เชื่อ มีความหมายว่า เห็นตามด้วย ไว้ใจ มั่นใจ และความเชื่อนี้แหละเป็นสิ่งที่อันตรายเพราะถ้าสิ่งที่เชื่อนั้นไม่ถูกต้องหรือจริงไม่หมด และเมื่อคนเชื่อแล้วยากที่จะเปลี่ยนแปลงความคิดเห็นถึงแม้ว่าจะผิด และสุดท้ายยังมีคำว่าไม่เชื่อแต่อย่าลบหลู่มาช่วยสำทับอีก
พระพุทธองค์สอนไว้ในกาลามสูตร 10 ประการว่า
(ที่มา: http://sites.google.com/site/gotodhama/ka-lam-sutr)
|
๑. มา อนุสฺสเวน |
อย่ารับเอามาเชื่อโดยการฟังบอกต่อ ๆ กันมา มันเป็นอาการของคนไร้สมอง หรือสมองขี้เลื่อย |
|
๒. มา ปรมฺปราย
|
อย่ารับเอามาเชื่อโดยที่มีการทำตาม ๆ สืบ ๆ กันมา เห็นเขาทำอะไร ก็ทำตาม ๆ กันไป ดังนิทานเรื่องกระต่ายตื่นตูม ที่สัตว์ทั้งหลายเห็นกระต่ายวิ่งมาอย่างสุดกำลัง ก็ขวนกันวิ่งตาม จนหกล้มคอหักตกเหวตายกันเป็นอันมาก วิปัสสนาที่สักว่าทำตาม ๆ กันมา ก็มีผลอย่างนี้. |
| ๓. มา อิติกิราย |
อย่ารับเอามาเชื่อเสียงที่กำลัง เล่าลืออยู่อย่างกระฉ่อนบ้าน หรือกระฉ่อนโลก ซึ่งเรียกว่า "ตื่นข่าว" มันเป็นเรื่องของคนโง่ ไม่ยอมใช้สติปัญญาของตน. |
| ๔. มา ปิฏกสมุปทาเนน |
อย่ารับเอามาเชื่อด้วยเหตุเพียงว่ามีที่อ้างในปิฎก. คำว่า ปิฎก หมายถึงสิ่งที่ได้เขียนหรือจารึกลงไปแล้วในวัตถุสำหรับการเขียน ที่ยังจำ ๆ กันไว้ด้วยความทรงจำยังไม่เรียกว่า ปิฎก. ปิฎก เป็นสังขารชนิดหนึ่งที่อยู่ในกำมือของมนุษย์ ทำขึ้นได้ ปรับปรุงได้ เปลี่ยนแปลงได้ โดยมือของมนุษย์ จึงไม่อาจถือเอาได้ตามตัวอักษรเสมอไป ต้องใช้วิจารณญาณให้เห็นว่า คำที่กล่าวนั้นจะใช้ในการดับทุกข์ได้อย่างไร นิกายพุทธศาสนาแต่ละนิกาย ก็มีปิฎกที่ไม่ตรงกัน. |
| ๕. มา ตกฺกเหตุ | อย่าเชื่อโดยเหตุที่ว่ามันถูกต้องตามเหตุผลทางตรรกะ ซึ่งเป็นศาสตร์ชนิดหนึ่ง ที่ใช้คเป็นเครื่องคำนวนหาความจริง ตรรกะ คือสิ่งที่เราเรียกกันว่า Logic ซึ่งมันก็ยังผิดได้ถ้าข้อมูลมันผิด หรือวิธีการคำนวนมันพลาด. |
| ๖. มา นยเหตุ | อย่าเชื่อโดยเหตุที่ว่ามันถูกต้องตามเหตุผลทางนยะ ซึ่งเราเรียกกันในเวลานี้ว่า ฟิโลโซฟี่ ซึ่งไดให้คำแปลว่า ปรัชญา. ชาวอินเดียไม่ยอมรับ เพราะมันเป็นทรรศนะหนึ่ง ๆ มิใช่ปัญญาอันสูงสุดหรือเด็ดขาด |
| ๗. มา อาการปริวิตกฺเกน | อย่าเชื่อหรือรับเอามาเชื่อด้วยการ ตรึกตามอาการ ที่เราเรียกกันสมัยนี้ว่า คอมม่อนเซ้นส์ ซึ่งเป็นเพียงความคิดชั่วแวบตามความเคยชิน แต่เราก็ชอบใช้กันมากจนเป็นนิสัยไปก็มี นักปราชญ์ผู้อวดดีชอบใช้วิธีนี้กันมาก และถือว่าเก่ง. |
| ๘. มา ทิฏฐนิชฺฌานกฺขนฺติยา | อย่าเชื่อด้วย เหตุผลเพียงสักว่าข้อความนั้นมันทนได้ หรือเข้ากันได้กับความเห็นของตนซึ่งมีอยู่เดิม ซึ่งมันก็ผิดได้อยู่นั่นเอง หรือวิธีพิสูจน์และทดสอบมันไม่ถูกต้อง มันก็ไม่เข้าถึงความจริงได้ ข้อนี้มีวิธีการคล้ายกับวิถีทางวิทยาศาสตร์ แต่มันก็เป็นวิทยาศาสตร์ไปไม่ได้ เพราะไม่มีการพิสูจน์และทดลองที่เพียงพอ. |
| ๙. มา ถพพรูปตาย | อย่าเชื่อด้วยเหตุเพียงสักว่า ผู้พูดมีลักษณะน่าเชื่อ ลักษณะภายนอกกับความรู้จริงในภายในไม่เป็นสิ่งเดียวกันได้ คือผู้พูดมีลักษณะน่าเชื่อ แต่พูดผิด ๆ ก็มีอยู่ถมไป แม้สิ่งที่เรียกกันว่าคอมพิวเตอร์สมัยนี้ก็ระวังให้ดี ๆ เพราะคนเป็นผู้ให้ข้อมูลหรือใช้มัน อาจจะให้ผิด ๆ หรือใช้มันผิด ๆ ก็ได้, อย่าบูชาคอมพิวเตอร์กันนัก มันจะผิดหลัก กาลามสูตร ข้อนี้. |
| ๑๐. มา สมโณ โน ครู-ติ | อย่าเชื่อด้วย เหตุเพียงสักว่า สมณะ (ผู้พูด) นี้เป็นครูของเรา, พระพุทธประสงค์อันสำคัญเกี่ยวกับข้อนี้ ก็คือไม่ต้องการให้ใครเป็นทาสทางปัญญาของใคร แม้แก่พระองค์เอง. ทรงย้ำบ่อย ๆ ในข้อนี้ และมีสาวกเช่นพระสารีบุตร ก็กล่าวยืนยันในการปฏิบัติเช่นนี้ คือไม่เชื่อทันทีที่ได้ฟังพระพุทธดำรัส แต่เชื่อเมื่อได้ใคร่ครวญด้วยเหตุผลอันเพียงพอและได้ลองปฏิบัติดูแล้ว. จงดูเถิด มีศาสดาไหนในโลกที่ให้เสรีภาพแก่สาวกหรือผู้ฟังอย่างสูงสุดเช่นนี้ ดังนั้น พุทธศาสนาจึงไม่มี Dogmatic System คือการบังคับให้เชื่อโดยไม่ให้สิทธิในการใช้เหตุผลของตนเอง, นี่แหละคือความพิเศษสูงสุดของพระพุทธศาสนา ซึ่งทำให้ไม่ต้องตกเป็นทาสทางสติปัญญาของผู้ใด ดังกล่าวแล้ว คนไทยเรา อย่าสมัครเป็นทาสทางสติปัญญาของชาวตะวันตกเหมือนที่กำลังเป็นอยู่ในปัจจุบัน ให้มากนักเลย หรือจะไม่เป็นเสียเลยก็จะเป็นการดีที่สุด. |
พระพุทธองค์เคยถามพระสารีบุตรว่า "ท่านเชื่อที่เราสอนหรือไม่" พระสารีบุตรทูลตอบว่า "...จะไม่เชื่อที่พระองค์ทรงสอน หากแต่ยังไม่พิจารณาปฏิบัติให้เห็นถ่องแท้..." (เขียนเป็นภาษาสำหรับอ่านเข้าใจง่าย)
พระเดชพระคุณพระพรหมคุณาภรณ์ (ป.อ. ปยุตฺโต) กล่าวไว้เสมอว่า
ตามหลักความจริงแล้วคนโบราณนำเอาความเชื่อมาเป็นตัวนำเพื่อให้หลาย ๆ คนได้สนใจเข้าไปปฏิบัติตามคำสอน เมื่อปฏิบัติแล้วจะพบเห็นความจริง จากนั้นความเชื่อหรือความศรัทธาก็ไร้ความหมายเพราะได้พบความจริงแล้ว
แต่คนปัจจุบันมักจะยึดเฉพาะความเชื่อ เชื่อว่าพระพุทธเจ้าจะคุ้มครอง เชื่อว่ารูปปั้นคือพระพุทธเจ้า และเชื่อว่าพระพุทธรูปจะให้โชคลาภ แต่ไม่เคยเชื่อว่าถ้าปฏิบัติตามคำสอนของพระพุทธเจ้าแล้วจะพบสิ่งประเสริฐที่สุด
ผู้เขียนจึงขอเชิญทุกท่านอย่าเชื่อใครสักคนตามหลักกาลามสูตร จนกว่าพิสูจน์ได้ว่าสิ่งนั้นเป็นความจริง... เราเลิกเชื่อกันเสียที แล้วปฏิบัติให้รู้ได้ด้วยตนเองตามรอยพระศาสดาผู้เป็นอริยะ ผู้ประเสริฐกว่าสิ่งใดในโลกกันเถอะ... สวัสดีครับ...
สวัสดีค่ะ
ขออนุญาตแลกเปลี่ยนเรียนรู้ครับ
เห็นด้วยอย่างยิ่งครับ ผมจึงยึดมั่นในการทำอาชีพครูมาเสมอว่า "ครูต้องไม่ขายความเชื่อให้ผู้เรียน" แต่ครูต้องนำเสนอในสิ่งที่เป็นความจริง โดยเฉพาะข้อเท็จจริงที่ตัวครูเองได้จากการลงมือปฏิบัติจริงเท่านั้น แน่นอนว่าในการปฏิบัติอาจให้ผลที่สำเร็จ หรือล้มเหลวผิดพลาด แต่มันไม่ใช่เรื่องแปลกอะไรเลยสำหรับความล้มเหลว ผิดพลาดนั้น ดังคำกล่าวที่ว่า "ผิดคือครู" ความผิดพลาดจะสอนมนุษย์ให้รู้จักปรับตัวและหลีกเลี่ยงที่จะไม่ทำผิดในเรื่องนั้นๆอีก ผมคิดว่าเรื่องที่น่าแปลกที่สุดของมนุษย์ก็คือ ความผิดพลาดที่ซ้ำแล้วซ้ำอีก ทั้งที่รู้ว่าผิดแต่ก็ไม่แก้ไข ก็ยังปล่อยให้ตนเองผิดในเรื่องเดิมๆซ้ำๆอยู่ร่ำไป....
"สิ่งที่ทำดังกว่าสิ่งที่พูดเสมอ เสียงที่ดังที่สุดคือเสียงที่เงียบที่สุด"
ขอบคุณสำหรับการเปิดโอกาสให้ร่วมแสดงความคิดเห็นครับผม
ขอบคุณพี่
คิม นพวรรณ
นาย ธนากรณ์ ใจสมานมิตร ที่เข้ามาเยี่ยมเยียน
ชอบคำนี้มากครับ
อยากให้อีกหลายคนคิดได้อย่างนี้จังเลยครับ...
บทสอน คำเตือนที่ดี ก็แล้วแต่ใจใครจะปฏิบัติได้แค่ไหนเท่านั้น
ชอบมากค่ะตรงหัวข้อ " เลิกเชื่อกันเสียที ว่าธรรมะจะทำให้เป็นคนดี ถ้ายังไม่ปฏิบัติ" น่าจะมีต่อว่า " แล้วแน่ใจหรือว่าผู้ที่ปฏิบัติธรรมแล้ว จะเป็นคนดีได้ทุกคน คนดีแบบไหน ? " ......หายากนะคะ ขอบคุณมากค่ะ
ขอบคุณคุณ
กานดา น้ำมันมะพร้าว มากนะครับที่มาร่วมแสดงความคิดเห็น
เป็นชื่อหัวข้อที่น่าสนใจครับ
สวัสดีค่ะ คุณโยธินิน..หนุ่มเมืองน่าน
เคยได้รู้จักคนน่านหลายคน แต่ละคนดูสงบ พูดจาก็เรียบร้อย นุ่มๆ สุภาพอ่อนโยน
แล้วยังอยู่ในศีลในธรรม เยี่ยมมาก
สวัสดีครับ คุณ nana
หลายคนที่น่านเป็นอย่างที่กล่าวไว้ในกรอบ แต่ตอนนี้ผมเริ่มเปลี่ยนไปเสียแล้วครับ เลยจึงต้องอาศัยธรรมะมาช่วยนี่แหละครับ เพราะลำพังถ้าเต้นตามกระแสการเปลี่ยนแปลงที่ไหลบ่าเข้าเมืองน่านแล้ว สงสัยจะแย่ครับ
ขอบคุณมากนะครับที่เข้ามาให้กำลังใจ...
สวัสดีค่ะ....
ยินดีหลายๆที่เข้าไปทักทายกันพร้อมเติมเต็มให้กับบันทึกนะคะ
ความเชื่อในสิ่งใดสิ่งหนึ่งเป็นสิ่งที่เปลี่ยนแปลงได้ยากในคนหรือกลุ่มคน
โดยเฉพาะความเชื่อที่สืบทอดกันต่อๆมา
หากเป็นความเชื่อที่ไม่เป็นพิษเป็นภัยต่อคนอื่นก็ยังพอทำเนา
แต่หากเชื่อจนหลงงมงายและไม่มีเหตุผลนั่นคือสิ่งที่น่ากลัว....
เราจะทำอย่างไรจึงจะให้คนหันมาปฏิบัติธรรมเพื่อพัฒนาจิตใจให้มากขึ้น
ส่วนใหญ่เรียนรู้จากคำสอนและการอ่านแต่ละเว้นการปฏิบัตินะคะ...
ขอบคุณ คุณkrugui Chutima มากครับที่เข้าแสดงความเห็น
ถ้าเราเห็นว่าเป็นเรื่องจริง เป็นสิ่งจริงได้จากการพิสูจน์แล้วก็จะหลุดพ้นจากคำว่าเชื่อครับ
สวัสดีค่ะ โยธินิน เป็นสิ่งที่ให้ข้อคิด และชอบจัง ที่อยากให้ครูเลิกขายความเชื่อให้เด็ก...น่าคิดๆๆ