ผมไม่รู้ว่าเป็นผลพวงของการจัดการความรู้หรือไม่ แต่ที่แน่ๆ มันคือ “งานเขียน” ที่ทำให้ผมได้พัฒนาตัวเอง

หลังจากที่รู้ผลชัดเจนว่าข้อมูลต่างๆ ในโน๊ตบุ๊คไม่สามารถกู้คืนกลับมาได้  ผมก็ไม่ยอมให้ตัวเองเสียเวลาไปจมปลักอยู่กับความสูญเสียดังกล่าวอย่างมากมาย  ตรงกันข้ามกลับลุกขึ้นมาปลอบประโลมตัวเองสั้นๆ แบบนักเลงๆ ว่า “ช่างมันเถอะ มันถึงวาระของมันแล้ว” 

 

ถัดจากนั้นผมก็ตัดสินใจทำหนังสือ “เรียนนอกฤดู” (ภาคพิเศษ) ขึ้นมาอย่างเร่งด่วน  ด้วยค้นพบว่า  ถึงแม้ต้นฉบับหนังสือเชิงสารคดีเรื่อง “เรียนนอกฤดู”  (เล่ม ๒)  ได้สูญสลายไปแล้วก็จริง  ผมก็ยังพอมีทุนเดิมๆ หลงเหลืออยู่บ้าง  ถ้าจะเริ่มต้นทำอะไรสักอย่างเพื่อเยียวยา”ความฝัน” ตัวเองก็คงไม่ผิดอะไรกระมัง

 

ด้วยเหตุนี้ผมจึงไม่ลังเลที่จะรื้อค้นบันทึกในเวปบล็อก gotoknow.org  อย่างเร่งด่วน  พร้อมๆ กับการคัดบันทึกบางบันทึกมาปรับแต่งเล็กๆ น้อยๆ เพื่อหมายใจจะนำไปรวมเล่มเป็น “เรียนนอกฤดู” (ภาคพิเศษ) เพื่อขานรับการปิดภาคเรียนของนิสิต และเอ่ยทักทายเจ้า “ค่าย” ต่างๆ ที่กำลังออกไปท่องเล่นกับเจ้าสายลมร้อน

 

รวมถึงวาระที่เจ้าสองหนุ่มน้อยของผมกำลังจะกลับไปใช้ชีวิตที่ "บ้านเกิด" ในรอบของการปิดภาคเรียน 

 

ถึงแม้จะมีเวลาอันจำกัด  แต่ก็พยายามอย่างเต็มที่กับการปั่นต้นฉบับเพื่อส่งแบบแดกดิบไปให้น้องๆ ได้ลงแรงทำต้นฉบับชนิด “วันเดียวเสร็จ” 

ครั้นเนื้อหาในภาพรวมของต้นฉบับเสร็จสิ้น  ก็ถึงขั้นตอนของการกลับไปพลิกแฟ้มหาภาพมาประกอบหนังสือ  ยิ่งค้นหาก็ยิ่งร้าวระทึกเนื่องเพราะภาพต่างๆ ที่เคยลั่นชัตเตอร์เก็บไว้ก็มีอัญสูญหายไปเหมือนกัน  สุดท้ายจึงหันกลับมาคัดกรองภาพต่างๆ จากบล็อก และขอความอนุเคราะห์จากน้องๆ ในทีมงานได้ช่วยจัดหามาเพิ่มเติมให้

 

 

กรณีเรื่องปกหนังสือนั้น
ผมไม่เสียเวลาคิดให้เมื่อยสมอง  เพราะภาพเก่าๆ แจ่มชัดเหลือเกิน  จึงฟันธงเปรี้ยงเดียวว่าให้ใช้  “ปกเก่า” ที่เคยออกแบบไว้ในครั้งแรก

 

ผมมีเหตุผลพิเศษเหมือนกัน
เพราะต้องการแสดงความไว้อาลัยต่อการจากไปของน้องชายท่านหนึ่งที่เคยเป็นนักกิจกรรมที่คุ้นเคยมาอย่างยาวนาน และเขาคนนั้น (สัญญา  ผาลี)  ก็เป็นนักกิจกรรมคนแรกที่ได้รับทรานสคริปจากมหาวิทยาลัยฯ

แต่ก่อนจะมีการยืนยันเรื่องปกนั้น  ผมก็ไม่ลืมหันไปขออนุญาตเจ้าลูกชายคนโต (แผ่นดิน) เสียก่อน  เพราะภาพที่ว่านั้นก็มีเขาอยู่ตรงนั้นด้วย จึงคงไม่เหมาะกระมังหากไม่บอกกล่าวเล่าความกับเขาก่อน  ซึ่งก็เป็นที่น่ายินดีว่าเขาไม่ปฏิเสธเลยสักคำ  เพียงแต่ยิ้มๆ แล้วก็ค่อยๆ เผยเงื่อนไขอย่างเหลือเชื่อว่า “เอาไปโลด  แต่ขายได้ต้อง ต้องเอามาเงินให้ดินนำ  ดินสิเอาไปให้พ่อปู่จ้างคนปลูกมัน” (ปลูกมันสำปะหลัง)  

 

ครับ, ...ผมรับปากเขาแบบขำๆ
แต่พอมานึกอีกทีก็ขำไม่ออก  เพราะช่วงนี้ปิดเทอม ดินกับแดนกำลังกลับบ้านไปอยู่กับคุณปู่และคุณย่า  ซึ่งเท่าที่รู้มาก็เป็นห้วงเวลาที่ทางบ้านกำลังจะปลูกมันสำปะหลังพอดี

 

ผมไม่รู้จะสุข หรือทุกข์กับเงื่อนไขนั้น  แต่ก็อดที่จะมองเชิงบวกไม่ได้ว่า “ดินและแดน” ได้เติบโตในทางจิตวิญญาณ  มองเห็นภาพชีวิตที่บ้านเกิดอันเป็นรากเหง้าของตัวเองชัดเจนขึ้นเรื่อยๆ  เด็กสองคนเริ่มมองเห็นฤดูกาลของชีวิตที่เกี่ยวโยงกับตัวเอง ทั้งจากเมืองใหญ่และสังคมบ้านเกิดที่เป็นบ้านอกคอกนาอย่างค่อยเป็นค่อยไป

 

ทำนองเดียวกันนี้  เจ้าจุก  (นักเลงลูกทุ่ง) ก็ไม่ยอมแพ้พี่ชาย  เพราะเพียงอึดใจเดียวที่เจ้าดินพูดจบ  แกก็โพล่งออกมาแบบอารมณ์ดีว่า  “ปิดเทอมนี่  แดนสิเอาเงินในกระปุกออมสินไปให้พ่อปู่กับแม่ย่า”

 

ครับ, ผมเชื่อเช่นนั้น และก็เชื่อว่า พอกลับถึงบ้านเงินที่ว่านั้น ก็คงกลายเป็นค่าขนม ค่าลูกชิ้นทอดในแบบของเขาอยู่วันยังค่ำ! เพราะเจ้าจุกแกเป็นคนยึดมั่นในปรัชญากองทัพเดินด้วยท้อง ดังนั้น เรื่องกินจึงเป็นเรื่องใหญ่สำหรับแกเสมอ

 

กรณีดังกล่าวผมก็ไม่เห็นว่ามันจะเสียหายอะไร  อย่างน้อยก็เคยสอนเขาแล้วว่าให้เก็บออมด้วยตนเอง  อยากได้อะไร ก็ให้ใช้เงินที่เก็บไว้นั่นแหละไปซื้อหาเอง (แต่ต้องปรึกษาก่อน)  โดยล่าสุดเจ้าจุกก็ทุบกระปุกไปซื้อรองเท้าฟุตบอลมาแล้ว ๑ คู่

สำหรับหนังสือเล่มนี้  คงไม่ได้วิเศษวิโสอะไรมากนัก  แต่อย่างน้อยก็คงบอกอะไรได้บ้างว่า ณ ห้วงเวลาใดเวลาหนึ่งมีเหตุการณ์ใดเกิดขึ้นบ้างกับชีวิตและองค์กรของผม หรือแม้แต่การเป็นเสมือน "แบบเรียน" และ "จดหมายเหตุ" ของคนในครอบครัวของผม หรือแม้แต่มวลมิตรที่ปรากฏอยู่ในตัวเรื่องของแต่ละเรื่อง

 

 

และถัดจากนี้ไปก็คือ ส่วนหนึ่งในเรื่องราวอันเกิดจากการเขียนบันทึกในเวปบล็อกและแปลงรูปลักษณ์มาสู่หนังสือเล่มเล็กๆ ที่เรียกว่า “เรียนนอกฤดู ภาคพิเศษ”  ผมไม่รู้ว่าเป็นผลพวงของการจัดการความรู้หรือไม่ แต่ที่แน่ๆ มันคือ “งานเขียน” ที่ทำให้ผมได้พัฒนาตัวเอง และมีคนนำไปพัฒนาต่อยอดบ้างแล้ว...(อย่างน้อยก็นิสิตและทีมงานของผม)

 

“เรื่องบางเรื่อง เราทำได้เพียงการหวนรำลึก  เพราะไม่อาจสถาปนาให้มีชีวิตอยู่ในโลกปัจจุบันได้ โลกเปลี่ยน สังคมเปลี่ยน แต่ก็ไม่ได้หมายความว่า ความทรงจำอันง่ายงามของชีวิตและสังคมจะผุพังไปตามยุคสมัยเสียเมื่อไหร่”

(จากเรื่อง “รำวงชาวบ้านฯ”)

 

“นิสิตในมหาวิทยาลัยนั้นก็ยังเด็กเกินกว่าที่จะแบกรับความเป็นชาติในเวลานี้  พวกเขายังต้องเรียนให้จบ และก้าวออกไปสู่ความเป็นพลเมืองของชาติในวันหน้า หากแต่กิจกรรมเหล่านี้ คือกลไกอันสำคัญของการเตรียมความพร้อมให้กับพวกเขา”

(จากเรื่อง “ปลูกฝังความเป็นชาติฯ”)

 

“นิสิตมาในฐานะผู้เรียนรู้ ไม่ได้ “เป็นเจ้าเป็นนาย”  ไม่ได้เป็นปราชญ์ชำนาญการในเรื่องวิถีวัฒนธรรม หรืออย่างมากก็มาในฐานะของการเป็นเสมือนทูตวัฒนธรรมเดิมๆ ที่มาทำหน้าที่ชักชวนให้ชาวบ้านได้ย้อนรำลึกความดีงามในทางประเพณีและวัฒนธรรมของตัวเองเท่านั้น”

(จากเรื่อง “ความเอ๋ยความทรงจำฯ”)

 

“พ่อบ้านแม่บ้านสวมบทบาทครูปัญญาอย่าน่าทึ่ง ผมถือว่าเพียงข้าวต้มมัดในงานบุญเล็กๆ เท่านี้ก็สามารถเป็นโจทย์แห่งการเรียนรู้ได้อย่างมากมายก่ายกอง มันช่วยให้เราเห็นคุณค่าและศักยภาพของกันและกัน และเห็นความงามในตัวตนของคนแต่ละคนอย่างไม่ต้องสงสัย รวมถึงเห็นความเป็นไทยเล็กๆ น้อยๆ ที่คนหนุ่มสาวกำลังลืมเลือน”

(จากเรื่อง “ข้าวต้มมัดฯ”)

 

...
๑๙ มีนาคม ๕๔
หาดใหญ่,สงขลา