ในกลุ่มมีกองทุนมากมาย ซึ่งแต่ละกองทุนก็มีส่วนที่ทำหน้าที่ทับซ้อนกันอยู่ ในขณะที่เราบอกว่าเราเป็นกองทุนสวัสดิการชุมชน แต่เราไปมุ่งเฉพาะที่ปลายเหตุ เช่น จะจ่ายสวัสดิการเมื่อ เกิด แก่ เจ็บ ตาย แต่เราลืมคิดไปหรือเปล่าว่ากระบวนการก่อน ระหว่าง และหลังการเกิด แก่ เจ็บ ตาย นั้นมีอยู่อีกมากมาย ซึ่งล้วนแล้วแต่เกี่ยวข้องกับสุขภาพทั้งนั้น เมื่อเป็นเช่นนี้แล้วเราจะปรับเปลี่ยนการปฏิบัติเพื่อให้ครอบคลุมเรื่องสุขภาพและสุขภาวะได้หรือไม่
กลับมารายงานตัวอีกครั้งหลังจากหายไป 2 วัน  ที่หายไปเพราะติดงานซ้อมรับพระราชทานปริญญาบัตรให้กับนักศึกษาค่ะ  เพิ่งเดินทางกลับมาถึงลำปางเมื่อตอนตี 1 ของวันจันทร์ (คืนวันอาทิตย์) พรุ่งนี้ก็ต้องมีสอนอีกแล้ว  เมื่อสอนเสร็จก็ต้องรีบเดินทางกลับไปที่กรุงเทพฯอีก  เนื่องจากงานรับพระราชทานปริญญาบัตรจะมีขึ้นในวันพฤหัสบดีที่ 10 สิงหาคม  2549 นี้

    ความจริงวันนี้มีเรื่องมาเล่าให้ฟังตั้งหลายเรื่อง  แต่ก็ต้องขอยกยอดเอาไปเล่าในวันต่อไปค่ะ  เพราะ  เมื่อกี้นี้บังเอิญได้เข้าไปอ่านบันทึกของหนูเคเอ็มเกี่ยวกับการประชุมของคณะกรรมการกองทุนสวัสดิการชุมชนตำบลกะหรอ  ผู้วิจัยก็เลยอยากร่วม    แจมความคิดเห็นอะไรนิดหน่อย  เพราะ  เคยได้ยินว่าหนูเคเอ็ม Print บันทึกของ   ผู้วิจัยไปให้พี่พัชอ่าน

    1.ในเรื่องเกี่ยวกับการเขียนโครงการเพื่อขออนุมัติงบประมาณสนับสนุนจาก   พอช.และ อบต. ไม่รู้ว่าจะใช่โครงการตำบลละแสนหรือเปล่าคะ  ผู้วิจัยสมมติว่าใช่ก็แล้วกันนะคะ  เรื่องนี้ผู้วิจัยเห็นว่าคงทำได้ไม่ยาก  เพราะ  มีประสบการณ์จากพื้นที่อื่นให้เห็นมาแล้ว  ซึ่งแต่ละพื้นที่ก็จะมีมุมมอง  วิธีการปฏิบัติที่ไม่เหมือนกัน  
     
    จากประสบการณ์ในพื้นที่  ผู้วิจัยเห็นว่าสิ่งที่สำคัญที่สุดเป็นอันดับแรก  คือ  การสร้างความรู้  ความเข้าใจ  ให้กับคณะกรรมการและสมาชิกได้ทราบว่าโครงการนี้มีความเป็นมาอย่างไร  เงินที่ทางหน่วยงานให้มา  เขาให้มาด้วยวัตถุประสงค์อะไร  เราจะต้องทำอย่างไรบ้างถ้าหากต้องการได้รับการสนับสนุนจากโครงการนี้  สิ่งนี้เป็นสิ่งที่สำคัญ  เพราะ (แทบ) ทุกคนก็คงอยากได้เงิน  และที่สำคัญไปกว่านั้น  คือ  มันเป็นสิทธิที่ควรจะได้  แต่เราก็ต้องเห็นใจคนทำงานและหน่วยงานด้วย  ถ้าพื้นที่ไหนยังไม่พร้อมหรือยังไม่มีคุณสมบัติครบตามที่กำหนด  เราอย่างไปดึงดันเลย  เพราะ  มีโอกาสสูงมากที่ปัญหาจะตามมาภายหลัง

    อีกส่วนหนึ่งที่สำคัญ  คือ  หน่วยงานสนับสนุนในระดับพื้นที่  เราต้องทำความเข้าใจกับหน่วยงานเหล่านั้นให้ดี (ดีที่สุด  คือ  การทำความเข้าใจตั้งแต่แรก)  เรื่องนี้ผู้วิจัยเคยประสบเองมากับตัว  บางหน่วยงานเขาไม่รู้ว่ามีโครงการนี้  พอเราได้รับอนุมัติโครงการก็ไปบอกเขา  เชื่อไหมคะว่าเขาไม่พอใจ (พอสมควร) เขาบอกว่าทำไมจะทำอะไรไม่มาปรึกษากันก่อน  ชุมชนจะทำอะไร  เราในฐานะหน่วยงานสนับสนุนยินดีให้การสนับสนุนอยู่แล้ว  แต่น่าจะพูดคุยกันก่อน  ไม่ใช่ทำโดยพละการ  พอได้รับอนุมัติมาแล้ว  ก็มาบอก  เหมือนกับบังคับให้หน่วยงานต้องทำตามเงื่อนไข  ซึ่งไม่น่าจะถูกต้องทั้งตามหลักมารยาทและหลักปฏิบัติ

   บางกรณีพอทราบว่าชุมชนหรือกลุ่มได้รับการอนุมัติงบประมาณแล้ว (ทราบทีหลัง) ก็ไม่ได้ติดใจอะไร  แต่หน่วยงานเหล่านั้นเขาก็ไม่รู้ว่าเขาจะต้องทำอะไรต่อ  เช่น  ต้องออกหนังสือรับรองว่ายินดีให้การสนับสนุนกลุ่ม  หรือต้องเซ็นต์รับรองว่ารับทราบโครงการและยินดีให้การสนับสนุน    ตรงนี้ก็เป็นหน้าที่ของเรา (ในฐานะคุณอำนวยและคุณวิจัย) ที่จะต้องเข้าไปร่วมกับคณะกรรมการในการอธิบายให้หน่วยงานสนับสนุนทราบ  ผู้วิจัยเคยไปมาแล้ว 3 พื้นที่  ไม่ใช่ไปตัวเปล่านะคะ  ต้องไปพร้อมกับหลักฐานจากทาง พอช. และต้องถือหนังสือที่ออกโดยกลุ่มเพื่อแจ้งให้หน่วยงานทราบว่าเราได้รับการสนับสนุนบประมาณแล้ว  ทางหน่วยงานจะต้องสนับสนุนกลุ่มอย่างไรไปอีก 1 ฉบับ  พร้อมกับไปอธิบายให้หน่วยงานเข้าใจ  ซึ่งก็ไม่มีปัญหาอะไร  ไม่เห็นมีหน่วยงานในพื้นที่ไหนที่ไม่พอใจ  เท่านั้นยังไม่พอ  เราจะต้องอธิบายพร้อมกับมีตัวอย่างร่างหนังสือที่ทางหน่วยงานจะออกมาให้กับกลุ่มด้วยว่าจะต้องเขียนอย่างไร  เพราะ  มีหลายพื้นที่ที่พอรับหนังสือไปแล้ว  ไม่รู้ว่าจะตอบกลับอย่างไร   เราต้องเตรียมส่วนนี้ให้พร้อมจะได้ไม่ต้องเสียเวลา  เพราะ  เวลาเป็นสิ่งที่มีค่า

   2.ในส่วนของสวัสดิการ  ผู้วิจัยขอชื่นชมในความรอบคอบของคณะกรรมการค่ะ  เนื่องจากกองทุนของกะหรอเพิ่งตั้งขึ้นมาใหม่  ยังไม่มีประสบการณ์ว่าจะทำอย่างไร  การไปดูตัวอย่างที่ดีเป็นสิ่งที่ดี  มีความจำเป็น  และมีความสำคัญมาก  แต่จะดีมากที่สุดหากเรานำมาปรับใช้ให้เข้ากับบริบทของเรา

   ผู้วิจัยเห็นว่าแนวคิดของคณะกรรมการในส่วนของการปรับเปลี่ยนสวัสดิการการเสียชีวิตเป็นสิ่งที่ดี  เพราะ  "ใช้หลักปลอดภัยไว้ก่อน" และ "กันดีกว่าแก้" ซึ่งหลายพื้นที่ในภาคเหนือก็ใช้วิธีการนี้ค่ะ  เราทำกันในชุมชน  ไม่ใช่เป็นบริษัทเอกชน  แต่อยากจะขอเพิ่มเติมว่าความจริงยังมีอีกหลายวิธีการที่สามารถทำได้  อย่างโซนใต้ก็เอาระเบียบของเครือข่ายฯกับระเบียบของกลุ่มพ่อชบมาดู  แล้วปรับทั้ง 2 ส่วนให้เป็นของตนเอง  ยังไม่ทันจะได้ใช้เลย  พอดีวันนั้นคุณสุวัฒนากับคุณภีมมาก็คุยกันเรื่องนี้  (อ่านรายละเอียดได้จากบันทึก "การประชุมโซนใต้ประจำเดือนกรกฎาคม") คณะกรรมการจึงขอคุยกันในเรื่องนี้อีกครั้งหนึ่ง  สิ่งที่ผู้วิจัยได้รับอย่างหนึ่งจากการพูดคุยในวันนั้น  คือ  เราจ่ายสวัสดิการในส่วนของการตายมากเกินไปหรือเปล่า  เราน่าจะปรับเปลี่ยนในส่วนนี้หรือไม่  ซึ่งผู้วิจัยก็ได้แต่คิดและตั้งเป็นคำถามเอาไว้แต่ยังไม่ได้คุยกับใคร  จนกระทั่งเมื่อวันเสาร์ที่ผ่านมา  มีสมาชิกเสียชีวิต 1 คนที่กลุ่มบ้านดอนไชย  ปรากฎว่าทางกลุ่มได้นำนมถั่วเหลืองของโครงการหลวงไปชงแจกให้กับผู้มาร่วมงาน  (ส่วนใหญ่ก็เป็นสมาชิกกลุ่มวันละบาท) ปรากฎว่านมถั่วเหลืองหมดไปอย่างรวดเร็ว  แถมยังมีคนที่ต้องการซื้อไปชงดื่มที่บ้านอีกด้วย  เท่านั้นยังไม่พอเมื่อผู้ส่งนมได้รับทราบเรื่องนี้  ก็ได้บอกกับทางกลุ่มว่าต่อไปเวลามีศพของสมาชิกขอให้กลุ่มมาชงนมแจกให้กับผู้มาร่วมงานอีก  โดยผู้ส่งจะมอบนมถั่วเหลืองให้อีกศพละ 2 ถุง  ซึ่งผู้วิจัยเห็นว่าเป็นสิ่งที่ดีมาก  เราอาจลดจำนวนเงินสวัสดิการลง  แต่ไปช่วยในส่วนอื่นๆก็ได้  เช่น  ไปเป็นเจ้าภาพในงานสวดศพ  เป็นต้น

   สำหรับกองทุนการศึกษาที่พื้นที่ก็มีเหมือนกัน  โดยแบ่งเงิน 5% ไปจัดการในส่วนนี้  แต่ก็ต้องยอมรับว่าที่ผ่านมาเราไม่เคยจัดการในเรื่องนี้เลย  เพราะ  เงิน 5% จะถูกส่งไปเก็บไว้ที่เครือข่ายฯจนหมด  กลุ่มก็เลยไม่ได้นำมาจัดการ  แต่เมื่อแยกออกมาเป็นโซนใต้แล้ว  เห็นว่าคณะกรรมการจะจัดการเรื่องนี้อย่างจริงจัง  แต่ผู้วิจัยเชื่อลึกๆว่าคงจะต้องมีการปรับเปลี่ยนในกองทุนนี้  ผู้วิจัยเห็นว่ากองทุนนี้น่าจะถูกยกเลิกไป  เพราะ  ถ้าเรามาดูเงินที่หมุนเวียนอยู่ในกลุ่มแล้ว  จะเห็นได้ว่าในกลุ่มมีกองทุนหมุนเวียนเพื่อให้สมาชิกกู้ยืมด้วย  (ตอนนี้หลายกลุ่มยังไม่มีแต่เห็นว่าในโซนใต้ทุกกลุ่มคงจะตั้งในเร็ววันนี้  เพราะ  เป็นกองทุนที่สามารถนำมาเสริมสภาพคล่องในภาวะที่จำเป็น  รวมทั้งดอกผลที่ได้ก็สามารถนำมาเป็นค่าใช้จ่ายต่างๆได้  เช่น  ค่าซื้อคอมพิวเตอร์  ค่านำ  ค่าไฟ  ค่าโรศัพท์  ค่าเช่าสถานที่ทำการ  เป็นต้น  รวมทั้งยังสามารถนำมาปันผลให้กับสมาชิกได้อีกด้วย)  จากการที่ผู้วิจัยลงเก็บข้อมูลเห็นว่าเงินในกองทุนหมุนเวียนที่ชาวบ้านมาออมแต่ละเดือนไม่เคยได้รับการกู้ไปจนหมด  เงินยังเหลืออยู่  ความจริงเอามาให้กู้เพื่อการศึกษาก็ได้  แม้สมาชิกคนนั้นอาจไม่ได้เป็นสมาชิกของกองทุนหมุนเวียน  แต่ผู้วิจัยเห็นว่าเราสามารถนำมาใช้ได้เพื่อไม่ให้เกิดความซำซ้อน  ส่วนกองทุนเพื่อการศึกษาที่มีอยู่เดิม  น่าจะปรับเปลี่ยนเป็น "กองทุนสุขภาพชุมชน" เท่าที่ทราบพรุ่งนี้ทางโรงพยาบาลเถินได้เชิญตัวแทนกลุ่มดอนไชยไปพูดคุยในเรื่องนี้  ผู้วิจัยคิดว่าคงจะมีการเปลี่ยนแปลงอะไรเกิดขึ้นในเร็ววันนี้   การที่ผู้วิจัยคิดว่าควรมีการปรับเปลี่ยนในกองทุนเพื่อการศึกษาเป็นกองทุนสุขภาพชุมชนนั้น  ไม่ใช่ว่าจะเอาใจแหล่งทุนนะคะ  แต่ผู้วิจัยเห็นว่าในกลุ่มมีกองทุนมากมาย  ซึ่งแต่ละกองทุนก็มีส่วนที่ทำหน้าที่ทับซ้อนกันอยู่  ในขณะที่เราบอกว่าเราเป็นกองทุนสวัสดิการชุมชน  แต่เราไปมุ่งเฉพาะที่ปลายเหตุ  เช่น  จะจ่ายสวัสดิการเมื่อ เกิด  แก่  เจ็บ  ตาย  แต่เราลืมคิดไปหรือเปล่าว่ากระบวนการก่อน  ระหว่าง  และหลังการเกิด  แก่  เจ็บ  ตาย  นั้นมีอยู่อีกมากมาย  ซึ่งล้วนแล้วแต่เกี่ยวข้องกับสุขภาพทั้งนั้น  เมื่อเป็นเช่นนี้แล้วเราจะปรับเปลี่ยนการปฏิบัติเพื่อให้ครอบคลุมเรื่องสุขภาพและสุขภาวะได้หรือไม่

   วันนี้ขอจบไว้แต่เพียงเท่านี้ก่อนนะคะ  ถ้าคิดออกอีกจะเข้ามาเขียนถึงอีกค่ะ  คิดถึงทุกคน

หมายเหตุ : หากทีมกะหรอต้องการเอกสารเพิ่มเติม เช่น ตัวอย่างจดหมาย กฎระเบียบ (ใหม่) ก็บอกมาได้นะคะ