ความหมายของชีวิตที่คุ้มค่า : ท่าน ว.วชิรเมธี  ได้กล่าวไว้ในนิตยสาร Secret ฉบับทีี ๕๗  หน้า ๙๓ ว่า

        ชีวิตเป็นสิ่งสูงค่า ถ้าใช้ชีวิตไม่เป็น  สิ่งสูงค่าก็จะแตกดับอย่างง่ายดาย  และไม่คุ้มกับที่โชคดีได้เกิดมาเป็นคนกับเขาชาติหนึ่ง  ในทางพุทธท่านกล่าวว่าสิ่งที่ได้มานั้นยากแสนเข็ญอยู่ ๔ ประการคือ

๑.ยากเหลือแสนกว่าจะได้เกิดมาเป็นมนุษย์

๒.ยากเหลือแสนกว่าจะเอาชีวิตรอด

๓.ยากเหลือแสนกว่าพระพุทธองค์จะเสด็จอุบัติ

๔.ยากเหลือแสนกว่าจะได้ฟังสัจธรรม

       คำสอนข้างบนนี้อ่านมานานหลายเดือนแล้ว  แต่วันนี้จำต้องและทบทวนตามสถานการณ์ที่ฉันได้ไปพบมาอีกครั้ง  มากมายหลายสถานการณ์ด้วยกัน  รวมทั้งสถานการณ์ในวันนี้ทำให้นึกถึงคำสอนดังกล่าว

       สถานการณ์แรก  สองสามวันก่อนได้เห็นผู้หญิงวัยกลางคน  ฉกกระเป๋าตังค์ของหญิงสาวที่กำลังนั่งทานข้าว โดยทำท่าเดินผ่านฉันไปและหยิบกระเป๋าที่วางบนเก้าอี้ข้างตัวอย่างใจเย็น เจ้าของกระเป๋าไม่รู้ตัว เพราะท่าทางเหม่อลอย  นอกจากฉันแล้วยังมีแม่ค้าเห็นการกระทำด้วย  จึงรีบตะโกนบอกเจ้าของกระเป๋า  หลายคนทั้งชายหญิงวิ่งไล่จับกันอย่างชุลมุน  แต่ฉันไม่ได้ติดตามไปดูเรื่องราว และไม่ได้นำมาเล่าเพราะเป็นระหว่างวันแห่งความรัก

       สถานการณ์ที่สองเมื่อวานที่ผ่านมา เพื่อนบ้านวานให้ขับรถพาไปตลาดสด  พวกเราเดินดูสิ่งของ  หญิงสาวคนหนึ่งเรียกซื้อส้มโอ  ตอนแรกฉันได้แต่ยิ้มและส่ายหน้าเล็กน้อยเพื่อปฏิเสธ  แล้วฉันก็เปลี่ยนใจอยากจะช่วยซื้อ  เพราะนานมาแล้วมีผู้ชายคนหนึ่งเรียกฉันซื้อผักสดแต่ฉันไม่ซื้อ  ยิ้มของคุณลุงยังติดตาติดใจฉันอยู่ด้วยความสงสารและเห็นใจ 

       ฉันได้ยินเธอตอบลูกค้าคนหนึ่งว่าส้มโอลูกละ ๕ บาท ฉันหันกลับไปมองดูอีกครั้ง  คิดว่าหากเธอขายส้มโอทั้งหมดจะได้เงิน ๔๐ บาท (ถุงละ ๑๐ บาท เพราะมีส้มโอถุงละ ๒ ลูก)  แต่มีเศษอยู่ ๑ ลูก  ขนาดใหญ่กว่าเล็กน้อย  ฉันจึงชี้เอาลูกนั้น  เธอบอกว่า "ราคา๘ บาท"  เพราะลูกโต  ฉันส่งตังค์เหรียญ ๑๐ บาท ความสะเทือนใจที่คุกคามจิตใจฉันมาคือ "กว่าเธอจะควานหาตังค์เหรียญบาท ๒ เหรียญมาให้ฉันยากเย็นมาก"  ขณะขับรถกลับบ้านเพื่อนบ้านถามว่า "คิมคิดอะไรอยู่หรือ

      ฉันตอบตามความรู้สึกว่า "หากจ่ายเงินค่าส้มโอทั้งหมดไม่เกิน ๕๐ บาท  เราก็จะได้ส้มโอมาให้เด็ก ๆ ในซอยทานกันนะคะ" และส้มโอที่ซื้อมาฉันก็ให้เพื่อนบ้านไป

        ส่วนวันนี้ฉันออกไปทำธุระที่ศูนย์การค้าแห่งหนึ่ง  มีเหตุอันน่ารักน่าคิดทั้งขบขันและตื่นเต้น  หากเล่าแล้วคงมีความสุขในการเล่า  และสอดคล้องกับคำสอนที่กล่าวไว้แล้วนั่นเอง

        สถานการณ์แรก  ขับรถเข้าไปหาที่จอดพบเด็กรุ่นหนุ่มราว ๆ ไม่เกิน ๓๐ ปี  กำลังคุยกันอย่างมีความสุข สังเกตจากการหัวเราะเต้นแร้งเต้นกา  อยู่ดี ๆ คนหนึ่งชีมาที่รถของฉันว่า "รุ่นนี้แหละออร์เดอร์เพียบ เจ้ ๆ ซื้อมาทำไมรุ่นนี้ตลาดมืดมีเท่าไรไม่เหลือ"  แถมเดินเข้ามาดูรถของฉันใกล้ ๆ ชโงกดูโน่นดูนี่ "มีลำโพงทวิตเตอร์เสียด้วย  เสียงดีไหมเจ้" แถมซักไซร้ไล่เลียงซื้อมากี่วันกี่เดือน

        ฉันพูดกับเขาแบบระมัดระวังตัวเหมือนกัน  พร้อมกับบอกว่า "ป้าฝากดูด้วยนะหนู"  แล้วฉันแกล้งเดินอ้อมไปอีกทาง  วกกลับมาขึ้นบันไดเลื่อนใช้มือถือถ่ายภาพเด็กหนุ่มสองคนนี้ไว้ก่อนดีกว่าไม่ทำอะไรเลย  และกลับไปถามยามว่ากล้องวงจรทางออกใช้ได้ดีไหม 

       สถานการณ์ที่สอง  ขณะที่ฉันนั่งรอสินค้า  ฉันถอดรองเท้าซึ่งเป็นแตะแบบคีบ แต่มีสุภาพสตรีนั่งถัดฉันอีก ๒ คน  เราทักทายและยิ้มให้กันแล้วว่าบ้านอยู่ที่ไหน มาทำอะไร  แต่สองคนลุกขึ้นก่อนฉันและเดินจากไป ส่วนฉันนั่งก้มหน้าก้มตาอ่านหนังสือ  บังเอิญมองไปอีกด้านยังเห็นผู้หญิงสองคนนั้นยืนอยู่ไม่ไกลนัก  ฉันถึงกับร้องอุทานอยู่ในใจ  "ว๊ายแม่เจ้าประคุณนั่นมันรองเท้าของฉันข้างหนึ่ง  คุณคีบรองเท้าข้างซ้ายของฉันไปทำไม" ฉันจึงเดินตามไป "สามคนจึงหัวเราะงอหงายกันอยู่ตรงนั้น  เพราะเธอก็ไม่ทราบว่าคีบรองเท้าผิด"

        สถานการณ์ที่สาม  เรื่องไฟสัญญาณจราจรเสียหลายแห่งมากที่พบในเมืองพิษณุโลก นานเป็นแรมเดือนแรมปีก็ยังไม่จัดการซ่อมแซมเสียที  วันนี้ผ่านไฟสัญญาณเสียสองแห่งคือสี่แยกนเรศวร  ขากลับสี่แยกบ้านแขก "ผู้ใช้รถต้องใช้ความสามารถวัดใจ"  ข้อปฏิบัติตามวินัยจราจรคือ "ให้รถด้านขวาทางเอกไปก่อนเสมอ" ฉันอยู่ทางเอกแต่จะเลี้ยวขวา  แต่คันซ้ายมาแซงตัดหน้า ฉันต้องหักหลบ และมองรถว่ามีรถด้านหลังตามมามากไหม เมื่อไม่มีจึงชลอหยุดดูจังหวะ ในใจก็คิดว่า "เก็บคุณธรรมใส่ลิ้นชักก่อนดีไหม"  เพราะต่างคนต่างจ้องไปกันทุกคัน  ไม่มีการเคารพกฏเกณฑ์หรือแบ่งปันน้ำใจให้กันเลย

       สถานการณ์ที่สี่หน้าห้างโลตัส  เป็นการจราจรที่วุ่นวายมากทุกวัน  เพราะมีที่กลับรถ ๒ แห่งห่างกันประมาณ  ๒๐๐  เมตร  ฉันมาถึงเป็นไฟสัญญาณเขียวพอดี  กำลังเหยียบเร่งให้ทางคันหลังพอดี  จราจรโผล่มาชี้ที่เลขทะเบียนของฉันเหมือนทำท่าให้จอด  ความคิดเกิดขึ้นในใจอีกละ "เอาแล้วเราผิดอะไรหว่า"  แล้วก็เห็นทำมือให้ไปได้  แต่ไปโบกให้คันหลังจอด "ที่แท้ก็ติดรถนำขบวน"

       สถานการณ์ที่ห้าที่สี่แยกอินโดจีน  เมื่อรถนำขบวนผ่านไปและรถของฉันยังติดไฟแดง  ฉันเห็นเจ้าหน้าที่ตำรวจ ๒ นายยืนปฏิบัติหน้าที่กลางแดดที่ร้อนอบอ้าว  ชุดเครื่องแบบบีบรัดทั้งเสื้อ กางเกง ถุงเท้ารองเท้า  (ทำให้นึกถึงสิ่งตรงข้ามที่บางกลุ่มนั่งทำงานในห้องแอร์ ดื่มไวน์ขวดละเป็นแสน ขับรถยุโรปราคาแพง  สร้างบ้านราคาหลายร้อยล้าน ) อยากจะให้คนรัก ลูกเมียของตำรวจเหล่านี้เป็นลูกและภรรยาที่น่ารักคอยเป็นกำลังใจสามี ฉันขอเป็นส่วนหนึ่งในกำลังใจให้ตำรวจที่ตั้งใจปฏิบัติหน้าที่

       และอยากจะให้คนไทยทุกคนรัก สามัคคี  เคารพต่อกฏหมายบ้านเมือง ไม่ควรทำเรื่องเดือดร้อนหรือยุ่งยากใจ  เป็นการเพิ่มภาระหน้าที่ให้แก่เจ้าหน้าที่โดยไม่เกิดประโยชน์

        กว่าจะถึงบ้านต้องหักหลบมอเตอร์ไซค์ที่ล่วงเกินเส้นทางรถยนต์อีก  สถานการณ์ประจำวันเจ้าเอย  "ยากเหลือแสนกว่าจะได้เกิดมาเป็นมนุษย์  และยากเหลือแสนกว่าจะเอาชีวิตรอด"  เพื่อให้ดำรงตนสู่การเรียนรู้ว่า "ยากเหลือแสนกว่าพระพุทธองค์จะเสด็จอุบัติ และยากเหลือแสนกว่าจะได้ฟังสัจธรรม"