คำว่า ความรับผิดชอบ หรือ Accountability เป็นคำที่เราใช้กันบ่อยและเป็นประจำทุกวัน
เป็นคำที่มีความหมายลึกซี้งมาก แต่เราและคนในสังคมทั่วไปก็มักใช้กันอย่างหละหลวม หรือพูดไปเรื่อยๆ แบบไม่สนใจว่าจะต้อง “รับผิดชอบ” จริงๆ
บางคนก็แค่พูดแล้วก็ถือว่าเป็นอันสิ้นสุด
เช่น ข้าราชการที่ต้องการให้เจ้านายการพิจารณาให้เลื่อนขั้น ก็อาจจะพูดว่า
“ข้าพเจ้ารับผิดชอบพื้นที่ ๑๐ จังหวัด ที่มีประชากร กว่าสิบล้านคน สมควรได้รับการเลื่อนให้เป็นระดับ ๘”
หรือ
“ข้าพเจ้ารับผิดชอบระดับเป็นผู้แทนกระทรวงระดับจังหวัด สมควรได้รับการเลื่อนเป็น ระดับ ๙”
หรือ
“ข้าพเจ้ารับผิดชอบเป็นผู้บริหารระดับจังหวัด สมควรได้รับการแต่งตั้งให้เป็นข้าราชการระดับ ๑๐ “
เป็นต้น
แต่การกล่าวอ้างเช่นนั้น ก็เพื่อประโยชน์ของตนเอง ไม่ค่อยเป็นประโยชน์ต่อส่วนรวมในการพัฒนาประเทศชาติมากนัก
ในการประชุมรับฟังความคิดเห็นต่อแผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ ฉบับที่ ๑๑ ที่จะเริ่มใช้ตั้งแต่เดือนตุลาคม ๒๕๕๔ นี้เป็นต้นไป
ทางด้านผลการประชุมสายภาคอีสาน ที่จังหวัดขอนแก่น เมื่อวาน (๑๑ มีนาคม ๒๕๕๔)
ได้มีผู้เสนอให้ กำหนดว่าขอให้ใช้ "ความรับผิดชอบ"เป็นทั้งหลักการและแนวทางการวางแผนและนโยบายในการพัฒนาประเทศ
ที่คาดว่าจะช่วยให้ประเทศชาติของเราที่ยังมีหนีสินมากมายทั้งระดับประเทศ และระดับชาวบ้านทั่วไป จะได้เหลือเงินใช้มากขึ้น
การอภิปรายในกลุ่มย่อย ได้เน้นการใช้ "ความรับผิดชอบ" แบบทางสายกลางไปพลางก่อน ไม่ต้องถึงกับต้องหักเงินเดือนข้าราชการที่ทำงานไม่สำเร็จ
เช่น
หน่วยงานใด หรือข้าราชการท่านใดใช้เงินเพื่อแก้ไขความยากจน ก็ต้องบอกจำนวนแน่นอนว่าจะแก้ได้กี่ครอบครัว กี่คน
สมมติว่า
เมื่อมีโครงการใช้เงินไปสี่แสนล้านในนโยบายแก้ไขความยากจน ก็ต้องประมาณการว่าแก้ไขความยากจนได้อย่างน้อยสี่แสนครอบครัว หรือหน่วยงานใดจะทำได้มากกว่านั้น ก็รับไปแทนเลย
เพราะที่ผ่านมาเราใช้เงินเพื่อแก้ไขความยากจนไปมากมาย แต่คนจนก็ยังไม่ลดลง มีแนวโน้มที่จะเพิ่มขึ้นด้วยซ้ำ นี่ว่าตามฐานข้อมูลของสภาพัฒน์เลยครับ
แสดงว่าหน่วยงานที่ทำเรื่องนี้ “ล้มเหลว” ที่ควรนำเงินที่ใช้ในโครงการมาคืน เพื่อการแสดงความรับผิดชอบแบบ “จริงใจ”
เรื่องความยากจนดูจะเป็นนามธรรมเกินไป ฟังแล้วเข้าใจและพิจารณาได้ยาก
เพื่อความง่ายในการเข้าใจในเบื้องต้นนี้
ผู้อภิปรายได้ยกตัวอย่างสิ่งที่เห็นง่ายกว่า และใช้เงินกันเป็นประจำทุกปี คือ
“โครงการแก้ปัญหาภัยแล้ง และน้ำท่วม”
ที่ผู้รับผิดชอบมักบอกออกมาเป็นจำนวนไร่ ว่าแก้ปัญหาภัยแล้งกี่ไร่ แก้ปัญหาน้ำท่วมกี่ไร่ เป็นเงินงบประมาณกี่ล้านบาท
งบประมาณนี้ไม่รวมเงินเดือนของผู้ดำเนินการอยู่แล้ว
ดังนั้น
เมื่อแก้ปัญหาภัยแล้ง หรือน้ำท่วมกี่ไร่ไปแล้ว ก็ไปประเมินว่าพื้นที่ภัยแล้งหมดไปกี่ไร่ พื้นที่น้ำท่วมหมดไปกี่ไร่ (ก็ตามที่เขียนเสนอไว้ในโครงการนั่นแหละ)
ถ้าปัญหาภัยแล้งและน้ำท่วมยังไม่หมดไปกี่ไร่ก็ตาม
ก็ให้ผู้เสนอขอเงิน นำเงินมาคืนตามสัดส่วนเฉพาะส่วนที่ยังแก้ไขไม่ได้
ที่แก้ได้แล้วก็แล้วไป
โดยไม่ต้องไปกระทบเงินเดือนหรือเงินได้ของผู้ปฏิบัติแต่ละท่าน
ถ้าทำเช่นนี้ ก็จะมีการใช้เงินอย่างมีประสิทธิภาพมาก โดยไม่ต้องไปสนใจการทุจริตคอรับชันแต่อย่างใด
เรียกได้ว่า
จะโกงกินอย่างไรก็เชิญตามสบาย ขอให้ได้งานตามที่เขียนขอไว้แต่เดิมก็พอ
ถ้าใครคิดว่าตัวเองทำไม่ได้ก็ไม่ต้องทำ
แต่ถ้าคิดว่าทำได้ ก็รับเงินไปเลย แล้วไปตามดูที่ผลงานอย่างเดียว ไม่ต้องดูการใช้เงิน
วิธีนี้จะทำให้เราได้งานโดยไม่ต้องกังวลกับการรั่วไหลของเงิน
เพราะใครเอาเงินไปเท่าไหร่ ถ้างานไม่สำเร็จก็คืนเท่านั้น หรือคืนตามสัดส่วนของงานที่ยังทำไม่สำเร็จ
เช่นบอกว่า
“แก้ไขปัญหาภัยแล้ง ๓ แสนไร่ ในวงเงิน ๓๐๐๐ ล้านบาท"
แต่หลังจากนั้น ในพื้นที่ ๓ แสนไร่เดิมก็ยังมีปัญหาภัยแล้งอีก ก็เรียกเงินคืนทั้งหมด หรือเหลือเพียง ๑ แสนไร่ที่ยังมีปัญหาภัยแล้งอยู่อีก ก็ให้เรียกเงินคืน ๑ ใน ๓ ของเงินที่รับไป
แต่ถ้าสำเร็จแล้ว ก็ลืมไปเลยว่าใช้เงินไปกี่แสนกี่ล้าน
การมีแผนและนโยบายทำนองนี้ จะทำให้คนทำงานคิดหน้าคิดหลัง มีวิจารณญาณมากขึ้นในการเสนอโครงการ และการใช้งบประมาณของหลวง ไม่ใช้ทิ้งใช้ขว้าง เพราะ ในที่สุดตัวเองต้องรับผิดชอบในสัดส่วนงานที่ไม่สำเร็จตามเป้าหมายที่ตัวเองเขียนไว้
และคนที่ไม่มั่นใจ ไม่มีความสามารถจริงๆ ก็จะฝ่อและเลิกทำงานไป ทำให้รัฐประหยัดเงินในการจ้างคนที่ทำงานไม่เป็น มานั่งกินเงินเดือนไปเฉยๆ และแก้ปัญหาทุจริตคอรับชั่นได้ไปในขณะเดียวกัน
จะช่วยในการกลั่นกรองเฉพาะคนที่ทำงานจริง ทำงานเป็น ให้อยู่ในระบบต่อไป
แทบไม่ต้องกังวลกับปัญหาการทุจริตคอรับชัน อย่างมากก็อาจอยู่ในส่วนการติดตามประเมินผลการทำงาน ที่สามารถตรวจสอบโดยฐานข้อมูลเชิงพื้นที่ เชิงเศรษฐกิจ และเชิงสังคม ที่ค่อนข้างโปร่งใสและตรวจสอบได้ง่าย
ยิ่งถ้ามีการนำภาคประชาชน และผู้มีส่วนได้ส่วนเสียมาร่วมตรวจสอบ ก็จะสามารถลดความกังวลกับระบบการตรวจสอบได้เป็นอย่างดี
เช่น
การไปตามดูพื้นที่น้ำท่วมในฤดูฝนตกหนัก ที่ไม่สามารถโกหก ซ่อนข้อมูล บิดเบือน หรือปิดบังได้
หรือ
ไปดูพื้นที่การปลูกป่า ว่ามีกี่ไร่ เพิ่มขึ้นกี่ไร่ ก็ดูผ่านภาพถ่ายดาวเทียมได้เลย ไม่สามารถโกหกได้
ถ้าปัญหาไม่หมดไปก็เพียงเรียกเงินคืน แบบไม่ต้องมีค่าปรับ
แม้ปัญหาจะรุนแรงขึ้นกว่าเดิม ก็ไม่ต้องปรับ ผู้ปฏิบัติงานจะได้ไม่ต้องเดือดร้อนที่รายได้ตนเองลดลงไป
จะช่วยให้คนที่ชอบอ้างความรับผิดชอบ
ได้ใช้ “ความรับผิดชอบ” แบบเต็มๆ
ถ้ารับผิดชอบในพื้นที่ ๑๐ จังหวัด แต่ไม่จริง ทำอยู่แค่ ไม่กี่ร้อยไร่ ก็จะไม่กล้ากล่าวอ้างอีกต่อไป และทำให้รับมีโอกาสได้คนทำงานที่ “กล้ารับผิดชอบ” เข้ามาทำงานแทน
ดังนั้น หลักการใช้ “ความรับผิดชอบ (Accountability)” ในแผนและนโยบายของชาติ น่าจะช่วยทำให้การพัฒนาของชาติ เป็นไปอย่างถูกทางและมีประสิทธิผลมากขึ้นแน่นอน
ประเด็นการอภิปรายนี้ได้รับการบรรจุไว้ในรายการเสนอความเห็นแล้ว
แต่ไม่แน่ว่าสภาพัฒน์จะกล้าบรรจุไว้ในแผนและนโยบายจริงๆหรือไม่
ถ้ากล้า ก็เป็นบุญของประเทศไทย ที่จะมีโอกาสเพิ่มประสิทธิภาพ และประสิทธิผลของงานพัฒนา พร้อมแก้ไขปัญหาการทุจริตคอรับชันในทุกระดับอย่างเกือบสิ้นเชิง
จึงได้แต่ขอบนบาลศาลกล่าวให้บุคลากรของสภาพัฒน์กล้าพอที่จะทำงานนี้เพื่อชาติเถอะครับ
ผมได้รับการร้องขอจากผู้อภิปรายให้ช่วยนำเรื่องนี้มาบันทึกไว้เป็นหลักฐานครับ
ผมทำดีที่สุดเท่าที่ทำได้ขณะนี้แล้วครับ
สวัสดีครับ
We are getting a bit serious into 'making people honest' ;-).
By Abrahamic religions, God is everwhere. He knows what 'you' do. 'You can't cheat and get away with 'corruption'.
Buddhists know about 'หิริ โอตัปปะ' (fear of doing wrong). We know what is honest and what is cheating or corruption. We can't escape our 'กรรม' (kamma).
Countries around the world have made into laws a 'freedom of information' act that allows citizens to get information on government and official (public service) actions (spending, decisions, agreemnets, etc) and to scrutinize the information to ensure 'accountibility'.
Accountibility is not only in our minds but must be supported by data. ;-)
ครับ
เห็นด้วยอย่างยิ่งครับ
ที่จะต้องโปร่งใสในมากมิติที่สุด
เท่าที่จะทำได้จริง และไม่กระทบสิทธิส่วนบุคคลจนเกินความพอดีครับ
เห็นภาพชัดตั้งแต่ประโยคเริ่มต้นของอาจารย์
"พูดไปเรื่อยๆ แบบไม่สนใจว่าจะต้อง “รับผิดชอบ” จริงๆ"
ดิฉันขอแลกเปลี่ยนในมิติที่เล็กกว่าที่อาจาย์เขียนนะคะ
เห็นด้วยครับ
เริ่มที่ตัวเราเอง
ที่ต้องรับผิดชอบ อย่างน้อยก็ตัวเอง ที่อย่าให้เป็น "ภาระ" คนอื่น
คำนี้กินความลึกซึ้งเลยครับ
อัตตาหิ อัตตโน นาโถ
ครับ