สืบเนื่องจากคำตอบของคุณวิโรจน์ http://gotoknow.org/comments/2387017 เกี่ยวกับสุภาษิตที่ว่า ตนแลเป็นที่พึ่งแห่งตน แล้วเด็กและคนชราช่วยเหลือตนเองได้หรือไม่
ในข้อกล่าวนั้นบอกว่า เด็กเป็นเรื่องธรรมชาติ แต่ธรรมะเป็นคนละอย่างกัน ตรงนี้ถือว่าเข้าใจผิดจึงนำมาเรียบเรียงใหม่ว่า เด็กช่วยเหลือตนเอง ได้อย่างไร
ก่อนอื่นต้องขอออกตัวก่อนว่าไม่ได้เป็นผู้เชี่ยวชาญด้านกุมารเวช และไม่ได้เป็นผู้เชี่ยวชาญด้านธรรมะ แต่เป็นผู้สนใจด้านธรรมะเพื่อนำมาปฏิบัติและพัฒนาตนเอง
สาเหตุที่ต้องกล่าวถึงก็เพื่อเสริมสร้างและเป็นการแสดงความคิดเห็นเพื่อให้เกิดความเข้าใจอันดีในพระธรรมวินัยของพุทธองค์ ผิดถูกประการใดผู้รู้สามารถเพิ่มเติมเสนอแนะเข้ามาได้
เด็กมีพัฒนาการอย่างไร
แรกเริ่มเมื่อมีปฏิสนธิ สัปดาห์ 1-2 เรียกว่า ไซโกต และต่อมาสัปดาห์ที่ 3-7 เรียกว่า เอมบริโอ ระยะฟีตุส สัปดาห์ 8-38 ในแต่ระยะที่ว่ามานี้คือพัฒนาการของเด็กที่อยู่ในครรภ์มารดา
ช่วงนี้ทารกอยู่อย่างไร รับรู้อะไรบ้างหรือไม่
เด็กมีอวัยวะครบในช่วงปลายระยะเอมบริโอ แล้วระยะ 4 เดือนขึ้นไป (16 สัปดาห์) แม่จะเริ่มรับรู้ถึงปฏิกิริยาของทารกในครรภ์โดยทารกจะดิ้น ซึ่งนักวิจัยที่เกี่ยวข้องได้ทดสอบแล้วพบว่าเด็กมีพัฒนาการขึ้นเรื่อย ๆ และสามารถรับรู้สิ่งภายนอกได้ ผ่านทางเสียงและสัมผัส
ในช่วงอยู่ในครรภ์เด็กใช้สัญชาติญานเป็นหลักในการดำรงชีวิตอยู่ หากมีอะไรที่กระทบส่งผลให้รู้สึกไม่สบายก็จะแสดงปฏิกิริยาโต้ตอบด้วยการดิ้น เช่น เสียงดังอึกกระทึกครึกโครมเด็กก็จะดิ้นมาก แม่รับประทานอาหารที่ผิดปกติก็จะมีปฏิกิริยาตอบโต้ได้
จากข้อมูลดังกล่าวแสดงว่าเด็กมีการช่วยเหลือตนเองผ่านสัญชาติญานคือการสัมผัสและแสดงออก
พัฒนาการของเด็กจะเป็นไปตามแบบฉบับของมัน (sequence) หรือเรียกอีกอย่างหนึ่งว่าธรรมชาติ แต่พัฒนาการของเด็กแต่ละคนจะแตกต่างกันตามสภาพสิ่งแวดล้อม ตามพันธุกรรม แต่จะมีทิศทางเฉพาะเริ่มจากศรีษะไปยังเบื้องล่างตามลำดับเสมอ เช่น
ตัวอ่อนจะเริ่มสร้างที่หัวคือสมองก่อนเป็นอันดับแรก แล้วค่อยสร้างอวัยวะอื่น ๆ ตามไปจนสุดท้ายคือเท้า
เมื่อเด็กแรกคลอดก็ยังไม่สามารถควบคุมตนเองได้ต้องอาศัยพัฒนาการจากเบื้องสูงลงเบื้องต่ำเช่นกัน คือ คอตั้งได้แล้วต่อไปก็พลิกตัวโดยใช้แขนขาช่วย ต่อมาก็หัดคลาน หัดยืน และหัดเดินในที่สุด
สิ่งเหล่านี้เกิดจากพัฒนาการ การเรียนรู้ การฝึกฝนตนเอง เปลี่ยนจากสัญชาติญานมาเป็นการเรียนรู้เพื่อฝึกตน
แล้วเด็กช่วยเหลือตนเองได้อย่างไร
ตามวิสัยของธรรมชาติ เด็กจะเรียนรู้จากตนเองเป็นศูนย์กลาง มองเห็นสิ่งที่อยู่ด้านหน้า ตามทฤษฎีของฟรอยด์จะระบุไว้ว่า เด็กจะมีแรงผลักให้เกิดพฤติกรรม 5 ขั้น คือ ปาก ทวารหนัก อวัยวะเพศ แอบแฝง และเพศสัมพันธ์ ซึ่งหากเกิดการขัดขวางจากภายนอกในขั้นตอนทั้งห้า ก็จะเกิดภาวะชะงักงัน (Fixation) ทำให้เกิดพฤติกรรมแอบแฝงที่เกิดจากจิตใต้สำนึกในภายหลัง
นอกจากนี้ เพียเจต์ (Piaget) ยังบอกอีกว่า การปรับตัวจะมีมาตั้งแต่ทารกแรกเกิดและพัฒนาต่อเนื่องตามวัยจนถึงผู้ใหญ่ กีเซลล์ (Geshell) ยังเน้นเรื่องวุฒิภาวะอีกว่า พัฒนาการของเด็กทารกจะเป็นไปตามวุฒิภาวะ เป็นการยืนยันถึงพัฒนาการตามลำดับได้เป็นอย่างดี
ในขณะที่เรามักกล่าวว่าเด็กช่วยเหลือตนเองในวัยทารกไม่ได้เห็นจะไม่ถูกต้องเสียทั้งหมด อย่างน้อยก็มีการช่วยเหลือในการสื่อสาร ซึ่งสื่อให้ทราบตั้งแต่อยู่ในครรภ์มารดา แต่การสำหรับผู้ที่เห็นว่าเด็กช่วยเหลือตนเองไม่ได้ แล้วพลอยคิดว่าสุภาษิตที่ว่า ตนแลเป็นที่พึ่งแห่งตน ใช้ไม่ได้นั้นเป็นเพราะการใช้ Logic ผิด หรือเข้าใจตรรกะผิด
เปรียบประดุจดั่งการเปรียบเทียบที่ว่า นกเป็นสิ่งมีชีวิต นกมีปีก ดังนั้นสิ่งมีชีวิตต้องมีปีก ถูกหรือไม่
แล้วเครื่องบินล่ะมีปีกไหม ทำไมไม่มีชีวิต ทั้ง ๆ ที่มีปีกบินได้ ซึ่งตรงนี้ทางตรรกศาสตร์ก็ระบุถึงข้อควรระวังแล้วว่าเป็นการอ้างลอจิกที่ผิดหลัก เป็นสิ่งควรระวังเป็นอย่างยิ่ง
สำหรับมนุษย์เราเมื่อแรกเกิดถึงแม้จะช่วยเหลือตนเองไม่ได้มาก แต่ช่วยนั้นก็เป็นช่วงที่ฝึกตน และมนุษย์เรานี่แหละที่ประเสริจกว่าสัตว์ตรงที่ฝึกตนได้ดังพุทธสุภาษิตที่ว่า
ทนฺโต เสฎฺโฐ มนุสฺเสสุ
มนุษย์เป็นผู้ประเสริฐเพราะการฝึกตน
สังเกตพุทธพจน์นี้สักนิดว่า ประเสริฐเพราะการฝึกตน ที่ต่างจากสัตว์ทั้งหลายที่ฝึกตนไม่ได้ ต้องได้รับการฝึกจากผู้อื่น และพัฒนาต่อไม่ได้ กล่าวคือสัตว์มีสมองแต่ไม่ได้คิดในการพัฒนา สัตว์ใช้สมองในการสร้างปฏิกิริยาโต้ตอบกับสิ่งแวดล้อมตามสัญชาติญานเท่านั้น
แต่สำหรับมนุษย์แล้วแรกเกิดนี่แย่ยิ่งกว่าสัตว์เสียอีก เพราะใช้สัญชาติญานได้น้อยกว่าสัตว์ วัว ควาย เกิดมาแล้วใช้เวลาไม่กี่นาทีเดินได้ กินนม กินหญ้าได้ในเวลาไม่นาน แต่คนกว่าจะเดินได้ต้องอาศัยพัฒนาการ
สำหรับพุทธสุภาษิตที่ว่า อตฺตาหิ อตฺตโน นาโถ ตนแลเป็นที่พึ่งแห่งตน ข้อนี้เพียงเป็นข้อกล่าวอ้างให้เห็นว่า ตนเองต้องเป็นที่พึ่งต่อตนเอง เพราะเราไม่สามารถพึ่งคนอื่นได้มากหรือนานไปตลอดชีวิต แต่คนมักจะคิดว่าบางครั้งบางสถานการณ์ก็ต้องพึ่งคนอื่นอยู่เหมือนกัน ทำให้คิดว่าสุภาษิตนี้ไม่น่าเชื่อถือ ซึ่งเป็นการคิดแบบคิดแนวตั้ง หรือคิดแบบสี่เหลี่ยม คิดแคบ อาจารย์วรภัทร์บอกเสมอว่าคิดแบบนี้คือ ซี้ปังเท้า
สุภาษิตบทนี้มีเพิ่มอีกว่า
อตฺตา หิ อตฺตโน นาโถ
โก หิ นาโถ ปโร สิยา
อตฺตนา หิ สุทนฺเตน
นาถํ ลภติ ทุลฺลภํ.
ตนแลเป็นที่พึ่งของตน,
บุคคลอื่นใครเล่า พึงเป็นที่พึ่งได้
เพราะบุคคลมีตนฝึกฝนดีแล้ว
ย่อมได้ที่พึ่ง อันบุคคลได้โดยยาก
ประการแรกสุภาษิตนี้บอกให้ทราบว่า ตนต้องพึ่งตนเอง เพราะคนอื่นมันพึ่งได้ยาก แล้วต้องทำอย่างไรล่ะ ก็ต้องฝึกตนสิ ถึงจะได้สิ่งที่เป็นที่พึ่งอันบุคคลได้ยาก ทำไมถึงเรียกว่า ได้ยาก ก็เพราะการฝึกตนแล้วย่อมให้ตนสร้างแนวทางในการพึ่งพาตนเองได้
ดังนั้นมนุษย์จึงจำเป็นต้องฝึกฝนตนเองให้เกิดปัญญา โดยผู้อื่นนั้นสามารถช่วยได้เพียงให้ข้อคิด ให้แนวทาง หรือสภาพแวดล้อมในการฝึกตนเท่านั้น สำหรับการช่วยเหลือตนเองตามอัตภาพนั้นเกิดขึ้นตั้งแต่ในครรภ์ สิ่งเหล่านี้เป็นธรรมชาติ และในพุทธศาสนาเรียกว่า สัจธรรม เป็นสภาวะธรรมที่เป็นไปตามหลักอิทัปปัจจยตา เพราะสิ่งนี้มีสิ่งนี้จึงเกิด เป็นตามทางของมัน บังคับให้เกิด ไม่ให้เกิดไม่ได้ สิ่งเหล่านี้จึงเรียกว่า ธรรมะ และเรียกว่า ธรรมชาติ (ธรรมะ+ชาติ เกิดขึ้นโดยธรรม) จึงสามารถกล่าวได้ว่าธรรมะและธรรมชาติเป็นสิ่งที่อยู่ในหมวดหมู่เดียวกัน แต่การบอกว่า ธรรมะไม่ใช่ธรรมชาติ นั้นเป็นเพียงข้อกล่าวอ้างที่ถูกเพียงข้างเดียว ประดุจดั่งการมองเพียงเหรียญด้านเดียวทั้ง ๆ ที่เหรียญมีถึงสองด้าน จึงควรมองครบทุกด้านก่อนที่จะตัดสินใจอย่างใดอย่างหนึ่ง ในพุทธศาสนาเรียกอีกว่า โยนิโสมนสิการ คือการคิดในใจอย่างแยบคาย หรือแยบยล คือคิดแล้วคิดอีก คิดจนมองเห็นความจริง
และการกล่าวว่าเด็กทารกไม่สามารถช่วยเหลือตนเองได้นั้นก็เป็นเพียงการมองฝ่ายเดียวเช่นกัน ความเป็นจริงนั้นก็เป็นธรรมดา และธรรมชาติ สุดท้ายก็คือเป็นการเกิดขึ้นโดยธรรม เป็นสภาวะที่จริงแท้แน่นอนเรียกว่า สัจธรรมของชีวิต...
จึงเรียบเรียงกล่าวอ้างมาพอเป็นสังเขป จะถูกผิดมากน้อยจึงขอให้ผู้รู้เพิ่มเติมเสริมแต่งเพื่อเสริมสร้างความรู้และสติปัญญาสืบต่อไป... สวัสดีครับ
สวัสดีค่ะ
I'd taken a long time to understand 'help' and 'control'.
I now control myself more and help others less -- especially when they are learning and using mistakes as feedback to do better.
ขอบคุณคุณครู
คิม นพวรรณ มากครับที่เข้ามาแสดงความคิดเห็น เห็นด้วยครับที่ส่วนใหญ่ผู้ใหญ่มักตัดสินใจแทนเด็กแล้วบอกว่ารักเด็กอยากให้เด็กได้ดี แต่บางครั้งการกระทำนั้นอาจทำให้พัฒนาการถูกขัดจังหวะ (Fixation) ได้
ขอบคุณคุณ
sr มากครับ
Help หรือความช่วยเหลือนี่เป็นฝ่ายธรรม ส่วน Crontrol การควบคุมเป็นฝ่ายวินัย จึงต้องพัฒนาควบคู่กันไป
เห็นด้วยกับการควบคุมตนเอง นั่นคือการฝึกตนนั่นเอง การฝึกตนจึงเป็นส่วนของวินัยที่ทำให้เกิดความสงบสุข และความช่วยเหลือเป็นเมตตาธรรม สำหรับค้ำจุนโลกให้เกิดความเป็นมิตรไมตรี ดังนั้นจึงต้องให้มีอย่างสมดุล
แต่บางครั้งก็มีบ้างที่เราต้องปล่อยให้จิตอยู่ในฝ่ายธรรมะคือมีความเมตตาช่วยเหลือผู้อื่น บางครั้งก็ต้องปล่อยจิตอยู่ในฝ่ายวินัยคือการควบคุมตนเองให้ตั้งมั่นอยู่ในศีลธรรม แต่ในที่สุดคนเราก็มักจะปรับสมดุลมาอยู่ตรงกลางได้ ด้วยสติและปัญญา...
ไม่รู้ว่าผมเข้าความหมายที่คุณ SR สื่อถูกต้องหรือไม่ทราบ หากผิดพลาดไปต้องขออภัย เพราะภาษาอังกฤษไม่ค่อยแข็งแรง... 555
ปัญหาเกิดขึ้นได้จากวิถีชีวิตที่แตกต่าง เรามักคิดแทนเด็กและแม้กระทั่งคนไกล้ชิดว่าควรจะหรือต้องทำอย่างโน้น อย่างนี้ เพราะเราเชื่อมั่นว่าเราคิดถูก คิดเป็น มี..ที่มากกว่าเขา ทำให้ขาดการลองถูกผิด ไม่กล้าตัดสินใจ ไม่มั่นใจ และถึงขนาดขาดเราไม่ได้
จริงๆเราสามารถสอนแบบให้คิดเป็นได้ เลี้ยงแบบล้มแล้วลุกเองได้ ไม่ไช่ตามประกบห้ามล้ม แต่ปัจจุบันก็มีสิ่งที่ขัดกันอยู่เช่นกัน เพราะบางครอบครัวก็บอกว่าให้อิสระลูกทุกอย่าง ประชาธิปไตย ให้คิดเอง ทำเองได้ แต่กลับพึ่งพาตัวเองไม่ได้ ต้องให้พ่อแม่ช่วยทุกอย่างในบั้นปลาย เพราะอิสระเพียงความคิด เท้าไม่ติดดิน
ในยุคอนาคตอันไกล้ อตฺตา หิ อตฺตโน นาโถ ย่อมเป็นจริงแท้ค่ะ
สวัสดีครับพี่
nui ผมเองก็คาดคิดไว้แล้วกะว่าตอนชราจะอยู่บ้านไร่ปลายนา ทำอะไรตามประสาจนกว่าจะหมดแรง ไม่ขออะไรลูกหลานมากนอกจาก พื้นที่ เวลา อินเตอร์ คอมพิวเตอร์ (พร้อมกับเกมส์ Red Alert) และการเลี้ยงดูตามอัตตภาพ (ในยามที่เราหาเงินไม่ได้ แต่ก็พยายามเก็บเงินก้อนหนึ่งไว้ใช้บั้นปลาย) และการรักษายามป่วยไข้ นอกจากนั้นไม่ขออะไรมาก และจะไม่เป็นภาระให้ลูกหลาน, คิดอย่างนี้เสมอครับ
ขอบคุณพี่
mee_pole ที่แวะเข้ามาแสดงความคิดเห็น เป็นสิ่งแท้แน่นอนว่าตนแลเป็นที่พึ่งแห่งตน ทุกวันนี้ผมเองพยายามฝึกฝนตนเอง และหาทางที่จะพัฒนาตนเองให้อยู่ได้โดยไม่พึ่งพาอาศัยให้คนอื่นลำบาก (อาจจะมีการพึ่งพาอาศัยตามอัตภาพบ้าง)
การเรียนรู้ของเด็กๆ เปรียบเหมือนการอ่านหนังสือ กองใหญ่ ที่อยู่ตรงหน้า
ต่อให้อ่านได้หมด ก็ยังคงต้องใช้เวลา ในการทำความเข้าใจ ความหมายของหนังสือนั้น
ไม่ว่าเด็ก หรือ ผู้ใหญ่ ย่อมต้องใช้เวลาในการเรียนรู้ชั่วชีวิต ไม่แตกต่างกัน
อาจต่างในเรื่องเนื้อหาของสิ่งทีเรียนรู้ เป็นไปตามวัย ตามหน้าที่ ตามวิถีที่เกื้อกูลชีวิต
การช่วยเหลือตัวเอง ล้วนเป็นสัญชาตญาณ ของสิ่งมีชีวิต
ขึ้นอยู่กับกำลังของตัวเอง และการเกื้อกูลของสิ่งแวดล้อม
เมื่อศึกษาผ่านพระธรรม ก็จะเห็นชัดเจน เบื้องต้นนี้ อาจเปรียบได้กับ มงคล 38 ใน 3 วัย
ตามลิ้งก์นี้ค่ะ http://www.dhammajak.net/dhamma/38-3.html
กราบนมัสการขอบคุณท่าน
พระมหาวินัย ภูริปญฺโญ ทิวาพัฒน์ ที่แวะเวียนมาในข้อเขียน และขอบคุณผู้ไม่แสดงตนที่ฝากลิงค์เกี่ยวกับมงคลสูตร 38 ประการ ที่เว็บธรรมจักรนั้นผู้เขียนเองก็เข้าไปอ่านเป็นประจำครับ ได้ความรู้และแนวทางในการปฏิบัติมาหลายประการเหมือนกัน
น่าจะเป็นแก่นแท้ของความเป็นมนุษย์ได้เลยนะคะ
การช่วยเหลือตัวเองของเด็กเป็นไปตามสัญชาตญาณและดูเหมือนมีพัฒนาการเป็นขั้นตอนช้าหรือเร็ว หรือผิดปกติ เป็นอีกเรื่องหนึ่ง แต่ที่สำคัญเมื่อถึงวัยที่พัฒนาการทางร่ายกายเต็มที่และถึงจุดเสื่อมถอยลง สิ่งที่จะต้องฝึกฝนตนต่อไปคือพัฒนาจิตวิญญาณ ฝึกตนให้พ้นจากความเคยชินที่ยึดถือตน นั่นคือผู้ประเสริฐตามพุทธพจน์ที่คุณโยธินินยกมาให้เราได้ไตร่ตรองกันดู
ขอบคุณมากค่ะ สำหรับบันทึกที่ให้แง่คิดและมีคุณค่า
"อตฺตา หิ อตฺตโน นาโถ
โก หิ นาโถ ปโร สิยา
อตฺตนา หิ สุทนฺเตน
นาถํ ลภติ ทุลฺลภํ.
ตนแลเป็นที่พึ่งของตน,
บุคคลอื่นใครเล่า พึงเป็นที่พึ่งได้
เพราะบุคคลมีตนฝึกฝนดีแล้ว
ย่อมได้ที่พึ่ง อันบุคคลได้โดยยาก"
ทารกนั้นสัญชาตญาณการพึ่งตน เมื่อสับสนก็ร้องไห้ให้รับรู้
หิวก็บอกร้องลั่นที่ท่านดู ไม่รับรู้วุฒิภาวะว่าอย่างไร
การพึ่งตนในความหมายใช่เรื่องนี้ ทารกมีสัญชาตญาณท่านว่าใช่
แต่ทารกฝึกตนแต่หนใด จึงอาศัยคนดูแลแค่ร้องโชว์
จะไซโกตเอมบริโอ..โอ้ธรรมชาติ คนหรือสัตว์พัฒนาการนั้นตามโผ
สติสัมปชัญญะมีหรือยังดั่งพุทโธ ต้องเติบโตเจริญวัยหลายขวบปี
เมื่อฝีกตนพ้นผ่านนานสามสี่ บอกไปฉี่เองได้ในเรื่องนี้
พึ่งตนได้เพราะใครฝึกนึกให้ดี จึ่งใคร่ชี้ที่ยกมาว่าเหตุใด
คนชราที่พ้นวัยไร้สติ ถึงเคยมีการฝึกมาว่าไฉน
เมื่อสังขารโรยราพาเป็นไป แม้ร้องไห้บอกคนจนปัญญา
จะพึ่งตนก็ไม่ได้มิใช่หรือ แม้ฝึกปรือดีเด่นเป็นปัญหา
ทั้งอึฉี่ขี้ราดญาติระอา ให้รู้ว่า"อัตตาหิ...."...มีอย่างไร
ที่ตั้งเรื่อง"ธัมมะไม่ใช่ธรรมชาติ" ใช่บังอาจอวดตัวรู้ดูหมั่นไส้
ศาสนาเริ่มเพี้ยนคนเปลี่ยนกลาย หน้าที่ไซร้จึงร้องแร่แห่กระเชิง
เห็นนักบวชมากมายไม่เอาถ่าน เป็นคนพาลบรรพชิตจิตยุ่งเหยิง
อยู่สบายไม่สำนึกคึกระเริง ถือคบเพลิงเผาศาสนาพาเสื่อมโทรม
ตอนวัยเด็กมีหลายเรื่องเหมือนกันที่มีความรู้สึกว่าต้องพึ่งตนเอง โดยมากจะเป็นเรื่องที่เกี่ยวข้องกับการเรียน เช่นเวลาเผลอไม่ได้ฟังครู (คุยบ้าง...หลับบ้าง...)พอครูถาม ...ต้องพึ่งตนเองไม่อย่างนั้นอายเพื่อนทั้งห้องเลย แถมได้ยืนโชว์ตัวหน้าห้องอีก...แต่ก็ตนเป็นที่พึ่งแห่งตนได้ทุกครั้ง รอดตัวไป อีกเรื่องคือการสอบไม่มีใครช่วยได้เลย เวลาเข้าไปนั่งสอบแต่งตำราเองบ้างก็บ่อยเลย...
ขอบคุณคุณวิโรจน์ที่เข้ามาฝากกลอนไว้นะครับ
และขอบคุณ
ดร. พจนา - แย้มนัยนา ที่เข้ามาเล่าความหลังครั้งเมื่อยังเด็ก
เหมือนที่กล่าวไปแล้วว่า มนุษย์เราใช้สัญชาตญานเพื่อช่วยเหลือตัวเอง ในทางกลับกันก็เรียนรู้จากสัญชาตญานนั้นและพัฒนาฝึกฝนไปเรื่อย ๆ จนเกิดเป็นความรู้และความเข้าใจในที่สุด
คนกับสัตว์ แทบไม่แตกต่างกันในการใช้ชีวิต เพียงคนรู้จักปรุงแต่งสิ่งต่างๆที่เกินธรรมชาติ เกินความจำเป็น เกินความพอดี แล้วจะให้เด็กที่โดนเลี้ยง แบบเกินธรรมชาติต้องทำอย่างไร เมื่อเค้าต้องเจอเรื่องจริง อันนี้คงต้องฝากกับ คนที่เป็นพ่อและแม่กว่านะค่ะ ว่าจะเลือกเลี้ยงเด็กให้เติบโตเป็นอะไรต่อไปในอนาคต อันแสนงงขอเรานะค่ะ