมนิทรรศการของวันแห่เจ้าพ่อเจ้าแม่ หลวงปู่ฤาษีนารายณ์ ประจำปี ๒๕๕๔ ของชุมชนหนองบัว เมื่อวันเสาร์ที่ ๒๖ มีนาคม ๒๕๕๔ ที่ข้างศาลเจ้าพ่อเจ้าแม่ เกาะลอย ผมก็ได้ต้อนรับผู้ชมสุภาพบุรุษท่านหนึ่งที่ไหลมาตามกลุ่มชาวบ้านที่เข้ามาชมนิทรรศการและคุยเรื่องราวต่างๆเกี่ยวกับหนองบัวด้วยกัน หลังจากคุยกันและชวนกันดูเรื่องราวต่างๆแล้ว ก็ได้ทราบว่าพี่เขาคือ นายธวัช อังศุธรรม อดีตผู้จัดการธนาคารกรุงเทพ สาขาหนองบัว อีกทั้งต่อมาอีก ๑ วันหลังจากนั้นก็ทราบจากแม่และน้องสาวของผมอีกว่าท่านเป็นพี่เขยของอาจารย์สุนันท์ จันทร์ดิษฐ์เพื่อนร่วมห้องเรียนของผมที่โรงเรียนหนองบัวและเป็นภรรยาของอาจารย์พนม จันทร์ดิษฐ์ ที่ร่วมกันจัดนิทรรศการในครั้งนี้กับทุกท่านของเวทีคนหนองบัว

พี่เขาชอบเรื่องราวต่างๆในนิทรรศการและถูกใจมากที่พวกเราริเริ่มกิจกรรมอย่างนี้กันขึ้น พอดูจนหมดและได้คุยกัน ท่านก็บอกว่าขอให้รอสักครู่อย่าเพิ่งไปไหน ท่านจะขอมีส่วนร่วมด้วยโดยจะเดินกลับบ้านไปเอาข้อมูลหนังสือและภาพถ่ายเกี่ยวกับหนองบัวมามอบให้ผม เมื่อผมรอสักครึ่งชั่วโมงท่านก็กลับมาพร้อมกับหนังสือเล่มเล็กๆ ๓ เล่มและอัลบั้มรูปถ่ายชุดที่นำมาบันทึกรวบรวมและเผยแพร่ไว้นี้ ๑ อัลบั้ม พร้อมกับบอกว่ารูปถ่ายนั้นจะขอต้นฉบับคืน ขอให้ผมถ่ายก็อปปี้เอาไปใช้ให้เป็นประโยชน์ตามที่ต้องการ ผมจึงขอนำมาเผยแพร่ดังเจตนารมณ์ของผู้ที่นำมามอบให้ รวมทั้งจะเก็บเอาไว้ใช้เป็นข้อมูลของหนองบัวกันต่อไป ขอใช้ชื่อภาพชุดนี้ว่า ภาพอดีตหนองบัวเมื่อ ๒๐ ปีก่อน

                         

                        

ในอดีตนั้น สภาพโดยทั่วไปของอำเภอหนองบัวยังคงเป็นชุมชนในชนบท ถนนหนทางส่วนใหญ่ยังคงเป็นดินโคลน เมื่อหน้าฝนและหน้าน้ำหลากก็จะเละ น้ำเจิ่งนอง ทางขาดเป็นระยะๆ การเดินทางสัญจรไปมาเป็นไปด้วยความยากลำบาก

ในช่วงเวลาดังกล่าว คนส่วนใหญ่มักเดินทางด้วยเท้า เกวียน จักรยาน รถโดยสารระหว่างตำบลและหมู่บ้านจะวิ่งวันหนึ่งไม่กี่เที่ยว ชาวบ้านจะเดินทางไกลออกจากชุมชนหมู่บ้านโดยรอบเข้าสู่ตัวอำเภอเมื่อจำเป็นต้องซื้อของ ไปโรงพยาบาล ไปติดต่อราชการ ไปขายของ ร้านขายส่งสินค้าขั้นต้นจะอยู่ที่ตลาดอำเภอชุมแสง และตะพานหินของจังหวัดพิจิตร รองเท้าฟองน้ำของชาวบ้านจะสวมใส่จนแหว่ง หากหูขาดก็จะร้อยด้วยเชือก และเมื่อไม่สามารถจะซ่อมแซมต่อไปได้ก็จะตกเป็นของเด็กๆ ซึ่งก็จะเอาไปทำเป็นล้อรถเด็กเล่นแบบทำเอง

                        

เมื่อรถเกิดติดหล่ม ผู้ที่จะต้องลงไปช่วยกันทำหน้าที่เข็นรถขึ้นจากหล่มทุกวิถีทางก็คือผู้โดยสารนั่นเอง ส่วนเจ้าของหรือคนขับมีความจำเป็นต้องนั่งถือพวงมาลัยและคอยบังคับรถ ชาวบ้านในละแวกบ้านตามริมถนนที่อยู่ใกล้เคียง ก็มักจะต้องออกมาช่วยกันด้วย อีกทั้งเมื่อเสร็จแล้วก็มักจะต้องดูแลน้ำท่าให้ล้างหน้าตาและดื่มกินแก้กระหายกันอีก   

                        

จะสังเกตว่ายังอยู่ในยุคที่รถยนต์ยังไม่รูจักการติดแอร์ อีกทั้งแบรนด์ของรถโตโยต้าก็ยังคงเป็นตัวอักษร ก่อนที่ต่อมาอีกเกือบ ๑๐ ปีจึงพัฒนาแบรนด์และใช้ตราเป็นรูปตัว T คล้ายกับคนกางแขนดังปัจจุบัน

                         

อำเภอหนองบัว เมื่อครั้งน้ำท่วมแบบฉับพลันเมื่อปลายปี ๒๕๕๓ พร้อมกับทุกอำเภอของจังหวัดนครสวรรค์ก็ถูกประกาศให้เป็นพื้นที่ฉุกเฉินและมีความเสี่ยงที่ต้องเฝ้าระวังจากการประสบภัยพิบัติด้วยอุทกภัย ซึ่งห่างจากภาวะฝนตกหนักและน้ำหลากจนถนนขาดดังในภาพอดีตเมื่อปี ๒๕๒๙ ของหนองบัว ๒๒ ปี

                         

                         

สภาพของหนองบัวในบริเวณเดียวกันแต่ห่างกัน ๒๒ ปีโดยภาพบนถ่ายเมื่อปี ๒๕๕๓ ที่ผ่านมาและภาพล่างเป็นภาพที่บันทึกได้เมื่อฤดูฝนปี ๒๕๒๙ รถเมล์สายหนองบัว-ชุมแสงของหนองบัวมีอยู่ด้วยกัน ๒ สาย คือรถเมล์แดงกับรถเมล์เขียว คนท้องถิ่นเรียกรถเมล์เขียวว่ารถเจ๊กไถ่ เรียกรถเมล์แดงว่ารถฮั้งคีม

รถคิวแรกจากชุมแสงของทุกวันจะเต็มไปด้วยของจากตลาดชุมแสงเพื่อไปขายหนองบัว และเที่ยวสุดท้ายจากนหองบัวก็จะเต็มไปด้วยเข่ง ปี๊บ และของที่รับซื้อจากตลาดหนองบัวเข้าไปขายที่ตลาดชุมแสง โดยเฉพาะจำพวกปลา หน่อไม้ และอาหารจากป่า สายหน่อยในช่วง ๖ โมงเช้าถึง ๗ โมงเช้าจากชุมแสงและเที่ยวเย็น ๔ โมงถึง ๖ โมงเย็นจากหนองบัวไปชุมแสง ก็จะเต็มไปด้วยเด็กนักเรียนและผู้โดยสารแออัดบนหลังคารถรวมทั้งห้อยโหนจนล้นออกประตูรถหน้าหลัง ดังนั้น รถเจ๊กไถ่และรถฮั้งคีมจึงต้องวิ่งสลับคิวรถเมล์ที่เหมือนกันทุกวัน เริ่มคิวแรกจะเป็นรถเมล์ของเจ๊กไถ่วันต่อไไปก็จะเป็นรถของฮั้งคีม เป็นอย่างนี้ทุกวัน

ในระยะแรก เด็กๆจะขึ้นรถเมล์ฟรี ต่อมาก็มีบัตรที่ผูกรถเมล์กันเป็นเทอม ในยุคที่เริ่มมีธรรมเนียมผูกรถเมล์กันเป็นเทอมนั้น นับเป็นความลำบากของเด็กๆที่ไม่ได้นั่งเป็นประจำที่เดินหรือถีบจักรยานไปโรงเรียน หากวันใดจำเป็นต้องนั่งรถเมล์ในช่วงที่ผู้โดยสารเยอะซึ่งก็มักจะเป็นช่วงที่นักเรียนต้องเดินทางด้วย เมื่อโบกรถเมล์รถก็มักจะไม่รับ หากได้ขึ้นจากต้นทางและไม่มีผู้ใหญ่ลงด้วย คนขับรถเมล์ก็จะจอดให้เลยที่จะลงและต้องเดินกลับไกลๆ จึงต้องโบกรถทุกชนิดทั้งรถบรรทุกแร่และรถบรรทุกข์ข้าว ปัจจุบันรถเมล์เขียวและรถเมล์แดงยังคงวิ่งอยู่แต่ไม่ค่อยมีผู้โดยสารหนาแน่นเหมือนอดีต

ดูเหมือนว่าเจ๊กไถ่เป็นเถ้าแก่โรงสีข้าว และมีลูกหลานในตระกูลทำมาค้าขายอีกหลายกิจการในหนองบัว โรงสีเจ๊กไถ่อยู่กลางตัวเมืองหนองบัว ท่อควันไฟจากเชื้อเพลิงแกลบเป็นท่อกลมทำด้วยเหล็กซึ่งเหมือนกับโรงสีไฟทั่วไป แต่มีโรงสีไฟอีกแห่งหนึ่งชื่อโรงสีฮังลั้ง อยู่เยื้องหน้าอำเภอหนองบัว เป็นโรงสีไฟที่มีปล่องควันก่อด้วยอิฐเป็นแท่งสี่เหลี่ยมขนาดใหญ่ดูใหญ่โตอลังการ

                          

ริมถนนด้านขวามือของผู้ชม เป็นพื้นที่ตรงข้ามด้านหน้าวัดหลวงพ่ออ๋อย หรือวัดหนองกลับ หรือวัดหลวงพ่อเดิม ในอดีตนั้นเป็นพื้นที่ป่าช้า ในช่วงเทศกาลงานประจำปีจึงจะถางพื้นที่เป็นที่ฉายหนัง ตั้งเวทีดนตรี และจัดมหรสพต่างๆ นอกนั้นก็จะปล่อยรกร้างเป็นทุ่งเลี้ยงวัวควาย ปัจจุบันนี้เป็นอาคารพาณิชย์ ธนาคาร ร้านสะดวกซื้อ 7- eleven

                         

                         

                         

                         

                         

                         

สภาพของชุมชนในตัวตลาดหนองบัว ในอดีตนั้น อาคารร้านค้าของอำเภอหนองบัวจะทำด้วยไม้ ซึ่งเป็นงานที่แสดงถึงความมีฝีมือของช่างไม้อย่างยิ่ง อีกทั้งมีความเป็นศิลปะ ใส่ใจรายละเอียดและความพิถีพิถัน โดยเฉพาะลูกเล่นที่อยู่ในลูกกรง ประตูไม้  หน้าต่างไม้ เฟี้ยมสำหรับปิดหน้าร้านแบบพับได้

                          

                         

                         

ย่านหัวตลาดและศูนย์การค้าธารบัวสวรรค์ ศูนย์กลางในการเดินทางและติดต่อทำมาค้าขายระหว่างหนองบัวกับอำเภอชุมแสง ท่าตะโก ตากฟ้า ตาคลี และพื้นที่ชุมชนรอบนอก