ผู้เขียน..ต้องการบอกเล่าภาพบางสิ่งบางอย่างที่ผู้เขียนได้อ่านหนังสือที่ผู้เขียนได้รับจาก อาจารย์วิรัตน์ คำศรีจันทร์ ในชีวิตของผู้เขียนเอง ถือว่า.. หนังสือเล่มนี้เป็นของกำนัลที่เชื่อมโยงชีวิตจิตใจของคนในชุมชนแห่งหนึ่งของเมืองไทย สู่วิถีการเรียนรู้และการพัฒนาต่อยอดให้กับชุมชนอื่น…ในสังคมได้เป็นอย่างดี
บทเรียนที่ถอดออกมาในครั้งนี้ ผู้เขียนใช้มุมมองและความคิดของผู้เขียนเพียงผู้เดียว การแสดงข้อคิดเห็นและข้อเสนอแนะเพิ่มเติม จึงเป็นสิ่งที่ผู้เขียนถือเป็นเกียรติอย่างยิ่ง ต่อการถอดบทเรียนในมุมที่กว้างขึ้นของการพัฒนาการเรียนรู้จากชีวิตในชุมชน…ต่อไป (หากผู้มีเกียรติท่านใดต้องการแสดงความคิดเห็นเพิ่มเติม ผู้เขียนขออนุญาตรวบรวมและนำไปใช้ในกิจกรรมของชุมชน gotoknow ต่อไปด้วย ขอขอบคุณในทุกความคิดเห็นนะครับ)
แม่…มือแห่งเมตตาธรรม

http://gotoknow.org/blog/wirat-kamsrichan/286693
พลังแห่งความเมตตาที่เผื่อแผ่ของแม่…มีอยู่ในตัวของแม่เป็นทุนเดิมอยู่แล้ว หากแม่จะทำสิ่งใดที่เผื่อแผ่บุคคลอื่นด้วยกำลังกายที่แม่ทำได้ นั่นเป็นเพราะแม่ทำสิ่งเหล่านี้มาตลอดชีวิตของแม่เสมอ ทำให้ผู้เขียนรู้สึกว่า ไม่ว่าจะเป็นช่วงไหนของชีวิตคนเราก็ตาม หากได้เคยทำสิ่งหนึ่งสิ่งใดในชีวิตแล้ว ก่อให้เกิดความสุขแก่ตัวเองและเผื่อแผ่ไปถึงสิ่งที่อยู่รายล้อมรอบตัว เมื่อมีโอกาสและมีพลังแห่งชีวิตพอที่แม่จะลุกขึ้นทำสิ่งนั้นได้
การลงมือกระทำ…มันเป็นความสุขจากภายใน ที่แสดงออกมาทางพฤติกรรมของแม่ เชื่อมโยงลงไปในกิจกรรมที่แม่ทำ “ขนมจีนที่ทำเลี้ยงเด็ก ๆ และครูในโรงเรียน” จึงเต็มเปี่ยมด้วยความรักและความเมตตาที่คนในชุมชนเล็ก ๆ แห่งหนึ่ง พึงมีต่อกันได้ มันเป็นความผูกพันระหว่างกันด้วยจิตสำนึกแห่งการให้แบบง่าย ๆ และเป็นไปโดยธรรมชาติแห่งตัวตนของคนที่พึงมีต่อกัน..อย่างน่าเอาเป็นแบบอย่างนัก มองดูแล้ว… อิ่มเอมในหัวใจดีแท้
ลูก ๆ คือเพื่อนและความอุ่นใจในชีวิตของแม่

http://gotoknow.org/blog/wirat-kamsrichan/287832
คำว่า “เพื่อนชีวิตระหว่างกัน” ไม่จำกัดเพียงแค่..การกินอยู่หลับนอน…หรือดำเนินชีวิตร่วมกันอย่างเรื่อยเปื่อยไปแบบเรื่อย ๆเพียงเท่านั้น เพื่อนชีวิต…ต้องมีรายละเอียดและสายใยแห่งความห่วงหาอาทร มีความรู้สึกร่วมไปกับเหตุการณ์หรือปรากฏการณ์ที่เกิดขึ้นมากกว่าที่จะดำรงชีวิตอยู่แบบตัวใครตัวมัน ความรู้สึกในความเป็นเพื่อนแห่งชีวิตของแม่ที่แสดงออกมาต่อบุคคลในครอบครัว โดยเฉพาะพ่อ ณ มุมหนึ่งนั้น…ทำให้ผู้เขียนตระหนักซ้ำว่า หากครอบครัวขาดองค์ประกอบหนึ่งองค์ประกอบใดของครอบครัวไป ในช่วงเวลาที่ไม่เหมาะสมหรือสมควรเป็น ครอบครัวคงต้องปรับวิถีการใช้ชีวิตและเยียวยาสภาพจิตใจของกันและกันอย่างมากมายเลยทีเดียว
“สติและอารมณ์” ที่เกิดขึ้นไล่เลี่ยกัน ต่างพลัดกันวิ่งแซง พลัดกันวิ่งนำหน้า ด้วยความตระหนกต่อเหตุการณ์ ณ ช่วงเวลานั้นที่แม่มีต่อพ่อ เหตุเพราะความห่วงจากส่วนลึกของหัวใจ เป็นความผูกพันที่บอกได้ว่า “ไม่ว่าจะมีสิ่งใดเกิดขึ้นก็ตาม แม่จะไม่ทอดทิ้งพ่อ แม้ในค่ำคืนแห่งความมืดมิดนอกบ้าน ที่อาจมีอันตรายอยู่รายรอบ..ก็ตาม”
เมื่อมองมาที่ชุมชนที่เราอาศัยอยู่ ความผูกพันระหว่างครอบครัวกับชุมชน สะท้อนได้กับสิ่งที่แม่ทำ การใช้วิถีชีวิตความผูกพัน เอาใจใส่และช่วยเหลือต่อกิจกรรมที่ตัวเองพึงกระทำได้ จึงเป็นการเปรียบเทียบที่ไม่แตกต่างกันนัก ครอบครัวเข้มแข็งเพราะสิ่งที่แม่ได้ลงมือกระทำให้สมาชิกในครอบครัวได้รับรู้ สิ่งนี้แหละ! สามารถทำให้ ชุมชนที่เราอาศัยอยู่เข้มแข็งได้อย่างเนียนไปในความเป็นจริงของการใช้ชีวิตร่วมกันทั้งในครอบครัว ชุมชน สังคมและประเทศชาติของเรา ผู้เขียน มองว่า การที่ชุมชนที่เราอาศัยอยู่เป็นเช่นนี้ มันงดงามในความเป็นจริงแบบไม่ต้องลงทุนหรือจัดสรรทรัพยากรอื่นใดมาสนับสนุนให้เปลืองเปล่า
เป็นหอยสังข์และเทพผู้คุ้มครองพ่อแม่ : อำนาจวรรณกรรมและการอ่าน

http://gotoknow.org/blog/wirat-kamsrichan/288027
ความซุกซนของเด็ก ๆ มุมหนึ่ง ที่พวกเขาเล่นบทบาทสมมุติเป็นหนูน้อยหอยสังข์ที่ออกมาจากเปลือกหอยหรือรุกขเทวดาที่ออกมาจากเปลือกไม้ มาช่วยงานบ้านยามพ่อแม่ไม่อยู่บ้านนั้น เหตุเป็นเพราะ…การซึมซับความความเหนื่อยยากลำบากของพ่อแม่ จากการทำมาหาเลี้ยงครอบครัว และส่วนที่สำคัญอีกประการหนึ่งคือ ความซุกซนของวัยและจินตนาการของพวกเค้าเหล่านั้น
ถือเป็นกิจกรรมที่เด็ก ๆ เล่นอย่างสร้างสรรค์และท้าทายมโนภาพที่ตัวเองวาดไว้นั่นเอง…การลดภาระงานของผู้ใหญ่ และตามรอยจินตนาการที่ตัวเองคิดไว้ว่าจะเหมือนหรือต่างกันมากน้อยแค่ไหน ผลสรุปที่ออกมา...แม้ว่าจะทำไม่ได้ตามที่หวังไว้ทุกอย่าง ก็ตาม
หากแต่ เมื่อพวกเขาเติบโตขึ้น และได้กลับมาย้อนคิดเมื่อครั้งอดีตในวัยเยาว์ ทำให้พบว่า..พลังมหัศจรรย์ที่แสดงออกมาเหล่านั้น เป็นเสมือนการเรียนรู้และพัฒนาทักษะการใช้ชีวิตที่มีฐานความคิดมาจากการได้อ่านหนังสือ การได้ศึกษาเล่าเรียน และที่สำคัญความทรงจำเหล่านี้จะติดตัวพวกเขาเหล่านั้นไปตลอดชีวิตเลยทีเดียว
ความทรงจำดีดี ที่มีโอกาสช่วยเหลือแบ่งเบาภาระครอบครัว ตั้งแต่เยาว์วัย ถือเป็นแบบอย่างในการเรียนรู้การใช้ชีวิตจากครอบครัว ออกสู่ชุมชน สังคม และประเทศชาติ ด้วยแรงบัลดาลใจและไฟฝัน และเป็นการพัฒนาสู่การเป็นผู้เอาใจใส่ ช่วยเหลือในกิจกรรมของชุมชนและสังคมที่ตัวเองอาศัยอยู่ อย่างยั่งยืน….
จบตอนที่ 1
นำดอกไม้มาเป็นกำลังใจค่ะ
สวัสดีค่ะ คุณแสงฯ : เพิ่งกลับมาจากเวทีคนหนองบัวมาค่ะ เหนื่อยค่ะ แต่เห็นความสำเร็จอยู่ตรงหน้า สุขใจไปกับชาวหนองบัวที่ริเริ่มโดยอาจารย์วิรัตน์ และการร่วมพูดคุยของชาวหนองบัวที่เดินผ่านไปผ่านมาหน้าเวที แวะเข้ามาเยี่ยมชมและคุยแลกเปลี่ยนกันตลอดเวลาที่จัดนิทรรศการค่ะ .. ขอให้คุณแสงฯ มีความสุขกับการถอดบทเรียน ดังลมหายใจ นะคะ ตามพี่ณัฐรดามาส่งกำลังใจค่ะ =)
สวัสดีครับ : ชุมชนคือแหล่งกำเนิดของสรรพวิชช์
ขอบคุณค่ะ..เห็นความเชื่อมโยงในแง่มุมที่สัมผัสได้จากความรู้สึกดีๆเช่นนี้ค่ะ..กลุ่ม "ดังลมหายใจ" ช่วยกันสอดประสานเนื้อหาได้น่าสนใจมาก ..
พี่ใหญ่จะขอ copy ผลงานของสมาชิกกลุ่มจากบันทึกน้องมะปราง ที่พี่รวบรวมไว้มา post ที่นี่อีกแห่งหนึ่งนะคะ
สวัสดีค่ะคุณ'แสงแห่งความดี'
ความรัก ความอบอุ่น จากครอบครัวเป็นพลังมหัศจรรย์ที่หล่อหลอมให้มนุษย์มีน้ำใจ...ที่ไม่มีในสิ่งมีชีวิตใดๆในโลกนี้.
กลุ่มกิจกรรมถอดบทเรียน "ดังลมหายใจ" ของ ผศ.ดร.วิรัตน์ ซึ่งในขณะนี้ มีสมาชิก ๕ คน แล้วค่ะ :
* คุณแสงแห่งความดี
* คุณณัฐรดา
* อ.ณัฐพัชร์
* คุณครูอ้อยเล็ก
* พี่ใหญ่
สำหรับประเด็นการถอดบทเรียนนี้ จนถึงวันนี้ คุณณัฐรดา และพี่ใหญ่ ได้ลองร่างมาเบื้องต้น เพื่อพิจารณาร่วมกัน ดังนี้ :
1.แก่นสาระหลัก (theme) ของบันทึก "ดังลมหายใจ" (พี่ใหญ่)
2.บทเรียนที่ก่อให้เกิดแรงบันดาลใจของสายสัมพันธ์ในครัวเรือนและชุมชน(พี่ใหญ่)
3.การหล่อหลอมสังคมด้วยพุทธศาสนา (คูณณัฐรดา)
4.ความคาดหวังต่อการรักษาและพัฒนาวัฒนธรรมของสถาบันครอบครัวสู่สังคม(พี่ใหญ่)
.....................................ฯลฯ...........................................................
.. ชื่อในวงเล็บคือผู้เสนอประเด็น ซึ่งจะเป็นเจ้าภาพ ร่างรายละเอียดขึ้นมาเสนอให้สมาชิกพิจารณาร่วมกันต่อไปนะคะ ..
..สมาชิกท่านใดจะเสนอประเด็นเพิ่ม โปรดแจ้งด้วยนะคะ..
24 มีนาคม 2554 11:38
#2397800
ประเด็นดีจังเลยครับพี่ใหญ่ครับ
เป็นการร่วมกันเขียนหนังสือไปในตัววิธีหนึ่งเลยนะครับ
ผมเองก็จะนำมาเขียนบทสังเคราะห์เชิงทฤษฎีเพิ่มเข้าไปอีกส่วนหนึ่งด้วยเช่นกันครับ
จะเพิ่มระเบียบวิธีการวิจัยเชิงคุณภาพในแนว Autoethnography เข้าไปครับ
เชื่อว่าจะเป็นระเบียบวิธีที่เหมาะมากสำหรับวิธีทำประสบการณ์ชีวิตและประวัติศาสตร์สังคมที่สะท้อนอยู่ในเรื่องราวตัวบุคคลให้เป็นการสร้างความรู้และวิธีเรียนรู้ทางสังคม สำหรับสังคมที่มีพื้นฐานที่ดีมากมายแต่มีช่วงเวลาการพัฒนาสังคมแห่งความรู้ทีหลังประเทศที่พัฒนามาก่อนของโลกดังเช่นสังคมไทย
แต่ละท่านนี่สามารถเน้นบางด้านที่เป็นการสกัดประเด็นและสร้างความรู้ต่อยอดขึ้นจากกรณีตัวอย่างที่ใช้เป็นวัตถุดิบการถอดบทเรียนด้วยกัน ในแง่มุมที่แตกต่างหลายด้านเลยนะครับ
อย่างไรก็แล้วแต่ครับ วางอยู่บนฐานของการเห็นและรู้สึกได้ออกมาจากข้างในแล้วก็ว่าไปตามนั้นนี่ดีที่สุดครับ จะสบายและเป็นการได้ทำเพื่อเรียนรู้ตัวเอง เบาๆ และบอกเล่าสะท้อนความบันดาลใจได้ดีกว่าวิธีอื่นครับ
http://gotoknow.org/blog/nongbua-community/432524?refresh_cache=true
..........................................................................................................
พี่ใหญ่ขอนำความเห็นของ ผศ.ดร.วิรัตน์ มาประกอบการถอดบทเรียนของพวกเราทุกคนค่ะ..พี่เพิ่งเข้าไปสนทนาหารือกับท่านเมื่อเช้านี้เอง..
24 มีนาคม 2554 20:17
#2398032
เรียนกลุ่มสมาชิกถอดบทเรียน "ดังลมหายใจ" ทุกท่านค่ะ
พี่ใหญ่มาส่งร่าง แก่นสาระ(theme) ของบันทึก "ดังลมหายใจ" รวบรวมจากความเห็นของ ผศ.ดร.วิรัตน์ ใน blog ดังกล่าว..(โปรดเพิ่มเติมตามที่เห็นสมควร)
* สะท้อนเรื่องราวชีวิตในอดีตของครอบครัวชนบทในบ้านเกิด ท่ามกลางญาติพี่น้องที่มี “ แม่ ” เป็นศูนย์กลางและตัวหลักของเนื้อเรื่อง ที่แม้จะอยู่ห่างไกลความเจริญทางวัตถุ แต่มีจิตสำนึกอย่างชาวบ้าน ที่ผสมกลมกลืนเป็นหนึ่งเดียวกับวิถีชีวิต เปรียบเสมือน “ ดังลมหายใจเข้าออก ”
* เป็นการนำเสนอให้คนสัมผัสได้ดีขึ้น สามารถเรียนรู้เรื่องของตนเอง และเชื่อมโยงสู่โลกกว้าง คนภายนอกจะเห็นประเด็นที่ไม่ใช่เรื่องจำเพาะกรณี แต่เห็นภาพของสังคมทั่วไป ตามบริบทเหล่านี้ :
๑. กิจกรรมชุมชน และความเป็นชุมชนที่คลุกคลีและสัมผัสด้วยตนเองและจากการถ่ายทอดของ แม่ และกลุ่มผู้ใหญ่ในชุมชน
๒.เค้าโครงการผูกเรื่องนั้น เป็นการตกผลึกสิ่งที่ได้จากการวิจัย การทำงาน และการสรุปบทเรียนของชีวิตในปัจจุบัน ที่มุ่งเน้น ความมีจิตสาธารณะ ของปัจเจก และกลุ่มก้อนของคน ในบริบทของชุมชนและสังคมไทย ซึ่งเป็นประเด็นย่อย ของ Civil Society
๓.พยายามจูงมือผู้อ่าน ไปสัมผัสในแง่มุมต่างๆ ผ่านเรื่องเล่าประสบการณ์ชีวิต มีเหตุการณ์และการแสดงออกในสถานะการณ์ต่างๆ การก่อเกิดจากครอบครัว สภาพแวดล้อมชุมชน การเล่นและกลุ่มเพื่อน การปฏิสัมพันธ์กับโลกภายนอก การสนทนากับระบบคิด และหลักชีวิตที่มาในศาสนธรรม
๔.ใช้ศิลปะภาพเขียน เพื่อสื่อภาษาภาพและก่อเกิดปฏิสัมพันธ์ทางสังคมสูงที่เรียกว่า Simplification Communication และ Interaction Learning Empowerment เพื่อมุ่งเน้นให้ชาวบ้านที่อ่านหรือเขียนหนังสือหรือแสดงความรู้ที่เป็นทางการกับคนภายนอกไม่ค่อยได้ ไม่เกิดความเคอะเขิน ซึ่งเป็นวิธีพัฒนาการเรียนรู้ของพลเมือง ทำให้เกิดชุมชนที่ใช้ความรู้และใช้ปัญญาในการแก้ปัญหาได้ดียิ่งขึ้น
25 มีนาคม 2554 07:41
#2398343
สวัสดีค่ะ
อ่านแกนหลักของเรื่องที่พี่ส่งให้ทางความเห็นแล้ว ชอบมากค่ะ
ขอส่งประเด็น การหล่อหลอมสังคมโดยพุทธศาสนามาเพื่อให้พี่พิจารณาดังนี้นะคะ
25 มีนาคม 2554 09:12
#2398414
(ต่อ)
ดังมีตัวอย่างอย่างมากมายที่พบได้จากเรื่องเล่าค่ะ เช่น การขายผัดไทยแบบเงินเชื่อ ที่ผู้ซื้อนำเงินมาชำระภายหลัง (สัจจะ) การคิดและทำกิจกรรมเพื่อเด็กๆที่ขัดสน (พรหมวิหาร ประกอบกับธรรมอื่นเช่น สังคหวัตถุ) การแบ่งเฉลี่ยความดีให้ผู้อื่น โดยแบ่งหน้าที่กันทำกิจกรรมเพื่อชุมชน เช่น การเลี้ยงอาหาร การขุดบ่อน้ำ (ปัตติทานมัย) ซึ่งนอกจะเป็นการแบ่งเฉลี่ยความดีกันแล้ว ในส่วนตัวผู้ทำ ยังถือว่าได้บำเพ็ญประโยชน์ (อัตถจิรยา) การยินดีกับความดีของผู้อื่น เช่นการที่ผู้เขียนยินดีกับมารดาที่จัดกิจกรรมเลี้ยงอาหารเด็ก (ปัตตานุโมทนามัย) เหล่านี้เป็นต้น
25 มีนาคม 2554 09:15
#2398417
ต้องขอบคุณพี่ค่ะที่กระตุ้นให้นำเรื่องดังลมหายใจนี้ขึ้นมาอ่านอีกครั้ง
จึงทำให้ได้เห็นความงามมากมายที่แฝงอยู่ในเนื้อเรื่องค่ะ
สวัสดีค่ะคุณแสงฯ
...สำหรับการถอดบทเรียนแต่ละประเด็น ซึ่งมีความยาวหลายตอน เกินกว่าจะรวมเป็นบันทึกเดียว สมาชิกแต่ละคนอาจขึ้นบันทึกในประเด็นของตน แล้ว link เพื่ออ้างอิงถึงกัน..ในแนวที่ ดร.วิรัตน์ ได้กรุณาชี้แนะนำไว้แล้ว .. ดังเช่นกรณีของคุณแสงแห่งความดี..ส่วนกรณีของคุณณัฐรดา ที่ส่งรายละเอียดของประเด็น "การหล่อหลอมสังคมด้วยพุทธศาสนา" มา post ไว้ที่พี่ใหญ่แล้ว..จะได้นำมารวมไว้โดยไม่ต้องมีบันทึกต่างหากอีก..
*บันทึกของพี่ใหญ่ที่จะทำต่อไป เป็นการเกริ่นนำบทที่ว่าด้วยแก่นสาระสำคัญของ blog ดังลมหายใจ ตามที่ ดร.วิรัตน์ กรุณาให้ความเห็นไว้แล้ว และประเด็นอื่นๆที่ได้อาสาร่างไว้เป็นเบื้องต้น รวมทั้งรายละเอียดของ"การหล่อหลอมสังคมด้วยพุทธศาสนา"ของคุณณัฐรดา
..ส่วนสมาชิกท่านใดได้มีความก้าวหน้าในการถอดบทเรียนอย่างไร โปรดนำมา post ไว้ที่บันทึกน้องมะปราง เพื่อเป็นศูนย์กลางของการเคลื่อนไหวค่ะ..
สวัสดีครับ
ชื่มชมกับบันทึกของพี่นะครับ
และชื่มชมกับความตั้งใจของคนในกลุ่มเล็ก ๆ แต่จิตใจยิ่งใหญ่
ในการถอดบันทึกร่วมกัน
ผ่านเครือข่ายโกทูโน
ผมจะนับวันรอ
อ่านบทความการถอดบทเรียนชิ้นนี้นะครับ
เพียงแค่เผยประเด็นหลัก
ก็ยั่วยวนนำลายสอแล้วครับ
สวัสดีค่ะ
ขอแวะมาเป็นกำลังใจให้กลุ่มดังลมหายใจนะคะ ดีใจมากๆ ค่ะ ที่พี่ๆ มาร่วมกิจกรรมในครั้งนี้
^___^
พี่ใหญ่มาส่งข่าวว่า ได้ขึ้นบันทึก แก่นสาระ(theme) ของบันทึก "ดังลมหายใจ" ซึ่งตั้งใจให้เป็นบทนำของการถอดบทเรียนของกลุ่มของเรา
http://gotoknow.org/blog/nongnarts/433145
..พี่ได้ไปชวนคุณณัฐรดา ให้ขึ้นบันทึกเรื่อง การหล่อหลอมสังคมไทยโดยพุทธศาสนา เป็นอีกบทเรียนหนึ่ง ตามความพร้อมเธอมีอยู่แล้วค่ะ..
ถามไถ่..สถานการณ์น้ำ..เป็นไงบ้างคะ
ขอบคุณสำหรับกำลังใจและข้อเสนอแนะของพี่ใหญ่ และกลุ่มที่ฝากไว้ในบันทึกนะครับ
ช่วงนี้ บ้านสวนวิกฤติจากภัยน้ำท่วม วันนี้ตลอดทั้งวันยังคงอยู่ในสวน ดูบ่อปลาที่เลี้ยงไว้
หากว่าฝนตกมากกว่านี้ คงลำบากเป็นที่สุดแล้ว ครับ
ขอฟ้าได้โปรดปรานี สำหรับชาวสวนบ้าง