...เพียงแค่เราช่วยชโลมจิตใจ ด้วยการอุดหนุนให้เขามีแรงสู้ชีวิต ก็น่าจะเป็นสิ่งที่ช่วยกันได้

เก็บเกี่ยวไม่ได้....ในระหว่างทาง

ชื่อเรื่องนี้ไม่ได้ล้อเลียนเรื่องที่เขียนผ่านๆมา แต่มันเป็นดังชื่อเรื่องจริงๆ

เมื่อวานนี้ในระหว่างเส้นทางไปดอนเมืองเพื่อกลับสู่ภาคใต้ รถแท็กซี่ติดไฟแดงเป็นคันที่สอง นั่งมองออกไปเห็นชายวัยกลางคน แขนหนึ่งหอบผ้าหลายสิบผืน อีกมือถือผ้านั้น 1 ชิ้น ชูขึ้นแล้วเดินไปมา ขณะที่เห็นตอนแรกไม่แน่ใจ จึงมองต่อ ลูกตาก็เห็นชัดแล้วว่าเขาชูผ้าค่อนข้างขาว เดินไกล้เข้ามา แล้วก็คิดถามตัวเองว่าเอ! เขาทำอะไร ?? 

นึกไม่ออก ก็เลยถามคนขับแท็กซี่ว่า  "ชายคนนั้นเขาชูผ้าทำไม"

คนขับตอบว่า  " เขาขายผ้าเช็ดรถ "

พอแท็กซี่ตอบเสร็จชายคนนั้นก็เดินผ่านรถไป พอดีกับที่ meepole กำลังจะก้มลงหยิบเงินในกระเป๋า ทันเห็นหน้าเขา เป็นใบหน้าที่เหนื่อยและมีความหวังที่จะขายได้ ใส่เสื้อขาด meepole ได้แต่หยิบเงินขึ้นมาเตรียมจะช่วยอุดหนุนเพื่อให้กำลังใจกับอาชีพสุจริต แต่เขาไม่เดินกลับมา พร้อมกับไฟเขียวพอดี เป็นความรู้สึกที่เศร้าติดไปจนเกือบถึงดอนเมือง ตำหนิตัวเองตลอดทางว่า ถ้าสมองคิดแปลทัน คิดเร็วสักนิด ก็จะช่วยซื้อได้ทัน แต่เจ้าตัวไม่รู้มาครอบ เลยต้องถาม ไม่ได้เข้ากลางกรุงมานาน เคยรู้เพียงว่ามีขายพวงมาลัย กับนสพ. ไม่เคยรู้มาก่อนว่าตอนนี้ขายผ้าเช็ดรถแล้ว

บางคนอาจไม่เห็นด้วยกับการขายสินค้ากลางถนน meepole ก็เข้าใจ แต่ภาระของแต่ละคนและทางออกความเท่าเทียมของชีวิตและทุนทรัพย์ไม่เท่ากัน หากเขามีทางเลือกเขาคงไม่เสี่ยงชีวิตกลางถนนที่ร้อนของกรุงเทพ เพียงแค่เราช่วยชโลมจิตใจด้วยการอุดหนุนให้เขามีแรงสู้ชีวิตก็น่าจะเป็นสิ่งที่ช่วยกันได้ เงิน20-30 บาทที่จ่ายไปไม่ได้ทำให้เราลำบากนัก แต่มันจะมีค่าสำหรับช่วยครอบครัวเขาได้ อีกวันหนึ่ง คราวหน้าถ้าเจอเช่นนี้อีก meepole คงไม่มะงุมมะงาหราแบบนี้อีก