เรายังอยู่ที่หัวข้อวิธีการจัดการเรียนรู้เพื่อให้ศิษย์ได้พัฒนาทักษะด้าน learning how to learn และ innovation ซึ่งประกอบด้วยทักษะย่อย ๓ กลุ่ม คือ
๑. การคิดอย่างลึกซึ้ง (critical thinking) และการแก้ปัญหา (problem solving) ซึ่งหมายถึงการคิดอย่างผู้เชี่ยวชาญ (expert thinking)
๒. การสื่อสาร (communication) และความร่วมมือ (collaboration) ซึ่งหมายถึงการสื่อสารอย่างซับซ้อน (complex communicating)
๓. ความริเริ่มสร้างสรรค์ (creativity) และนวัตกรรม (innovation) ซึ่งหมายถึงการประยุกต์ใช้จินตนาการและการประดิษฐ์
ในตอนที่แล้วได้กล่าวถึงวิธีการจัดการเรียนรู้ทักษะย่อยข้อ 1 ไปแล้ว ในตอนนี้จะกล่าวถึงข้อ 2 และ 3 ต่อไป
การเรียนรู้ทักษะการสื่อสารและความร่วมมือ
โลกในศตวรรษที่ ๒๑ ต้องการทักษะของการสื่อสารและความร่วมมือที่กว้างขวางและลึกซึ้งกว่าโลกสมัยก่อนอย่างเทียบกันไม่ได้เลย เป็นผลจาก digital & communication technology
การออกแบบการเรียนรู้ทักษะการสื่อสารและความร่วมมือ ควรมีเป้าหมายและวิธีการดังต่อไปนี้
- ทักษะในการสื่อสารอย่างชัดเจน
@ เรียบเรียงความคิด และไอเดีย ได้เป็นอย่างดีและสื่อสารออกมาให้เข้าใจง่ายและงดงาม และมีความสามารถสื่อสารได้หลายแบบ ทั้งสื่อสารด้วยวาจา ด้วยข้อเขียน และในภาษาที่ไม่ใช่ภาษาพูดและเขียน
@ ฟังอย่างมีประสิทธิผล เกิดการสื่อสารจากการตั้งใจฟัง ให้เห็นความหมาย ทั้งด้านความรู้ คุณค่า ทัศนคติ และความตั้งใจ
@ ใช้การสื่อสารเพื่อบรรลุเป้าหมายหลายด้าน เช่น แจ้งให้ทราบ บอกให้ทำ จูงใจ และชักชวน
@ สื่อสารอย่างได้ผลในสภาพแวดล้อมที่หลากหลาย รวมทั้งในสภาพที่สื่อสารกันด้วยหลายภาษา
- ทักษะในการร่วมมือกับผู้อื่น
@ แสดงความสามารถในการทำงานอย่างได้ผล และแดงความเคารพให้เกียรติทีมงานที่มีความหลากหลาย
@ แสดงความยืดหยุ่นและช่วยประนีประนอมเพื่อบรรลุเป้าหมายร่วมกัน
@ แสดงความรับผิดชอบร่วมกันในงานที่ต้องทำร่วมกันเป้นทีม และเห็นคุณค่าของบทบาทของผู้ร่วมทีมคนอื่นๆ
การเรียนรู้ทักษะด้านความสร้างสรรค์และนวัตกรรม
โลกในศตวรรษที่ ๒๑ เป็นโลกที่ไม่หยุดนิ่ง เกิดการเปลี่ยนแปลงรวดเร็ว (และบางครั้งพลิกผัน) คนที่จะอยู่ได้อย่างสอดคล้องกับสังคมในยุคใหม่จึงต้องฝึกความสร้างสรรค์และนวัตกรรม ซึ่งที่จริงมีอยู่แล้วในความเป็นมนุษย์ แต่การเรียนรู้ฝึกฝนที่ดีจะช่วยฝึกความแหลมคม ฉับไว และอดทน คนที่มีทักษะนี้สูงจะได้งานที่ดีกว่า ชีวิตก้าวหน้ากว่า และจะทำประโยชน์ให้แก่สังคมและแก่โลกได้ดีกว่า
ที่จริงโลกกำลังเปลี่ยนยุค จากยุคความรู้ สู่ยุคนวัตกรรม การฝึกพลังสร้างสรรค์และนวัตกรรมจึงสำคัญยิ่ง และผมมีความเชื่อส่วนตัวว่า การฝึกฝนนี้ ต้องทำตลอดชีวิต
แต่น่าเสียดายว่า ระบบการศึกษาในปัจจุบันกลับเป็นตัวฆ่าพลังสร้างสรรค์และนวัตกรรม ด้วยการจัดการสอนแบบท่องจำ เน้นการอ่าน เขียนและคิดเลข ดังวิดีโอใน YouTube ที่เสนอโดย Sir Kenneth Robinson ความผิดพลาดอย่างยิ่งของการศึกษาคือการทำให้การทำผิดเป็นเสมือนสิ่งชั่วร้าย ท่าทีเช่นนี้มีผลลดทอนความสร้างสรรค์ของเด็ก
เข้าใจผิดที่จะต้องแก้คือ คนมักคิดว่าความสร้างสรรค์เป็นเรื่องของคนที่เป็นอัจฉริยะจำนวนน้อย ในความเป็นจริงแล้วความสร้างสรรค์มีอยู่แล้วในทุกคน ในรูปของจินตนาการ และการศึกษาต้องดำเนินการเพิ่มความสร้างสรรค์ของเด็กและของประชากรไทยทุกคน
ความเข้าใจผิดประการที่สองคือคิดว่าความสร้างสรรค์เป็นเรื่องของคนอายุน้อย ซึ่งไม่จริงเสมอไป เขายกตัวอย่าง ปิกาสโซ่ จิตรกรผู้ยิ่งใหญ่ ประสบความสำเร็จตอนอายุมาก และความเข้าใจผิดประการที่สามคือ คิดว่าความสร้างสรรค์เป็นพรสวรรค์เท่านั้น ในความเป็นจริงคือมันเป็นทั้งพรสวรรค์และพรแสวง คือโรงเรียนสามารถฝึกฝนความสร้างสรรค์ให้เด็กได้ด้วยการสร้างบรรยากาศที่ส่งเสริมการตั้งคำถาม ความอดทนและเปิดกว้างต่อไอเดียแปลกๆ ความไว้เนื้อเชื่อใจระหว่างกัน และการเรียนรู้จากความผิดพลาดหรือความล้มเหลว
วิธีหนึ่งของการฝึกความสร้างสรรค์คือการจัดแข่งขันโครงการออกแบบ
การออกแบบการเรียนรู้ทักษะการสร้างสรรค์และนวัตกรรม ควรมีเป้าหมายและวิธีการดังต่อไปนี้
- ทักษะในการคิดอย่างสร้างสรรค์
@ ใช้เทคนิคสร้างไอเดียหลากหลายเทคนิค เช่น brainstorming
@ สร้างไอเดียแปลกใหม่ ทั้งที่เป็นการปรับปรุงเล็กน้อยจากของเดิม หรือเป็นหลักการที่แหวกแนวโดยสิ้นเชิง
@ ชักชวนกันทำความเข้าใจ ปรับปรุง วิเคราะห์ และประเมิน ไอเดียของตนเอง เพื่อพัฒนาความเข้าใจเกี่ยวกับการคิดอย่างสร้างสรรค์
- ทักษะในการทำงานร่วมกับผู้อื่นอย่างสร้างสรรค์
@ พัฒนา ลงมือปฏิบัติ และสื่อสารไอเดียใหม่ กับผู้อื่นอยู่เสมอ
@ เปิดใจรับและตอบสนองต่อมุมมองใหม่ๆ หาทางได้ข้อคิดเห็นจากกลุ่ม รวมทั้งการประเมินผลงานจากกลุ่ม เพื่อนำไปปรับปรุง
@ ทำงานด้วยแนวคิดหรือวิธีการใหม่ๆ และเข้าใจข้อจำกัดของโลก ในการยอมรับไอเดียใหม่
@ มองความล้มเหลวเป็นโอกาสเรียนรู้ เข้าใจว่าความสร้างสรรค์และนวัตกรรมเป็นเรื่องระยะยาว เข้าใจวัฏจักรของความสำเร็จเล็กๆ และความผิดพลาดที่เกิดขึ้นบ่อยๆ อันจะนำไปสู่การสร้างสรรค์และนวัตกรรม
- ประยุกต์สู่นวัตกรรม
@ ลงมือปฏิบัติตามความคิดสรางสรรค์เพื่อนำไปสู้ผลสำเร็จที่เป็นรูปธรรม
ทักษะด้านการเรียนรู้และนวัตกรรมเป็นหัวใจสำหรับ 21st Century Skills แต่ทักษะนี้ยังต้องมีทักษะอื่นมาประกอบ และส่งเสริม อันได้แก่ทักษะอีก ๓ ด้าน คือด้าน สารสนเทศ (information) ด้านสื่อ (media) และด้าน ดิจิตัล (digital literacy) ซึ่งจะกล่าวถึงในตอนต่อไป
วิจารณ์ พานิช
๖ ธ.ค. ๕๓
...แต่น่าเสียดายว่า ระบบการศึกษาในปัจจุบันกลับเป็นตัวฆ่าพลังสร้างสรรค์และนวัตกรรม ด้วยการจัดการสอนแบบท่องจำ เน้นการอ่าน เขียนและคิดเลข ดังวิดีโอใน YouTube ที่เสนอโดย Sir Kenneth Robinson ความผิดพลาดอย่างยิ่งของการศึกษาคือการทำให้การทำผิดเป็นเสมือนสิ่งชั่วร้าย ท่าทีเช่นนี้มีผลลดทอนความสร้างสรรค์ของเด็ก
เข้าใจผิดที่จะต้องแก้คือ คนมักคิดว่าความสร้างสรรค์เป็นเรื่องของคนที่เป็นอัจฉริยะจำนวนน้อย ในความเป็นจริงแล้วความสร้างสรรค์มีอยู่แล้วในทุกคน ในรูปของจินตนาการ และการศึกษาต้องดำเนินการเพิ่มความสร้างสรรค์ของเด็กและของประชากรไทยทุกคน...
Forgive me for repeating and underlining some phrases. These are major hindrance in Thailand school education.
Teaching in the past hundreds years has focus on 'controlling' children behaviour: sit still; don't talk; work hard - no play; ... So, generations of school-haters; robots and 'weak' school leavers grow up and become non-learners. And now we call for innovative -- creative thinkers!
It is time to allow children to develop physically, verbally and mentally. Let them learn to look after their body, their communication, and their roles in society. Let switch off the robot teachers (who replay tapes to spot-bound children) and switch on activity-based learners.
ขออภัยครับ.. ลิงค์นี้ (30 กึ๋น แห่งศตวรรษที่ 21) ภาพไม่ชัดเจน ใช้ลิงค์นี้แทนครับ http://wichitc.multiply.com/journal/item/136