“ทำไมเขาถึงไม่เข้าใจเราบ้างเลยนะ”
“….” ฉันเพียงทำตาปริบๆ มองเพื่อน
“เขานะชอบคิดว่าเราไม่มีเหตุผล ทั้งที่เขาเองนั่นแหละไม่มีเหตุผล”
“ก็นั่นอาจจะเป็นเหตุของเขาก็ได้”ฉันแสดงความคิดเห็น
“อ๋อ…นี่เธอกำลังว่าฉันไม่มีเหตุผลเหรอ”
“อ้าว…เป็นงั้นไป”ฉันละงง
“โทรไปหานะก็พูดด้วยสั้นๆ นิดเดียวเอง เหมือนกำลังอยู่กับใครงั้นแหละ”
“บางทีเขาคนนั้นของเธอน่ะอาจจะกำลังยุ่งก็ได้” ว่าพลางอธิบายแทนเขาคนนั้นของเธอแล้วสิเรา
“ยุ่งอะไร มีเสียงหัวเราะกันดังเชียว” เธอเริ่มใส่อารมณ์ในคำพูด
“แล้วเธอเคยถามเขา เรื่องที่เธอมาถามฉันบ้างไหมล่ะ”
“………………” เธอส่ายหน้า
“แล้วเธอ จะบ่นทำไมเนี่ย”
“………………..”
เรื่องของความรัก เวลารักและเข้าใจกันมักเป็นเรื่องของคน 2 คนเสมอ แต่เมื่อไรก็ตามที่หมดรักหรือเกิดความไม่เข้าใจกันมักเป็นเรื่องของคน 3 คนหรือ 4 คนในทันที ทั้งๆ ที่มันก็เป็นเรื่องของคน 2 คนในการปรับความเข้าใจกัน
หลายครั้งที่ได้รับคำถามว่า “ทำไม” นั่น สิ แล้วทำไมเขาหรือเธอไม่คุยกันล่ะว่าเป็นแบบนี้ เป็นแบบนั้นเป็นเพราะเหตุใด หรืออาจเป็นเพราะตัวทิฐิได้เข้ามาปิดใจเขาและเธอคนนั้น
หรือเป็นเพราะความโกรธ ที่ได้รับความใส่ใจจากอีกฝ่าย ทั้งที่อีกฝ่ายอาจจะคิดว่านั่นล่ะคือความพอดีแล้ว และไม่ได้ทำลายความรู้สึกอะไรของอีกฝ่าย แต่อีกฝ่ายกลับมองว่า “สายฟ้าได้ผ่าลงมากลางใจ” ความน้อยใจหรือใจน้อยกลับบังเกิด ทั้งที่ก่อนหน้านั้นใจดวงเดิมกว้างพอที่จะห่มได้ทั้งโลกทีเดียว แล้วเรื่องของคน 2 คน ก็เริ่มกลายเป็นเรื่องของคนหลายคน
ทั้งที่ ทั้ง 2 ฝ่ายไม่เคยถามและหาคำตอบของความเข้าใจระหว่างกันเลย บางทีการรอให้อีกฝ่ายเข้าใจทั้งๆ ที่ไม่เคยบอกเลยว่าตัวเองต้องการอะไร ด้วยหวังว่าอีกฝ่ายคงรู้เอง อีกไม่นานเรื่องของคน 2 คนก็อาจจะเหลือเพียงเรื่องของคนเพียงคนเดียวก็ได้
“คิดอะไรอยู่” เธอถามหลังจากปล่อยเวลาให้ฉันคิดอะไรมากมาย
“แค่เว้นระยะห่าง ระหว่างความโกรธ และการทำความเข้าใจให้เธอน่ะ”
“เหรอ….”
เธอตอบพลางเกาหัว ทั้งที่ความจริงแล้วเธอควรจะ “เกาหัวใจ” ของเธอต่างหาก เหอๆๆ
“ทำไมเขาถึงไม่เข้าใจเราบ้างเลยนะ”
“….” ฉันเพียงทำตาปริบๆ มองเพื่อน
“เขานะชอบคิดว่าเราไม่มีเหตุผล ทั้งที่เขาเองนั่นแหละไม่มีเหตุผล”
“ก็นั่นอาจจะเป็นเหตุของเขาก็ได้”ฉันแสดงความคิดเห็น
“อ๋อ…นี่เธอกำลังว่าฉันไม่มีเหตุผลเหรอ”
“อ้าว…เป็นงั้นไป”ฉันละงง
“โทรไปหานะก็พูดด้วยสั้นๆ นิดเดียวเอง เหมือนกำลังอยู่กับใครงั้นแหละ”
“บางทีเขาคนนั้นของเธอน่ะอาจจะกำลังยุ่งก็ได้” ว่าพลางอธิบายแทนเขาคนนั้นของเธอแล้วสิเรา
“ยุ่งอะไร มีเสียงหัวเราะกันดังเชียว” เธอเริ่มใส่อารมณ์ในคำพูด
“แล้วเธอเคยถามเขา เรื่องที่เธอมาถามฉันบ้างไหมล่ะ”
“………………” เธอส่ายหน้า
“แล้วเธอ จะบ่นทำไมเนี่ย”
“………………..”
เรื่องของความรัก เวลารักและเข้าใจกันมักเป็นเรื่องของคน 2 คนเสมอ แต่เมื่อไรก็ตามที่หมดรักหรือเกิดความไม่เข้าใจกันมักเป็นเรื่องของคน 3 คนหรือ 4 คนในทันที ทั้งๆ ที่มันก็เป็นเรื่องของคน 2 คนในการปรับความเข้าใจกัน
หลายครั้งที่ได้รับคำถามว่า “ทำไม” นั่น สิ แล้วทำไมเขาหรือเธอไม่คุยกันล่ะว่าเป็นแบบนี้ เป็นแบบนั้นเป็นเพราะเหตุใด หรืออาจเป็นเพราะตัวทิฐิได้เข้ามาปิดใจเขาและเธอคนนั้น
หรือเป็นเพราะความโกรธ ที่ได้รับความใส่ใจจากอีกฝ่าย ทั้งที่อีกฝ่ายอาจจะคิดว่านั่นล่ะคือความพอดีแล้ว และไม่ได้ทำลายความรู้สึกอะไรของอีกฝ่าย แต่อีกฝ่ายกลับมองว่า “สายฟ้าได้ผ่าลงมากลางใจ” ความน้อยใจหรือใจน้อยกลับบังเกิด ทั้งที่ก่อนหน้านั้นใจดวงเดิมกว้างพอที่จะห่มได้ทั้งโลกทีเดียว แล้วเรื่องของคน 2 คน ก็เริ่มกลายเป็นเรื่องของคนหลายคน
ทั้งที่ ทั้ง 2 ฝ่ายไม่เคยถามและหาคำตอบของความเข้าใจระหว่างกันเลย บางทีการรอให้อีกฝ่ายเข้าใจทั้งๆ ที่ไม่เคยบอกเลยว่าตัวเองต้องการอะไร ด้วยหวังว่าอีกฝ่ายคงรู้เอง อีกไม่นานเรื่องของคน 2 คนก็อาจจะเหลือเพียงเรื่องของคนเพียงคนเดียวก็ได้
“คิดอะไรอยู่” เธอถามหลังจากปล่อยเวลาให้ฉันคิดอะไรมากมาย
“แค่เว้นระยะห่าง ระหว่างความโกรธ และการทำความเข้าใจให้เธอน่ะ”
“เหรอ….”
เธอตอบพลางเกาหัว ทั้งที่ความจริงแล้วเธอควรจะ “เกาหัวใจ” ของเธอต่างหาก“ทำไมเขาถึงไม่เข้าใจเราบ้างเลยนะ”
“….” ฉันเพียงทำตาปริบๆ มองเพื่อน
“เขานะชอบคิดว่าเราไม่มีเหตุผล ทั้งที่เขาเองนั่นแหละไม่มีเหตุผล”
“ก็นั่นอาจจะเป็นเหตุของเขาก็ได้”ฉันแสดงความคิดเห็น
“อ๋อ…นี่เธอกำลังว่าฉันไม่มีเหตุผลเหรอ”
“อ้าว…เป็นงั้นไป”ฉันละงง
“โทรไปหานะก็พูดด้วยสั้นๆ นิดเดียวเอง เหมือนกำลังอยู่กับใครงั้นแหละ”
“บางทีเขาคนนั้นของเธอน่ะอาจจะกำลังยุ่งก็ได้” ว่าพลางอธิบายแทนเขาคนนั้นของเธอแล้วสิเรา
“ยุ่งอะไร มีเสียงหัวเราะกันดังเชียว” เธอเริ่มใส่อารมณ์ในคำพูด
“แล้วเธอเคยถามเขา เรื่องที่เธอมาถามฉันบ้างไหมล่ะ”
“………………” เธอส่ายหน้า
“แล้วเธอ จะบ่นทำไมเนี่ย”
“………………..”
เรื่องของความรัก เวลารักและเข้าใจกันมักเป็นเรื่องของคน 2 คนเสมอ แต่เมื่อไรก็ตามที่หมดรักหรือเกิดความไม่เข้าใจกันมักเป็นเรื่องของคน 3 คนหรือ 4 คนในทันที ทั้งๆ ที่มันก็เป็นเรื่องของคน 2 คนในการปรับความเข้าใจกัน
หลายครั้งที่ได้รับคำถามว่า “ทำไม” นั่น สิ แล้วทำไมเขาหรือเธอไม่คุยกันล่ะว่าเป็นแบบนี้ เป็นแบบนั้นเป็นเพราะเหตุใด หรืออาจเป็นเพราะตัวทิฐิได้เข้ามาปิดใจเขาและเธอคนนั้น
หรือเป็นเพราะความโกรธ ที่ได้รับความใส่ใจจากอีกฝ่าย ทั้งที่อีกฝ่ายอาจจะคิดว่านั่นล่ะคือความพอดีแล้ว และไม่ได้ทำลายความรู้สึกอะไรของอีกฝ่าย แต่อีกฝ่ายกลับมองว่า “สายฟ้าได้ผ่าลงมากลางใจ” ความน้อยใจหรือใจน้อยกลับบังเกิด ทั้งที่ก่อนหน้านั้นใจดวงเดิมกว้างพอที่จะห่มได้ทั้งโลกทีเดียว แล้วเรื่องของคน 2 คน ก็เริ่มกลายเป็นเรื่องของคนหลายคน
ทั้งที่ ทั้ง 2 ฝ่ายไม่เคยถามและหาคำตอบของความเข้าใจระหว่างกันเลย บางทีการรอให้อีกฝ่ายเข้าใจทั้งๆ ที่ไม่เคยบอกเลยว่าตัวเองต้องการอะไร ด้วยหวังว่าอีกฝ่ายคงรู้เอง อีกไม่นานเรื่องของคน 2 คนก็อาจจะเหลือเพียงเรื่องของคนเพียงคนเดียวก็ได้
“คิดอะไรอยู่” เธอถามหลังจากปล่อยเวลาให้ฉันคิดอะไรมากมาย
“แค่เว้นระยะห่าง ระหว่างความโกรธ และการทำความเข้าใจให้เธอน่ะ”
“เหรอ….”
เธอตอบพลางเกาหัว ทั้งที่ความจริงแล้วเธอควรจะ “เกาหัวใจ” ของเธอต่างหาก
เอ๊ะแปลกเทียวครับ "เกาหัวใจ"
ตามอาจารย์ มาเกาหัวใจ เพราะอ่านแล้ว รู้สึกคันในอารมณ์......