...ความสำเร็จของเมืองท่องเที่ยวระดับโลกนั้นไม่ใช่ได้มาเพราะโชค แต่ด้วยระเบียบวินัย และความเอาจริงเอาจัง ต้องมีความรักความภูมิใจต่อบ้านเกิดจนสามารถยืนหยัดเป็นตัวของตัวเองได้ก่อน จากนั้นความชื่นชมจากคนอื่นถึงจะตามมา...

ตอนสอง

 

 

อิตาลี : เกาะบูราโน

 (Burano archipelago)

 

แมวชาวเกาะ

 

 

 

 

 

                  แมวน้อยตัวอ้วนกลมวิ่งมาตามทางเดินเลียบคลอง หน้าตาทุกข์ระทมขมใจ อีกอึดใจต่อมาก็ได้รู้สาเหตุ เจ้าของวิ่งตุ๊บตั๊บตามมาในมือถือหวีอันเขื่องมีขนเหลืองติดอยู่แล้วกระจุกโต คงโรมรันกันมาพักใหญ่แล้วจนเหมียวถอดใจหนีออกจากบ้านมาแบบนี้ แต่หนียังไงก็คงไม่พ้นเพราะวิ่งช้าเหลือเกินคงจะหนักพุง แถมเกาะบูราโนเล็กนิดเดียว ถึงแปลงร่างเป็นปลาก็ยังอาจหนีไม่พ้น เพราะนอกจากชาวบ้านชาวเมืองบูราโน (Burano archipelago) ที่อิตาลีแห่งนี้จะมีชื่อเสียงด้านผลิตผ้าลูกไม้งามล้ำเลิศแล้วก็ยังทำประมงเป็นหลัก มีเครื่องมือจับปลาวางผึ่งแดดให้เห็นทั่วไป

 

 

                  จะเห็นว่าเกาะบูราโนใช้คำว่า Archipelago ไม่ใช่ Island เป็นเพราะว่าทั้งเมืองที่เราเดินชมอยู่นี้ประกอบด้วยเกาะเล็กเกาะน้อยสี่เกาะ สอดประหวัดรัดร้อยกันด้วยสะพานทั้งน้อยใหญ่ เกิดเป็นเมืองที่มีเอกลักษณ์ดึงดูดผู้คนมาเยี่ยมชม กลับไปแล้วก็คิดถึงอยากกลับมาอีก จะว่าไปลักษณะเมืองที่เกิดจากหมู่เกาะเช่นนี้ก็รวมทั้งเวนิสเจ้าเสน่ห์ เกาะมูราโน แต่บูราโนก็มีดีไม่เหมือนใครที่ทุกคนรวมทั้งเรายอมนั่งเรือดั้นด้นมาจากเวนิส อีกเกือบ 40 นาทีเพื่อชมเมืองสีลูกกวาดให้เห็นกับตาซักครั้ง

 

 

      บ้านสีลูกกวาด ขอบหน้าต่างก็มักมีดอกไม้เข้ากันกับม่านลูกไม้ดูโปร่งสบาย           

 

 

                 เราได้ตื่นเต้นกับบ้านเมืองสีสันสดใสตั้งแต่เรือยังไม่เทียบท่า ในเรือเต็มไปด้วยเสียงอุทานตื่นเต้น ในนั้นมีภาษาไทยจากเราและเพื่อนรวมอยู่ด้วย ฟังแล้วเพราะที่สุดกว่าภาษาใด ยิ่งเรือเข้าไปใกล้ฝั่งก็ยิ่งละลานตา เสียดายที่ท้องฟ้าไม่ค่อยสดใสเพราะฝนใกล้จะตก แต่ก็ไม่เป็นไร สีพาสเทลจากบ้านเล็กบ้านน้อยช่างทรงพลัง นึกไม่ออกว่าจะมีอะไรทำให้บูราโนดูอึมครึมซึมเศร้าได้ บางหนังสือเล่าว่าผู้คนเริ่มทาสีบ้านสดใสก็เพื่อตัวเองจะได้เห็นบ้านตัวเองแต่ไกลตอนออกไปกลางทะเลหาปลาปู จากนั้นก็เริ่มมีการควบคุมจากทางการตั้งแต่อดีตจนถึงปัจจุบัน หมายความว่าสีสันที่เห็นผ่านการคัดเลือกอย่างพิถีพิถัน ไม่ใช่จะทาสีบ้านกันตามใจฉันได้ ใครต้องการจะทาสีบ้านต้องยื่นเรื่องขออนุญาต จากนั้นทางการจะแจ้งเฉดสีที่ได้รับอนุมัติให้ทาได้ห้ามนอกเหนือจากนั้นเด็ดขาด น่าทึ่งว่าเขามีการจัดการเรื่องนี้มาตั้งแต่โบราณ ทำเพื่อดูแลบ้านเมืองตัวเอง ไม่ได้ทำไปเพื่อเอาใจนักท่องเที่ยว

 

หน้าต่างบ้านแต่งด้วยลูกไม้

 

เห็นหอนาฬิกามั้ยคะ ถ้าไปยืนหน้าโบสถ์จะเห็นเลยว่าเอียง

 

 

              เราเดินลัดเลาะไปตามถนนอิฐที่เลียบบ้านเล็กบ้านน้อย อีกด้านเป็นคลองกว้างไม่น่าเกินสิบเมตร มีเรือจอดนิ่งอยู่เรียงราย ก็คงเหมือนพวกเราจอดรถไว้หน้าบ้าน เราเดินตามถนนสายหลักของเมืองชื่อ via Baldassarre Galoppi ไม่นานก็พาเราไปที่จตุรัสชื่อเดียวกัน ถ้าจำไม่ผิดเป็นชื่อของนักดนตรีชื่อดังของเมือง ลองเข้าไปแว๊บๆในร้านอาหาร โอ้โห ราวกับแกลลอรี่ภาพเขียน เจ้าของร้านวาดเองซะด้วย เมืองนี้มีศิลปินช่างวาดรูปนั่งทำงานศิลปะตามมุมโน้นมุมนี้ดูมีความสุขไม่ง้อลูกค้า ทั้งภาพวาดสวยดึงดูดใจที่วางซ้อนกันอยู่ด้านหลังและตัวศิลปินเองช่วยเติมสีสันให้เมืองอย่างวิเศษ รายการอาหารส่วนใหญ่เป็นอาหารทะเล น่ากินแฮะ มีทั้ง scallop นึ่งเนยโปรยสมุนไพร มีข้าวอิตาลีริสอสโต (risotto) รวมมิตรทะเลใส่เห็ด มี Grappa น่าชิมเล่น แต่พวกเรายังไม่หิวมากก็เลยหาซื้อขนมจากอีกร้านที่กรุ่นกลิ่นหอมลอยมาเชิญชวนจนเพื่อนรักน้ำลายไหลจูงมือเรานำลิ่วเข้าไป เจ้าของร้านแนะนำขนมขึ้นชื่อของเมือง หน้าตาเหมือนตัวเอส ชื่อ Essi di Burano ก็อร่อยดี ตบท้ายด้วยไอศกรีมรสทีรามีสึ สุดโปรดที่เพิ่งได้ชิมครั้งแรกที่เมืองฟลอเรนส์แล้วสุดแสนประทับใจ เจอที่ไหนก็ต้องกินเปรียบเทียบ แล้วก็ไม่ผิดหวัง แต่เรายังชอบไอติมกะทิเผือกแดนสยามที่สุดเหมือนเดิม :)

 

 

 บ้านสีฟ้า ถ้าจะให้ถูกต้องมีหน้าต่างสีชมพู

 

   บางชิ้นดูคุ้นๆ คล้ายๆว่าจะซื้อได้ที่บ้านเรา 

 

 

                    ที่มุมหนึ่งของพลาซ่ามีผ้าลูกไม้วางขายหลากหลายแบบ แต่ดูราคาแล้วคงจะไม่ใช้ของแท้ขึ้นชื่อของบูราโนทั้งหมด เพราะผ้าลูกไม้เนื้อละเอียดดั้งเดิมที่เรียกว่า Merlitti นั้นมักจะวางขายในร้าน อยู่ในตู้อย่างดี และแพงมากๆ แต่เมื่อได้เห็นคุณยายสาธิตวิธีทำแล้วก็หมดข้อขัดแย้ง ผ้าลูกไม้เป็นแบบ Needlelace นั่นคือไม่ใช้กระสวย (Bobbins) แต่จะใช้เฉพาะเข็มและด้ายค่อยๆผูกลาย (Stitches) ไปตามที่ออกแบบไว้ กว่าจะได้ซักหนึ่งชิ้นใช้เวลาเป็นเดือนๆ ชิ้นงานงามอ่อนหวานเบื้องหน้านั้นแค่ตาดูก็สัมผัสได้ถึงความอดทนและความตั้งใจสมาธิมุ่งมั่นของผู้สรรสร้าง เราไม่มีเวลาพอจะเข้าไปในพิพิธภัณฑ์ แต่ก็ถือโอกาสเข้าร้านไปชมใกล้ ๆ สวยงามบอบบางเหลือเกิน เห็นแล้วอยากเป็นเจ้าสาวแต่งผ้าลูกไม้ แต่ที่ชอบสุดเห็นจะเป็นตุ๊กตาผู้หญิงแต่งลูกไม้เต็มยศ แต่ก็แพงจนเกินเอื้อม แค่ดูก็เป็นบุญตาแล้ว นอกจากนี้ก็มีทำเป็นผ้าปูโต๊ะ ผ้ารองจาน doily ทำเป็นเสื้อผ้าก็มี ส่วนใหญ่เป็นของเด็กหญิง มีเซ็ต Lingerie ชุดชั้นในเซ็กซี่ที่สุดที่เคยเห็นมา แต่อับจนที่เค้าไม่ยอมให้ถ่ายรูป คงเป็นเหตุผลกลัวโดนเลียนแบบ

 

 

               ถึงปัจจุบันนี้ ผ้าลูกไม้บูราโนไม่ได้โด่งดังทั่วยุโรปเหมือนสมัยโบราณ แต่ดูเหมือนว่าในที่สุดก็สามารถมีที่ยืนอย่างมั่นคงบนโลกใบนี้ มีโรงเรียนสอนถ่ายทอดคนรุ่นหลัง การรักษาเอกลักษณ์การผลิตตรงตามแบบฉบับโบราณกลับกลายเป็นเสน่ห์ ถึงจะใช้เวลานาน ทำได้ทีละน้อย ราคาก็แพงตามตัว แต่ก็กลายเป็นของสะสมมีคุณค่าจากบูราโน

      

 

   น้องเหมียวสีเข้ากันกับผ้าลูกไม้             

 

 แอบถ่ายรูปจากข้างนอก เสียดายที่ไม่เห็น Lingerie แสนวาบหวิว :)

 

 

                หลายๆ อย่างที่เห็นจากบูราโนเมืองท่องเที่ยวที่มั่นคง ทำให้เราได้คิดว่าความสำเร็จของเมืองท่องเที่ยวระดับโลกนั้นไม่ใช่ได้มาเพราะโชค แต่ด้วยระเบียบวินัย และความเอาจริงเอาจัง ขนาดจะทาสีบ้านยังต้องถามต้องลงมติก่อนเลย และที่สำคัญที่สุดคือต้องมีความรักความภูมิใจต่อบ้านเกิดจนสามารถยืนหยัดเป็นตัวของตัวเองได้ก่อน จากนั้นความชื่นชมจากคนอื่นถึงจะตามมา

 

 

                 ได้เวลาขึ้นเรือกลับไปเวนิส เพราะใกล้ค่ำเต็มที เราต้องนั่งบัสจากเวนิสกลับไปที่พักที่เมืองเมสเตร (Mestre) เอาไว้ชาติหน้าตอนบ่าย ๆ ค่อยกลับมาซื้อผ้าลูกไม้บูราโนไปแต่งบ้านให้พรึ่บไปเลย คราวนี้จะพักที่ใจกลางเวนิสกันเลยทีเดียว

  

            ลาละนะเหมียวน้อยสีลูกไม้ คราวหน้ามีบุญได้เจอกันอีกต้องยิ้มหวานๆนะจ๊ะ